"เว้นวรรค" เป็นคำที่ใช้กันมากในวงการการเมืองในระยะหลัง นับตั้งแต่มี "ปปช." (คณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ) ทำหน้าที่ตรวจสอบ การทุจริตของนักการเมือง และข้าราชการ "กกต" (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ทำหน้าที่ตรวจสอบ การทุจริตของการเลือกตั้ง จึงเกิดมีการ "เว้นวรรคทางการเมืองขึ้น" นักการเมืองบางท่านจะต้องเว้นวรรคทางการเมือง 1 ปีหรือ 5 ปี บางคนก็ถือโอกาสขอเว้นวรรคตลอดไป
ในชีวิตคริสเตียน พระเจ้าก็ทรงอนุญาตให้มีการ "เว้นวรรค
ของชีวิต" การเว้นวรรคทางการเมืองคือการลงโทษผู้ที่กระทำผิด แต่สำหรับคริสเตียน การเว้นวรรคของชีวิตคือพระคุณ พระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้
อัครทูตเปาโลได้แบ่งปันประสบการณ์ในเรื่องนี้ จากพระธรรม 2 โครินธ์ 12:7-10 "
เพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวจนเกินไป ก็ทรงให้มีหนามใหญ่ในเนื้อของข้าพเจ้า หนามนั้นเป็นทูตของซาตานคอยทุบตีข้าพเจ้าเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวเกินไป เรื่องหนามใหญ่นั้น ข้าพเจ้าวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงสามครั้ง เพื่อขอให้มันหลุดไปจากข้าพเจ้า แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า การมีคุณของเราก็แก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการประทุษร้ายต่างๆ ในความยากลำบาก ในการถูกข่มเหง ในความอับจน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น"
คำว่า "หนาม" ที่จะกล่าวต่อไปนี้อาจหมายถึงปัญหาสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บเรื้อรัง ปัญหาครอบครัว ความรัก การเงิน การงาน การเรียน สุขภาพจิต การทดลองการล่อลวง การตัดสินใจปัญหาที่หนักหน่วง วิกฤต มรสุมชีวิต หรือความอ่อนแอในความเชื่อศรัทธาในพระเจ้า ฯลฯ เมื่อคริสเตียนเผชิญกับหนาม จงจำไว้ว่า ยามใดที่เกิดหนามเหล่านี้ขึ้น อาจเกิดในระยะสั้นหรือระยะยาว พระเจ้ากำลังให้เราเกิด "การเว้นวรรค" เพื่อเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเรา
1.การเว้นวรรคของชีวิตเพื่อให้เราได้ระลึกถึงพระคุณของ
อัครทูตเปาโลกล่าวว่า "เมื่อมีหนามเกิดขึ้นในชีวิตของข้าพเจ้า" ท่านขอให้พระเจ้าเอาหนามนี้ออกจากชีวิต ท่านอธิษฐาน 3 ครั้ง 3 ครา (หมายถึงอธิษฐานอย่างสิ้นสุดจิตสุดใจแล้ว) แต่พระเจ้าตรัสกับท่านว่า "การมีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว" นั่นหมายความว่า เราอย่ามองดูแต่หนามจนทำให้เราท้อใจบ่นต่อว่าพระเจ้า เหนื่อยหน่ายหมดหวัง แต่จงหยุดพัก เว้นวรรค สงบ หวนคิดถึงพระคุณของพระเจ้า แล้วเราจะพบว่าพระคุณของพระเจ้านั้นอุดมไพบูลย์ เพียงพอและเหลือล้น พระคุณของพระเจ้ามีอำนาจเหนือความอ่อนแอ เหนือหนามในชีวิตของเรา
เวลาที่เราขับร้องเพลงนมัสการ มีบางเพลงที่มีเครื่องหมาย (Fernato) ซึ่งต้องการให้ผู้ขับร้องได้ผ่อนคลายยืดหรือลากเสียงให้ยาวนานมากขึ้น มีเครื่องหมาย หรือ ( Rest ) ซึ่งต้องการให้ผู้ขับร้องได้หยุดพักหายใจก่อนจะขับร้องต่อไป เครื่องหมายนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตของเราได้ว่า บ่อยครั้งที่เราสักแต่ร้องเพลงหรือทำงาน ฯลฯ จนลืมมีช่วงจังหวะของการหยุดพัก เพื่อคิดถึงความหมายของเนื้อเพลง เพื่อคิดถึงความหมายของชีวิต เพื่อคิดถึงพระคุณความรักของพระเจ้า ทำไมเราคิดแต่ปัญหา มองแต่ความทุกข์ เจ็บปวดกับหนาม จมอยู่กับความขมขื่น เดินไปกับความท้อใจ จนทำให้เราหมดกำลัง ประโยชน์ของการเว้นวรรคของชีวิตก็เพื่อให้เราหยุดพัก ใคร่ครวญชีวิตและพระคุณสักระยะเวลาหนึ่ง แล้วค่อยดำเนินการต่อไป
บทเพลง "นับพระพร" เป็นบทเพลงที่สอนให้เราได้รำลึกถึงพระคุณของพระเจ้า "นับพระพรของท่านดูทีละอัน นับพระพรซึ่งพระเยซูประทาน นับพระพรนั้น นับดูทีละอัน แล้วท่านจะพบว่าพระพรที่พระเยซูประทานให้มีมากกว่าหนามที่เกิดขึ้นในชีวิต"
แล้วจงคิดถึงพระคุณของพระเจ้าให้มากขึ้น "
2.การเว้นวรรคของชีวิตเพื่อให้เรารับการเสริมกำลังใหม่
การเว้นวรรคไม่ได้แปลว่ายกเลิก ล้มเลิก หรือสิ้นสุด แต่เป็นการหยุดพักเพื่อรับการเสริมเรี่ยวแรงใหม่ เครื่องจักรกล เครื่องยนต์ ใช้ไประยะหนึ่งก็เกิดการสึกหรอ ต้องหยุดพักเพื่อการตรวจสอบ เพื่อการซ่อมแซมสภาพ หากเราพบว่าร่างกายและชีวิตของเราดำเนินไปสักระยะหนึ่งแล้วมีหนามเกิดขึ้น เราควรจะหยุด เว้นวรรคสักพัก เพื่อรับการซ่อมเสริมเติมพลังใหม่ บางคนเรียน เรียน เรียน ทำงาน ทำงาน ทำงาน จนไม่มีเวลาสำหรับส่วนตัว ไม่มีเวลาสำหรับครอบครัว ไม่มีเวลาสำหรับเพื่อนฝูง ไม่มีเวลาสำหรับการให้รางวัลชีวิต ไม่มีเวลาสำหรับพระเจ้า ไม่มีเวลาสำหรับคริสตจักร มุ่งเพื่อความสำเร็จของชีวิตตามที่ตนตั้งเป้าหมายไว้ แต่ในที่สุดต้องสะดุดเพราะเจอกับหนามใหญ่มาขัดขวาง หลายคนก็ล้มลงทันทีแล้วลุกไม่ขึ้นอีกเลย หลายคนล้มลุกคลุกคลาน และอีกหลายๆ คนก็ยอมให้เกิดการเว้นวรรคสักระยะหนึ่ง ผ่อนคลายชีวิตของตนเอง โดยการหยุดพักเพื่อรับการเสริมกำลังใหม่จากพระเจ้า ถ้าเราไม่ปลีกตัวออกมาและพักผ่อนสักหน่อย ผ่อนคลายสักนิด เราอาจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ได้ง่าย
อัครทูตเปาโลกล่าวว่า "ความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของพระเจ้าก็มีฤทธิ์เต็มขนาดที่นั่น" หมายความว่า ท่านพบว่าแม้ท่านจะเก่ง มีความสามารถ มีความรอบรู้ มีของประทาน มีกำลังมากแค่ไหน แต่ในที่สุดท่านไม่อับอายที่จะยอมรับว่าท่านเกิดความอ่อนแอและท้อถอย ท่านจึงต้องหยุดเพื่อรับกำลังจากพระเจ้า
"กำลังของเราอยู่ในความสงบและวางใจในพระเจ้า"
(พระธรรมอิสยาห์ 30:15)
"ความสุขเป็นของบุคคลที่กำลังของเขาอยู่ในพระเจ้า เขาจะไปด้วยมีกำลังเพิ่มมากขึ้น ๆ"
(พระธรรมสดุดี 84:5,7)
"กำลังของเราที่เพิ่มขึ้นอยู่ในความโปรดปรานของพระเจ้า"
(พระธรรมสดุดี 89:17)
"จงมอบภาระของท่านไว้กับพระเจ้า และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน พระองค์จะไม่ทรงให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย"
(พระธรรมสดุดี 55:22)
" เมื่อเราวางความกังวลใจไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า
พระองค์จะทรงวางสันติสุขไว้ในจิตใจของเรา "
3.การเว้นวรรคของชีวิตเพื่อสอนให้เรารู้จักความถ่อมใจ
อัครทูตเปาโลเคยพูดอย่างโอ้อวดและภูมิใจถึงภูมิหลังของท่านว่า "ข้าพเจ้าเป็นชาติฮีบรู (ชนชาติเก่าแก่) เป็นชาวอิสราเอล (ประชาชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร) เป็นคนเผ่าเบนยามิน ศึกษาจบหลักปรัชญาเมธีจากท่านอาจารย์กามาลิเอลผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นสมาชิกในคณะฟาริสี เป็นพวกที่ถือรักษาธรรมบัญญัติอย่างเคร่งครัด เป็นผู้ที่คอยปกป้องเพื่อศาสนา" (พระธรรมฟิลิปปี 3:5-6) และแล้วท่านสารภาพว่าภูมิหลังเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อะไรต่อชีวิต มันเหมือนหยากไย่ที่ไร้คุณค่าเมื่อเทียบกับพระเยซูคริสต์ ที่ยอมสละฐานะอันสูงส่งมาถือกำเนิดเป็นมนุษย์และมาตายเพื่อมนุษย์ เมื่อเกิดหนามขึ้นในชีวิตของท่าน "หนามนั้นทำให้ข้าพเจ้าไม่กล้าโอ้อวดยกตัวจนเกินไป" ท่านบอกว่าท่านไม่กล้าโอ้อวดอะไรอีกต่อไป ท่านรู้ว่าแท้จริงท่านไม่ใช่คนแข็งแรงหรือเข้มแข็ง ท่านอ่อนแอและมีความจำกัด พระเจ้าทรงให้ท่านเกิดหนามขึ้นเพื่อสอนให้ท่านเรียนรู้จักความถ่อมใจ เช่นเดียวกัน หากเราทำงานคล่องแคล่ว ไม่เคยเจ็บป่วย ไม่เคยเผชิญปัญหา เราทำงานหนักหน่วง ไม่เคยหยุดพัก ไม่เคยผิดพลาด ไม่เคยล้มเหลว เราคิดว่าเราเก่ง เราแน่ เราวิเศษ เราเป็นคนสำคัญ ไม่มีใครสู้เราได้ ไม่มีใครเทียบเราได้ พระเจ้าก็ทรงอนุญาตให้เกิดหนามในชีวิตของเรา เพื่อสอนให้เรารู้จักกับความเป็นเรา ความเป็นมนุษย์ ความจำกัด ความอ่อนแอ สอนให้เราอย่าโอ้อวด อย่าโอหัง อย่าหยิ่งยโส อย่าดูหมิ่นดูถูกคนอื่น เราทุกคนมีจุดดีจุดเด่นและมีจุดเสียจุดด้อย พระเจ้าให้เราเรียนรู้บทเรียนแห่งความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน แล้วเราจะกลายเป็นบุคคลที่น่ารักและเป็นพระพรสำหรับคนอีกมากมาย
พระธรรม 1 เปโตร 5:5
"พระเจ้าทรงเป็นปฏิปักษ์กับคนเหล่านั้นที่ถือตัวจองหอง แต่พระองค์ทรงสำแดงพระคุณแก่คนที่อ่อนน้อมถ่อมตน"
" สิ่งที่อยู่ข้างหน้าเราและสิ่งที่อยู่ข้างหลังเรา
ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่กับเราเดี๋ยวนี้.........
