| 01 | ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง {หรือ เมื่อพระเจ้าทรงเริ่มเนรมิตสร้าง} ฟ้าและแผ่นดิน |
| 02 | แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น |
| 03 | พระเจ้าตรัสว่า "จงเกิดความสว่าง" ความสว่างก็เกิดขึ้น |
| 04 | พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และทรงแยกความสว่างออกจากความมืด |
| 05 | พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า วัน และความมืดนั้นว่า คืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันแรก |
| 06 | พระเจ้าตรัสว่า "จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน" |
| 07 | พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ก็เป็นดังนั้น |
| 08 | พระเจ้าจึงทรงเรียกภาคพื้นนั้นว่า ฟ้า มีเวลาเย็น และเวลาเช้า เป็นวันที่สอง |
| 09 | พระเจ้าตรัสว่า "น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่แห่งเดียวกันที่แห้งจงปรากฏขึ้น" ก็เป็นดังนั้น |
| 10 | พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่าแผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี |
| 11 | พระเจ้าตรัสว่า "แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ผักหญ้าที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ออกผล มีเมล็ดในผลตามชนิดของมันบน แผ่นดิน" ก็เป็นดังนั้น |
| 12 | แผ่นดินก็เกิดพืช คือผักหญ้าที่มีเมล็ดตามชนิดของมัน และต้นไม้ที่ออกผลมีเมล็ดในผลตามชนิดของมัน พระเจ้า ทรงเห็นว่าดี |
| 13 | มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่สาม |
| 14 | พระเจ้าตรัสว่า "จงมีดวงสว่างบนฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้ดวงสว่างเป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี |
| 15 | และให้เป็นดวงสว่างบนฟ้า เพื่อส่องสว่างบนแผ่นดิน" ก็เป็นดังนั้น |
| 16 | พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงสว่างขนาดใหญ่ไว้สองดวง ให้ดวงใหญ่ครองวัน ดวงเล็กครองคืน พระองค์ทรงสร้างดวง ดาวต่างๆด้วย |
| 17 | พระเจ้าทรงตั้งดวงสว่างเหล่านี้ไว้บนฟ้า ให้ส่องสว่างบนแผ่นดิน |
| 18 | ให้ครองวันและคืน และแยกความสว่างออกจากความมืด พระเจ้าทรงเห็นว่าดี |
| 19 | มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่สี่ |
| 20 | พระเจ้าตรัสว่า "น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต และนกจงบินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน" |
| 21 | พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสัตว์ที่มีชีวิตนานาชนิด ซึ่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำ เป็นฝูงๆตามชนิดของมัน และนกต่างๆตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี |
| 22 | พระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่สัตว์เหล่านั้นว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้น จนเต็มน้ำในทะเล และให้นกทวีมากขึ้นบน แผ่นดิน" |
| 23 | มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่ห้า |
| 24 | พระเจ้าตรัสว่า "แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน คือสัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ป่าตามชนิด ของมัน" ก็เป็นดังนั้น |
| 25 | พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมัน และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินตาม ชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี |
| 26 | แล้วพระเจ้าตรัสว่า "ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและ ฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน" |
| 27 | พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง |
| 28 | พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ตรัสแก่เขาว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จง ครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน" |
| 29 | พระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิด เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมัน แก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า |
| 30 | ฝ่ายสัตว์ทั้งหลายบนแผ่นดิน นกทั้งปวงในอากาศ และบรรดาสัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดินทุกสิ่งทุกอย่างที่มีลม ปราณนั้น เราให้พืชเขียวสดทั้งปวงเป็นอาหาร" ก็เป็นดังนั้น |
| 31 | พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่หก |
| 01 | ฟ้าและแผ่นดิน และบริวารทั้งสิ้น ที่มีอยู่ในนั้น พระเจ้าทรงสร้างสำเร็จดังนี้แหละ |
| 02 | วันที่เจ็ด พระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ที่ทรงกระทำมานั้น ในวันที่เจ็ดนั้นก็ทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ที่ได้ ทรงกระทำ |
| 03 | พระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่วันที่เจ็ด ทรงตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะในวันนั้นพระองค์ทรงหยุดพักจาก การงานทั้งปวง ที่พระองค์ทรงกระทำในการเนรมิตสร้าง |
| 04 | เรื่องฟ้าสวรรค์และแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสร้างมีดังนี้ ในวันที่พระเจ้าทรงสร้างแผ่นดินและฟ้าสวรรค์ |
| 05 | ต้นไม้ตามทุ่งนายังไม่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน และพืชตามทุ่งนาก็ยังไม่งอกขึ้นเลย เพราะพระเจ้ายังมิได้ทรงทำให้ฝนตก บนแผ่นดิน ทั้งยังไม่มีมนุษย์ที่จะทำไร่ไถนา |
| 06 | แต่มีน้ำพลุ่งขึ้นมาจากแผ่นดิน ทำให้พื้นดินเปียกทั่วไป |
| 07 | พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน ระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต |
| 08 | พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ที่เอเดน ทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นมานั้นอยู่ที่นั่น |
