
มนุษย์มาจากไหน
Where does man come from ?
โดย : อาจารย์นิกร สิทธิจริยาภรณ์
ศูนย์ส่งเสริมการประกาศในกลุ่มคริสตจักร CCMA
จำนวน 85 หน้า
หนังสือสำหรับประกาศพระกิตติคุณ
หมายเหตุ
ข้อความ ด้านล่างนี้ เป็นเนื้อหาของ หนังสือเล่มนี้ทั้งหมด ถ้าสนใจสามารถ หาซื้อได้จาก ร้านหนังสือ คริสเตียน ใกล้บ้านท่าน ท่านถ้าหาร้านหนังสือคริสเตียนไม่ได้
ให้คลิกที่นี่ หรือติดต่อ โดยตรงที่ CCMA
ให้คลิกที่นี่
![]()
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียวในโลกที่ต้องการรู้ว่า เขาเป็นใคร? มาจากไหน?
มาอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร? และตายแล้วจะไปไหน?..........................
มนุษย์มาจากไหน?....มาจากลิงมา...มาจากเทวดา....มาจาก UFO หรือว่า
มาจากพระเจ้า
.....ใครคือผู้สร้างมนุษย์ หรือมนุษย์เกิดขึ้นมาเองโดยปราศจากการออกแบบ?
ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไมมนุษย์เรามีกฏที่ดีงามภายในจิตใจ?...
ทำไมมนุษย์เราไม่สามารถทำตามกฏที่ดีงามที่เขารู้ว่าดี?....
ทำไมจึงเกิดมีศาสนาต่างๆมากมายเกิดขึ้นในโลก?...
ทำไมมาตรฐานของแต่ละศาสนาจึงต่างกัน?....
ทำไมสังคมโลกเวลานี้มันยุ่งเหยิงสิ้นดี?...
อะไรคือความหมายที่แท้จริงของมนุษย์ ในการดำรงชีวิตอยู่ในโลกใบนี้
และอะไรคือมาตรฐานที่แท้จริงของมนุษย์ในการดำรงชีวิตอยู่ในโลกใบนี้....
คำถามเหล่านี้มีคำตอบไหม?..และทำไมฉันอยากรู้คำตอบ?

คำนำ
ในท่ามกลางสรรพสิ่งที่มีชีวิตในโลกใบนี้ มีแต่เพียงมนุษย์เท่านั้นที่มีศักยภาพในความคิดวินิจฉัย เราไม่เคยเห็น หมา แมวตัวไหนนั่งคิดมาก่อน และถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือมนุษย์เรานั้นมีความเข้าใจในเรื่องของเหตุผลนั่นเอง
เมื่อพูดถึง "เหตุผล" อีกสี่คำที่ขาดไม่ได้เลยที่จะต้องตามมาคือ "สมเหตุและผล" ทำไมผมจึงพูดเช่นนี้ เพราะบางอย่างมีเหตุผล แต่ไม่สมเหตุสมผล เช่น คุณบอกว่า "ผมจะเลือกผู้สมัคร ส.ส. คนนี้" อะไรคือเหตุผลในการเลือกของคุณ?.."เขาเป็นเพื่อนรักกับคุณพ่อของผม".."แต่ผมว่าคุณอย่าเลือกเขาเลย"...ทำไมล่ะ?.."เพราะเขามีประวัติโกงกินมาก่อน"...คุณลองคิดดูซิว่าการที่คุณจะเลือกเขามีเหตุผลไหม?....มี....แต่สมเหตุสมผลไหม?...การที่ผมเสนอว่าอย่าเลือกเขา ผมมีเหตุผลไหม?....มี...เหตุผลของคุณกับผมใครสมเหตุสมผลมากกว่ากันล่ะ?....คุณทราบดีอยู่แล้ว
เหตุผลที่สมเหตุสมผลเกี่ยวข้องกับศาสนาอย่างไรบ้าง?......นักวิชาการได้แบ่งศาสนาเป็น 3 ประเภท
1.ประเภทที่ไร้เหตุผลทุกประการ
มีแต่ประสบการณ์ส่วนตัว ลักษณะของศาสนาประเภทนี้ ไม่ต้องพูดเหตุและผลกันเลย เน้นแต่อภินิหาร การอวยพรต่างๆ แต่ไม่เน้นด้านศีลธรรมหรือการประพฤติที่ดีงามเลย ถ้าจะสรุปให้เห็นชัดเจน อาจจะสรุปศาสนาประเภทนี้ด้วยคำพูดกี่ประโยคต่อไปนี้..."พระอยู่ส่วนพระ ฉันอยู่ส่วนฉัน พระมีหน้าที่รับการไหว้ การรับของถวาย และอวยพรฉัน แต่อย่ามายุ่งเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของฉัน ฉันจะเล่นไพ่ เล่นหวย ล่วงประเวณี โกหก ฯลฯ ไม่ต้องมาก้าวก่าย"...นี่เป็นลักษณะของศาสนาประเภทแรก
2.ประเภทที่สองศาสนาที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมที่ดีงาม และมีเหตุผลหลักข้อเชื่อ
