การเป็นพยานเพื่อพระคริสต์

พยานคืออะไร พยานคือผู้บอกกล่าวให้ผู้อื่นได้ทราบ ถึงประสบการณ์ของตนเอง ดังนั้น การเป็นพยานเพื่อพระคริสต์ คือ การเล่าให้คนอื่นได้ทราบถึงเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิต ของเราให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และสมบูรณ์

ดังที่พระเยซูทรงตรัสว่า

"เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลาย จะได้ชีวิตและได้อย่างครบบริบูรณ์" (ยอห์น 10:10)

นี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่คริสเตียนทุกคน ซึ่งเป็นคนของพระเจ้าจะต้องทำหน้าที่นี้

ท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก (กิจการ 1:8)

การเป็นพยานที่ดี จะต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ไม่ใช่พูดมากแต่หาสาระไม่ได้ หรือวกเวียนไปมา อย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง บางครั้งเราเป็นพยานกับเพื่อนเป็น ชั่วโมงๆ เพื่อนเราจับประเด็นไม่ได้ว่าเราพูดอะไร พูดทำไม และพูดเพื่ออะไร ฉะนั้นเราจะต้องมีจุดประสงค์ที่ชัดเจน ซึ่งช่วยให้เราไม่ออกนอกลู่นอกทาง พอสรุปได้ดังนี้

จุดประสงค์ในการเป็นพยาน

  1. เพื่อให้เขาต้องรับองค์พระเยซูคริสต์ ไม่เพียงแต่ฐานะพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น แต่รวมถึงการยอมให้พระเจ้าเป็นเจ้านายเหนือชีวิตของเขาด้วย

  2. สอนให้เขาเป็นสาวก การนำผู้อื่นมารับเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ ไม่ใช่สิ้นสุดลงที่เมื่อเขาต้อนรับพระองค์เท่านั้น เรายังต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ที่จะสอนและเลี้ยงดูจิตวิญญาณให้เจริญเติบโต เพื่อเขาจะได้เป็นสาวกที่ดีของพระคริสต์ต่อไป

    "จงมอบคำสอนเหล่านั้น ซึ่งท่านได้ยินจากข้าพเจ้า ต่อหน้าพยานหลายคน ไว้กับคนที่ซื่อสัตย์ ที่สามารถสอนคนอื่นได้ด้วย" (2 ทิโมธี 2:2)

    นั้นแหละเป็นอันว่าหมดหน้าที่ในเบื้องต้น แต่ท่านก็ยังคงสามารถหนุนใจเขาได้ ตลอดไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

  3. นำเขามายังคริสตจักร เพื่อสามัคคีธรรม กับพี่น้องที่คริสตจักร เพราะคริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์ ผู้รับเชื่อใหม่ทุกคน เป็นส่วนหนึ่งของพระกายนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องนำเขามามีส่วนสามัคคีธรรม ร่วมกับพระกายส่วนอื่นๆด้วย

มีคริสเตียนหลายคน พยายามจะหาสูตรสำเร็จ ของการเป็นพยาน แต่ก็ต้องผิดหวังและล้มเหลว เพราะการเป็นพยานนั้นไม่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่แน่นอน ทุกคนที่เป็นพยาน จะมีวิธีที่แตกต่างกันออกไป แต่มีเป้าหมายร่วมกัน คือให้เขาต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และเป็นเจ้านายเหนือชีวิตของเขาด้วย

มีวิธีเป็นพยานที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง คือเป็นพยานจากชีวิตจริง คือการเล่าประสบการณ์ของเราว่าได้มาพบกับองค์พระเยซูคริสต์ ได้อย่างไร และได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงในชีวิต ของเราเช่นไร ทุกคนที่ต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์ จะได้รับการเปลี่ยนแปลงและถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทุกคน ดังที่กล่าวในพระธรรม 2 โครินทร์ 5:17 ว่า

"ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แนะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น"

แต่ก็ยังมีคริสเตียนอีกจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาในการเป็นพยาน คือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี ปัญหานี้จะหมดไป ถ้าเปิดอ่านพระธรรม มาระโก 13:9-10

"เพื่อจะได้เป็นพยานแก่เขา …อย่าเป็นกังวลก่อนว่าจะพูดอะไรดี แต่จงพูดตามซึ่งพระเจ้าทรงโปรดให้ท่านพูดในเวลานั้น เพราะว่าผู้ที่พูดในเวลานั้น มิใช่ตัวท่านเอง แต่เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์"