| 09 | แล้วพระเจ้าทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่งามน่าดูและที่น่ากิน เป็นอาหารงอกขึ้นจากดิน มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นหนึ่งอยู่ ท่ามกลางสวนนั้น กับต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วต้นหนึ่งด้วย |
| 10 | มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลจากเอเดนรดสวนนั้น จากที่นั่นก็แยกออกเป็นสี่สาย |
| 11 | ชื่อแม่น้ำสายที่หนึ่งคือปิโชน เป็นแม่น้ำที่ไหลรอบแผ่นดินฮาวิลาห์ที่นั่นมีแร่ทองคำ |
| 12 | ทองคำที่เมืองนั้นเป็นทองคำเนื้อดี และมียางไม้ตะคร้ำและโมรา |
| 13 | ชื่อแม่น้ำสายที่สองคือกิโฮน ไหลรอบแผ่นดินคูช |
| 14 | ชื่อแม่น้ำสายที่สามคือไทกริส ไหลไปทางทิศตะวันออกของเมืองอัสซีเรีย และแม่น้ำสายที่สี่ชื่อยูเฟรติส |
| 15 | พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน |
| 16 | พระเจ้าจึงทรงบัญชาแก่มนุษย์นั้นว่า "บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด |
| 17 | เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะ ต้องตายแน่" |
| 18 | พระเจ้าตรัสว่า "ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียวเราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น" |
| 19 | พระเจ้าจึงทรงปั้นบรรดาสัตว์ในท้องทุ่งและนกในท้องฟ้าให้เกิดขึ้นจากดิน แล้วทรงนำมายังชายนั้น เพื่อดูว่าเขาจะ เรียกชื่อมันว่าอะไร ชายนั้นตั้งชื่อสัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตว่าอย่างไร สัตว์นั้นก็มีชื่ออย่างนั้น |
| 20 | ชายนั้นจึงตั้งชื่อบรรดาสัตว์ใช้งานและนกในอากาศและบรรดาสัตว์ป่า แต่ชายนั้นยังหามีคู่อุปถัมภ์ที่สมกับตนไม่ |
| 21 | แล้วพระเจ้าจึงทรงกระทำให้ชายนั้นหลับสนิท ขณะที่เขาหลับสนิทอยู่ พระองค์ทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของ เขาออกมา แล้วทำให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูกอย่างเดิม |
| 22 | ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น |
| 23 | ชายจึงว่า "นี่แหละกระดูกจากกระดูกของเรา เนื้อจากเนื้อของเรา จะต้องเรียกว่าหญิง {ตรงนี้ฮีบรูเล่นคำ} ถ้าจะ ให้คงรูปจะแปลเป็นอย่างนี้ก็ได้ "จะต้องเรียกว่า ชายา เพราะชายานี้ออกมาจากชาย" เพราะหญิงนี้ออกมาจากชาย" |
| 24 | เพราะเหตุนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน |
| 25 | ทั้งผู้ชายและภรรยาของเขาเปลือยกายอยู่และไม่อายกัน |
| 01 | ในบรรดาสัตว์ป่าที่พระเจ้าทรงสร้างนั้น งูฉลาดกว่าหมด มันถามหญิงนั้นว่า "จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า 'อย่ากิน ผลจากต้นไม้ใดๆ ในสวนนี้' |
| 02 | หญิงนั้นจึงตอบงูว่า "ผลของต้นไม้ต่างๆ ในสวนนี้เรากินได้ |
| 03 | เว้นแต่ผลของต้นไม้ที่อยู่กลางสวนนั้น พระเจ้าตรัสห้ามว่า 'อย่ากินหรือถูกต้องเลย มิฉะนั้นจะตาย' |
| 04 | งูจึงพูดกับหญิงนั้นว่า "เจ้าจะไม่ตายจริงดอก |
| 05 | เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว" |
| 06 | เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน และน่าดูด้วย ทั้งเป็นต้นไม้ที่มุ่งหมายจะให้เกิดปัญญา จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน แล้วส่งให้สามีกินด้วย เขาก็กิน |
| 07 | ตาของเขาทั้งสองคนก็สว่างขึ้น จึงสำนึกว่าตนเปลือยกายอยู่ ก็เอาใบมะเดื่อมาเย็บเป็นเครื่องปกปิดร่างไว้ |
| 08 | เวลาเย็นวันนั้น เขาทั้งสองได้ยินเสียงพระเจ้าเสด็จดำเนินอยู่ในสวน ชายนั้นกับภรรยาก็หลบไปซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้น ไม้ในสวนนั้น ให้พ้นจากพระพักตร์พระเจ้า |
| 09 | พระเจ้าทรงเรียกชายนั้นและตรัสถามเขาว่า "เจ้าอยู่ที่ไหน" |
| 10 | ชายนั้นทูลว่า "ข้าพระองค์ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ในสวนก็เกรงกลัว เพราะข้าพระองค์เปลือยกายอยู่ จึงได้ ซ่อนตัวเสีย" |
| 11 | พระองค์จึงตรัสว่า "ใครเล่าบอกเจ้าว่าเจ้าเปลือยกาย เจ้ากินผลไม้ที่เราห้ามมิให้กินนั้นแล้วหรือ" |
| 12 | ชายนั้นทูลว่า "หญิงที่พระองค์ประทานให้อยู่กินกับข้าพระองค์นั้น ส่งผลไม้นั้นให้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงรับ ประทาน" |
| 13 | พระเจ้าตรัสถามหญิงว่า "เจ้าทำอะไรไป" หญิงนั้นทูลว่า "งูล่อลวงข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงได้รับประทาน" |
| 14 | พระเจ้าจึงตรัสแก่งูว่า "เพราะเหตุที่เจ้าทำเช่นนี้ เจ้าจะต้องถูกสาปแช่งมากกว่า สัตว์ใช้งานและสัตว์ป่าทั้งปวง จะ ต้องเลื้อยไปด้วยท้อง จะต้องกินผงคลีดินจนตลอดชีวิต |
| 15 | เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของ เจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ |
| 16 | พระองค์ตรัสแก่หญิงนั้นว่า "เราจะเพิ่มความทุกข์ลำบากขึ้นมากมาย ในเมื่อเจ้ามีครรภ์และคลอดบุตร ถึงกระนั้น เจ้ายังปรารถนาสามี และเขาจะปกครองตัวเจ้า" |
| 17 | พระองค์จึงตรัสแก่อาดัม {แปลว่า มนุษย์} ว่า"เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่น ดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต |
| 18 | แผ่นดินจะให้ต้นไม้และพืชที่มีหนามแก่เจ้าและเจ้าจะกินพืชต่างๆ ของทุ่งนา |
| 19 | เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า จนเจ้ากลับเป็นดินไป เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน เจ้าเป็นผงคลีดิน และจะ ต้องกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม" |
| 20 | ชายนั้นเรียกภรรยาของตนว่าเอวา {ศัพท์นี้เหมือนคำที่แปลว่า มีชีวิตอยู่} เพราะนางเป็นมารดาของปวงชนที่มีชีวิต |
| 21 | พระเจ้าทรงทำเสื้อด้วยหนังสัตว์ให้อาดัมกับเอวาสวมปกปิดกาย |
| 22 | แล้วพระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิดมนุษย์มาเป็นเหมือนผู้หนึ่งในพวกเราแล้ว โดยที่รู้สำนึกในความดีและความชั่ว บัดนี้ อย่าปล่อยให้เขายื่นมือไปหยิบผลต้นไม้แห่งชีวิตมากิน แล้วมีอายุยืนชั่วนิรันดร์" |
| 23 | เพราะเหตุนั้นพระเจ้าจึงทรงขับไล่เขาออกไปจากสวนเอเดน ให้ไปทำไร่ทำสวนในที่ดินที่ตัวถือกำเนิดมานั้น |