นั่นก็คือเกี่ยวข้องกับศีลธรรมที่ดีงาม และมีเหตุผลของหลักข้อเชื่อ แต่ถ้าจะให้คนที่มีสติปัญญาที่ทำให้ใจเป็นกลางลองคิดและวิเคราะห์เหตุผลที่ศาสนาประเภทนี้ตั้งขึ้นก็จะพบว่า เป็นเหตุผลที่ไม่มีความสมเหตุสมผล ขัดแย้งกับความเข้าใจและความเป็นมนุษย์ผสมอยู่มากมาย
3.ศาสนาประเภทสุดท้าย เป็นศาสนาที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมที่ดีงาม และมีเหตุผลหลักข้อเชื่อเหมือนกัน
และเมื่อคนมีสติปํญญาที่ทำให้ใจเป็นกลางลองวิเคราะห์และไตร่ตรองดูเหตุผลหลักข้อเชื่อของศาสนานี้แล้ว ก็จะพบว่า เป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลทุกและสอดคล้องกับความเข้าใจและความเป็นมนุษย์ทุกประการประการ
เมื่อคนหนึ่งได้ยินหรือได้ฟังข้อมูลที่วิเคราะห์ดูแล้วว่าไม่สมเหตุสมผลเลย ไม่น่าเชื่อถือเลย แต่ยังบังคับให้ตนเองนั้นเชื่อ คนทั่วไปจะเรียกว่า "งมงาย"........เมื่อเราพูดถึงการที่คนคนหนึ่งจะรับหรือไม่รับข้อมูลที่มีเหตุและผล ในโลกนี้เราสามารถแบ่งคนได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
หนังสือเล่มนี้ จะพูดถึงข้อมูล เหตุผล หลักฐาน ต่างๆที่สติปัญญาของมนุษย์สามารถที่จะเข้าใจได้ เมื่อคุณได้อ่านแล้ว เข้าใจแล้ว วิเคราะห์แล้ว ถ้าคุณเห็นว่ามีเหตุผลที่สมเหตุสมผล ผมหวังว่าคุณคงจะเป็นคนประเภทที่ 3 ที่ฉลาดและเป็นคนมีเหตุผลในการยอมรับและเชื่อในสิ่งที่คุณได้อ่านและเข้าใจในสมอง และจะได้รับแนวทางของความหมายที่แท้จริงของการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องอย่างแท้จริงในโลกใบนี้
ขอพระเจ้าทรงอวยพระพร
นิกร สิทธิจริยาภรณ์

แรกเริ่มเดิมทีเดียว มนุษย์ไม่ได้เชื่อว่าคนมาจากลิง หรือวิวัฒนาการมาจากสัตว์ชั้นต่ำที่ค่อยๆกลายมาเป็นสัตว์ชั้นสูง แต่มนุษย์แรกเริ่มเดิมทีนั้นเชื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมา จนมาถึงสมัยยุคที่ศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิคเข้าสุ่ยุคมืดของศาสนา(ศตวรรษที่16ตอนต้นจนถึงศตวรรษที่19) คือถือว่าคำพูดของสันตะปาปาเป็นใหญ่และเปรียบเสมือนคำพูดของพระเจ้า เวลานั้นสันตะปาปาได้ตั้งหลักข้อเชื่อหลายอย่างที่ขัดแย้งกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งแทนที่สันตะปาปาจะตรวจสอบจากพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ว่าจริงตามที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหรือไม่ แต่เขากลับยึดความคิดของเขาแบบยืนกราน จึงเกิดการกระทบกระทั่งกันอย่างรุนแรง
และเหตุการณ์หนึ่งที่คนทั่วโลกรู้ดีก็คือ การที่กาลิเลโอถูกขู่ว่าจะตัดสินประหารชีวิตเพราะไปโต้แย้งกับคำพูดที่สันตะปาปากล่าวว่า "โลกแบน" นับตั้งแต่นั้นในแวดวงของนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญาของโลกเริ่มที่จะเอือมระอา มีอคติและเบื่อหน่ายกับศาสนาคริสต์ จึงเริ่มที่จะคิดที่มาของมนุษย์ที่แตกต่างจากพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ เพราะพวกเขาคิดว่า พระคริสต์ธรรมคัมภีร์เป็นหนังสือไร้สาระ ไม่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่พวกเขาเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะจริงๆแล้วพระคริสต์ธรรมคัมภีร์เป็นหนังสือที่สอดคล้องกับการค้นพบที่สามารถสรุปได้เป็นจริงของวิทยาศาสตร์ทุกอย่าง เมื่อคนคนหนึ่งอ้างว่าพระคริสต์ธรรมคัมภีร์นั้นขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ นั่นเป็นเพราะ 3 เหตุผลนี้