Click Here

ผู้ที่คริสเตียนจะต้องเป็นพยาน

ทุกวันนี้สามารถแยกออกคนเป็น 4 ประเภท

  1. ผู้ที่มีความรู้เรื่องพระเจ้าและมีประสบการณ์บังเกิดใหม่กับพระเจ้า

  2. ผู้ที่มีความรู้เรื่องพระเจ้า แต่ไม่มีประสบการณ์บังเกิดใหม่กับพระเจ้า

  3. ผู้ที่มีประสบการณ์บังเกิดใหม่แต่ไม่มีความรู้และความแน่ใจในเรื่องพระเจ้า

  4. ผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องพระเจ้าและไม่มีประสบการณ์บังเกิดใหม่

จากประเภทต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นนอกจากประเภทแรกแล้ว อีก 3 ประเภทหลังเป็นผู้ที่เราต้องเป็นพยานแก่เขาทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดถึงใจความของข่าวประเสริฐที่ชัดเจน และนำเขาสู่การต้อนรับพระเยซูคริสต์ และความแน่ใจในความรอด ดังนั้นก่อนที่จะเป็นพยานทุกครั้ง ต้องอธิษฐานทูลขอพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ด้วย กับการเป็นพยานของเรา

การเป็นพยานพอจะแบ่งได้เป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

1) ขั้นตอนการเป็นพยาน

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนการเป็นพยานคือการอธิษฐาน โดยการอธิษฐานทูลขอพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตในตัวเรา และอธิษฐานเผื่อผู้ที่เราจะเป็นพยานด้วย การอธิษฐานแบบเฉพาะเจาะจงโดยระบุชื่อของเพื่อนในการอธิษฐานด้วยทุกครั้ง และเราควรให้ความสนใจเป็นพิเศษบางครั้งอาจจะชวนเพื่อนเข้าร่วมการประชุมพิเศษของคริสเตียน เช่น พิธีแต่งงาน เข้าร่วมการสามัคคีธรรม รายการดนตรี การประกาศฟื้นฟู ถ้าเพื่อนชวนเราไปร่วมกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ผิดหลักข้อเชื่อของคริสเตียน เราก็ควรไปร่วมด้วยเพื่อเห็นแก่เขาและเห็นแก่ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ก่อนที่จะเป็นพยานเราจะต้องดูสภาพเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมให้ดีเสียก่อนและต้องมีความพร้อมทั้งสองฝ่าย คือเราก็พร้อมที่จะเป็นพยานแก่เพื่อน และเพื่อนก็พร้อมที่จะฟังเราเป็นพยาน พยายามสังเกตให้ดีว่าเขาฟังเราเพราะมีความสนใจอย่างแท้จริง หรือฟังเพราะความเกรงใจเราเป็นการแสดงมารยาทที่ดีเท่านั้น

2) ขณะที่เราเป็นพยาน

อย่าพยายามเน้นแต่ความต้องการของมนุษย์ และสิ่งที่จะได้รับจากพระเจ้าจนมากเกินไป เช่น พระเจ้ารักมนุษย์เพราะมนุษย์ทำบาปจึงขาดพระพร พระเยซูคริสต์คือพระผู้ช่วยให้รอดกับมนุษย์ ถ้าเราเชื่อพระองค์เราจะได้รับสันติสุข ความชื่นชมยินดี… ฟังดูเผินๆจะเห็นว่าไม่ผิดตรงไหน แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าใจความของข่าวประเสริฐจะเน้นว่าจะได้รับสิ่งนั้นสิ่งนี้มากเกินไป และได้ไปสวรรค์ตลอดจนได้สิ่งสารพัดจากโลกนี้

ทำให้เขาใจผิดว่า ชีวิตคริสเตียนมีแต่แบมือขอร่ำไปซึ่งไม่ใช่ และเมื่อเขาไม่ได้รับสิ่งที่เขาต้องการแล้วอีกไม่นานก็จะหลงไปในที่สุด ในทางตรงกันข้ามเราควรยึดพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง เห็นความเป็นพระเจ้าและคุณลักษณะของพระองค์ที่เป็นทั้งความรัก ความบริสุทธิ์ ความชอบธรรม มนุษย์เป็นเพียงผู้ล่วงละเมิดต่อพระเจ้าองค์บริสุทธิ์ โทษฐานของมนุษย์คือ อาชญากรที่รอคอยการพิพากษา แต่พระเจ้าทรงเมตตาไม่ต้องการให้มนุษย์พินาศ จึงได้ส่งพระเยซูคริสต์มาไถ่บาปของมนุษย์ บนไม้กางเขน เพื่อทำให้มนุษย์กลับคืนดีกับพระเจ้าอีกครั้ง หน้าที่ของเราคือการละทิ้งความบาปอย่างสิ้นเชิงพร้อมกับต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์เข้าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และเป็นเจ้านายเหนือชีวิตด้วย