| 24 | พระองค์ทรงไล่ชายนั้นออกไป และทรงตั้งพวกเครูบ {หมายถึง ทูตสวรรค์ จำพวกหนึ่ง} ทางด้านทิศตะวันออก แห่งสวนเอเดน และตั้งกระบี่เพลิงอันหนึ่งที่หมุนได้รอบทิศไว้เฝ้าทางที่จะเข้าไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิตนั้น |
| 01 | ฝ่ายชายนั้นสมสู่อยู่กับเอวาภรรยาของตน นางก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชื่อคาอิน นางจึงกล่าวว่า "พระเจ้าทรง โปรดให้ฉันได้ผู้ชายคนหนึ่ง" |
| 02 | ต่อมานางก็ให้กำเนิดน้องชายของเขาชื่ออาแบล อาแบลเป็นคนเลี้ยงแกะ ส่วนคาอินเป็นคนทำไร่ไถนา |
| 03 | อยู่มาวันหนึ่งคาอินนำพืชผลที่เกิดจากไร่นามาถวายพระเจ้า |
| 04 | ส่วนอาแบลก็นำแกะหัวปีจากฝูงและไขมันของแกะมาถวาย พระเจ้าทรงพอพระทัยอาแบลและเครื่องบูชาของเขา |
| 05 | แต่คาอินกับเครื่องบูชาของเขานั้น พระองค์ไม่พอพระทัย คาอินก็โกรธแค้นนัก หน้าบูดบึ้งอยู่ |
| 06 | พระเจ้าจึงตรัสถามคาอินว่า "เจ้าโกรธเคืองหน้าบูดบึ้งอยู่ทำไม |
| 07 | ถ้าเจ้าทำดี เราก็จะพอใจรับเจ้ามิใช่หรือ ถ้าเจ้าทำไม่ดี บาปก็หมอบอยู่ที่ประตู อยากตะครุบเจ้า เจ้าจะต้องเอาชนะ บาปนั้นให้ได้" |
| 08 | ฝ่ายคาอินก็พูดชวนอาแบลน้องชายของตนว่า "เราไปนากันเถอะ" เมื่ออยู่ที่นาด้วยกัน คาอินก็โถมเข้าฆ่าอาแบลน้อง ชายของตนเสีย |
| 09 | พระเจ้าตรัสถามคาอินว่า "อาแบลน้องชายของเจ้าอยู่ที่ไหน" คาอินจึงทูลว่า "ข้าพระองค์ไม่ทราบ ข้าพระองค์หรือ เป็นผู้ดูแลน้อง" |
| 10 | พระองค์ตรัสว่า "เจ้าทำอะไรไป โลหิตของน้องเจ้าส่งเสียงร้องฟ้องขึ้นมาจากดิน |
| 11 | บัดนี้เจ้าจะต้องถูกสาปจากที่ดินที่ได้อ้าปากรับโลหิตน้องจากมือเจ้า |
| 12 | ต่อไปเมื่อเจ้าทำนาจะไม่เกิดผลมาก เจ้าจะต้องหลบหนีและพเนจรไปในโลก" |
| 13 | ฝ่ายคาอินทูลพระเจ้าว่า "โทษของข้าพระองค์หนักเหลือที่ข้าพระองค์จะทนได้ |
| 14 | ดูเถิดวันนี้พระองค์ทรงขับไล่ข้าพระองค์ออกจากที่ดินพ้นจากพระพักตร์พระองค์ไป ข้าพระองค์จะต้องหลบหนี และพเนจรไปในโลก ใครพบข้าพระองค์ก็จะฆ่าข้าพระองค์เสีย" |
| 15 | พระเจ้าตรัสแก่คาอินว่า "ไม่ได้ ผู้ใดฆ่าคาอิน จะมีโทษเจ็ดเท่า" แล้วพระเจ้าทรงทำเครื่องหมายไว้ที่ตัวคาอิน เพื่อ ว่าเมื่อใครพบจะได้ไม่ฆ่า |
| 16 | คาอินออกไปพ้นพระพักตร์พระเจ้าไปอยู่เมืองโนด {แปลว่า พเนจร} ทิศตะวันออกของเอเดน |
| 17 | คาอินสมสู่อยู่กับภรรยาของตนนางก็ตั้งครรภ์ และให้กำเนิดบุตรชายชื่อเอโนค คาอินสร้างเมืองขึ้นเมืองหนึ่ง เรียก ชื่อเมืองนั้นว่า เอโนค ตามชื่อบุตรของตน |
| 18 | เอโนคมีบุตรชื่ออิราด อิราดมีบุตรชื่อเมหุยาเอล เมหุยาเอลมีบุตรชื่อเมธูชาเอล และเมธูชาเอลมีบุตรชื่อลาเมค |
| 19 | ส่วนลาเมคได้ภรรยาสองคน คนหนึ่งชื่ออาดาห์ คนหนึ่งชื่อศิลลาห์ |
| 20 | นางอาดาห์มีบุตรชื่อยาบาล เขาเป็นต้นตระกูลของคนที่อาศัยในเต็นท์และเลี้ยงสัตว์ |
| 21 | น้องชายของเขาชื่อยูบาล เขาเป็นต้นตระกูลของคนที่มีฝีมือดีดพิณเขาคู่และเป่าปี่ |
| 22 | นางศิลลาห์มีบุตรชายด้วย ชื่อทูบัลคาอิน เป็นช่างทำเครื่องมือทองสัมฤทธิ์และเหล็กต่างๆ ทูบัลคาอินมีน้องสาวชื่อ นาอามาห์ |
| 23 | ลาเมคพูดกับภรรยาของตนว่า "อาดาห์และศิลลาห์จงฟังเสียงของเรา ภรรยาลาเมคเอ๋ย จงสดับฟังถ้อยคำของเรา เรา ฆ่าชายคนหนึ่ง เพราะทำให้เราบาดเจ็บ หนุ่มคนหนึ่ง เพราะตีเรา |
| 24 | หากทำแก่คาอิน ต้องมีโทษเจ็ดเท่าแล้ว เมื่อทำแก่ลาเมคก็ต้องมีโทษเจ็ดสิบเจ็ดเท่า" |
| 25 | อาดัมได้สมสู่อยู่กับภรรยาของตนอีก นางก็ให้กำเนิดบุตรชาย เรียกชื่อว่า เสท เพราะ "พระเจ้าทรงโปรดให้ฉันมี บุตรอีกคนหนึ่งแทนอาแบลเพราะคาอินฆ่าอาแบลเสีย" |
| 26 | ฝ่ายเสทก็มีบุตร ชื่อ เอโนช คราวนั้นมนุษย์เริ่มต้นนมัสการโดยออกพระนามพระเยโฮวาห์ |
| 01 | ต่อไปนี้เป็นหนังสือลำดับพงศ์พันธุ์ของอาดัม เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์นั้น พระองค์ทรงสร้างตามพระฉายาของ พระเจ้า |
| 02 | พระองค์ทรงสร้างเป็นชายและหญิง แล้วทรงอำนวยพระพรแก่เขา และทรงเรียกว่ามนุษย์ในวันที่พระองค์ได้ทรง สร้างนั้น |
| 03 | เมื่ออาดัมอยู่มาได้ร้อยสามสิบปี จึงมีบุตรชายคนหนึ่งตามอย่างตามฉายาของเขาชื่อเสท |
| 04 | ตั้งแต่อาดัมมีบุตรคือเสทแล้ว ก็มีอายุอีกแปดร้อยปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 05 | รวมอายุของอาดัมได้เก้าร้อยสามสิบปีจึงสิ้นชีวิต |
| 06 | เสทอยู่มาได้ร้อยห้าปีจึงมีบุตรชายชื่อ เอโนช |
| 07 | ตั้งแต่เสทมีบุตรคือ เอโนชแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยเจ็ดปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 08 | รวมอายุเสทได้เก้าร้อยสิบสองปีจึงสิ้นชีวิต |
| 09 | เอโนชอยู่มาได้เก้าสิบปีจึงมีบุตรชื่อเคนัน |
| 10 | ตั้งแต่เอโนชมีบุตรคือเคนันแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยสิบห้าปีมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 11 | รวมอายุเอโนชได้เก้าร้อยห้าปีจึงสิ้นชีวิต |
| 12 | เคนันอยู่มาได้เจ็ดสิบปีจึงมีบุตรชื่อมาหะลาเลล |
| 13 | ตั้งแต่เคนันมีบุตรคือมาหะลาเลลแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยสี่สิบปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 14 | รวมอายุเคนันได้เก้าร้อยสิบปีจึงสิ้นชีวิต |
| 15 | มาหะลาเลลอยู่มาได้หกสิบห้าปี จึงมีบุตรชื่อยาเรด |
| 16 | ตั้งแต่มาหะลาเลลมีบุตรคือยาเรดแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยสามสิบปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 17 | รวมอายุมาหะลาเลลได้แปดร้อยเก้าสิบห้าปีจึงสิ้นชีวิต |
| 18 | ยาเรดอยู่มาได้ร้อยหกสิบสองปีจึงมีบุตรชื่อเอโนค |
| 19 | ตั้งแต่ยาเรดมีบุตรคือเอโนคแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 20 | รวมอายุยาเรดได้เก้าร้อยหกสิบสองปีจึงสิ้นชีวิต |
| 21 | เอโนคอยู่มาได้หกสิบห้าปี จึงมีบุตรชื่อเมธูเสลาห์ |
| 22 | ตั้งแต่เอโนคมีบุตรคือเมธูเสลาห์แล้ว ก็ดำเนินกับพระเจ้าสามร้อยปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 23 | รวมอายุเอโนคได้สามร้อยหกสิบห้าปี |