1.ความรู้ของมนุษย์ยังไปไม่ถึง
นี่พูดในแง่ของความมหัศจรรย์ของพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ที่บรรดานักวิทยาศาสตร์อ้างว่าขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ แท้จริงแล้วไม่ได้ขัดเลย แต่เพราะความรู้ของมนุษย์เรานั้นยังไปไม่ถึง เราจึงดูเหมือนว่าขัดกับหลักความจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่ความเป็นจริงไม่ได้ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์แต่ขัดกับความเข้าใจของเราที่เป็นมนุษย์ที่มีขีดจำกัดต่างหาก
ถ้าคุณมีเครื่อง ไทม์ แมชชีน ย้อนเวลาไปยุค 2,500 ปีที่แล้ว คุณไปบอก ขงจื้อ ที่กำลังลอกตำราทีละเล่มๆ ว่า ต่อไปเราจะพิมพ์ได้วันละ 10 ล้านฉบับ ขงจื้อจะว่าอย่างไร?...เป็นไปไม่ได้แน่นอน และถ้าคุณไปบอก จิ๋นซี ฮ่องเต้ที่กำลังนั่งบนม้าในขณะเดินทางจากเมืองฉางอันไปที่เมืองหลิ่วโจว (ซึ่งมีระยะทาง 1,200 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางในเวลานั้นทางม้า 10 วัน)ว่า ต่อไปเราจะมีพาหนะที่สามารถนำฮ่องเต้ไปถึงเมืองหลิ่วโจวได้ในเพียง 10 ชั่วโมง รับรองจิ๋นซีฮ่องเต้หัวเราะแน่แล้วจะพูดว่า "ข้าพเจ้าขี่ม้าเร็วขนาดนี้ ฝุ่นยังตลบไปหมด ถ้าเป็นอย่างนั้นมันไม่แสบตาแย่หรือ?..เป็นไปไม่ได้หรอก..." สิ่งที่ขงจื้อกับจิ๋นซีฮ่องเต้บอกว่าเป็นไปไม่ได้ เวลานี้เป็นไปได้หรือยัง?.....อัศจรรย์ไหม? ขัดกับวิทยาศาสตร์ไหม?..คุณทราบดีอยู่แล้ว
2.นักวิทยาศาสตร์พยายามข้ามเกินขอบเขตของวิทยาศาสตร์
คุณอย่าลืมว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นเป็นขอบเขตความรู้ที่ต่ำที่สุดของความรู้ของมนุษย์ เพราะเป็นการศึกษาในสิ่งที่ต่ำกว่ามนุษย์คือวัตถุ พืช สัตว์(ขอบเขตความรู้ของมนุษย์มี 3 ประการ คือต่ำกว่ามนุษย์(ธรรมชาติ) เท่ากว่ามนุษย์(ตัวมนุษย์เอง) สูงกว่ามนุษย์(พระเจ้า) เมื่อมนุษย์จะวิเคราะห์สิ่งที่ต่ำกว่าเขานั้นง่ายมาก แต่ถ้าเขาจะศึกษาเกี่ยวกับตัวของเขาเองนั้นยากแล้ว - รายละเอียดสามารถอ่านได้ในหนังสือ "พระเจ้าองค์ไหนคือพระเจ้าเที่ยงแท้")การเรียนรู้หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะอยู่ในขอบเขตในสิ่งที่ต่ำกว่ามนุษย์เท่านั้น ถ้านักวิทยาศาสตร์จะพยายามล้ำเกินขอบเขตของความรู้ของเขา เขาจะพบว่ามันขัดแย้งและหาตำตอบไม่ได้ เช่น ถ้าลูกคนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ทำให้คุณแม่ของเขาร้องไห้ หลังจากนั้นเขารีบเอาหลอดมาดูดเอาน้ำตาหยดหนึ่งของคุณแม่ของเขาไปทดลองและวิเคราะห์ในห้องวิทยาศาสตร์ เขาจะได้ส่วนผสมของเกลือ และน้ำ เท่านั้น แต่น้ำตาของคุณแม่ของเขามีเท่านั้นหรือ?...ไม่ใช่แน่นอน คุณทราบดีว่ามีมากกว่านั้น วิทยาศาสตร์วิเคราะห์ออกมาได้ไหม?..ไม่ได้...ไม่ได้แสดงว่าไม่มีใช่ไหม?...ไม่ใช่....มี.....คุณเข้าใจแล้วหรือยัง?