เมื่อเราเป็นพยานไม่ใช่เราเป็นผู้พูดอย่างเดียวแต่รวมถึงการฟังด้วย ฟังเขาพูดด้วยความตั้งใจ จะทำให้เราเข้าใจในความต้องการและปัญหาจริงๆของเขา หลีกเลี่ยงการโต้เถียงอย่างเด็ดขาดเพราะการเป็นพยานไม่ใช่การโต้เถียงแต่เป็นการแนะนำพระเยซูคริสต์ให้เขารู้จักส่วนตัว การโต้เถียงไม่เกิดประโยชน์แต่ประการใด ไม่ว่าเราจะชนะหรือแพ้ก็ตาม ถ้าเราแพ้เขาจะว่าท่านไม่แน่จริงและยังพูดไม่ดีพอ ถ้าเราชนะเขาก็จะว่าเพราะว่าท่านได้รับการอบรมมาอย่างดีจึงชนะเขา ดังนั้นการโต้เถียงจึงเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่ทำให้การเป็นพยานไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยง

การเป็นพยานมิได้มุ่งหวังถึงการแพ้หรือชนะ แต่มุ่งหวังให้เขาต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นการส่วนตัว การใช้พระวจนะพระเจ้าเป็นเครื่องมือในการเป็นพยาน เพราะว่าพระวจนะของพระเจ้าเปรียบเสมือนดาบสองคมที่จะช่วยให้เขาพบความจริงของพระคริสต์ ในการใช้พระวจนะให้ได้ดีนั้นเราจะต้องรู้จักพระวจนะของพระเจ้าดีพอสมควร และจะต้องจำให้ได้ว่าเรื่องไหนอยู่ไหน พระธรรมอะไร

Click Here

พระธรรมที่จะใช้ในการเป็นพยานคือ

มนุษย์ทุกคนเป็นบาป โรม 3:23

ค่าจ้างของความบาปคือความตาย โรม 6:23

ขณะที่เราเป็นคนบาปไม่ว่าจะมากจนทุกคนเบือนหน้าหนี และไม่มีใครต้องการแต่พระเจ้าก็ยังทรงรักเราอยู่ โรม 5:8

เพราะความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรานั้นใหญ่หลวง จึงได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมา สิ้นพระชนม์เพื่อเรา ยอห์น 3:16

พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้เราทุกคนได้ต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์ โดยพระองค์ได้ยืนเคาะประตูใจของเรา เพียงแต่เราเปิดประตูพระองค์ก็จะเสด็จไปหาผู้นั้น วิวรณ์ 3:20

พระองค์ทรงสัญญาจะยกความผิดบาปของเรา ถ้าเราสารภาพความผิดบาปกับพระองค์ 1 ยอห์น 1:9

พระองค์ทรงสัญญาต่ออีกว่า ถ้าผู้ใดต้อนรับพระองค์ ผู้นั้นจะได้รับการเปลี่ยนแปลง และถูกสร้างขึ้นใหม่ 2 โครินธ์ 5:17

และยังมีสิทธิได้เป็นบุตรของพระเจ้า และสามารถเรียกพระเจ้าว่าพระบิดาได้ ยอห์น 1:12

มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นที่เราจะพบกับพระเจ้าได้โดยทางพระเยซู ยอห์น 14:6

ฯลฯ ฯลฯ

เมื่อเราเป็นพยานแล้ว อย่าหวังผลเลิศว่าเขาจะกลับใจทันทีที่ท่านเป็นพยานเสร็จ จงให้โอกาสแก่เขา และให้เขาต้อนรับพระเยซูคริสด้วยความจริงใจ และเป็นธรรมชาติที่สุด พยายามอย่าใช้หลักจิตวิทยา และอย่าแสดงความรู้สึกผิดหวังจนออกนอกหน้า เมื่อเขายังไม่พร้อม แต่เราก็พร้อมที่จะเป็นพยานกับเขาอีกเมื่อมีโอกาส