| 24 | เอโนคดำเนินกับพระเจ้า แล้วหายหน้าไป เพราะพระเจ้าทรงรับเขาไป |
| 25 | เมธูเสลาห์อยู่มาได้ร้อยแปดสิบเจ็ดปี จึงมีบุตรชายชื่อลาเมค |
| 26 | ตั้งแต่เมธูเสลาห์มีบุตรคือลาเมคแล้ว ก็มีชีวิตอีกเจ็ดร้อยแปดสิบสองปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 27 | รวมอายุเมธูเสลาห์ได้เก้าร้อยหกสิบเก้าปีจึงสิ้นชีวิต |
| 28 | ลาเมคอยู่มาได้ร้อยแปดสิบสองปี จึงมีบุตรชายคนหนึ่ง |
| 29 | เขาตั้งชื่อบุตรว่า โนอาห์ กล่าวว่า "ผู้นี้จะช่วยแบ่งเบาการงานเรา และช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยยากจากมือเรา จาก ที่ดินซึ่งพระเจ้าทรงแช่งสาปไว้" |
| 30 | ตั้งแต่ลาเมคมีบุตรคือโนอาห์แล้ว ก็มีชีวิตอีกห้าร้อยเก้าสิบห้าปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 31 | รวมอายุลาเมคได้เจ็ดร้อยเจ็ดสิบเจ็ดปีจึงสิ้นชีวิต |
| 32 | โนอาห์มีอายุได้ห้าร้อยปี จึงมีบุตรชายชื่อเชม ฮามและยาเฟท |
| 01 | มนุษย์เริ่มทวีมากขึ้นบนแผ่นดินและมีบุตรหญิง |
| 02 | บุตรชายของพระเจ้าเห็นว่าบุตรหญิงของมนุษย์งามดี ก็เลือกและรับไว้เป็นภรรยา |
| 03 | พระเจ้าจึงตรัสว่า "วิญญาณของเราจะไม่สถิตอยู่ในมนุษย์ตลอดกาล เพราะมนุษย์เป็นแต่เนื้อหนัง อายุของเขาจะไม่ เกินร้อยยี่สิบปี" |
| 04 | ในคราวนั้นมีคนเนฟิล {คือ พวกมนุษย์ยักษ์} อยู่บนแผ่นดิน เมื่อบุตรพระเจ้าได้สมสู่อยู่กับบุตรหญิงของมนุษย์ และมีบุตร พวกนี้เป็นคนแกล้วกล้าในโบราณกาล เป็นคนมีชื่อเสียง |
| 05 | พระเจ้าทรงเห็นว่าความชั่วช้าของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน และทรงเห็นว่าเค้าความคิดในใจของเขาล้วนเป็นเรื่องร้าย เสมอไป |
| 06 | พระเจ้าจึงเสียพระทัยที่ได้สร้างมนุษย์ไว้บนแผ่นดินและโทมนัส |
| 07 | พระเจ้าจึงตรัสว่า "เราจะกวาดล้างมนุษย์ที่เราได้สร้างมานี้ไปเสียจากแผ่นดิน ทั้งมนุษย์สัตว์กับบรรดาสัตว์เลื้อยคลาน และนกในอากาศด้วย เพราะว่าเราเสียใจที่ได้สร้างมา" |
| 08 | แต่โนอาห์เป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรพระเจ้า |
| 09 | ต่อไปนี้คือพงศ์พันธุ์ของโนอาห์ โนอาห์เป็นคนชอบธรรม ดีพร้อมในสมัยของเขา โนอาห์ดำเนินกับพระเจ้า |
| 10 | โนอาห์มีบุตรสามคน ชื่อเชม ฮาม และยาเฟท |
| 11 | คนทั้งโลกเสื่อมทรามไปในสายพระเนตรของพระเจ้า และแผ่นดินก็เต็มไปด้วยความทารุณ |
| 12 | พระเจ้าทอดพระเนตรแผ่นดินก็ทรงเห็นว่าเสื่อมทราม เพราะบรรดามนุษย์ประพฤติตนเสื่อมทรามบนแผ่นดิน |
| 13 | พระเจ้าจึงตรัสแก่โนอาห์ว่า "เราตัดสินใจแล้วว่า จะให้บรรดามนุษย์ถึงความพินาศเสียที ด้วยเหตุว่าโลกเต็มไปด้วย ความทารุณเพราะการกระทำของมนุษย์ ดูเถิดเราจะทำลายพวกเขาพร้อมกับแผ่นดินโลก |
| 14 | เจ้าจงต่อนาวาด้วยไม้สนโกเฟอร์ แล้วทำเป็นห้องๆ และยาชันทั้งข้างในข้างนอก |
| 15 | จงต่อนาวานั้นตามแบบนี้ คือยาวสามร้อยศอก กว้างห้าสิบศอก สูงสามสิบศอก |
| 16 | จงทำช่อง {หรือ หลังคา} ข้างบนนาวาให้สูงศอกหนึ่ง จงตั้งประตูนาวาที่ด้านข้าง และทำดาดฟ้าชั้นล่าง ชั้นที่ สองและที่สาม |
| 17 | เพราะดูเถิด เราเองจะเป็นผู้ทำให้น้ำท่วมแผ่นดิน จะทำลายมนุษย์และสัตว์ที่มีลมปราณทั้งปวงใต้ฟ้า ทุกสิ่งที่อยู่ บนแผ่นดินจะตายสิ้น |
| 18 | แต่เราจะตั้งพันธสัญญาไว้กับเจ้า ให้เจ้าเข้าอยู่ในนาวา ทั้งบุตรภรรยาและบุตรสะใภ้ |
| 19 | จงนำบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตทั้งตัวผู้และตัวเมียทุกชนิด อย่างละคู่เข้าไปไว้ในนาวา เพื่อให้มีชีวิตรอดอยู่กับเจ้า |
| 20 | นกตามชนิดของมัน สัตว์ตามชนิดของมัน สัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดินตามชนิดของมันทุกๆ ชนิดอย่างละคู่ต้อง ไปกับเจ้า เพื่อให้รอดชีวิตอยู่ได้ |
| 21 | เจ้าจงสะสมเสบียงอาหารไว้ทุกอย่าง เป็นอาหารของเจ้าบ้างของสัตว์เหล่านั้นบ้าง" |
| 22 | พระเจ้าทรงบัญชาให้โนอาห์ทำอย่างไร โนอาห์ก็ทำอย่างนั้นทุกประการ |
| 01 | แล้วพระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ว่า "เจ้าจงเข้าไปในนาวาหมดทั้งครัวเรือนของเจ้า เพราะในชั่วอายุคนรุ่นนี้เราเห็นเจ้าเป็นผู้ ชอบธรรม |
| 02 | จงเอาบรรดาสัตว์ที่สะอาดไปด้วยทุกชนิดอย่างละเจ็ดคู่ทั้งตัวผู้และตัวเมีย และสัตว์ที่ไม่สะอาดอย่างละคู่ทั้งตัวผู้และ ตัวเมีย |
| 03 | นกในอากาศอย่างละเจ็ดคู่ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เพื่อจะช่วยชีวิตสัตว์ไว้ให้สืบพันธุ์ทั่วพื้นแผ่นดิน |
| 04 | เพราะว่าอีกเจ็ดวันเราจะทำให้ฝนตกบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน บรรดาสัตว์ที่มีชีวิตซึ่งเราสร้างมานั้น เราจะทำลาย ล้างเสียจากพื้นแผ่นดิน" |
| 05 | โนอาห์ก็ทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชาตนทุกประการ |
| 06 | เมื่อน้ำท่วมแผ่นดินนั้น โนอาห์มีอายุได้หกร้อยปี |
| 07 | โนอาห์กับบุตรภรรยาและบุตรสะใภ้พากันเข้าไปในนาวานั้นเพื่อให้พ้นน้ำท่วม |
| 08 | สัตว์ประเภทไม่มลทินและประเภทมลทินกับนกและสัตว์ทุกชนิดที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน |
| 09 | ก็เข้าไปในนาวากับโนอาห์เป็นคู่ๆ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย ดังที่พระเจ้าได้ทรงบัญชาโนอาห์ไว้ |
| 10 | ครั้นล่วงไปเจ็ดวัน น้ำก็ท่วมแผ่นดิน |
| 11 | เมื่อโนอาห์มีอายุได้หกร้อยปีในเดือนที่สองวันที่สิบเจ็ดของเดือนนั้น ในวันนั้นเองน้ำจากบาดาลก็พลุ่งขึ้นมาตามธาร ทุกสาย และช่องฟ้าก็เปิด |
| 12 | ฝนตกบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน |
| 13 | วันเดียวกันนั้นโนอาห์กับบุตรชื่อเชม ฮาม และยาเฟท และภรรยาของตน กับบุตรสะใภ้สามคนได้พากันเข้าไป ในนาวา |
| 14 | คนเหล่านั้นกับบรรดาสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานทั้งปวง ตามชนิดของมัน และบรรดาสัตว์เลื้อยคลาน บนแผ่นดินตามชนิดของมัน และบรรดานกตามชนิดของมัน คือนกทุกอย่าง |
| 15 | บรรดาสัตว์ที่มีลมปราณก็เข้าไปในนาวากับโนอาห์เป็นคู่ๆ |