3.เพราะตีความหมายพระคัมภีร์ผิด
เหมือนกับสันตะปาปาที่พยายามหาข้อความหรือสำนวนในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์มาสนับสนุนความคิดของเขาว่า "โลกแบน"และถ้าจะพูดกันแบบเปิดอกและชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงแล้ว เราจะพบว่าการอธิบายว่าที่มาของมนุษย์ว่ามาจากการวิวัฒนาการนั้นเป็นหลักปรัชญา ไม่ใช่วิทยาศาสตร์เลย แต่เพราะเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้นักปรัชญาอาศัย "วิทยาศาสตร์เป็นปลอก"มาเป็นตัวบังหลักปรัชญาของพวกเขา ในการโจมตีหลักข้อเชื่อที่ว่า คนมาจากการทรงสร้างของพระเจ้าที่บันทึกอยู่ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์
ที่มาของทฤษฎีวิวัฒนาการ
มาจากการที่นักธรณีวิทยาได้ค้นพบหลังจากทำการตรวจสอบชั้นดิน พวกเขาได้พบว่าซากฟอสซิลของสัตว์ชั้นต่ำจะอยู่ในชั้นดินที่ต่ำสุดและชั้นดินต่อๆมาก็เป็นซากฟอสซิลของสัตว์ชั้นสูงขึ้นมาเรื่อยๆตามลำดับจนถึงซากฟอสซิลของมนุษย์ ต่อมามีพวกนักปรัชญากลุ่มหนึ่งพยายามที่จะอธิบายการค้นพบนี้ตามจินตนาการของพวกเขาว่า โลกเราใบนี้เริ่มต้นจากเซลล์ที่มีชีวิตเล็กๆและค่อยๆวิวัฒนาการออกมาเป็นสิ่งมีชีวิตต่างๆที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมนุษย์ด้วย และเซลล์เหล่านี้ก็คือบรรพบุรุษของมนุษย์เรานั่นเอง(เวลานั้นในแวดวงวิทยาศาสตร์มีการค้นพบว่า มีเซลล์เล็กอยู่ในชีวิตทุกชีวิตในโลก
นี่เป็นสิ่งหนึ่งในการค้นพบของวิทยาศาสตร์ที่พวกนักปรัชญากลุ่มนี้ยกมาอ้างเพื่อสนับสนุนในทฤษฎีของเขา) แต่เมื่อพวกเขาได้นำเสนอความคิดของพวกเขาออกมาสู่สังคม ก็ถูกต่อต้านจากกลุ่มศาสนาอย่างรุนแรง และเพราะเหตุที่พวกเขาขาดคำอธิบายที่ชัดเจนในความคิดของเขาจึงทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับ และเงียบหายไปในที่สุด
จนถึงกลางยุคศตวรรษที่ 18 เวลานั้นศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิคได้นำศาสนาคริสต์เข้าสู่ยุคมืดสุดๆ เรื่องนี้จึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งเพื่อต่อต้านศาสนา ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นมีชายคนหนึ่งชื่อ ชาร์ล ดาร์วิน(คศ 1809-1882)เขาได้สนใจในทางชีวภาคของสิ่งมีชีวิต และเห็นว่าความคิดในเรื่องเซลล์ที่มีชีวิตเล็กๆนั้นเป็นแหล่งที่มาของชีวิตทุกชีวิตในโลกเป็นสิ่งที่จริงในวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นมันน่าจะเป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตต่างๆในโลกมาจากการวิวัฒนาการของเซล์ลเล็กๆเหล่านี้
ดังนั้นเขาจึงพยายามหาข้อมูลและสิ่งที่ปรากฏในธรรมชาติเพื่อมาสนับสนุนทฤษฎีความเชื่อของเขา แท้จริงแล้วคำอธิบายของเขาไม่ใช่มีเหตุผลหรือมีน้ำหนักมากเลย แต่เพราะความที่สังคมในยุคนั้นเบื่อหน่าย และมีอคติต่อแวดวงศาสนา จึงทำให้ทฤษฎีวิวัฒนาการของเขาแพร่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว และหนังสือของเขาที่ชื่อว่า THE ORIGIN OF SPECIES ก็ได้รับความนิยมอย่างสูง