การเป็นพยานที่ดีนั้นไม่ใช่เป็นพยานด้วยคำพูดเท่านั้น จงเป็นพยานด้วยการกระทำและด้วยชีวิตและความจริง ถ้าเพื่อนประสงค์ที่จะต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์ หน้าที่ของเราคือให้เพื่อนอธิษฐานต้อนรับพระองค์ด้วยตนเอง ถ้าเขาอธิษฐานไม่เป็น เราก็ควรอธิษฐานและให้เพื่อนอธิษฐานตามเราคำต่อคำ

"ข้าแต่พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด

ข้าพเจ้ายอมรับว่าข้าพเจ้าเป็นคนบาป

ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงรักข้าพระเจ้า

และได้ประทานพระเยซูคริสต์เพื่อไถ่บาปของข้าพเจ้า

ขณะนี้ข้าพเจ้ายินดีสารภาพความผิดบาปและละทิ้งความผิดบาปของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าขอต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นเจ้านายเหนือชีวิต

และนำพาข้าพเจ้าดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด

อธิษฐานในนามขององค์พระเยซู คริสต์เจ้า อาเมน"

เมื่อเพื่อนอธิษฐานต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์แล้ว เราควรแสดงความยินดีกับเขาเพื่อสร้างความมั่นใจ ให้แก่เขาในการตัดสินใจที่เขาเลือกทางเดินได้อย่างถูกต้องแล้ว และควรชี้แจงให้เขาทราบว่า เมื่อเขาต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์แล้วผลที่ตามมาก็คือ

ผลที่ตามมาหลังจากต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์แล้ว

  1. พระเยซูคริสต์ได้เสด็จเข้ามาประทับอยู่ในชีวิตของเรา วิวรณ์ 3:20

  2. เขาได้บังเกิดเข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้าและได้รับสิทธิเป็นบุตรของพระเจ้า ยอห์น 1:12

  3. พระเจ้าทรงยกโทษบาปผิดบาปของเขาและทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับเขา กิจการ 2:38

  4. เขาเริ่มประสบการณ์ชีวิตใหม่ในพระคริสต์ 2 โครินธ์ 5:17 , ยอห์น 10:10

  5. นอกจากนี้เราควรเปิดข้อพระคัมภีร์อ่านเพื่อหนุนใจซึ่งกันและกัน

    ในพระธรรม เอเฟซัส 2:8-9 "ด้วยว่าซึ่งเราทั้งหลายรอดนั้นก็โดยพระคุณความเชื่อและมิใช่โดยตัวเราทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้"

คริสเตียนใหม่ส่วนมากมักจะสดุดและหลงหายไปเนื่องจากมาจากการมองดูผู้อื่นเป็นตัวอย่าง เช่น ผู้ที่นำเรามาเชื่อ หรือดูผู้ใหญ่ที่เราเลื่อมใสศรัทธา เมื่อเห็นความบกพร่องของผู้อื่น หรือผู้ที่เราศรัทธาแล้วเราจะรู้สึกผิดหวัง ตราบใดที่มนุษย์เรายังเป็นมนุษย์อยู่โอกาสที่จะผิดพลาดนั้นย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นเมื่อเรามอบความไว้วางใจทั้งสิ้นไว้กับพระเยซูคริสต์แล้ว เราก็จงมองดูพระคริสต์ที่เดียว มนุษย์ผิดพลาดได้ แต่พระคริสต์ไม่เคยผิดพลาด

3) การติดตามผลหลังการเป็นพยาน

เมื่อเขารับเชื่อแล้วเราควรฝึกฝนในแนวทางที่ถูกต้องให้แก่เขา ติดตามและเลี้ยงดูผู้เชื่อใหม่ให้เจริญเติบโตขึ้นทางฝ่ายจิตวิญญาณ วิธีติดตามผลพระคัมภีร์ได้ให้ตัวอย่างบางประการแก่เรา

ตัวอย่างวิธีติดตามผลในพระคัมภีร์

การใช้ชีวิตร่วมกับผู้เชื่อใหม่ พระเยซูคริสต์มีผู้ติดตามพระองค์เป็นจำนวนมากแต่มีสาวกๆ เพียง 12 คน ที่พระองค์ใช้เวลาอย่างใกล้ชิด เหล่าสาวกเหล่านี้เรียนรู้จากชีวิตพระคริสต์หลายสิ่งหลายประการทางด้านพระองค์เองก็ได้ถ่ายทอดความรู้ฝ่ายจิตวิญญาณให้แก่เขาและให้ความรักความสนใจเป็นพิเศษในตัวสาวกเหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าที่พระเยซูคริสต์ทรงสามารถคว่ำโลกด้วยข่าวประเสริฐของพระองค์โดยสาวก 12 คน ที่พระองค์ได้ติดตามผลอย่างใกล้ชิด