.....ความถ่อมใจ....... "

4.การเว้นวรรคของชีวิตเพื่อให้เราเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนะและวิถีชีวิตใหม่
อัครทูตเปาโลคิดว่าการมีหนามใหญ่ (โรคประจำตัวที่รักษาไม่หาย) เป็นอุปสรรคต่อการรับใช้ หากไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ท่านคงจะสามารถรับใช้พระเจ้าได้มากยิ่งขึ้น เราก็คงคิดเช่นนั้นเหมือนกัน ถ้าชีวิตของเราไม่มีหนามใดๆเกิดขึ้น เราคงสามารถทำอะไรเพื่อครอบครัว เพื่อสังคม เพื่อประเทศชาติได้มากขึ้น พระเจ้าทรงสอนให้เราเปลี่ยนแปลงทัศนะใหม่ :
ไม่ใช่คนที่แข็งแรงเท่านั้น |
แต่คนที่อ่อนแอก็รับใช้ได้ |
ไม่ใช่คนที่มีเวลามากเท่านั้น |
แต่คนที่มีเวลาน้อยนิดก็รับใช้ได้ |
ไม่ใช่คนที่ไม่มีโรคภัยเท่านั้น |
แต่คนที่เจ็บป่วยก็รับใช้ได้ |
ไม่ใช่คนที่มีเงินเท่านั้น |
แต่คนที่ไม่มีเงินก็รับใช้ได้ |
ไม่ใช่ผู้ที่ไม่มีปัญหาเท่านั้น |
แต่คนที่เผชิญวิกฤตก็รับใช้ได้ |
ไม่ใช่คนที่มีความสามารถเท่านั้น |
แต่คนที่ไม่เก่งก็รับใช้ได้ |
ไม่ใช่คนที่สังคมยอมรับเท่านั้น |
แต่คนที่สังคมไม่รู้จักก็รับใช้ได้ |
ท่านกล่าวว่า "ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการประทุษร้ายต่างๆ ในความยากลำบาก ในการถูกข่มเหง ในความอับจน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น" (พระธรรม 2 โครินธ์ 10:10) หมายความว่าท่านยอมรับหนามที่เกิดขึ้น แม้จะต้องอยู่กับท่านตลอดชีวิต ท่านก็ยังจะทำงานรับใช้ต่อไป เพราะกำลังของท่านมาจากพระเจ้า การรับใช้ไม่ใช่อาศัยกำลังของมนุษย์ แต่พึ่งในพระคุณ ความเมตตา ฤทธิ์เดชที่มาจากพระเจ้า การรับใช้จะเกิดขึ้นและเกิดผล อยู่ที่เรายอมมอบถวายชีวิตของเราเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์แด่พระเจ้า
นอกจากการเปลี่ยนแปลงทัศนคติใหม่แล้ว การเว้นวรรคของชีวิตยังสอนให้เราเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตใหม่ด้วย ตัวอย่างเช่นถ้าเราเจ็บป่วยด้วยโรคใดโรคหนึ่ง เราต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต การกิน การนอน การออกกำลังกาย การพักผ่อน และทำตามคำแนะนำของแพทย์ เราอาจต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือการดำเนินชีวิตบางอย่าง ถ้าเรามีปัญหาเรื่องการเงิน เราต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตการใช้เงิน เลิกสร้างหนี้ อย่าหนีหนี้ ต้องรู้จักประนอมหนี้ ต้องประหยัดอดออม ต้องตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ขาต้องติดดิน ไม่ฟุ้งเฟ้อ ต้องขยันทำงาน (งานที่สุจริต) ต้องใช้จ่ายตามงบประมาณ ต้องไม่โลภ ต้องไม่เปรียบเทียบกับผู้อื่น ต้องลด ละ เลิกบางสิ่งบางอย่าง เป็นต้น
นี่เป็นเพียง 2 ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาประกอบ เราเองจะต้องศึกษาถึงสาเหตุของปัญหาและหาทางแก้ไข ปรับปรุงวิถีทางที่ถูกต้อง แก้ที่ต้นเหตุไม่ใช่แก้ที่ปลายเหตุ เราต้องทูลขอสติปัญญาจากพระเจ้า และรับคำแนะนำจากผู้ที่มีประสบการณ์ จากผู้ที่เคยมีหนามแล้วพบทางแก้ไข จากผู้ที่ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ติดสนิทกับพระเจ้า
แต่ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดหนามหรือเหตุการณ์ร้ายในชีวิต
มิใช่เพื่อทำลายเรา แต่เพื่อปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเรา
ในทิศทางที่ถูกต้องและดีขึ้น "
5.การเว้นวรรคของชีวิตเพื่อฝึกฝนเราให้อดทนและรอคอย
อัครทูตเปาโลเผชิญกับวิกฤตจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน ท่านกล่าวไว้ในพระธรรม 2 โครินธ์ 11: 23-28 "ข้าพเจ้าติดคุกมากกว่าคนอื่น ถูกโบยตีเกินขนาด หวิดตายบ่อยๆ เผชิญภัยเรือแตก 3 ต้องเดินทางบ่อยๆ เผชิญโจรภัย เผชิญภัยจากชนชาติของตนเอง และจากคนต่างชาติ เผชิญภัยในนคร เผชิญภัยในป่า เผชิญภัยในทะเล เผชิญภัยจากพี่น้องทรยศ ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก ต้องอดหลับอดนอนบ่อยๆ ต้องหิวและกระหาย ต้องทนหนาวและเปลือยกาย และนอกจากนั้นยังมีการอื่นที่บีบข้าพเจ้าอยู่ทุกวันๆ" ท่านยังกล่าวต่อไปว่า "ข้าพเจ้าถูกขนาบรอบข้างแต่ก็ไม่ถึงกับกระดิกไม่ไหว ข้าพเจ้าจนปัญญาแต่ก็ไม่ถึงกับหมดมานะ ข้าพเจ้าถูกข่มเหงแต่ก็ไม่ถูกทอดทิ้ง ข้าพเจ้าถูกตีลงแล้วแต่ก็ไม่ถึงตาย" (พระธรรม 2 โครินธ์ 4:8-9) จากพระธรรม 2 ตอนนี้ชี้ให้เห็นว่าท่านได้รับความทุกข์แสนสาหัส สิ่งเหล่านี้ฝึกฝนให้ท่านเป็นคนอดทนอย่างมาก ท่านจึงไปอยู่ที่ไหนก็ได้ กินอย่างไร นอนอย่างไร ทำงานกับชนกลุ่มใดก็ได้ พร้อมจะเผชิญโพยภัยนานารูปแบบ ท่านมีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต เพราะท่านผ่านการฝึกปรือมามากเพียงพอ ความหวังใจและกำลังใจของท่านมาจากพระเจ้า
ทุกครั้งที่เกิดหนามขึ้นในชีวิตของเรา จงยอมรับว่าไม่มีใครที่เกิดมามีแต่ความราบเรียบของชีวิต ชีวิตมีขึ้นมีลง มีสูงมีต่ำ มีสุขมีทุกข์ มีรอยยิ้มมีน้ำตา มีสมหวังมีผิดหวัง มีสำเร็จมีล้มเหลว มีชื่นชมมีข่มขื่น มีสบายมีเจ็บป่วย พระเจ้าไม่เคย
สัญญาว่ามีแสงแดดแล้วจะไม่มีฝน มีความยินดีแล้วจะไม่มีความทุกข์โศก มีสันติสุขแล้วจะไม่มีความเจ็บปวด มีชีวิตแล้วจะไม่มีหนาม การเกิดหนามขึ้นในชีวิตจึงเป็นเรื่องปกติของชีวิตมนุษย์ เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น เป็นสีสรรของชีวิต เป็นประสบการณ์ที่น่าระทึกใจ ที่สร้างให้เราเป็นคนที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอให้เราถือว่าเป็นโอกาส เป็นนาทีทอง เป็นการฝึกวิทยายุทธ ซึ่งไม่สามารถเรียนได้จากตำรา นอกจากเรียนจากประสบการณ์ชีวิต ขณะที่เกิดหนาม เราเกิดช่วงของการเว้นวรรค เราต้องยอมรับความผิดหวัง เราต้องกล้าเผชิญกับความจริงที่เกิดขึ้น เราต้อง อดทนรอคอย สงบ ต้องรับการเสริมกำลังจากคำอธิษฐาน จากพระวจนะ จากการรับใช้ จากการพักผ่อน จากการปล่อยวาง จากการผ่อนคลาย จากคำแนะนำ จากการหนุนใจ แล้วเราจะผ่านบทเรียนนี้ไปได้
แม้เราจะหว่านด้วยน้ำตา แต่เราจะเก็บเกี่ยวด้วยความชื่นชมยินดี เราจะก้าวสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง เราจะได้รับบทเรียนบทใหม่ที่ท้าทายมากขึ้น แต่ก็ไม่ยากจนเราผ่านไม่ได้ เพราะเราผ่านมาแล้วหลายๆ บทเรียน
เจึยรนัยเพชรให้มีเหลี่ยมวาวแวววับต้องใช้เวลา
หนามในชีวิตจะผ่านพ้นไปก็ต้องใช้เวลาอดทนและรอคอย "

6.การเว้นวรรคของชีวิตเพื่อตีสอนและขัดเกลาชีวิตให้ดีขึ้น
อัครทูตเปาโลกล่าวว่า "หนามนี้เป็นทูตของซาตานที่คอยทุบตีข้าพเจ้า คอยทำลายข้าพเจ้า" หมายความว่า ซาตานใช้หนามนี้เพื่อทางลบ แต่พระเจ้าปรับเปลี่ยนให้เป็นทางบวก ซาตานใช้หนามนี้เพื่อการทำลาย แต่พระเจ้าปรับเปลี่ยนให้เป็นพระพร ซาตานใช้หนามนี้เพื่อความล้มเหลว แต่พระเจ้าปรับเปลี่ยนให้เป็นชัยชนะ
ชีวิตของเรายังอยู่ในเนื้อหนัง ทุกวันเราจะเผชิญกับการทดลอง การล่อลวงเรื่องเพศ ราคะ ตัณหา อบายมุข สิ่งเสพย์ติด ความบันเทิง วัตถุ สิ่งอำนวยความ สะดวก เงินทอง ลาภยศ อำนาจ เกียรติยศ การคอรัปชั่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความฟุ้งเฟ้อ คุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ เหล่านี้ทดลอง ล่อลวง ล่อตาล่อใจให้คนเราหลงผิด คิดผิด ทำผิด หนามจึงเกิดขึ้นในชีวิตของเรา
พระธรรมสดุดี 37:23-24 "ถ้าพระเจ้านำย่างเท้าของมนุษย์คนใด และคนนั้นพอใจในมรรคาของพระองค์ แม้เขาล้ม เขาจะไม่ถูกเหวี่ยงลงเหยียดยาว เพราะว่าพระหัตถ์ พระเจ้าพยุงเขาไว้"
พระธรรมสดุดี 119:71 "ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก เพื่อข้าพระองค์จะเรียนรู้กฎเกณฑ์ของพระองค์"
พระธรรมสดุดี 51:7/10/13 "ขอทรงชำระข้าพระองค์ด้วยต้นหุสบ ข้าพระองค์จึงจะสะอาด ขอทรงล้างข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะขาวกว่าหิมะ ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสร้างใจสะอาดภายในข้าพระองค์ และฟื้นน้ำใจที่หนักแน่นขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์ แล้วข้าพระองค์จะสอนผู้ละเมิดทั้งหลายถึงบรรดาพระมรรคาของพระองค์ และคนบาปทั้งหลายจะกลับสู่พระองค์"