ในหนังสือเล่มนี้ของเขาได้อธิบายถึงความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ของเซลล์ ที่มีศักยภาพในการต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่สูงมาก และเมื่อมันอยู่ในสภาพแวดล้อมใดๆมันก็จะปรับตัวในการสร้างรูปร่างของมันให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆเพื่อให้ชีวิตของมันสามารถดำรงอยู่ได้โดยใช้ระยะเวลา และ ความบังเอิญในการสร้างรูปร่างของมัน(รายละเอียดเราคงไม่สามารถที่จะอธิบายได้ในหนังสือเล่มเล็กๆนี้) ซึ่งมนุษย์เราก็มาจากสายพันธุ์ของลิงเอป(ape)โดยการใช้ระยะเวลาหลายล้านปีในการปรับสภาพรูปร่างจนเป็นรูปร่างของมนุษย์ที่เราเห็นกันในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งมนุษย์ก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการวิวัฒนาการไปเรื่อยๆไม่ได้หยุด
ดังนั้นในอนาคตอีกหลายล้านปีข้างหน้า มนุษย์อาจจะมีหัวโตขึ้นเพราะใช้สมองมาก และนิ้วมืออาจจะหดหายเพราะใช้แต่นิ้วชี้ ร่างกายภายในอาจจะมีการปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แม้จะมีอ๊อกซิเจนไม่ถึง 21 % ในอากาศก็ตาม และถ้ามีคนถาม ชาร์ล ดาร์วินว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้มีสิ่งมีชีวิตมากมายหลายพันธุ์ อะไรเป็นตัวคัดเลือกว่าเซลล์นี้ควรจะเป็นปลาวาฬ เซลล์นี้ควรจะเป็นผีเสื้อ เซลล์นี้ควรจะเป็นแรด เซลล์นี้ควรจะเป็นคนฯลฯ ชาร์ล ดาร์วินก็จะตอบว่า ไม่มีใครเป็นผู้ออกแบบและคัดเลือกกำหนดรูปร่างของพวกมัน ขบวนการคัดเลือกทางธรรมชาติในการมีชีวิตของมันเองที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตพันธุ์ต่างๆขึ้น
ถ้าเราจะสรุปความคิดในเรื่องนี้ของ ดาร์วิน เราสามารถสรุปได้ 3 ประการใหญ่ดังนี้
แต่คำอธิบายของดาร์วินข้างต้นเชื่อถือได้หรือ แท้จริงแล้วขอเพียงแต่คนคนหนึ่งนั่นลงคิดก็ไม่ยากที่จะรู้ว่า คำอธิบายของดาร์วินเช่นนี้มีน้ำหนักน้อยมาก และก็ง่ายต่อการโต้แย้ง
1.ถ้ามาจากการปรับสภาพตามสภาพแวดล้อมเพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้ ทำไมสิ่งมีชีวิตทุกอย่างไม่วิวัฒนาการให้มีปีกเหมือนกันหมด เพราะการมีปีกจะทำให้พ้นอันตรายได้ดีกว่า หรือ มนุษย์ทำไมไม่วิวัฒนาการให้มีตาอยู่ด้านหลังด้วยเพื่อเวลาคนมาตีหัวเราข้างหลังจะได้รู้ตัว ทำไมสัตว์บางตัวเช่น มด ไม่มีการวิวัฒนาการเลย
และอีกอย่างที่เป็นคำถามที่ข้องใจของนักชีววิทยาว่า ทำไมต้นไม้ไม่มีการวิวัฒนาการเลย นักพฤษศาสตร์ท่านหนึ่งชื่อ ดร. วิลลิทกล่าวว่า "ทฤษฎีวิวัฒนาการใช้ไม่ได้กับพืชเลย เมื่อสัตว์มันรู้ว่าสภาพแวดล้อมนี้อยู่ไม่ได้ มันมีขาที่จะหนีจากสภาพแวดล้อมนั้นๆ แต่พืชถ้าไม่มีน้ำ ไม่มีแสงแดดมันก็ยังอยู่ตรงนั้นและตายไปในที่สุด