การอธิษฐานเผื่อ เป็นวิธีการติดตามผลอีกวิธีหนึ่งซึ่งปรากฏในพระคัมภีร์ พระเยซูคริสต์ทรงใช้เวลาอธิษฐานเผื่อสาวกของพระองค์ อาจารย์เปาโลขึ้นต้นจดหมายฝากหลายฉบับของท่านด้วยการกล่าวถึงกิจวัตรประจำวันของท่านในการอธิษฐานเผื่อผู้ที่ท่านได้ช่วยนำมาเป็นคริสเตียน

จดหมายฝาก ในสมัยเริ่มแรกของคริสตจักรจดหมายจดหมายฝากเป็นวิธีการติดตามผลที่ใช้กันมากและได้ผล อัครทูตต่างๆ มักใช้จดหมายฝากติดตามผลคริสเตียนใหม่ตามคริสตจักรต่างๆ เราจึงมีจดหมายฝากของ อาจารย์เปาโล อาจารย์เปโตร และอาจารย์โยฮัน ฯลฯ สมัยนี้เราไม่ควรมองข้ามวิธีนี้ การเขียนจดหมายเพื่อหนุนใจผู้เชื่อใหม่ นับว่าสำคัญมาก โดยเฉพาะผู้เชื่อใหม่อยู่ห่างไกลกัน

การส่งตัวแทน อาจารย์เปาโลใช้วิธีนี้บ่อยครั้งคือส่งตัวแทนของท่านไปเยี่ยมเยียนคริสตเตียนตามที่ต่างๆ เช่น กรณีส่งทิโมธี ติโต ไปทำหน้าที่แทนแต่สิ่งที่น่าสังเกตคือก่อนที่เราจะส่งตัวแทนได้เราต้องฝึกฝนตัวแทนของเราเสียก่อน ในลักษณะเดียวกับที่อาจารย์เปาโลฝึกฝนทิโมธีและติโต

ผู้เชื่อใหม่ต้องการความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ซึ่งเราสามารถช่วยเขาได้ดังนี้ คือช่วยให้เขารู้จักพระคำของพระเจ้า โดยการศึกษาพระคัมภีร์ร่วมกับเขาภายใน 2-3 เดือนแรกหลังจากที่เขาตัดสินใจรับองค์พระเยซูคริสต์แล้วเราควรใช้เวลาศึกษาพระคัมภีร์ร่วมกับเขาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ครั้งละประมาณครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้นแล้วแต่โอกาสอำนวย แต่อย่าให้นานเกินไปคริสเตียนใหม่รับไม่ไหว ท่านอาจจะเลือกพระคัมภีร์บางตอนที่เหมาะสม หรือจะใช้คู่มือช่วยก็ได้ จุดประสงค์ที่ให้ทำเช่นนี้นอกจากเขาจะได้รับการหนุนใจทางด้านจิตวิญญาณแล้วเขายังเรียนรู้วิธีการศึกษาพระคัมภีร์ไปในตัวด้วย หลังจากศึกษาพระคัมภีร์เสร็จแล้วควรเหลือเวลาตอบปัญหาที่เขามี แบ่งปันพระพรที่ได้รับแล้วยุติธรรมด้วยการอธิษฐานขอบคุณพระเจ้า

สอนให้เขารู้จักการอธิษฐาน และสอนให้เขารู้ถึงความหมาย ความสำคัญของการอธิษฐาน ประเด็นที่ต้องเน้นการอธิษฐานประกอบไปด้วย การสรรเสริญ การขอบพระคุณ การสารภาพบาป การอธิษฐานเผื่อผู้อื่น การทูลขอและการฝากฝังเรื่องส่วนตัวไว้ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า (ดูตัวอย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกให้อธิษฐานใน มัทธิว 6:9-13)

อธิษฐานได้ทุกขณะ สอนเขาให้รู้ว่าเราสามารถติดต่อสนทนากับพระเจ้าได้ทุกขณะและในทุกสถานที่ไม่ว่าจะโดยการอธิษฐาน จากใจเงียบ หรือโดยคำพูดเหตุผลเพราะพระเจ้าเป็นพระวิญญาณจึงไม่ถูกจำกัดโดยเวลาและสถานที่ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรงฤทธานุภาพสูงสุดจึงทรงสามารถตอบคำอธิษฐานของเราได้