จากพระธรรม 3 ตอนนี้จะเห็นได้ว่า แม้ว่าเราอ่อนแอ พ่ายแพ้ ล้มเหลว จมปรักอยู่ในความอธรรม ความผิดบาป แต่พระเจ้าก็ยื่นพระหัตถ์ฉุดรั้งเราไว้ พระเจ้าทรงใช้หนาม (ความทุกข์ยาก) มาเพื่อตีสอน ขัดเกลา ตกแต่งชีวิต เพื่อให้เราเดินอยู่ในวิถี กฎเกณฑ์ พระธรรมของพระองค์ เมื่อเราสำนึกผิด สารภาพบาป กลับใจใหม่ เลิกเดินในวิถีทางชั่ว พระเจ้าก็ทรงยกโทษ อภัยบาป ชำระเราให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้โอกาสใหม่ เราก็ต้องให้โอกาสใหม่แก่ตนเองในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ให้มีจิตใจที่หนักแน่นมั่นคง ไม่วกกลับไป แกว่งเท้าหาเสี้ยน หาหนามใส่ชีวิตของตนอีก แล้วเราจะนำบทเรียนชีวิตนี้สอนคนที่ละเมิดผิดให้กลับเนื้อกลับตัวใหม่ เหมือนอย่างที่เราเคยมีประสบการณ์
มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต
และจิตวิญญาณที่เปรอะเปื้อนบาป
ให้กลายเป็นคนใหม่ด้วยพระคุณของพระองค์ "

7.การเว้นวรรคของชีวิตเพื่อให้เราเรียนรู้จักการรับและการให้
เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก เพื่อนดีๆ หาไม่ได้ในวันเดียว ต้องใช้เวลาในการคบค้าสมาคม ยามที่เกิดหนามในชีวิต เราจะรู้ว่าใครคือมิตรสหายที่แท้จริงของเรา มิตรแท้คือผู้ที่ห่วงใย เอื้ออาทร เห็นอกเห็นใจ ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ให้คำหนุนใจ อธิษฐานเผื่อ เยี่ยมเยียน ถามไถ่ ปลอบโยนให้กำลังใจ แบ่งปันประสบการณ์ ให้ข้อคิด ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา พระเจ้าอนุญาตให้เกิดหนามขึ้น เพื่อเราจะสัมผัสถึงความรักของพระเจ้าผ่านบุคคลรอบข้างเหล่านี้ ผ่านศิษยาภิบาล พ่อแม่ สามี ภรรยา ลูก ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมงาน พี่น้องในพระคริสต์ เพื่อนฝูง ฯลฯ ทำให้เรามีกำลังใจ มีความชื่นชมยินดี มีเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นต่อสู้ปัญหาอุปสรรค ทั้งปวง ความรักของพระเจ้าไม่เคยขาดจากชีวิตของผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์
ในบทเพลง "มีคนอธิษฐานเพื่อท่าน" เนื้อเพลงมีความหมายมาก
น้ำตานองหน้า ดั่งสายฝนไม่หยุดไหลริน
พระเจ้าทรงห่วงใยและเข้าใจว่าท่านอดทนเพียงใด
ทรงบอกคนอื่นให้อธิษฐานเพื่อท่าน
มีคนอธิษฐานเพื่อท่าน มีคนอธิษฐานเพื่อท่าน
หากท่านรู้สึกโศกเศร้าเดียวดาย
จิตใจท่านแทบแยกสลาย จงจำไว้ว่ามีคนอธิษฐานเพื่อท่าน
จากบทเพลงและข้อพระธรรมนี้ชี้ให้เห็นว่า หนามที่เกิดในชีวิตของกันและกัน ทำให้เกิดความห่วงใยและอธิษฐานเผื่อกันและกัน ยิ่งอธิษฐานกันมากเท่าใด ก็ยิ่งพบพระคุณความรักของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น เมื่อเราเรียนรู้ "การรับ" ความรักจากคนรอบข้างแล้ว เราก็จะเรียนรู้ "การให้" ความรักแก่คนรอบข้างและคนอื่นที่มีความต้องการ คนที่เกิดหนามอย่างที่เราเคยเป็น พระเยซูคริสต์ทรงเป็นสหายที่ดีเลิศ อยู่เคียงข้างเราเสมอในทุกเหตุการณ์ของชีวิต ทรงอธิษฐานเพื่อเราทุกคนอยู่เสมอ
ด้วยมิตรภาพแห่งการรับและการให้
จงสร้างสะพานแห่งความสัมพันธ์ต่อกันและกัน
ไม่ใช่สร้างกำแพงขว้างกั้นระหว่างกันและกัน
แล้วเราจะพบว่า "หนาม"
เป็นสื่อกลางนำสองเรามาพบกัน "

สิ่งที่เราควรปฏิบัติเมื่อเราเกิด "หนาม" และ "การเว้นวรรค"
"เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา แขนงทุกแขนงในเราที่ไม่ออกผล พระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย และแขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เราได้กล่าวแก่ท่าน" (พระธรรมยอห์น 15:1-3)
พี่น้องที่รัก หลังจากเกิดการเว้นวรรคของชีวิตสักพักหนึ่ง พระเจ้าก็จะนำเรากลับสู่สภาพที่ดีขึ้น หลังจากพระเจ้าทรงลิด ทรงตกแต่ง บำรุงรักษาชีวิตของเรา พระเจ้าก็จะให้ชีวิตของเราเกิดผลเพื่อพระองค์มากยิ่งขึ้น
"หนาม" และ "การเว้นวรรค" จะนำให้เรามาถึง "การถวายเกียรติแด่พระเจ้า"
ขอให้ท่านผู้อ่านที่รัก โปรดติดตามอ่านตอนที่สอง
"เว้นวรรคแต่ละช่วงที่มีคุณค่า"
ขอพระเจ้าทรงได้รับเกียรติจากชีวิตของเราทุกคน : ขอพระเจ้าทรงโปรดอวยพระพร :

เว้นวรรคแต่ละช่วงที่มีคุณค่า
บทนำ
ชีวิตฉันห่างโรงพยาบาลไม่ได้ ตั้งแต่เกิดก็เกิดที่โรงพยาบาล เรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้ว และฉันก็คิดว่าเมื่อถึงเวลาที่ฉันตาย ฉันก็คงจะตายที่โรงพยาบาล (คนส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ) แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งบัดนี้ ชีวิตฉันไม่เคยห่างจากโรงพยาบาลเลย นับๆ ดูป่วยหนักๆ เบาๆ ผ่าตัดใหญ่ๆ เล็กๆ ทั้งหมด 10 ครั้ง เรามาติดตามกันดูว่าพระเจ้าทรงอนุญาตให้ฉันเกิดการเว้นวรรคของชีวิต การเว้นวรรคในแต่ละช่วงมีคุณค่าสำหรับชีวิตของฉันยิ่งนัก
1. โรคเยื่อสมองอักเสบ - เกือบเอาชีวิตไม่รอด
ช่วงวัยเด็ก ฉันมักจะเป็นโรคปวดศรีษะ หาหมอที่คลีนิคใกล้บ้าน รักษาเป็นเวลานานก็ไม่หายสักที จนกระทั่งเพื่อนของคุณแม่มาบอกกับแม่ว่า ลูกสาวของท่านก็ป่วยในลักษณะเดียวกับฉัน ส่งตัวไปรักษาไม่ทันเสียชีวิตลงด้วยโรคเยื่อสมองอักเสบ คุณแม่รีบพาฉันส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลมิชชั่น และเป็นเช่นนั้นจริง ฉันป่วยเป็นโรคเยื่อสมองอักเสบ ต้องเจาะไขสันหลังตรวจเชื้อเป็นระยะๆ ฉันป่วยด้วยโรคนี้อยู่ 2 ครั้ง ในช่วงอายุ 8 ขวบและ 11 ขวบ รวมๆแล้วฉันรักษาตัวที่โรงพยาบาล มิชชั่นเป็นเวลา 8 ปี โดยอยู่ในการดูแลรักษาของพญ.รุจี จุลชาติ และพญ.ชุลี ถาวรเวช หลังจากที่แพทย์มั่นใจว่าฉันไม่มีโรคนี้อีก ฉันก็ไม่ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลมิชชั่นอีกเลย ขอขอบคุณคุณหมอทั้ง 2 ท่าน ณ ที่นี้ เรื่องนี้นับเป็นพระคุณของพระเจ้าที่สงวนรักษาชีวิตฉันเอาไว้ มิฉะนั้นฉันคงตายไปโดยไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตจนถึงวันนี้ คนที่รู้จักชีวิตของฉันและทำงานร่วมกับฉันมักจะบอกว่าฉันเป็น "หญิงเหล็ก" "ผู้หญิงแถวหน้า" "สุภาพสตรีที่ทำงานเก่งและคล่องแคล่ว มีความมั่นใจในตัวเองสูง มีลักษณะของความเป็น ผู้นำ" ฉันมาคิดๆ ดู สถานการณ์สร้างคนจริงๆ ช่วงที่รักษาตัวที่โรงพยาบาลมิชชั่น ครอบครัวของฉันก็อยู่ในฐานะปานกลาง พ่อแม่ต้องทำงาน พี่น้องไปเรียนหนังสือ พี่สาวบุญธรรมจะพาฉันไปหาหมอและฉีดยา จนกระทั่งฉันสามารถจำทางได้ ฉันก็ไปฉีดยา (เกือบทุกวันในตอนต้น และเว้นระยะๆ) ไปหาหมอคนเดียว ยังจำได้ว่าเวลาพยาบาลเรียกชื่อของฉันเข้าไปห้องตรวจ ฉันเดินเข้าไปหาหมอคนเดียว เล่นเอาคนรอบข้างทึ่งไปตามๆ กัน ฉันถูกฝึกให้เรียนรู้จักรับผิดชอบและช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องไปหาหมอ นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฉันแข็งแกร่งและมีความมั่นใจในตนเอง ฝึกความกล้าตั้งแต่เยาว์วัย และเมื่อฉันโตขึ้น บ่อยครั้งที่ฉันต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดคนเดียว บางครั้งก็เดินทางไปต่างประเทศคนเดียว พระเจ้าทรงปลูกและปั้นฉันตั้งแต่เด็ก มันเป็นโอกาสทองเชียวล่ะ ฉันไม่ลืมพระคุณของพระเจ้าอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการเรียน เพราะตอนที่ฉันนอนป่วยและพักรักษาตัวอยู่เป็นระยะๆ ฉันก็ยังเรียนหนังสือทันเพื่อนๆ ผลการเรียนของฉันก็ใช้ได้ดีทีเดียว
"เมื่อเขานอนเจ็บ พระเจ้าทรงค้ำจุนเขา เมื่อเขาป่วยไข้พระองค์ทรงรักษาความเจ็บไข้ทั้งสิ้นของเขาให้หาย" (พระธรรมสดุดี 41:3)

2. ผ่าตัดไทรอยด์และซีสที่หน้าอก - ไม่หนักหนาอะไรมากนัก
ช่วงที่เรียนอุดมศึกษาต้องผ่าตัดไทรอยด์ และช่วงที่ทำงานในบริษัทก็ต้อง ผ่าตัดซีสที่หน้าอก การผ่าตัดทั้ง 2 ครั้งรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิระ ภายใต้การรักษาของ นพ.ประพฤติ ธีระคุปต์ (อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระ) ฉันเป็นคนไข้ของคุณหมอประมาณ 7 ปี หลังจากนั้นก็ไม่ได้ไปรักษาตัวกับท่านอีก ขอขอบคุณ นพ.ประพฤติ ณ ที่นี้ แม้การผ่าตัดทั้ง 2 ครั้งดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับคนขี้โรคอย่างฉัน แค่เป็นหวัดก็ดูเป็นเรื่องใหญ่โตสำหรับฉันซะแล้ว พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยทั้งความเจ็บป่วยที่ใหญ่และเล็ก
"เมื่อเขาร้องทูลเรา เราจะตอบเขา เราจะอยู่กับเขาในยามยากลำบาก เราจะช่วยเขาให้พ้นและให้เกียรติแก่เขา" (พระธรรมสดุดี 91:15)
3. โรคอกหัก - จุดหักเหของชีวิต