นั่นแสดงให้เห็นว่าทฤษีวิวัฒนาการนั้นไม่เกี่ยวข้องกับพืชเลย"
การที่พวกวิวัฒนาการพูดเช่นนี้ เป็นเพียงการจินตนาการตามความคิดของเขาเท่านั้นเอง(ซึ่งพวกเราคริสเตียนทราบดีว่า แท้จริงเป็นพระเจ้าที่ได้ออกแบบมันให้เหมาะสมกับสภาพภูมิกากาศเช่นนั้นตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว ไม่เพียงแต่ต้นตะบองเพชรเท่านั้น แม้แต่พืชต่างๆ หรือ สัตว์ต่างๆ พระเจ้าก็ทรงสร้างพวกมันให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงกำหนดให้มันอยู่ทั้งสิ้น)
2.ถ้าว่ามาจากการผสมข้ามพันธุ์จึงเกิดพันธุ์ใหม่ขึ้น ดูเหมือนว่าเป็นอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงแล้ว ม้าผสมลาออกมาเป็นฬ่อหรืออย่างอื่นผสมกันออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่งนั้น มันก็ยังเป็นพันธุ์คล้ายๆกัน มันไม่สามารถ "ผ่าเหล่า"ได้เลย เช่นม้าผสมลาออกมาเป็นเสือ หรือ หมา แต่ออกมาเป็นฬ่อซึ่งเป็นสัตว์ที่ยังเป็นสัต ว์ในสายพันธุ์เดียวกันกับมันอยู่ดี
3.ถ้าว่ามาจากการบังเอิญของการผิดปกติทางพันธุกรรมยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะวงการแพทย์เองก็รู้ดีว่า การผิดปกติทางพันธุกรรมจะก่อให้เกิดผลในแง่ลบมากกว่าผลในแง่บวกมากนัก เช่น ถ้าภายในร่างกายเกิดผิดปกติ ก็คือ มะเร็ง หรือเด็กเกิดมาหัวโตผิดปกติ สมองใหญ่กว่าปกติ เด็กที่เกิดมามี11 นิ้ว เด็กที่เกิดมามีขนเต็มตัว หรือเด็กที่เกิดมามี2เพศ(กะเทยแท้) ซึ่งจะไม่ใช่รูปร่างที่สวยงามเลย แต่เมื่อเราดูสิ่งมีชีวิตต่างๆในโลก เราจะเห็นว่ามันมีรูปร่างที่สวยงามและสมส่วน ถ้าจะอธิบายว่าเกิดจากการออกแบบของผู้ออกแบบชั้นเยี่ยมก็ง่ายในการเชื่อมากกว่าที่จะอธิบายว่ามาจากการบังเอิญ เพราะการบังเอิญสร้างสรรสิ่งที่สวยไม่ได้ นอกจากการทำลาย เช่น ฉันบังเอิญทำแก้วน้ำหล่นแตก และเมื่อมันลงบนพื้น เศษแก้วก็บังเอิญประกอบเป็นภาพของโมนาลิซ่า คุณเชื่อไหม?...No way! ถึงแม้มันจะตกลงไปล้านครั้งก็บังเอิญเกิดภาพสวยไม่ได้หรอกนอกจาก..ความเละเทะ
จากเหตุผลข้างต้นเราจะเห็นว่า การอธิบายของดาร์วินนั้นมีน้ำหนักน้อยมาก แม้แต่ตัวของ ดาร์วินเองก็ทราบดี เขาได้พูดไว้ก่อนตายว่า ทฤษฎีของเขานั้นมีน้ำหนักน้อยมาก เพราะขาดข้อมูล 2 ประการนี้ ซึ่งเขาได้แต่หวังว่าในอนาคตจะมีผู้หาข้อมูลนี้พบ คือ Missing link(ซากฟอสซิลของสัตว์ที่กำลังกลายพันธุ์ - เช่น ถ้ามนุษย์มาจากลิงจริง เราก็น่าจะค้นพบซากของลิงในขณะที่อยู่ในกึ่งระหว่างกลางที่กำลังวิวัฒนาการเป็นคน(คนผสมลิง) แต่จนถึงปัจจุบันโลกนี้ถูกพลิกแผ่นดิน และมีมนุษย์เข้าไปอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆทุกมุมของโลก ก็ยังไม่สามารถค้นพบ Missing link ได้เลย)