| 16 | สัตว์ทั้งหลายที่เข้าไปนั้นมีทั้งตัวผู้และตัวเมียทุกอย่าง ต่างเข้าไปตามที่พระเจ้าทรงบัญชา แล้วพระเจ้าทรงปิดประตู นาวาเสีย |
| 17 | น้ำท่วมแผ่นดินตลอดสี่สิบวันน้ำทวีขึ้นหนุนนาวาให้สูงเหนือแผ่นดิน |
| 18 | น้ำทวีมากขึ้นบนแผ่นดิน ส่วนนาวาก็ลอยขึ้นบนผิวน้ำ |
| 19 | น้ำยิ่งทวีมากขึ้นบนแผ่นดิน ท่วมภูเขาสูงสุดที่อยู่ใต้ฟ้าทุกแห่งหมด |
| 20 | น้ำท่วมเหนือภูเขาเกินขึ้นไปอีกสิบห้าศอก |
| 21 | บรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน คือนก สัตว์ใช้งาน สัตว์ป่า กับบรรดาฝูงสัตว์เล็กๆ ที่อยู่บนแผ่นดิน และ มนุษย์ทั้งปวงก็ตายสิ้น |
| 22 | บรรดาสัตว์ที่มีลมหายใจเข้าออกทางจมูก คือสัตว์ที่อาศัยอยู่บนบกก็ตายสิ้น |
| 23 | พระองค์ทรงทำลายล้างสัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตอยู่บนแผ่นดินตั้งแต่มนุษย์ สัตว์และสัตว์เลื้อยคลาน ตลอดจนถึงนกใน อากาศ พวกเหล่านี้ถูกทำลายล้างเสียจากโลก เหลืออยู่แต่โนอาห์และบรรดาผู้ที่อยู่กับเขาในนาวา |
| 24 | น้ำท่วมแผ่นดินอยู่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบวัน |
| 01 | พระเจ้าทรงระลึกถึงโนอาห์กับบรรดาสัตว์ป่า และสัตว์ใช้งานที่อยู่กับโนอาห์ในนาวา จึงทรงทำให้ลมพัดมาเหนือ แผ่นดิน น้ำก็ลดลง |
| 02 | ตาน้ำทั้งหลายของน้ำบาดาลและช่องฟ้าทั้งหมดก็ปิด ฝนจากฟ้าก็หยุด |
| 03 | น้ำก็ลดลงจากแผ่นดินเรื่อยไป เมื่อล่วงไปหนึ่งร้อยห้าสิบวันแล้วน้ำก็ลดลง |
| 04 | ณวันที่สิบเจ็ดของเดือนที่เจ็ด นาวาก็ค้างอยู่บนเทือกเขาอารารัต |
| 05 | น้ำนั้นลดลงเรื่อยไปจนถึงเดือนที่สิบ ในวันที่หนึ่งเดือนที่สิบ ยอดภูเขาก็โผล่ขึ้นมา |
| 06 | เมื่อครบสี่สิบวันแล้ว โนอาห์ก็เปิดหน้าต่างที่ทำไว้ในนาวา |
| 07 | ปล่อยกาไปตัวหนึ่ง กาก็บินไปมาจนน้ำลดแห้งจากแผ่นดิน |
| 08 | โนอาห์ก็ปล่อยนกพิราบตัวหนึ่ง เพราะอยากรู้ว่าน้ำลดลงหมดไปจากแผ่นดินแล้วหรือยัง |
| 09 | แต่นกพิราบนั้นไม่พบที่ที่จะจับอาศัยอยู่ได้ เพราะน้ำยังท่วมพื้นแผ่นดินอยู่ จึงบินกลับมาหาโนอาห์ที่นาวา โนอาห์ จึงยื่นมือออกไปจับนกพิราบนั้นเข้ามาไว้ด้วยกันในนาวา |
| 10 | โนอาห์คอยอยู่อีกเจ็ดวัน จึงปล่อยนกพิราบไปจากนาวาอีก |
| 11 | ครั้นเวลาเย็นนกพิราบก็กลับมายังโนอาห์ และคาบใบมะกอกเทศเขียวสดมา โนอาห์จึงรู้ว่าน้ำลดจากแผ่นดินแล้ว |
| 12 | โนอาห์คอยอยู่อีกเจ็ดวันจึงปล่อยนกพิราบไป นกนั้นไม่กลับมาหาโนอาห์อีกเลย |
| 13 | เมื่อถึงวันที่หนึ่งของเดือนที่หนึ่ง ปีที่หกร้อยเอ็ด น้ำก็แห้งจากแผ่นดิน โนอาห์เปิดหลังคาที่ปิดนาวาแลดูเห็นว่าพื้น ดินแห้ง |
| 14 | ครั้นถึงวันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนที่สองแผ่นดินก็แห้งแล้ว |
| 15 | พระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ว่า |
| 16 | "เจ้าจงออกไปจากนาวาเถิด ทั้งภรรยาของเจ้าบุตรชายของเจ้า และบุตรสะใภ้ของเจ้าด้วย |
| 17 | จงพาสรรพสัตว์ที่มีชีวิต ที่อยู่กับเจ้าทุกชนิด คือนก สัตว์และสัตว์เลื้อยคลานให้ออกมา เพื่อจะได้เกิดพืชพันธุ์มาก มายทวีขึ้นบนแผ่นดิน" |
| 18 | โนอาห์ก็ออกไปพร้อมกับบุตรภรรยาและบุตรสะใภ้ |
| 19 | บรรดาสัตว์ที่มีชีวิตและทุกสิ่งที่เลื้อยคลาน กับบรรดานกและสัตว์ที่เคลื่อนไหวไปมาบนแผ่นดินก็ออกไปจากนาวา ตามพันธุ์ของมัน |
| 20 | โนอาห์สร้างแท่นบูชาพระเจ้าและเลือกเอาสัตว์และนกประเภทไม่มลทินบางตัวมาเผาบูชาถวายที่แท่นนั้น |
| 21 | พระเจ้าทรงได้กลิ่นที่พอพระทัยแล้ว ทรงดำริในพระทัยว่า "เราจะไม่สาปแผ่นดินอีกต่อไป แม้ว่ามนุษย์ไม่ดี ถึง เค้าความคิดในใจของมนุษย์ล้วนแต่ชั่วตั้งแต่เด็กมา เราจะไม่ประหารสิ่งทั้งหลายที่มีชีวิตเหมือนอย่างที่เราได้กระทำ แล้วนั้นอีก |
| 22 | โลกยังดำรงอยู่ตราบใด จะมีฤดูหว่านกับฤดูเกี่ยว เวลาเย็นกับเวลาร้อน ฤดูร้อนกับฤดูหนาว และมีวันและคืน เรื่อยไปตราบนั้น" |
| 01 | พระเจ้าทรงอวยพระพรโนอาห์และบุตรทั้งหลายของเขา ตรัสแก่เขาว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน |
| 02 | บรรดาสัตว์บนแผ่นดิน บรรดานกในอากาศ บรรดาสัตว์ที่เลื้อยคลานอยู่บนแผ่นดินและปลาทั้งสิ้นในทะเลจะกลัว พวกเจ้า เรามอบสัตว์ทั้งปวงไว้ในมือของพวกเจ้า |
| 03 | ทุกสิ่งที่มีชีวิตเคลื่อนไหวไปมาจะเป็นอาหารของเจ้า เราจะยกของทุกอย่างให้แก่เจ้า ดังที่เรายกต้นผักเขียวสดให้แก่ เจ้าแล้ว |
| 04 | แต่อย่ากินเนื้อพร้อมกับชีวิตของมันคือเลือดของมัน |
| 05 | โลหิตที่เป็นชีวิตของเจ้านั้นเราจะทวง เราจะทวงจากสัตว์ทั้งปวง และเราจะทวงจากมนุษย์ด้วย เราจะทวงชีวิต มนุษย์จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน |
| 06 | ผู้ใดฆ่ามนุษย์ให้โลหิตไหล มนุษย์จะฆ่าผู้นั้นให้โลหิตไหลเหมือนกัน เพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ ตามพระฉายา ของพระองค์ |
| 07 | เจ้าจงมีลูกดกทวีมากขึ้น จงบังเกิดอุดมในแผ่นดินโลกและทวีมากขึ้นในนั้น" |
| 08 | พระเจ้าจึงตรัสแก่โนอาห์และบุตรทั้งหลายว่า |
| 09 | "นี่แน่ะ เราเองเป็นผู้ตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าและกับพงศ์พันธุ์ของเจ้า |
| 10 | และกับบรรดาสัตว์มีชีวิตที่อยู่กับเจ้าด้วย ทั้งนกและสัตว์ใช้และสารพัดสัตว์ป่าดินที่อยู่กับเจ้า บรรดาสัตว์ที่ออก จากนาวาคือสัตว์ป่าทั้งหลายในโลก |
| 11 | เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่าจะไม่ทำลายบรรดามนุษย์และสัตว์โดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำ มาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป" |
| 12 | พระเจ้าตรัสว่า "นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา ซึ่งเราตั้งไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า ทั้งบรรดาสัตว์มีชีวิตที่ อยู่กับเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ |
| 13 | คือเราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก |
| 14 | เมื่อเราให้มีเมฆเหนือแผ่นดิน และมีรุ้งขึ้นที่เมฆนั้น |