ฉันทำงานที่บริษัทเข้าสู่ปีที่ 4 ก็เผชิญมรสุมชีวิตอย่างหนักหน่วง ฉันเป็นคนที่เจ้านายรักและเอ็นดูมากเป็นพิเศษ เพราะฉันเป็นคนทำงานคล่องแคล่ว รวดเร็ว จริงจัง แต่ฉันก็รู้สึกไม่พอใจกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในบริษัทบ่อยครั้ง ฉันทำเรื่องลาออก 2 ครั้งก็ถูกยับยั้งไว้ วิกฤตอีกเรื่องหนึ่งทีเกิดขึ้นในช่วงนี้ก็คือ ความผิดหวังในเรื่องความรัก ฉันคบกับเพื่อนชายคนหนึ่ง เขาเป็นเพื่อนของแฟนของเพื่อนที่เรียนด้วยกัน เขาเป็นวิศวกรจบที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นรุ่นพี่ฉัน 4 ปี ตลอดเวลาที่เราคบกันมีหลายอย่างที่ไปด้วยกันได้ แต่สิ่งที่เราเข้ากันไม่ได้เห็นจะเป็นเรื่องความเชื่อศรัทธา ปรัชญาและอุดมการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน ที่จริงฉันพยายามให้นิยายรักเรื่องนี้จบลงโดยเร็ว โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเขียนให้ลงเอยในรูปแบบใดดี คิดไม่ถึงว่าการปิดฉากมันง่ายดายกว่าการเริ่มต้นเยอะมาก เขาไปชอบผู้หญิงคนอื่น มันตลกมากสำหรับคนที่คบกันมา 7 ปี และมีแผนการจะแต่งงานกัน มันก็เป็นเรื่องที่รับได้ยากที่สุดสำหรับฉัน ฉันคิดว่าให้ฉันป่วยเป็นโรคเยื่อสมองอักเสบต่อไปดีกว่าป่วยเป็นโรคไข้ใจ แม้จะรับไม่ได้ ก็ต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ฉันเกิดความรู้สึก 2 อย่างในเวลาเดียวกัน ความรู้สึก 2 อย่างนี้ก็ขัดแย้งในตัวของมันเอง ความรู้สึกที่ 1 คือเสียใจมากและอยากจะเข้าสู่การแย่งชิงกับผู้หญิงคนใหม่ของเขา ท้าพิสูจน์ว่าใครจะดีและแน่กว่ากัน ความรู้สึกที่ 2 คือดีใจมาก เพราะความแตกต่างของเรา 2 คน เหมือนเราเดินบนเส้นขนานที่ไม่น่าจะมีวันได้บรรจบกัน มันจะทนทุกข์สักแค่ไหนถ้าเราจะต้องฝืนใช้ชีวิตที่ขัดแย้งกันอย่างนี้ ฉันยอมปล่อยเขาไปอย่างง่ายดาย ง่ายดายจริงๆ พระเจ้าสอนให้ฉันสงบ บทสนทนาของเราทั้งสองจบลงภายในไม่ถึงชั่วโมง เพราะฉันคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้เวลาแก่กันและกัน หรือมีการต่อรองใดๆ เกิดขึ้น ดูเหมือนฉันเด็ดเดี่ยวมาก แต่ภายในจิตใจของฉันปวดรวดร้าวอย่างแสนสาหัส ท่ามกลางความเจ็บปวดและขมขื่นใจ ไม่ใช่ฉันหรือเขาที่ปิดฉากนิยายรักเรื่องนี้ พระเจ้าต่างหากปิดฉากนี้เอง พระองค์ทรงรักฉันมากจึงได้จบเกมส์รักของฉันด้วยน้ำตาแห่งความบอบช้ำและความชื่นชมยินดีแห่งจิตวิญญาณ
ฉันบอกเพื่อนสนิทที่คริสตจักรให้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีใครแสดงความเสียใจกับฉันเลย แต่กลับบอกว่า "ดีแล้วแมว พระเจ้าจะเตรียมคนที่ดีกว่านี้ให้กับเธอ" ข้อพระธรรมที่หนุนใจฉันมากคือ ฟิลิปปี 1:19 "ข้าพเจ้ารู้ว่าโดยคำอธิษฐานของท่าน และโดยการ
ช่วยเหลือของพระวิญญาณแห่งพระเยซูคริสต์ นี้จะเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ารับการช่วยกู้"มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ภายในเวลาอันสั้นฉันก็ได้รับการฟื้นฟูฝ่ายจิตใจและจิตวิญญาณอย่างรวดเร็ว นั่นเป็นเพราะพลังอธิษฐานของฉัน ของเพื่อนๆ และพลังความช่วยเหลือของพระเจ้าผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฉันตั้งใจว่า "รักไม่ยุ่ง มุ่งแต่งาน" มีงานรับใช้ในคริสตจักรหลายอย่างที่ฉันมีส่วนรับผิดชอบ ถ้าฉันจะทำ ฉันทำจริงและทำได้ดีด้วย ฉันทุ่มเทมาก ฉันยังบอกเพื่อนๆ ว่าเราจะตั้ง "สมาคมสาวโสด" ด้วยกัน แต่ที่ไหนได้ ฉันกลับเป็นคนแรกที่ลาออกจากสมาคมนี้ พระเจ้าสำแดงให้ฉันเข้าใจในพระคุณและพระประสงค์ของพระองค์ที่มีต่อชีวิตของฉันชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ช่วงที่ฉันป่วยด้วยไข้ใจ มีอาการคล้ายโรคหืดหอบ รักษาหลายหมอแล้วก็ยังไม่หาย ญาติคนหนึ่งแนะนำให้ไปหาหมอที่คลีนิคแห่งหนึ่ง หมอที่รักษาฉันชื่อ นพ.สมชาย สมบูรณ์เจริญ ท่านเป็นผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ คุณหมอมีอัธยาศัยดีมาก เราคุยกันถูกคอ คุณหมอถามฉันว่าทำงานอะไร ฉันบอกว่าฉันกำลังคิดจะเปลี่ยนงาน คุณหมอชวนให้ฉันไปทำงานกับท่านที่สถาบันมะเร็งฯ ฉันขอเวลาตัดสินใจ 2 สัปดาห์จึงตอบรับ ฉันทำงานที่นั่นประมาณ 2 ปี (ค.ศ.1978-1979) ในหน้าที่ครูใหญ่ ดูแลโรงเรียนเวชสถิติ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งตั้งอยู่ในสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ช่วงนั้นยังเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว เพราะยังไม่มีตำแหน่งบรรจุ ในที่สุด ผู้อำนวยการได้ทำเรื่องขอตำแหน่งเพื่อบรรจุฉันเป็นข้าราชการประจำ ฉันกลับทิ้งตำแหน่งนี้ และสละโอกาสที่ท่านหยิบยื่นให้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ฉันตัดสินใจจะไปเรียนปริญญาโทด้านคริสเตียนศึกษาที่ฮ่องกง ยังจำได้แม่นยำว่าผู้อำนวยการโกรธและผิดหวังมากเมื่อฉันขอลาออก ฉันจะไม่ลืมบุญคุณและความเป็นกันเองที่ท่านมีต่อฉัน ฉันต้องขอขอบคุณท่าน ณ ที่นี้ ตั้งแต่ลาออกจากสถาบันฯ แล้ว ก็ไม่ได้กลับไปพบท่านอีกเลย ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ฉันให้ความเคารพและอยู่ในความทรงจำของฉันเสมอมา เพราะ 2 ปีที่อยู่ในสถาบันฯ ฉันได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นอุดมการณ์ในชีวิตของฉัน
การทำงานของพระเจ้าอัศจรรย์มาก พระองค์อนุญาตให้เหตุการณ์หนึ่ง ที่ดูเหมือนเลวร้ายสำหรับเราในช่วงนั้น กลับกลายเป็นพระพรอย่างอุดมในภายหลัง ฉันไม่เสียใจที่ตัดสินใจเรียนต่อ ด้านคริสเตียนศึกษา ก้าวออกจากวงการยุทธจักรเข้าสู่วงการคริสตจักร ฉันไม่เสียใจที่สูญเสียผู้ชายคนหนึ่งไป เพราะการสูญเสียนี้ทำให้ฉันได้ผู้ชายอีกคนหนึ่งที่พระเจ้าเตรียมให้อย่างดีเลิศ ทั้งด้านความเชื่อ ปรัชญาและอุดมการณ์ชีวิตที่คล้ายคลึงกัน ฉันได้บอกตอนต้นว่าจะอยู่เป็นโสด ตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ คนที่พระเจ้าเตรียมให้ฉันไม่ใช่ใครอื่น เป็นเพื่อนอนุชนที่คริสตจักร เรารู้จักกันตั้งแต่เป็นวัยรุ่น แต่เขาไม่เข้าตากรรมการอย่างฉัน ไม่ใช่สเปคของฉัน เราเป็นแค่เพื่อนในคริสตจักรเดียวกัน จนกระทั่งเขาเรียนจบที่ฮ่องกง กลับมาทำงานเป็นอนุศาสก [Chaplain] ที่โรงเรียนสามมุกคริสเตียนวิทยา เราต้องติดต่อกันในเรื่องงานบางอย่าง และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของความสนิทสนมกัน เราใช้เวลาศึกษากันและกันประมาณ 2 ปี ในที่สุดเราก็แต่งงานกันในวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 1979 พระเอกของฉันคือ อ.วิรัช เศรษฐ์โสภณกุล (เวลานั้นยังไม่ได้เป็นศาสนาจารย์) หลังจากแต่งงาน ฉันและสามีก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ฮ่องกงด้วยกัน จนกระทั่ง บัดนี้เวลาย่างเข้า 22 ปี สองทศวรรษแห่งพระพร
"เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์" (พระธรรมโรม 8:28)
4. การแท้งลูก 2 ครั้ง - พลาดโอกาสการเป็นแม่
หลังจากจบปริญญาโทคริสเตียนศึกษา ฉันเข้าทำงานที่คริสตจักรไมตรีจิต (คริสตจักรที่ฉันเติบโตทางความเชื่อและเป็นสมาชิก) ในตำแหน่งผู้ช่วยศิษยาภิบาลรับผิดชอบงานด้านคริสเตียนศึกษา ทำงานอยู่ที่นี่เป็นเวลา 4 ปี (ค.ศ.1982-1985) ในปี ค.ศ.1982 ฉันไปหาหมอตรวจพบว่าตั้งครรภ์ จำได้วันนั้นเป็นวันศุกร์ช่วงเช้า กลับมาบ้านดีใจมาก พอตกเย็นก็มีเลือดออก ฉันคิดว่าสงสัยหมอจะตรวจผิด คงจะเป็นประจำเดือนมาตามปกติ และมีอาการปวดท้องปวดหัว ซึ่งเป็นอาการที่ฉันมักจะเป็นอยู่เสมอในช่วงที่มีประจำเดือน ฉันก็ยังคงใส่ส้นสูง (ตอนนั้นยังซ่าอยู่ เดินทะมัดทะแมงคล่องแคล่วตามสไตล์พูลสุขที่ใครๆ รู้จัก) พอถึงเช้าวันอาทิตย์ ฉันรู้สึกมีก้อนเลือดหลุดไหลออกมา หลังจากจบการนมัสการก็รีบไปโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน หมอตรวจพบว่าเป็นการแท้ง จึงวางยาสลบขูดมดลูก หมอที่ทำการรักษาฉันคือ พญ.สุนันทา สินเพิ่มสุขสกุล จากนั้นอีกไม่กี่เดือน ฉันก็ตั้งครรภ์ แล้วก็มีเลือดออกมาอีก หมอตรวจพบว่าเป็นการแท้งแบบไข่ฝ่อไป (อะไรทำนองนั้น) ไม่ต้องทำการรักษาใดๆ นี่เป็นสัญญาณเตือนภัย สอนให้ฉันต้องระมัดระวังตัวเองให้มากขึ้น
"จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย" (พระธรรม 1 เปโตร 5:7)
5. การผ่าตัดคลอดลูกครั้งที่ 1 - ลาก่อนลูกรัก
ฉันอยากเป็นคุณแม่ จึงตั้งครรภ์อีกในปี ค.ศ.1983 ภายใต้การดูแลของ พญ.สุนันทา วันที่ 2 มกราคม ค.ศ.1984 ฉันปวดท้องและมีน้ำเดินตลอด รีบไป โรงพยาบาลตอนตี 1 จำได้ว่าคุณหมอมาฉีดยาให้ 1 เข็ม แล้วฉันก็หลับไป ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าฉันคลอดแล้วโดยการผ่าตัด ได้ลูกสาวแต่เสียชีวิตภายใน 12 ชั่วโมง ด้วยคำสรุปง่ายๆ 4 คำคือ "หัวใจล้มเหลว" ไม่ใช่ลูกฉันที่หัวใจล้มเหลว ฉันผู้เป็นแม่ต่างหากที่หัวใจล้มเหลว ไม่รู้ว่าจะบรรยายความรู้สึกสูญเสียนี้ด้วยคำพูดอย่างไรดี