และอีกข้อมูลหนึ่งก็คือ การทำงานของระบบต่างๆในตัวของมนุษย์และสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของระบบทางเดินของเลือด และการทำงานของ ดี เอ็น เอ ว่าแตกต่างหรือเหมือนกันเพียงไร ดาร์วินกล่าวว่า "ถ้าในอนาคตมีใครสามารถที่จะอธิบายได้ว่า ระบบการทำงานภายในร่างกายของมนุษย์และสัตว์ต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้ เขาคนนั้นก็จะสามารถที่จะลบล้างคำอธิบายเรื่องทฤษฎีวิวัฒนาการของข้าพเจ้าได้เลย"
และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า Darwin Black Box : The Biochemical to Evolution เขียนโดย Michael j.Behe นักชีววิทยาชาวอเมริกา ได้เขย่าวงการทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างรุนแรง โดยเขาชี้ให้เห็นว่าการทำงานของระบบภายในของมนุษย์และสัตว์นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และเมื่อบรรดานักชีววิทยาทำการตรวจสอบข้อมูลที่เขานำเสนอ ก็เห็นว่าเป็นจริง ดังนั้นในปัจจุบันนี้แนวโน้มของคนตะวันตกค่อยๆเลิกที่จะค้นหาข้อมูลที่จะมาสนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนาการอีกต่อไปแล้ว
แต่พวกเขากำลังหาที่มาของมนุษย์จากที่อื่นแทน นั่นคือ จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนั่นเอง พวกเขาพยายามหาสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่น และตั้งสมุติฐานว่าพวกมนุษย์ต่างดาว อาจจะเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ก็ได้
สำหรับพวกเราที่เป็นคริสเตียน เราเห็นว่านี่เป็นลักษณะหรือปรากฏการณ์ของความบาปของมนุษย์ที่ไม่ยอมรับการทรงสร้างของพระเจ้า เพราะเขาคิดว่าถ้าพวกเขาเชื่อว่ามีพระเจ้าจะเป็นอันตรายต่อความประพฤติของเขา เพราะพวกเขาต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของพวกเขาทุกอย่าง แต่การที่พวกเขาไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าทำให้พระเจ้าไม่มีอยู่จริงได้หรือ? ไม่มีทาง.....
ถึงแม้พวกเขาจะไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ยังมีอยู่จริง และเขาต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขาจริง ความไม่เชื่อของเขาไม่สามารถลบล้างความจริงได้เลย เหมือนกับถ้าเราไม่เชื่อว่าโลกนี้กำลังหมุนอยู่ ความไม่เชื่อของเราไม่ใช่มาลบล้างความจริงที่โลกกำลังหมุนอยู่ได้เลย ความจริงก็คือความจริงอยู่ดี เรื่องราวที่ผมจะอธิบายในบทต่อไปนี้คือความจริงที่พระเจ้าผู้ทรงสร้างมนุษย์ทรงเปิดเผยผ่านทางพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ซึ่งเป็นความจริงที่มนุษย์ทุกคนไม่สามารถปฏิเสธได้เลย ถึงแม้เมื่อเขาอ่านแล้วจะไม่เชื่อ เขาก็จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่า "ตัวของเขาไม่ค่อยมีเหตุผล" และ"กำลังเถียงเพื่อเอาชนะ" แต่อย่างไรก็ตามความไม่เชื่อของเขา ก็ไม่สามารถลบล้างความจริงของพระเจ้าที่ทรงเปิดเผยผ่านทางพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ได้เลย