อธิษฐานโดยจิตวิญญาณและความจริง สอนให้เขาอธิษฐานอย่างตรงไปตรงมากับพระเจ้าเปิดเผยความในใจทุกอย่างโดยไม่ปิดบังและเรื่องอธิษฐานควรให้เฉพาะเจาะจงที่สุดหนุนใจให้เขาร่วมประชุมอธิษฐานกับคริสตจักรหรืออธิษฐานร่วมกับพี่น้องคริสเตียน

หนุนใจให้เขาใช้สมุดบันทึกการอธิษฐาน โดยบันทึกวันที่เริ่มอธิษฐาน และวันที่ได้รับคำตอบ สมุดบันทึกนี้จะช่วยให้เราสำรวจชีวิตส่วนตัวของเรา ว่าการที่พระเจ้าทรงตอบและไม่ตอบคำอธิษฐานนั้นเพราะเหตุไร ส่วนที่พระองค์ไม่ตอบอาจจะเนื่องจาก ยังไม่มีถึงเวลา ทูลขอในสิ่งที่ผิด เพื่อเนื้อหนังหรือสนองความต้องการของตัวเอง หรือความบกพร่องอื่นๆ

ช่วยให้เขามีความสัมพันธ์กับคริสเตียนคนอื่นๆ ภายในคริสตจักร ชีวิตคริสเตียนเป็นชีวิตแห่งความสัมพันธ์ ประการแรก คืนดีมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ประการที่สอง สัมพันธ์กับบุตรพระเจ้าด้วยกัน

สอนให้เขาเป็นพยานเพื่อพระคริสต์ ซึ่งเป็นหน้าที่คริสเตียนทุกคนจะต้องทำ วิธีที่ยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุด ให้เขานึกถึงตอนที่ท่านได้เป็นพยานกับเขา และแนะนำสิ่งที่ท่านได้ศึกษามาในเล่นนี้แก่เขา

การเป็นพยาน เป็นสิ่งสำคัญที่คริสเตียนทุกคนจะต้องกระทำ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่บางครั้งเราก็ไม่รู้สึกอยากจะทำเท่าไร ก็อยากจะให้ดูชีวิตของอาจารย์เปาโล จะช่วยหนุนใจให้เราอยากเป็นพยานมากขึ้น ดูใน1 โครินธ์ 9:16 อาจารย์เปาโล กล่าว

เพราะการที่ข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐนั้น ข้าพเจ้าไม่มีเหตุที่จะอวดได้ เพราะจำเป็นที่ข้าพเจ้าจะต้องประกาศข่าวประเสริฐ ถ้าข้าพเจ้าไม่ประกาศ วิบัติจะเกิดแก่ข้าพเจ้า (1 โครินธ์ 9:16)

และอาจารย์เปาโลได้กล่าวถึงสาเหตุที่ท่านต้องประกาศไว้ใน ว่า

"ข้าพเจ้าเป็นหนี้ทั้งพวกอารยะและพวกอนารยชนด้วยเป็นหนี้ทั้งพวกนักปราชญ์และคนเขลาด้วย ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขวนขวายที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านทั้งหลายที่อยู่ในกรุงโรม" (โรม 1:14-15)

คำว่า "กรุงโรม" อาจจะใช้คำว่า(ชื่อทีทำงาน ที่โรงรียน มหาวิทยาลัย ฯลฯ ) เช่น

ข้าพเจ้าจึงขวนขวายที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านทั้งหลายที่อยู่ใน "รามคำแหง"

ข้าพเจ้าจึงขวนขวายที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านทั้งหลายที่อยู่ใน "สีลม" แทนก็ได้

เมื่อท่านอ่านถึงบรรทัดสุดท้ายนี้ก็ ขอหนุนใจก่อนที่จะจบว่า

เราบอกท่านทั้งหลายว่า เงยหน้าขึ้นดูนาเถิดว่าทุ่งนาเหลืองอร่าม

ถึงเวลาเกี่ยวแล้ว คนเกี่ยวก็กำลังได้รับค่าจ้าง

และกำลังส่ำสมพืชผลไว้สำหรับชีวิตนิรันดร์

เพื่อทั้งคนหว่านและคนเกี่ยวจะชื่นชมยินดีด้วยกัน (ยอห์น 4:35-36)

"อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายพระองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา... (2 ทิโมธี 1:8)


Click Here

ขอเชิญร่วมแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับ "การเป็นพยานเพื่อพระคริสต์"

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

การประกาศตามสายสัมพันธ์-OIKOS