ทีแรกฉันยังไม่ทราบว่าลูกเสียชีวิตแล้ว ถามสามีว่าลูกเป็นยังไง เขาตอบว่า "เด็กไม่แข็งแรงต้องอยู่ในตู้อบ คุณไม่ต้องเป็นห่วงลูกหรอก ห่วงสุขภาพตัวเองดีกว่า" ฉันอยากไปดูลูกก็ถูกห้ามไว้ ของขวัญที่มีคนเอามาเยี่ยมฉัน จำพวกของใช้สำหรับเด็กอ่อนถูกนำกลับบ้านหมด เหลือแต่ประเภทนม ผลไม้ ฉันชักเอะใจว่ามันไม่ชอบมาพากลซะแล้ว เวลาผ่านไป 4 วัน ศจ.สุพิศ วิจักษ์โยธิน อนุศาสกของโรงพยาบาลมาเยี่ยมฉันและบอกความจริงให้ฉันทราบว่าลูกเสียชีวิต ทำพิธีฝังเรียบร้อยแล้ว ฉันร้องไห้อย่างปวดร้าว มันเจ็บปวดยิ่งกว่าตอนอกหักซะอีก นี่เป็นท้องที่ 3 ของความสูญเสีย "พระเจ้าเป็นที่ลี้ภัยของข้าพเจ้า เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก พระหัตถ์ของพระเจ้าไม่สั้น และการช่วยเหลือของพระองค์ไม่ช้า" คืนนั้นพระเจ้าส่งทูตของพระองค์มาหาฉัน คือพี่สุวิมล ปัญญางาม พี่สุวิมลปลอบใจฉันว่า "แมวไม่ต้องเสียใจ แม้วันนี้ต้องสูญเสียลูก แต่พระเจ้าจะประทานให้เธอใหม่ ดูพี่ซิ พี่ก็สูญเสียลูกคนแรกไป แล้วพระเจ้าก็ประทานให้พี่อีก 4 คน" กำลังใจของฉันฟื้นแช่มชื่นขึ้นมาทันที ใช่แล้ว ฉันได้รับบทเรียนจากพระเจ้าเสมอ "เราสูญเสียเพื่อจะได้รับสิ่งที่ดีกว่า" เพราะเราอยู่ภายใต้ร่มพระคุณความรักของพระองค์ ฉันขอบพระคุณพระเจ้า โดยหน้าที่การงานของฉันและสามี เราไม่สามารถจะดูแลลูกที่มีสุขภาพอ่อนแอได้ พระเจ้ารับเขาไปตั้งแต่แรกให้ไปอยู่ในอ้อมกอดของพระองค์เป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว อย่างไรก็ตาม ฉันต้องขอบคุณ พญ.สุนันทา ที่ดูแลฉันตลอดเวลา 9 เดือน และแนะนำให้ฉันและสามีไปตรวจโครโมโซมที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผลปรากฏว่าเราทั้งสองปกติดีทุกอย่าง
"จงมอบภาระของท่านไว้กับพระเจ้า และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน พระองค์จะไม่ทรงยอมให้คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย" (พระธรรมสดุดี 55:22)
6. การผ่าตัดคลอดลูกครั้งที่ 2 - ฉันเป็นคุณแม่แล้วนะ
![]()

ฉันดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อเตรียมการตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง ในปี ค.ศ.1985 ฉันตั้งครรภ์ คราวนี้ไปฝากครรภ์กับ พญ.ประยงค์ โกวิรุฬห์สกุล สูตินรีแพทย์โรงพยาบาลมิชชั่น เพราะเป็นคุณหมอที่ฉันรู้จัก ฉันลาออกจากงานเพื่อถนอมสุขภาพ เพราะฉันตระหนักว่า "ดูแลสุขภาพของตัวเองและทารกในครรภ์ให้แข็งแรงก่อนดีกว่า" หมอดูแลฉันเป็นอย่างดีตลอด 7 เดือน และแล้วคุณหมอก็บอกฉันว่าท่านป่วย ไม่สามารถทำการผ่าตัดให้ฉันได้ และโอนฉันไปให้เพื่อนของท่านที่โรงพยาบาลมิชชั่นเป็นผู้ดูแล ฉันสับสนมาก ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรดี คุณอาอรณี พันธ์ธุมเลิศรุจี (น้องสาวของคุณพ่อ)รีบพาฉันไปฝากครรภ์กับ นพ.จิรศักดิ์ มนัสสิการ ที่คลีนิค ท่านเป็นอาจารย์แพทย์ด้านสูตินรีเวช โรงพยาบาลศิริราช ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ภายในเวลา 2 เดือนตรวจเช็คฉันอย่างละเอียดทุกอย่างจนกระทั่งถึงเวลาคลอด การคลอดลูกครั้งนี้น่าระทึกใจ ที่จริงหมอนัดผ่าตัด 17 กรกฎาคม ค.ศ.1986 แต่ฉันรู้สึกอึดอัดท้องมาก บอกคุณหมอว่าทนไม่ไหวแล้ว หมอบอกว่าพรุ่งนี้ไปตรวจที่โรงพยาบาล วันรุ่งขึ้นฉันก็ไปที่โรงพยาบาลศิริราช คุณหมอเจาะน้ำคร่ำตรวจดูแล้วบอกว่าผ่าตัดเช้านี้ โอ้ ! ฉันยังไม่ทันตั้งตัว ยังไม่ได้ทำใจเลย ฉันกลัวมาก เอ ! รีบผ่าแบบนี้ลูกเราจะเป็นยังไง ประสบการณ์แห่งการสูญเสียในอดีตแวบขึ้นมาอย่างหวาดเสียว พยาบาลก็เร่งฉันทุกเรื่อง ฉันอธิษฐาน "พระองค์เจ้าข้า ขอลูกคนนี้ให้ข้าพระองค์เถอะ ข้าพระองค์อยากจะมีโอกาสได้เป็นแม่ของเด็กที่แข็งแรงสมบูรณ์ และปลอดภัย" คุณหมอฉีดยาบล๊อกหลังทำให้ฉันรู้สึกตัวตลอดเวลา ในการผ่าตัด วินาทีที่ตื่นเต้นที่สุดคือตอนที่หมออุ้มลูกออกจากท้อง และได้ยินเสียงลูกร้อง ฉันอึ้งไปชั่วขณะ หมอวิสัญญีเอาเข็มจิ้มฉันและถามว่า "คุณพูลสุข รู้สึกตัวหรือเปล่า รู้สึกเจ็บไหม" ฉันไม่มีคำพูดออกมา มันจุกอยู่ที่คอ หมอเขย่าตัวฉันและบอกว่า "คุณพูลสุข ตอบหมอด้วย" สักพักหนึ่งฉันตอบว่า "หมอ ฉันยังอยู่ค่ะ" ขอบพระคุณพระเจ้า ฉันได้ลูกชายที่แข็งแรง น้ำหนัก 3,300 กรัม ชื่อด.ช.วทัญญู (แปลว่าเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่) ชื่อเล่น Joel (แปลว่าพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้า) เกิดมาในวันเวลาที่เหมาะสม วันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ.1986 ขอขอบคุณ นพ.จิรศักดิ์ ที่ดูแลฉันและลูก หลังการคลอดฉันก็ไม่ได้กลับไปหาท่านอีก เพราะฉันรู้สึกเขินหมอผู้ชาย และก็ไม่คิดจะมีลูกอีกแล้ว (ฉันยังไม่ได้ทำหมัน) ขอขอบคุณ พ.ญ.ประสงค์ ที่ดูแลฉันตลอด 7 เดือน และหลังจากคลอดลูกก็ยังอยู่ในความดูแลของท่านอยู่อีกระยะหนึ่ง ฉันขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์และพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าทรงอยู่ด้วยกับผู้หญิงธรรมดาอย่างฉัน เมื่อลูกชายครบ 1 เดือน ฉันก็ตอบรับการเป็น ศิษยาภิบาลที่คริสตจักรแสงสว่าง ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ.1986 จนกระทั่งปัจจุบัน
"นี่แนะ บุตรทั้งหลายเป็นมรดกจากพระเจ้า ผลิตผลของครรภ์เป็นรางวัล" (พระธรรมสดุดี 127:3)
7. อุบัติเหตุ - นำมาสู่การผ่าตัดอีกครั้งหนี่ง
ปลายปี ค.ศ.1986 สามีและฉัน น้องชาย (อ.อภิชาติ) และน้องสะใภ้ อ.เสรีและคุณสุนีย์ (เวลานั้นทั้ง 2 ยังไม่ได้แต่งงานกัน) เรา 6 คนจะไปพักผ่อนที่ระยอง ระหว่างทางประสบอุบัติเหตุรถวิ่งไปชนท้ายรถสิบล้อที่บรรทุกอ้อย ท้ายรถไม่มีไฟสัญญาณ ข้างทางก็มีหมอกควันที่เผาหญ้า เวลานั้นก็พลบค่ำ ทางก็มืด ฉันเจ็บที่ศีรษะ พบว่ามีเลือดไหลอาบหน้า คุณสุนีย์โดนเศษกระจกกระเด็นใส่หน้าเลือดไหลซิบๆ ส่วนคนอื่นไม่เป็นอะไร เราขอความช่วยเหลือจากรถที่สัญจรไปมา ก็ไม่มีใครยอมจอดรถมาช่วย ขอบคุณพระเจ้า ยังมีคนมีน้ำใจในสังคมที่แห้งแล้ง และในสถานการณ์ที่มืดมิดไม่น่าไว้วางใจ รถกระบะคันหนึ่งจอดรับพวกเราไปส่งที่โรงพยาบาลชลบุรี หมอเย็บที่หน้าผากของฉัน 6 เข็ม นอนที่โรงพยาบาลชลบุรี 1 คืน วันรุ่งขึ้นเราจ้างรถส่งมารักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน หลังจากออกจากโรงพยาบาล ฉันก็ไปสระผม บอกช่างสระผมว่าอย่าสระผมแรงนัก เพราะแผลยังไม่หายสนิท ช่างสระผมก็สระด้วยความระวังจริงๆ พอสระผมมาถึงที่ท้ายทอยเขาก็บอกว่า "พี่ๆ ท้ายทอยของพี่มันมีก้อนอะไรก็ไม่รู้" ฉันก็จับดูแล้วบอกว่าไม่เห็นเป็นอะไร มันเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ช่างบอกว่าของหนูไม่เห็นมี ฉันชักจะเอะใจทันที กลับบ้านไปขอคลำท้ายทอยของคนนั้น คนนี้ อือ ทำไมคนอื่นไม่เป็นอะไร ทำไมเรามีก้อนหนึ่งนูนๆ มันมีมานานแล้วล่ะ แต่ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติและคิดว่าคนอื่นก็มีเหมือนกัน ที่สุดคุณอาอรณีก็พาดิฉันไปหา นพ.เจษฎา นิมมานิตย์ อาจารย์แพทย์ด้านศัลยกรรมสมองที่โรงพยาบาลศิริราช คุณหมอบอกว่าเป็นถุงเนื้อเยื่อทางประสาทช่วงคอ(Neurofibroma) ต้องผ่าตัด ถ้าไม่ผ่าทิ้งไว้นานก็จะก้อนใหญ่ขึ้นและห้อยถ่วงลงมาได้ ฉันตัดสินใจผ่าตัด ไปอยู่โรงพยาบาลศิริราช ที่จริงหมอนัดผ่าวันศุกร์ เช้านั้นพยาบาลมาโกนศีรษะ ฉันทำใจนานทีเดียว รวบรวมความกล้าไปเผชิญกับสภาพของตัวเองหน้ากระจก "ฉันกลายเป็นแม่ชีไปซะแล้ว" หัวโล้นเกลี้ยงเกลา หลังจากโกนผมแล้วก็เตรียมใจจะผ่าตัด สุดท้ายไม่ได้ผ่า เพราะหมอบอกว่ามีคนไข้อื่นที่หนักกว่าต้องรีบผ่าตัดด่วน ฉันมีความรู้สึกเหมือนถูกหลอกให้โกนผมรอเก้อ แหม ! จะผ่าตัดวันจันทร์ แต่ปล่อยให้ฉันเป็นแม่ชีตั้งแต่วันศุกร์ เสียเวลาคอยอยู่อีก 3 วัน ฉันโทรศัพท์กลับบ้านว่า "ฉันจะกลับบ้านล่ะ ไม่ผ่าตัดแล้ว" ทุกคนตกใจรีบมาเยี่ยมคิดว่าเกิดอะไรขึ้น เช้าวันจันทร์พยาบาลมาเข็นไปเข้าห้องผ่าตัด พอถึงเวลาต้องผ่าตัด ในใจก็หดหู่ไม่อยากจะผ่าตัด ไม่ผ่าตัดได้ไหม ตอนที่ยังไม่ผ่าตัดก็รู้สึกว่าเมื่อไหร่จะผ่าตัดสักที จะได้จบๆกัน เวลานี้มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ฉันต้องเดินไปสู่เส้นทางนี้แน่นอน ขณะที่ฉันนอนบนเปลที่กำลังเข็นเข้าห้องผ่าตัด ฉันคิดถึงตอนที่สาวกอยู่ในเรือที่โคลงเคลงท่ามกลางพายุ สาวกกลัวมาก ร้องขอให้พระเยซูช่วย พระเยซูทรงห้ามพายุ ทุกอย่างก็สงบและทุกคนก็ปลอดภัย "ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์นอนอยู่บนเปลที่จะเข้าห้องผ่าตัด เหมือนนอนอยู่ในเรือท่ามกลางพายุ ข้าพระองค์ไม่กลัวเพราะพระองค์สถิตอยู่ด้วย ข้าพระองค์กำลังเดินอยู่หว่างเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับข้าพระองค์" ช่วงที่ฉันรับการผ่าตัด ฉันต้องอยู่คนเดียว สามีไปรับใช้พระเจ้าที่ต่างจังหวัด คุณพ่อคุณแม่ช่วยดูแลหลานๆ พี่น้องก็ต้องไปทำงาน แต่ฉันสัมผัสการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถอยู่กับฉันได้ตลอด 24 ชั่วโมง และในทุกแห่งหน การผ่าตัดผ่านพ้นไปอย่างเรียบร้อย ขอขอบคุณนพ.