| 15 | เราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้า และบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตแล้วน้ำจะไม่ท่วมทำลายบรรดาสัตว์โลก อีกเลย |
| 16 | เมื่อมีรุ้งที่เมฆ เราจะดูรุ้งนั้น และระลึกถึงพันธสัญญาถาวรระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต ซึ่งอยู่บน แผ่นดินโลก" |
| 17 | พระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ว่า "นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาที่เราได้ตั้งไว้ระหว่างเรากับบรรดาสัตว์โลกซึ่งอยู่ บนแผ่นดิน" |
| 18 | บุตรของโนอาห์ซึ่งออกมาจากนาวา ชื่อ เชม ฮาม และยาเฟท ฮามเป็นบิดาของคานาอัน |
| 19 | สามคนนี้เป็นบุตรชายของโนอาห์ มนุษย์จึงกระจายออกไปทั่วโลกจากคนเหล่านี้ |
| 20 | โนอาห์เริ่มเป็นชาวไร่และทำสวนองุ่น |
| 21 | ท่านได้ดื่มเหล้าองุ่นเมา แล้วก็นอนเปลือยกายอยู่ที่เต็นท์ของท่าน |
| 22 | ฮามผู้เป็นบิดาคานาอันเห็นบิดาของตนเปลือยกายอยู่ จึงบอกพี่น้องทั้งสองที่อยู่ภายนอก |
| 23 | เชมกับยาเฟทก็เอาผ้าพาดบ่าแล้วทั้งสองคนก็เดินหันหลังเข้าไปปกปิดกายของบิดาที่เปลือยอยู่ โดยมิได้หันหน้าดู กายของบิดาที่เปลือยอยู่นั้น |
| 24 | เมื่อโนอาห์สร่างเมาแล้ว รู้ว่าบุตรสุดท้องทำกับท่านอย่างไร |
| 25 | จึงพูดว่า "คานาอันจงถูกแช่ง ให้เป็นทาสแสนเลวของพี่น้อง" |
| 26 | ท่านกล่าวด้วยว่า "ขอพระเจ้าของข้าพระองค์ ทรงอวยพระพรแก่เชม และให้คานาอันเป็นทาสของเขาเถิด |
| 27 | ขอพระเจ้าทรงเพิ่มพูนยาเฟทให้ทวียิ่งขึ้น ให้เขาอาศัยอยู่ในเต็นท์ของเชม และให้คานาอันเป็นทาสของเขาเถิด" |
| 28 | ตั้งแต่หลังน้ำท่วมโนอาห์มีชีวิตต่อไปอีกสามร้อยห้าสิบปี |
| 29 | รวมอายุโนอาห์ได้เก้าร้อยห้าสิบปีจึงสิ้นชีวิต |
| 01 | ต่อไปนี้เป็นพงศ์พันธุ์บุตรทั้งหลายของโนอาห์ คือ เชม ฮาม และยาเฟท ซึ่งมีบุตรสืบมาหลังน้ำท่วม |
| 02 | บุตรของยาเฟทชื่อโกเมอร์ มาโกก มาดัย ยาวาน ทูบัล เมเชค และทิราส |
| 03 | บุตรของโกเมอร์ชื่อ อัชเคนัส รีฟาท และโทการมาห์ |
| 04 | บุตรของยาวานชื่อเอลีชาห์ ทารชิช คิทธิม และโดดานิม |
| 05 | จากพงศ์พันธุ์เหล่านี้ประชาชนตามฝั่งทะเลแผ่ไพศาลออกไปในแผ่นดินของเขา ตามภาษาตามตระกูลตามชาติของเขา |
| 06 | บุตรของฮามชื่อคูช อียิปต์ พูต และคานาอัน |
| 07 | บุตรของคูชชื่อเส-บา ฮาวิลาห์ สับทาห์ ราอามาห์ และสับเทคา ส่วนบุตรของราอามาห์ชื่อเชบาและเดดาน |
| 08 | คูชมีบุตรชื่อนิมโรด นิมโรดเริ่มเป็นคนแกล้วกล้าบนแผ่นดิน |
| 09 | นิมโรดเป็นพรานใหญ่ยิ่งต่อพระพักตร์พระเจ้า เพราะฉะนั้นจึงมีคำสุภาษิตว่า "เหมือนกับนิมโรดพรานใหญ่ยิ่งต่อ พระพักตร์พระเจ้า" |
| 10 | อาณาจักรแรกๆ ของนิมโรดนั้น คือเมืองบาบิโลน เมืองเอเรก และเมืองอัคคัด เมืองทั้งสามนี้อยู่ในแผ่นดินชินาร์ |
| 11 | นิมโรดไปจากประเทศนั้นยังแผ่นดินอัสซีเรีย สร้างเมืองนีเนเวห์ เมืองเรโหโบทอีร์เมืองคาลาห์ |
| 12 | และเมืองเรเสนซึ่งอยู่ระหว่างเมืองนีเนเวห์กับเมืองคาลาห์ เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่ |
| 13 | อียิปต์มีบุตรชื่อลูดิม อานามิม เลหะบิม นัฟทูฮิม |
| 14 | ปัทรุสิม คัสลูฮิม (ผู้เป็นต้นตระกูลคนฟีลิสเตีย) และคนคัฟโทริม |
| 15 | คานาอันมีบุตรหัวปีชื่อไซดอนกับน้องชายชื่อเฮท |
| 16 | กับคนเยบุส คนอาโมไรต์ คนเกอร์กาชี |
| 17 | คนฮีไวต์ คนอารคี คนสินี |
| 18 | ตระกูลอารวัด ชาวเศเมอร์ และตระกูลฮามัธ ภายหลังตระกูลของคนคานาอันก็แยกย้ายกันไป |
| 19 | เขตของคนคานาอันยื่นจากเมืองไซดอน ไปทางเมืองเก-ราร์ จนถึงเมืองกาซา และไปทางเมืองโสโดม โกโมราห์ อัดมาห์ และเศโบยิมจนถึงเมืองลาชา |
| 20 | คนเหล่านี้เป็นพงศ์พันธุ์ของฮาม ตามตระกูลตามภาษาตามเมือง ตามชาติของเขา |
| 21 | ฝ่ายเชมพี่ชายใหญ่ของยาเฟทเป็นบิดาของชนเอเบอร์ เขามีบุตรหลายคนด้วย |
| 22 | บุตรของเชมนั้นชื่อเอลาม อัสชูร อารปัคชาด ลูด และอารัม |
| 23 | บุตรอารัมชื่ออูส ฮูล เกเธอร์ และมัช |
| 24 | อารปัคชาดมีบุตรชื่อเชลาห์ ส่วนเชลาห์มีบุตรชื่อเอเบอร์ |
| 25 | เอเบอร์มีบุตรสองคน คนหนึ่งชื่อเพเลก {แปลว่า การแบ่ง} ด้วยว่าในคราวอายุของเพเลกนั้น เขาแบ่งแผ่นดินกัน และน้องชายของเพเลกชื่อโยกทาน |
| 26 | โยกทานมีบุตรชื่ออัลโมดัด เชเลฟ ฮาซารมาเวท เยราห์ |
| 27 | ฮาโดรัม อุซาล ดิคลาห์ |
| 28 | โอบาล อาบีมาเอล เชบา |
| 29 | โอฟีร์ ฮาวิลาห์ และโยฉบับ คนเหล่านี้เป็นบุตรของโยกทาน |
| 30 | ดินแดนที่พวกเขาอาศัยอยู่เริ่มจากเมืองเมชาไปทางเสฟาร์ถึงถิ่นเทือกเขาทางทิศตะวันออก |
| 31 | คนเหล่านี้เป็นพงศ์พันธุ์ของเชม ตามตระกูลตามภาษาตามเมือง และตามชาติของเขา |
| 32 | นี่แหละเป็นพงศ์พันธุ์ที่สืบมาจากบุตรของโนอาห์ ตามลำดับสกุลวงศ์ ตามชาติของเขา และจากคนเหล่านี้ประชา ชาติทั้งหลายในโลก ก็แผ่ไพศาลออกไปภายหลังน้ำท่วม |
| 01 | คนทั้งหลายทั่วโลกพูดภาษาเดียวกัน และมีศัพท์สำเนียงเดียวกัน |
| 02 | เมื่อพากันอพยพไปทิศตะวันออก ก็พบทุ่งราบในแดนเมืองชินาร์ จึงตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นั่น |
| 03 | แล้วต่างคนต่างก็พูดกันว่า "มาเถิด เราจงทำอิฐ เผาให้สุกแข็ง" เขาจึงมีอิฐใช้ต่างหิน และมียางมะตอยใช้ต่างปูนสอ |
| 04 | เขาทั้งหลายจึงว่า "มาเถิด เราจงสร้างเมืองขึ้นและก่อหอให้ยอดเทียมฟ้า ให้เราทำชื่อเสียงไว้ มิฉะนั้นเราจะต้อง กระจัดกระจายไปทั่วพื้นแผ่นดิน" |
| 05 | พระเจ้าเสด็จลงมาทอดพระเนตรเมือง และหอที่มนุษย์ก่อสร้างขึ้นนั้น |
| 06 | แล้วพระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิด คนเหล่านี้เป็นชนชาติเดียว มีภาษาเดียว นี่เป็นเพียงเบื้องต้นของสิ่งที่เขาจะทำ และเขา ตั้งใจจะทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น |
| 07 | มาเถิด เราจงลงไป ทำให้ภาษาของเขาวุ่นวายต่างกันไป อย่าให้เขาพูดเข้าใจกันได้" |
| 08 | พระเจ้าจึงทรงทำให้เขากระจัดกระจายจากที่นั่นไปทั่วพื้นแผ่นดิน คนเหล่านั้นก็เลิกสร้างเมืองนั้น |
| 09 | เหตุฉะนี้จึงเรียกเมืองนั้นว่าบาเบล {คล้ายคำ "บาลัล" ในฮีบรู แปลว่า วุ่นวาย} เพราะว่าที่นั่นพระเจ้าทรงทำให้ ภาษาของเขาวุ่นวายไป และพระเจ้าทรงทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปทั่วพื้นแผ่นดิน |