เจษฎา ณ ที่นี้ด้วย พระเจ้าใช้อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ฉันพบความผิดปกติของร่างกาย มิฉะนั้น กว่าจะพบความผิดปกตินี้ ฉันอาจอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดูและหนักหน่วงกว่านี้ก็ได้ ขอขอบคุณในความห่วงใยของพระเจ้าและการเตรียมการของพระองค์
"ที่ลี้ภัยของข้าพระองค์และป้อมปราการของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์ไว้วางใจ เพราะพระองค์ทรงช่วยกู้ตัวท่านจากกับของพราน
นก และจากโรคภัยอย่างร้ายแรงนั้น" (พระธรรมสดุดี 91:2-3)![]()
8. การผ่าตัดไส้ติ่ง - เกิดอย่างกะทันหัน
ฉันได้รับเชิญจากกลุ่มผู้อาวุโส ซึ่งเป็นอาสาสมัครมาช่วยพับผ้ากรอสที่ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ให้มาบรรยายเกี่ยวกับ "วันแม่" ที่ห้องประชุมอาคารพูลลาภ ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.1996 วันนั้นเป็นวันศุกร์ หลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้วฉันก็ปวดท้องอย่างกระทันหัน จึงแวะหาหมอแผนกอายุรกรรม หมออายุรฯ ตรวจแล้วส่งฉันไปแผนกสูติฯ หมอสูติฯ ตรวจแล้วส่งฉันไปแผนกศัลย์ฯ หมอศัลย์ฯ ตรวจแล้วส่ง admit ทันที สงสัยจะเป็นไส้ติ่ง ให้ฉันพักที่โรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการ ฉันจะต้องไปบรรยายเรื่อง "ครอบครัวมีสุข" จัดโดยกรรมการบ้านและครอบครัว คริสตจักรภาคที่6 ที่คริสตจักรสืบสัมพันธวงศ์ ในเช้าวันรุ่งขึ้น (วันเสาร์) ฉันบอกคุณหมอว่าขอลาไปบรรยายช่วงเช้า แล้วจะรีบกลับมานอนต่อที่โรงพยาบาล คุณหมอไม่ยอม ฉันจึงต้องรีบยกเลิกการบรรยายอย่างเร่งด่วน วันรุ่งขึ้นหมอบอกว่าเป็นไส้ติ่งแน่นอน ต้องทำการผ่าตัดโดย นพ.สุรศักดิ์ ลีลาธนมงคล ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย ขอขอบคุณ นพ.สุรศักดิ์ ณ ที่นี้ด้วย แม้ไม่ใช่การผ่าตัดที่ใหญ่โตนัก แต่พระเจ้าอนุญาตให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ยิ่งทำให้ฉันพบความอ่อนแอของตัวเอง และยิ่งต้องการการดูแลรักษาและความเมตตาจากพระเจ้ามากยิ่งขึ้น
"พระเจ้าทรงรักษาข้าพระองค์ดั่งแก้วตา ทรงซ่อนข้าพระองค์ภายใต้ร่มปีก
ของพระองค์" (พระธรรมสดุดี 17:8)

9. โรคประจำตัวและ 1 ปีแห่งการปลอดโรค
โรคประจำตัวของฉันคือการเจ็บคอเป็นหวัด ถ้าไม่รีบรักษาหวัดลงคอจะมีอาการไอ ถ้าไอแล้วบางทีก็ไอได้ไอดีเป็นเวลา 3 เดือนก็ยังไม่หาย หาหมอมามาก เปลี่ยนหมอมาเยอะ ในที่สุดก็ลงตัวที่ พญ.ปรียาภรณ์ เอกสิทธิกุล อายุรแพทย์ โรงพยายาลกรุงเทพคริสเตียน คุณหมอจะรู้สภาพของฉันดี บางครั้งก่อนที่ฉันจะเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ฉันจะต้องไปตรวจเช็คสุขภาพและขอยาเตรียมไว้ก่อน หรือบางครั้งหลังจากการไปทำงานที่ต่างจังหวัดแล้วมีอาการแย่มากต้องรีบหาคุณหมอ ฉันยังมีโรคกระเพาะและโรคนอนไม่หลับ (เมื่อต้องเดินทาง) คงเกิดจากภาวะเครียดและเหนื่อยกับงาน ปี ค.ศ.1989 สามีของฉันได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่ Dallas Theological Seminary, Texas, U.S.A. เป็นเวลา 2 ปี เขาต้องไปอย่างกระทันหัน ฉันและลูกจึงไม่ได้ติดตามไปด้วย ปี ค.ศ. 1990 ฉันและลูกทำเรื่องติดตามไปอยู่ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ทั้งแม่และลูกมักจะเป็นหวัดเสมอ ถ้าเราเจ็บป่วยค่ารักษาพยาบาลที่อเมริกาก็แพงมาก เราจะทำอย่างไรดี ฉันขอให้คุณหมอเตรียมยาสามัญสำหรับเรา เมื่ออยู่ที่อเมริกาตลอด 1 ปี เราทั้ง 3 (พ่อแม่ลูก) ไม่เคยเจ็บป่วยอะไร ไม่ต้องกินยา ไม่ต้องหาหมอ มีเพียงช่วงเดียวที่ลูกชายป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส ก็ไม่ได้หาหมอ เราดูแลลูกโดยอยู่ภายใต้การแนะนำของเพื่อนที่เป็นพยาบาล แล้วเขาก็หายเป็นปกติ หลังจากกลับจากอเมริกา ฉันพบว่าลูกชายมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น หาหมอน้อยลง เขาเป็น big boy and nice boy ของคุณพ่อคุณแม่ เรื่องนี้ก็เป็นพระคุณของพระเจ้า พระองค์ทรงรู้ว่าเราขาดปัจจัยอะไร พระองค์ทดแทนแก่เราด้วยวิธีการของพระองค์ บอกได้ว่า 1 ปีในอเมริกาเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากๆ
"ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง" (พระธรรมสุภาษิต 17:22)
10. การผ่าตัดมดลูก - ขอเป็นครั้งสุดท้าย
ในระยะ 2 ปีหลัง (ค.ศ.1999-2000) ประจำเดือนของฉันจะมามาก สอบถามจากผู้ใหญ่ก็บอกว่าประจำเดือนใกล้จะหมดก็จะมามากแบบนี้ มาไม่สม่ำเสมอ บางทีเดือนละ 2 ครั้ง บางที 2 เดือนต่อครั้ง เคยไปหาหมอสูติฯ หมอก็ไม่ได้ว่าอะไร เคยไปเข้าคลีนิควัยทองที่โรงพยาบาลจุฬาฯ หมอก็บอกว่ายังไม่เข้าข่าย ฉันก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติ จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2000 ฉันพาทีมงานไปสิงคโปร์ ประจำเดือนของดิฉันมามาก มากๆ มากอย่างผิดปกติ ฉันทั้งตกใจทั้งกลัว บอกทีมงานให้อธิษฐานขอพระเจ้าเมตตาอย่าให้เป็นอะไรที่ต่างแดน มันยุ่งยากมาก พระเจ้าก็ทรงเมตตา วันรุ่งขึ้นก็มาแบบมากตามปกติที่เคยเป็น ตั้งใจว่ากลับมาถึงกรุงเทพฯ ต้องรีบหาหมอ แต่พอกลับมาถึงก็ลืมเรื่องนี้ไป ฉันเป็นคนบุคลิก "ร่าเริง เจ้าระเบียบและรวดเร็ว" ด้วยบุคลิกนี้เองจึงมุ่งทำงานแข่งกับเวลา มีทั้งงานในคริสตจักรและงานข้างนอก จนกระทั่งปลายเดือนพฤศจิกายน ประจำเดือนมา 11 วันก็ยังไม่หยุด ที่จริงฉันประวิงเวลาผลัดวันแล้ววันเล่า พรุ่งนี้คงดีขึ้น พรุ่งนี้คงจะหมดแล้ว แต่ก็ไม่มีวี่แวว ฉันเป็นผู้หญิงที่ไม่ชอบเข้าแผนกสูตินรีเวช นอกจากมันไม่ไหวจริงๆ คราวนี้รู้ว่ามันชะลอต่อไปไม่ได้ ฉันไม่มีแพทย์ประจำตัวในแผนกนี้ พอไปถึงเคาน์เตอร์ จะบอกว่าขอพบหมอผู้หญิงคนไหนก็ได้ วันไหนจัดหมอผู้หญิงคนไหนก็รักษากับคนนั้น วันที่ 5 ธันวาคม ฉันก็พูดแบบนี้อีก ขอพบหมอผู้หญิง พยาบาลบอกว่าวันนี้หมอผู้หญิงไม่มีใครอยู่ซักคน มีแต่ นพ.ชาตรี อยู่คนเดียว ฉันนึกในใจ "ชาตรี ก็ชาตรี ต้องตรวจแน่นอน" หลังจากการตรวจของหมอพบว่ามดลูกโต และเมื่ออัลตราซาวด์ก็พบว่ามีถุงซีสที่ปีกมดลูกและเนื้องอก 3-4 ลูกที่มดลูก [Adenomyosis, Leiomyoma] คุณหมออธิบายพร้อมแจกเอกสารให้ฉันไปศึกษา เพื่อความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ฉันปรึกษากับสามีและตัดสินใจผ่าตัดด้วยเหตุผล 6 ประการ
การผ่าตัดที่ผ่านๆมา หมอแต่ละท่านจะมีคนอื่นเป็นผู้แนะนำผู้เชี่ยวชาญให้ หรือไม่ก็เป็น อุบัติการที่เกิดขึ้นแล้วทางโรงพยาบาลเป็นผู้จัดหมอให้ ในการผ่าตัดครั้งนี้ ฉันเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะให้หมอท่านใดเป็นผู้ผ่าตัด มีพี่น้องที่รักใคร่และหวังดีแนะนำหมอที่เชี่ยวชาญให้หลายโรงพยาบาล ฉันก็สับสนและลังเลใจ แต่ในที่สุดฉันตัดสินใจว่าจะมอบความไว้วางใจให้แก่ นพ.ชาตรี แสงหิรัญวัฒนา (ซึ่งฉันเองก็ไม่เคยรู้จักท่านมาก่อนเลย) ฉันมีเหตุผลดังนี้
ในที่สุด ฉันตัดสินใจผ่าตัดในวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ.2000 ที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ขอขอบคุณ นพ.ชาตรี ที่ทำการผ่าตัดและทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและไม่พบเนื้อร้ายใดๆ
ฉันขอถือโอกาสนี้ขอบคุณพี่น้องคริสตจักรแสงสว่าง คริสตจักรแสงพระคุณ คริสตจักรไมตรีจิต คริสตจักรสะพานเหลือง บีไอที เพื่อนธรรมศาสตร์ ญาติพี่น้องจากที่อื่นๆ อีกมากมายที่มาเยี่ยมเยียน หนุนใจ นำของขวัญต่างๆ ล้วนแต่เป็นยาบำรุงและอาหารเสริมอย่างดีมาให้ อธิษฐานเผื่ออยู่เสมอ ทั้งหมดนี้คือพระคุณความรักของพระเจ้าที่หลอมหล่อเราทั้งหลายเป็นพี่น้องกันในพระเยซูคริสต์ ทำให้เกิดความรักและความห่วงใยต่อกันและกัน
ฉันต้องขอขอบคุณเป็นพิเศษคือ ศจ.ดร.สุวิมล ก้องกังวาฬโชค,พญ.เพ็ญพันธุ์ ภูริปัญโญ, คุณอาอรณี พันธุ์ธุมเลิศรุจี, คุณพี่นวรัตน์ พูลศักดิ์วรสาร, คุณรำไพ ไหลสุวรรณ พี่น้องเหล่านี้คือผู้ที่เดินเส้นทางนี้มาก่อนฉัน พระเจ้าส่งคนเหล่านี้มาเล่าประสบการณ์และให้กำลังใจแก่ฉัน ในขณะที่ฉันต้องการใครบางคนที่เข้าใจความรู้สึกที่ฉันกำลังเป็นอยู่ ฉันต้องไม่ลืมขอบคุณพี่มัทนี พี่สาวที่น่ารักคอยอยู่เป็นเพื่อนฉันเสมอ พี่น้องหลายคนมาต่อว่าทำไมไม่บอกให้รู้เลย จึงไม่ได้มาเยี่ยม บางคนไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลก็ไปเก้อ เพราะฉันรีบออกมาจากโรงพยาบาล ต้องขออภัยด้วย รู้ว่าทุกคนรักและห่วงใยฉันมาก แค่นี้ฉันก็ซาบซึ้งเพียงพอแล้ว ขอพระเจ้าทรงเป็นผู้อำนวยพระพรและตอบแทนการดีทั้งปวงที่ท่านทั้งหลายได้สำแดงต่อผู้รับใช้ของพระเจ้า
"เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรงอธรรมที่จะทรงลืมการงานซึ่งท่านได้กระทำ เพราะความรักที่ท่านมีต่อพระนามของพระองค์ คือการรับใช้ธรรมิกชนนั้น ดังที่ท่านยังรับใช้อยู่" (พระธรรมฮีบรู 6:10)
11. โรคนอนไม่หลับ - ทรมานสุดๆ
ฉันได้เกริ่นไว้ในตอนที่ 9 แล้วว่าฉันมีอาการนอนไม่หลับเป็นครั้งคราว (ไม่ได้เป็นค้างคาว เอ ! หรือว่าเป็นค้างคาวที่นอนกลางวัน และตาวาวในตอนกลางคืน ไม่ใช่แน่นอน) อาการนอนไม่หลับส่วนมากเกิดจากการเดินทาง 3 - 4 วันหรือ 1 อาทิตย์ ฉันต้องไปเทศนา สอน บรรยาย นำกลุ่มต่างๆ คงจะเกิดจากภาวะเครียดและไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ฉันอิจฉาคนรอบข้างที่หลับสบายในขณะที่ฉันตาสว่างอย่างกับนกฮูก นอนนับแกะตัวที่ 1 ตัวที่ 2 ไปถึงตัวที่ 99 ไม่ครบ 100 ซักที เพราะแกะหายไป 1 ตัว มิน่าล่ะถึงนอนไม่หลับมัวแต่ตามหาแกะ 1 ตัวที่หายไป หลังจากกลับมาถึงบ้าน ใช้เวลาปรับตัวสัก 1 - 2 วันก็เข้าที่เข้าทาง หลับสบายเหมือนเดิม
ก่อนการผ่าตัดมดลูก ช่วงนั้นเป็นช่วงเทศกาลคริสตมาส มีงานรับผิดชอบอย่าง มีงานเลี้ยง งานฉลองที่ต้องไปร่วมงานหลายแห่ง ประจวบกับเป็นช่วงปลายปีจะต้องสรุปแผนงาน ต้องวางแผนงานและงบประมาณ ต้องเตรียมการประชุมสมัชชาของคริสตจักรและของภาค ฯลฯ ดูแล้วเป็นช่วงที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัด แต่ฉันก็ตัดสินใจว่ามันน่าจะเป็นช่วงที่ดีที่สุด ช่วงของปลายปีต่อต้นปี ถ้ามีงานต่างๆ ของปีก็เพิ่งจะเริ่มต้น ถ้าชะลอไปกลางปีหรือปลายปี งานจะชุกชุมกว่านี้ เดินเครื่องแล้วหยุดยาก ฉันจึงเลือกผ่าตัดในช่วงปลายปี ค.ศ.2000 หลังการตัดสินใจก็รีบกระจายงานรับผิดชอบให้ทีมงานช่วยกันทำ ทุกคนก็รับไปด้วยความยินดี การผ่าก็ผ่านไปอย่างเรียบร้อย เหตุการณ์น่าจะจบลงตรงนี้ ช่วงของการเว้นวรรคเพื่อการพักฟื้นควรเป็นเวลาแห่งความสุข ฉันไม่ต้องกังวลอะไร เพราะฉันมีครอบครัวที่อบอุ่น มีสามีที่ดี มีลูกชายที่น่ารักและโตแล้วดูแลตัวเองได้ มีทีมงานที่ดี มีเพื่อนๆ ญาติพี่น้องและสมาชิกที่รักและห่วงใยมาเยี่ยมเยียน หนุนใจและอธิษฐานเผื่ออยู่เสมอ แต่
มันไม่เป็นอย่างที่คิดไว้เลย ทุกอย่างยังไม่ลงตัว
โรคนอนไม่หลับเข้ามาแทรกทันที ฉันเป็นคนกลัวยานอนหลับ เพราะเคยกินแล้วไม่หลับ (ขณะที่คนอื่นๆ กินแล้วหลับไปถึงไหนๆ ) ตื่นขึ้นมาดูยิ่งแย่กว่าเก่า ดังนั้น หลังการผ่าตัดแม้นอนไม่หลับฉันก็จะไม่กินยาประเภทนี้ ฉันก็พยายามให้โอกาสตัวเองว่าคืนนี้ไม่หลับ คืนพรุ่งนี้คงจะหลับ กลางคืนไม่หลับอาจจะหลับกลางวัน แต่ในที่สุด มันก็ไม่หลับทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิตทรุดโทรมมาก จึงต้องหันกลับมากินยาประเภทยาคลายเครียด กิน 2 วันแล้วลองหยุดดูก็ไม่ได้ผล กลับมากินใหม่ กินๆ หยุดๆ หลับๆ ตื่นๆ เป็นอย่างนี้มา 1 เดือนเต็ม ฉันคิดว่ายาแผนปัจจุบันอาจไม่ดี มีคนแนะนำให้ลองหาหมอแผนโบราณ (หมอจีน) เอ้า ! ลองดู วิธีใด ยาชนิดใด หมอคนไหนก็ได้ ขอเพียงให้ฉันหลับได้ ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ จึงไปหาหมอจีน หลังการกินยาไปสักระยะหนึ่ง นับว่านอนหลับได้ดีขึ้น หลับได้ยาวขึ้น แต่ก็ยังตื่นในตอนรุ่งเช้า บางครั้งตี 2 หรือตี 3 หรือตี 4 หรือตี 5 ส่วนมากที่ตื่นขึ้นแล้วไม่หลับอีก หลังการผ่าตัดฉันมักจะมีอาการปวดหัวอย่างหนัก ปวดร้าวไปครึ่งซีกซ้าย (ซีกที่เคยผ่าตัดท้ายทอย) ทรมานมาก มีอยู่คืนหนึ่งด้วยความที่นอนไม่หลับ ฉันพยายามให้โอกาสตัวเองว่า เดี๋ยวคงจะหลับ ชั่วโมงนี้ไม่หลับ ชั่วโมงหน้าก็จะหลับ สุดท้ายไม่หลับทั้งคืน ตั้งแต่เที่ยงคืน ในที่สุดฉันลุกขึ้นมาตอนตี 4 อ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน แล้วนั่งเขียนเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นกับตัวของฉันตั้งแต่เด็กจนเดี๋ยวนี้ นี่คือที่มาของ Booklet เล่มนี้ ฉันมานึกๆ ดู คงเป็นเพราะพระเจ้าให้ฉันมีประสบการณ์แห่งการนอนไม่หลับ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ เป็นพยานเพื่อพระนามของพระองค์
หลายคนบอกว่าที่ฉันนอนไม่หลับเพราะความเครียด ความกังวล พยายามให้ฉันวางงาน หยุดงาน กระจายงาน ฉันทำอย่างนั้นอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนผ่าตัด แต่นิสัยของฉันเป็นคนติดตามงานอยู่เสมอ ฉันจึงต้องโทรศัพท์ติดตามงานว่าคืบหน้าไปถึงไหน บางทีก็เรียกทีมงานมาประชุมที่บ้าน อีกเรื่องหนึ่งคือฉันเป็นนักเขียนสมัครเล่น ฉันเขียนคอลัมท์ "สายธารแห่งศรัทธา" โดยเขียนบุคคลต่างๆ ในพระคัมภีร์เป็นตอนๆ ลงในวารสารรายเดือน "ข่าวคริสตจักร" ตั้งแต่ ค.ศ. 1997 เป็นต้นมา ฉันไม่อยากหยุดการเขียน เคยหยุดประมาณครึ่งปีใน ค.ศ.1999 เพราะมีงานยุ่งมาก หลังจากนั้นก็มาเริ่มต้นจับปากกาเขียนอีก ฉันสร้างวินัยว่าจะไม่หยุดการเขียนจนกว่าจะจบบุคคลสำคัญในพระคัมภีร์ หรือจนกว่าพระเจ้าจะไม่อนุญาตให้ฉันเขียน หรือพระเจ้าทรงรับชีวิตฉันไป ดังนั้นทุกวันที่ 15 ของเดือนฉันจะต้องส่งบทความ ในเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่ฉันพักฟื้น จิตใจและสมองก็ไม่สงบ มักคิดถึงเรื่องบทความนี้ที่ค้างอยู่ เมื่อฉันไม่หลับฉันก็คิดถึงบทความที่จะต้องเขียน หรือเพราะว่าฉันคิดถึงมันจึงทำให้ฉันไม่หลับ (อ้อ ! ฉันเป็นอาสาสมัคร ไม่ใช่นักเขียนอาชีพ เขียนด้วยใจรัก เขียนไม่ได้เงินนะ เดี๋ยวเข้าใจผิดคิดว่าอยากได้เงินจึงต้องทรมานตัวเองลุกขึ้นมาเขียน) เอาเป็นว่านอนไม่หลับด้วยเหตุฉะนี้ ฉันจึงต้องลุกขึ้นมาทำการบ้านชิ้นนี้ให้แล้วเสร็จ ส่งไปแล้วก็โล่งอก จากนั้นมาคิดถึงการเตรียมคำเทศนาในเดือนกุมภาพันธ์ นี่ก็คงอีกสาเหตุหนึ่งด้วย
หลังการผ่าตัดฉันมักจะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงอยู่เสมอ ทำให้ฉันต้องทิ้งยาจีนและกลับไปพบ พญ.ปรียาภรณ์ อีกครั้งหนึ่งเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ หมอให้ฉันทำ C.T. Scan สมอง ก่อนไปทำสแกนฉันค่อนข้างกังวลใจ อย่างที่บอกแล้ว ฉันไม่อยากพบความผิดปกติอะไรอีก ฉันขอการเจ็บป่วยร้ายแรงได้หยุดเพียงเท่านี้ พระเจ้าตอบฉันทันที "ข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระเจ้า จากที่คับแค้นใจของ
ข้าพเจ้า พระเจ้าทรงตอบข้าพเจ้า และประทานความโล่งใจแก่ข้าพเจ้า" (พระธรรม
สดุดี 118:5) ผลการตรวจปรากฏว่าฉันเป็นปกติทุกอย่าง ฉันโล่งใจจริงๆ ฉะนั้นฉันไม่ต้องวิตกเรื่องโรคทางสมองหรือทางประสาท ขอบพระคุณพระเจ้า และขอขอบคุณ พญ.ปรียาภรณ์ ณ ที่นี้ด้วย
"พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์อยู่ทั้งข้างหลังและข้างหน้า และทรงวางพระหัตถ์
บนข้าพระองค์" (พระธรรมสดุดี 139:5)

12. การพลิกฟื้นฝ่ายจิตวิญญาณ
ทุกคนมีความอ่อนแอและมีหนามเกิดขึ้น ต่างกันที่ใหญ่หรือเล็ก มากหรือน้อย ยาวหรือสั้น เนิ่นนานหรือประเดี๋ยวเดียว ในฐานะผู้รับใช้พระเจ้าอย่างฉัน ฉันคือปุถุชนคนหนึ่งที่มีความอ่อนแอ มีความเจ็บป่วย มีความกังวลใจ ฉันรู้ว่าพระเจ้าเท่านั้นจะเป็นคำตอบแรกและคำตอบสุดท้ายในชีวิตของฉัน คนชอบธรรมดำเนินชีวิตเริ่มต้นก็ความเชื่อและสุดท้ายก็ความเชื่อ