| 10 | ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของเชม เมื่อเชมมีอายุได้ร้อยปีก็มีบุตรชื่ออารปัคชาดหลังน้ำท่วมสองปี |
| 11 | ตั้งแต่เชมมีบุตรคืออารปัคชาดแล้ว ก็มีอายุต่อไปอีกห้าร้อยปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 12 | เมื่ออารปัคชาด มีอายุได้สามสิบห้าปี ก็มีบุตรชื่อเชลาห์ |
| 13 | ตั้งแต่อารปัคชาดมีบุตรคือเชลาห์แล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสี่ร้อยสามปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 14 | เมื่อเชลาห์มีอายุได้สามสิบปีก็มีบุตรชื่อเอเบอร์ |
| 15 | ตั้งแต่เชลาห์มีบุตรคือเอเบอร์แล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสี่ร้อยสามปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 16 | เมื่อเอเบอร์มีอายุได้สามสิบสี่ปี ก็มีบุตรชื่อเปเลก |
| 17 | ตั้งแต่เอเบอร์มีบุตรคือเปเลกแล้ว ก็มีชีวิตต่อไปได้อีกสี่ร้อยสามสิบปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 18 | เมื่อเปเลกมีอายุได้สามสิบปีก็มีบุตรชื่อเรอู |
| 19 | ตั้งแต่เปเลกมีบุตรคือเรอูแล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสองร้อยเก้าปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 20 | เมื่อเรอูมีอายุได้สามสิบสองปี ก็มีบุตรชื่อเสรุก |
| 21 | ตั้งแต่เรอูมีบุตรคือเสรุกแล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสองร้อยเจ็ดปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 22 | เมื่อเสรุกมีอายุได้สามสิบปี ก็มีบุตรชื่อนาโฮร์ |
| 23 | ตั้งแต่เสรุกมีบุตรคือนาโฮร์แล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสองร้อยปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 24 | เมื่อนาโฮร์มีอายุได้ยี่สิบเก้าปี ก็มีบุตรชื่อเทราห์ |
| 25 | ตั้งแต่นาโฮร์มีบุตรคือเทราห์แล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกร้อยสิบเก้าปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 26 | เมื่อเทราห์มีอายุได้เจ็ดสิบปีก็มีบุตร ชื่ออับราม นาโฮร์ และฮาราน |
| 27 | ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของเทราห์ เทราห์มีบุตรชื่อ อับราม นาโฮร์ และฮาราน ฮารานก็มีบุตรชื่อโลท |
| 28 | ส่วนฮารานสิ้นชีวิตก่อนเทราห์ผู้เป็นบิดาในแผ่นดินที่ตนบังเกิด คือเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย |
| 29 | อับรามกับนาโฮร์ต่างก็ได้ภรรยา ภรรยาของอับรามชื่อซาราย ภรรยาของนาโฮร์ชื่อมิลคาห์ มิลคาห์เป็นบุตรีของฮา ราน ฮารานเป็นบิดาของมิลคาห์ และอิสคาห์ |
| 30 | ฝ่ายนางซารายนั้นเป็นหมัน หามีบุตรไม่ |
| 31 | เทราห์ก็พาอับรามบุตรของตนกับโลทหลานชาย คือบุตรของฮารานและนางซารายบุตรสะใภ้ คือภรรยาของอับราม ออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย จะเข้าไปในแผ่นดินคานาอัน แต่เมื่อเขาทั้งหลายมาถึงเมืองฮารานแล้วก็อาศัยอยู่ที่นั่น |
| 32 | รวมอายุเทราห์ได้สองร้อยห้าปี เทราห์ก็สิ้นชีวิตในเมืองฮาราน |
| 01 | พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงออกจากเมืองจากญาติพี่น้องจากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้ |
| 02 | เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับ พร |
| 03 | เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า" |
| 04 | ฝ่ายอับรามก็ไปตามพระดำรัสของพระเจ้าโลทก็ไปด้วย เมื่ออับรามออกจากเมืองฮารานนั้น อายุได้เจ็ดสิบห้าปี |
| 05 | อับรามพานางซารายภรรยาของตนกับโลทบุตรของน้องชายและทรัพย์สมบัติที่ได้สะสมไว้ ทั้งบรรดาผู้คนที่ได้ไว้ที่ เมืองฮารานนั้นออกเดินทางไปยังแผ่นดินคานาอัน เมื่อไปถึงแคว้นคานาอันแล้ว |
| 06 | อับรามก็เดินผ่านเขตแดนมาถึงสถานที่เมืองเชเคม คือ ที่ต้นก่อหลวงณโมเรห์ คราวนั้นคนคานาอันอยู่ที่แผ่นดินนั้น |
| 07 | พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ให้ปรากฏแก่อับราม ตรัสว่า "ดินแดนนี้เราจะยกให้พงศ์พันธุ์ของเจ้า" อับรามสร้างแท่นที่ นั่นถวายบูชาแก่พระเจ้าผู้สำแดงพระองค์ให้ปรากฏแก่ท่าน |
| 08 | อับรามย้ายไปจากที่นั่น มาถึงภูเขาทางทิศตะวันออกของเมืองเบธเอล จึงตั้งเต็นท์อยู่ที่นั่น ให้เมืองเบธเอลอยู่ทางทิศ ตะวันตกและเมืองอัยอยู่ทิศตะวันออก ส่วนท่านสร้างแท่นบูชาพระเจ้าที่นั่น และนมัสการออกพระนามพระเจ้า |
| 09 | แล้วอับรามก็เดินทางต่อไป ยกเต็นท์เดินทางเรื่อยไปเป็นระยะๆ ยังเนเกบ {ที่ใต้ เมืองใต้} |
| 10 | เกิดกันดารอาหารที่แคว้นคานาอัน อับรามจึงไปอาศัยอยู่ที่ประเทศอียิปต์ ด้วยว่าในคานาอันอดอยากอาหารนัก |
| 11 | เมื่อใกล้จะเข้าอียิปต์ อับรามก็พูดกับนางซารายภรรยาว่า "ฉันรู้ว่าเจ้าเป็นหญิงรูปงาม |
| 12 | เมื่อคนอียิปต์เห็นเจ้า เขาจะว่า 'หญิงคนนี้เป็นภรรยาของเขา' แล้วก็จะฆ่าฉันเสีย แต่จะไว้ชีวิตเจ้า |
| 13 | ขอให้บอกว่าเจ้าเป็นน้องสาวของฉัน เพื่อฉันจะได้รับการต้อนรับอย่างดีเพราะเจ้า และเขาจะไว้ชีวิตฉันเพราะเจ้า" |
| 14 | เมื่ออับรามเข้าไปในอียิปต์แล้ว คนอียิปต์ก็เห็นว่านางมีรูปร่างงามนัก |
| 15 | เมื่อพวกเจ้านายของฟาโรห์ {พระราชาทุกๆ องค์ของอียิปต์ มิใช่พระนามเฉพาะ} เห็นนางแล้วก็ทูลยกย่องนางนั้น ให้ฟาโรห์ทราบ เขาจึงพานางไปอยู่ในวังของฟาโรห์ |
| 16 | ฝ่ายฟาโรห์ก็โปรดปรานอับรามมาก เพราะเห็นแก่นางนั้น อับรามก็ได้แกะ วัว ลาผู้ ทาส ทาสี ลาตัวเมีย และอูฐ จำนวนมาก |
| 17 | แต่พระเจ้าทรงทำให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงต่างๆ แก่ฟาโรห์ และราชวงศ์ของท่าน เพราะเรื่องนางซารายภรรยาของอับ ราม |
| 18 | ฟาโรห์จึงเรียกอับรามมา ตรัสว่า "ทำไมเจ้าทำแก่เราอย่างนี้เล่า ทำไมเจ้ามิได้บอกเราว่านางเป็นภรรยาของเจ้า |
| 19 | ทำไมเจ้าว่า 'เธอเป็นน้องสาวของข้าพระบาท' เราจึงเลี้ยงนางไว้เพื่อเป็นภรรยาของเรา นี่แน่ะภรรยาของเจ้า จงรับ ไปแล้วออกไปเถิด" |