ในช่วงแห่งการพักฟื้นสุขภาพ นับเป็นช่วงแห่งการพลิกฟื้นฝ่ายจิตวิญญาณ พระเจ้าทรงเล้าโลมชูกำลังฉันอยู่เสมอ ผ่านบทภาวนา "มานาประจำวัน" ผ่านบทภาวนา "Streams in the desert " (ฉบับภาษาจีน) ผ่านบทภาวนา "ห้องชั้นบน" ผ่านพระธรรมสดุดีในแต่ละบท ผ่านการใคร่ครวญและคร่ำครวญ
พระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ 19:1-18 หลังจากที่ผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ได้พิสูจน์ท้าท้ายให้ กษัติย์อาหับและชาวอิสราเอลเห็นว่าพระเจ้าเที่ยงแท้มีเพียงพระองค์เดียวคือพระเยโฮวาห์ กษัตริย์อาหับและพระนางเยเซเบลก็ตามฆ่าเอลียาห์ เอลียาห์หลบหนีไปที่เบเออร์เชบา นั่งอยู่ใต้ต้นซากและทูลขอให้พระเจ้าเอาชีวิตของเขาไปซะดีกว่า แต่พระเจ้ากลับใช้ทูตสวรรค์เอาขนมปังปิ้งร้อนๆ และน้ำดื่มมาเลี้ยงดูเอลียาห์ บอกให้เอลียาห์พักผ่อนให้มากๆ เพื่อจะมีกำลัง "ทางที่ท่านจะต้องเดินนั้นยังไกล จะเกินกำลังของท่านหากท่านไม่รับประทานและพักผ่อน" เวลาที่เอลียาห์ท้อใจ เจ็บปวด ผิดหวังเขารู้สึกอยากตาย ฉันก็เกิดความรู้สึกนั้นแวบขึ้นมา "ฉันคิดว่าตายก็ดีกว่าอยู่" ตอนที่ฉันนอนไม่หลับและปวดหัวมาก พระเจ้าเตือนสอนว่า "พระเจ้าไม่ได้ฟื้นฟูจิตวิญญาณของเอลียาห์ก่อน แต่พระองค์ทรงฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและจิตใจของเอลียาห์ก่อน ให้เขานอนหลับพักผ่อน รับประทานอาหาร ผ่อนคลาย หลังจากที่มีกำลังขึ้นแล้ว พระเจ้าค่อยสอนเขาในเรื่องจิตวิญญาณและเรื่องความเข้าใจในพระประสงค์ของพระเจ้า"
ใช่แล้ว ฉันต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรงก่อน ฉันวิ่งกลับมาที่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง กินยาตามที่หมอสั่ง จัดวินัยการกินการนอน การออกกำลังกาย ขีดเส้นเวลาทำงานให้ชัดเจนและกล้าปฏิเสธงานอื่นๆ ฉันวางแผนสำหรับการพักร้อนของครอบครัว วางแผนตารางเวลาทำงานให้สั้นลง รับผิดชอบงานให้น้อยลง ผ่อนคลายให้มากขึ้น ฉันรู้ว่า "ระยะทางที่พระเจ้าจะให้ฉันเดินนั้นยังอีกยาวไกล ฉันต้องการกำลังจากพระเจ้า เพื่อจะทำพระราชกิจที่พระองค์ทรงมอบหมายให้สำเร็จ"
พระธรรม 1 เธสะโลนิกา 5:23-24 "ขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงให้ ท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจและร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสตเจ้าของเราเสด็จมา" พระธรรมตอนนี้ฉันมักจะหนุนใจคนเจ็บป่วยเสมอ เมื่อต้องไปเยี่ยมเยียนตามโรงพยาบาลหรือตามบ้าน ฉันมั่นใจว่าพระเจ้าจะทรงรักษาเราทั้งหมดทั้งฝ่ายร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ การรักษาของพระเจ้านั้นครบบริบูรณ์ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ ผู้ทรงสัตย์ซื่อ ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก เมื่อพระองค์รักษาเรา ไม่เพียงให้เราหายจากโรคภัยไข้เจ็บหรือหลุดพ้นจากปัญหาที่เผชิญอยู่ แต่พระองค์จะรักษาเราให้เป็นคนที่ครบบริบูรณ์ ไม่มีที่ติ เป็นคนที่ดีพร้อม เพื่อให้พระองค์ใช้เราต่อไป จนกระทั่งถึงวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จมา
ฉันรู้ว่า "หนาม" และ "การเว้นวรรค" ในแต่ละช่วงของฉันนั้นเป็นสิ่งที่ พระเจ้าอนุญาตให้เกิดขึ้นแก่ฉัน เพื่อฉันจะเข้าใจคนอีกจำนวนมากมายที่ตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ด้วยโรคนอนไม่หลับ ด้วยโรคทางจิต ด้วยปัญหาชีวิตหรือด้วยความอ่อนแอทางความเชื่อศรัทธา ฯลฯ พระเจ้าจะใช้ประสบการณ์ของฉันในการหนุนใจคนอื่นต่อไป ฉันมั่นใจว่า การรักษาของพระเจ้าผ่านมาถึงชีวิตเราในหลายรูปแบบ ทางพระวจนะ ทางพลังคำอธิษฐาน ทางการรักษาแผนปัจจุบัน การผ่าตัด การใช้ยา ทางธรรมชาติบำบัด ทางภูมิปัญญาชาวบ้าน สารพัดรูปแบบ เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระผู้ทรงสร้างและผู้ประทานสติปัญญาแก่แพทย์และแก่มนุษย์
ฉันตั้งใจไว้ว่า Booklet เล่มนี้จะไม่ถูกพิมพ์สู่สายตาผู้อ่าน จนกว่าฉันจะผ่านพ้นโรคนอนไม่หลับ ขณะที่ท่านกำลังอ่าน Booklet นี้อยู่ แสดงว่าฉันได้ผ่านพ้นช่วงความทุกข์ทรมานนี้ไปได้แล้ว
"อย่านับแกะ แต่จงคุยกับผู้เลี้ยงแกะ"

บทสรุป
พระธรรมยอห์น 15:1-5 "เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใดท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้
เลย"
พระธรรมเยเรมีย์ 17:7-8 "คนที่วางใจในพระเจ้าย่อมได้รับพระพร คือผู้ที่
ความวางใจของเขาอยู่ในพระเจ้า เขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ ซึ่งหยั่งรากของมันออกไปข้างลำน้ำ เมื่อแดดส่องมาถึงก็ไม่กลัว เพราะใบของมันคงเขียวอยู่เสมอและไม่กระวนกระวายในปีที่แห้งแล้ง เพราะมันไม่หยุดที่จะออกผล"
ฉันเปรียบเสมือนเมล็ดพืชเล็กๆ เมล็ดหนึ่งที่ถูกปลูกลงบนผืนแผ่นดิน ได้รับการดูแลเอาใจใส่ เป็นต้นไม้ที่ได้รับการตกแต่ง ลิดกิ่งลิดใบเพื่อให้ดูสวยงามและเกิดผล ต้นไม้ต้นนี้มักติดเชื้อโรคได้ง่าย แต่มันก็ได้รับการบำรุงรักษาอยู่เสมอ รากหยั่งลึกลงดิน ยึดมั่นศรัทธาในความเชื่อและความรักของพระเจ้า ผ่านไปแล้ว 49 ปี ลำต้นเติบโต แข็งแกร่ง มั่นคง สามารถต้านแดดกล้าและพายุฝน แม้บางครั้งกิ่งก้านและใบดูเหี่ยวแห้ง ไม่สดชื่น แต่มันก็ยังมีชีวิตยืนหยัดอยู่ เป็นที่พักพิง เป็นร่มเงาแห่งความสุขแก่ผู้คนที่เดินผ่านไปมา สามารถเกิดดอกออกผลเป็นพระพรแก่ผู้คนรอบข้าง
ฉันไม่สามารถแบ่งปันข้อพระธรรมอีกจำนวนมากที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์นี้ "God and I" ขอให้ท่านได้แสวงหาประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเจ้า ซึ่งท่านสามารถกระทำได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดหนามในชีวิตขึ้น แล้วท่านจะซาบซึ้งในพระคุณความรัก สันติสุขซึ่งเกินความเข้าใจจะครอบครองความคิดและจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์
"ขอพระเกียรติ พระอานุภาพ ไอศวรรย์และศักดานุภาพ จงมีแด่พระองค์ผู้ทรงสามารถคุ้ม ครองรักษาท่านมิให้ล้ม และทรงนำท่านให้ตั้งอยู่เฉพาะพระสิริของพระองค์ ให้ปราศจากตำหนิและมีความร่าเริงยินดี คือแด่พระเจ้าองค์เดียว พระผู้ช่วยให้รอดของเราโดยพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งในอดีตกาล ปัจจุบันกาลและในกาลต่อๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน" (พระธรรมยูดาห์ 24-25)
สดุดีบทที่ 23
พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ
ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน
พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียนสด
พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ
ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า
พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางอันชอบธรรม
เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์
แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช
ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ
เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์
คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์
พระองค์ทรงเตรียมสำรับให้ข้าพระองค์
ต่อหน้าต่อตาศัตรูของข้าพระองค์
พระองค์ทรงเจิมศีรษะข้าพระองค์ด้วยน้ำมัน
ขันน้ำของข้าพระองค์ก็ล้นอยู่
แน่ทีเดียวความดีและความรักมั่นคงจะติดตามข้าพเจ้า
และข้าพเจ้าจะอยู่ในพระนิเวศน์ของพระเจ้าสืบไปเป็นนิตย์
คำอธิษฐานตามอย่างพระเยซู
ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย
ผู้ทรงสถิตในสวรรค์
ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ
ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่
ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์
ในสวรรค์เป็นอย่างไร ก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก
ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวัน
แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้
และขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์
เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่กระทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น
และขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง
แต่ขอให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย
เหตุว่าราชอำนาจ และฤทธิ์เดช และพระสิริ
เป็นของพระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์ อาเมน