| 20 | ฟาโรห์จึงรับสั่งให้พวกคนใช้เอาใจใส่อับราม พวกคนใช้จึงนำอับรามเดินทางกลับไป พร้อมกับภรรยาและทรัพย์ สมบัติทั้งหมดของท่าน |
| 01 | อับรามกับภรรยาจึงออกไปจากแผ่นดินอียิปต์ พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติไปถึงเนเกบ โลทก็ไปด้วย |
| 02 | อับรามมั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยฝูงสัตว์และเงินทองเป็นอันมาก |
| 03 | ท่านเดินทางเป็นระยะๆ ต่อไปจากเนเกบจนมาถึงเมืองเบธเอล ที่เต็นท์ของท่านตั้งอยู่คราวก่อน ระหว่างกลางเมือง เบธเอลกับเมืองอัย |
| 04 | คือที่ที่เมื่อก่อนท่านสร้างแท่นไว้ อับรามนมัสการออกพระนามพระเจ้าที่นั่น |
| 05 | ฝ่ายโลทที่ไปกับอับรามนั้น มีฝูงแพะ แกะ และฝูงโคกับเต็นท์ด้วย |
| 06 | ที่ดินที่นั่นไม่กว้างขวางพอให้เขาทั้งสองอยู่ด้วยกันหมดได้ เพราะฝูงสัตว์ของเขาทั้งสองมีอยู่มาก จึงอยู่ด้วยกันไม่ได้ |
| 07 | คนเลี้ยงสัตว์ของอับรามกับคนเลี้ยงสัตว์ของโลทก็วิวาทกัน เวลานั้นพวกคานาอันและคนเปริสซียังอาศัยอยู่ที่นั่น |
| 08 | อับรามจึงพูดกับโลทว่า "เราอย่าวิวาทกันเลย อย่าให้คนเลี้ยงสัตว์ของเจ้ากับคนเลี้ยงสัตว์ของเราวิวาทกันเพราะเรา เป็นญาติสนิท |
| 09 | ที่ดินทั้งหมดอยู่ตรงหน้าเจ้ามิใช่หรือ จงแยกไปจากเราเถิด ถ้าเจ้าไปทางซ้าย เราก็จะไปทางขวา หรือเจ้าจะไปทาง ขวาเราก็จะไปทางซ้าย" |
| 10 | โลทเงยหน้าแลดูที่ลุ่มแม่น้ำจอร์แดนทางทิศเมืองโศอาร์ เห็นว่ามีน้ำบริบูรณ์อยู่ทุกแห่งเหมือนพระอุทยานของพระ เจ้า เหมือนแผ่นดินอียิปต์ นี่เป็นสภาพก่อนพระเจ้าทรงทำลายเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ |
| 11 | โลทจึงเลือกที่ลุ่มแม่น้ำจอร์แดนทั้งหมดเป็นส่วนของตน โลทออกเดินทางไปทิศตะวันออกเขาทั้งสองจึงแยกกันไป |
| 12 | อับรามอาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอัน ส่วนโลท อาศัยอยู่ท่ามกลางหัวเมืองในที่ลุ่มแม่น้ำ และย้ายเต็นท์ไปตั้งถึงเมือง โสโดม |
| 13 | ชาวเมืองโสโดมเป็นคนชั่วช้าทำบาปผิดต่อพระเจ้าเป็นอันมาก |
| 14 | เมื่อโลทจากอับรามไปแล้ว พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงเงยหน้าแลดูสถานที่ ตั้งแต่เจ้าอยู่นี้ไปทางทิศเหนือ ทิศ ใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก |
| 15 | ดินแดนทั้งหมดที่เจ้าแลเห็นนี้เราจะยกให้เจ้าและพงศ์พันธุ์ของเจ้าต่อไปเป็นนิตย์ |
| 16 | เราจะกระทำให้เชื้อสายของเจ้ามากเหมือนผงคลีดิน ผู้ใดนับผงคลีดินได้ก็จะนับเชื้อสายของเจ้าได้ |
| 17 | เจ้าจงลุกขึ้นเดินเที่ยวไปตลอดดินแดนนี้ให้ทั่วทั้งด้านยาวด้านกว้างเถิด ด้วยว่าเราจะยกดินแดนนี้ให้เจ้า" |
| 18 | อับรามจึงยกเต็นท์มาอาศัยอยู่ที่หมู่ต้นก่อหลวงของมัมเร ซึ่งอยู่ที่ตำบลเฮโบรนแล้วสร้างแท่นถวายบูชาพระเจ้าที่นั่น |
| 01 | ในสมัยอัมราเฟลกษัตริย์เมืองชินาร์ อารีโอคกษัตริย์เมืองเอลลาสาร์ เคโดร์ลาโอเมอร์กษัตริย์เมืองเอลาม และทิดาล กษัตริย์เมืองโกยิม |
| 02 | กษัตริย์เหล่านี้ทำสงครามรบสู้กับเบ-รากษัตริย์เมืองโสโดม กับบิรชากษัตริย์เมืองโกโมราห์ กับชินาบกษัตริย์เมืองอัด มาห์ กับเชเมเบอร์กษัตริย์เมืองเศโบยิม และกับกษัตริย์เมืองเบ-ลา (คือโศอาร์) |
| 03 | กษัตริย์เมืองเหล่านี้รวมทัพกันณที่ราบสิดดิม (คือทะเลเกลือ) |
| 04 | กษัตริย์เหล่านี้ยอมขึ้นแก่กษัตริย์เคโดร์ลาโอเมอร์สิบสองปี แต่ในปีที่สิบสามก็กบฏ |
| 05 | ในปีที่สิบสี่ เคโดร์ลาโอเมอร์กับกษัตริย์ที่รวมอยู่กับท่านนั้น ก็ยกมารบชนะคนเรฟาอิมที่เมืองอัชทาโรทคารนาอิม กับคนศูซิมที่เมืองฮามกับคนเอมิมที่เมืองชาเวห์-คีริยาธาอิม |
| 06 | ชาวโฮรีที่ภูเขาเสอีร์ซึ่งเป็นของตน จนถึงเมืองเอลปารานใกล้ถิ่นทุรกันดาร |
| 07 | แล้วกลับมาถึงเมืองเอนมิสปัท (คือคาเดช) รบชนะหมด เมืองของคนอามาเลขและทั้งคนอาโมไรต์ที่ตั้งอยู่ณฮาซาโ ซนทามาร์ |
| 08 | แล้วกษัตริย์เมืองโสโดม กษัตริย์เมืองโกโมราห์ กษัตริย์เมืองอัดมาห์ กษัตริย์เมืองเศโบยิมและกษัตริย์เมืองเบ-ลา (คือ โศอาร์) ก็ออกไปในที่ราบสิดดิม |
| 09 | ปะทะกับเคโดร์ลาโอเมอร์กษัตริย์เมืองเอลาม ทิดาลกษัตริย์เมืองโกยิม อัมราเฟลกษัตริย์เมืองชินาร์ และอารีโอค กษัตริย์เมืองเอลลาสาร์ กษัตริย์สี่องค์ต่อสู้กับห้าองค์ |
| 10 | ที่ราบสิดดิมนั้นมีบ่อยางมะตอยเต็มไปหมด เมื่อกษัตริย์เมืองโสโดม และกษัตริย์เมืองโกโมราห์หนีมา บางคนใน พวกนั้นก็ตกลงไป ส่วนผู้ที่เหลือนั้นก็หนีไปยังภูเขา |
| 11 | ข้าศึกเก็บข้าวของและเสบียงอาหารของชาวเมืองโสโดมและชาวเมืองโกโมราห์ไปสิ้น แล้วก็ไป |
| 12 | เขาได้จับโลท (บุตรของน้องชายอับราม) ซึ่งอยู่ที่เมืองโสโดมและข้าวของของเขาไปด้วย |
| 13 | มีคนหนึ่งหนีมาจากที่รบนั้นบอกให้อับรามคนฮีบรูรู้ เพราะอับรามอาศัยอยู่ที่หมู่ต้นก่อหลวงของมัมเร คนอาโมไรต์ พี่น้องของเอชโคล์และอาเนอร์ คนเหล่านี้เป็นไมตรีกับอับราม |
| 14 | เมื่ออับรามได้ยินว่าพวกข้าศึกจับญาติสนิทไปได้ จึงนำพลชำนาญศึกที่เกิดในบ้านของตน สามร้อยสิบแปดคนไล่ ตามไปทันที่เมืองดาน |
| 15 | อับรามจึงแยกพลของตนออกเป็นกองๆในกลางคืน ทั้งท่านและผู้รับใช้ของท่านก็เข้าตีพวกข้าศึก ไล่ไปถึงเมืองโฮ บาห์เหนือเมืองดามัสกัส |
| 16 | แล้วท่านนำข้าวของกลับคืนมาหมด และนำโลทญาติสนิทของท่านกลับ พร้อมกับข้าวของของเขากับผู้หญิงและ ประชาชนด้วย |
| 17 | เมื่ออับรามกลับจากการรบชนะกษัตริย์เคโดร์ลาโอเมอร์ และกษัตริย์ทั้งหลายที่ร่วมกำลังกันนั้นแล้ว กษัตริย์เมืองโส โดมก็ออกมารับอับรามณที่ราบชาเวห์ (คือที่ราบของกษัตริย์) |
| 18 | เมลคีเซเดคผู้เป็นทั้งกษัตริย์เมืองซาเลม และปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุด ก็นำขนมปังกับเหล้าองุ่นมาให้ |
| 19 | แล้วอวยพรท่าน "ขอพระเจ้าผู้สูงสุดผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินจงโปรดให้อับรามได้รับพระพรเถิด |
| 20 | สาธุการแด่พระเจ้าผู้สูงสุด ผู้ทรงมอบศัตรูทั้งหลายไว้ในเงื้อมมือของท่าน" อับรามก็ยกหนึ่งในสิบจากข้าวของนั้น ถวายแก่กษัตริย์เมลคีเซเคด |
| 21 | ฝ่ายกษัตริย์เมืองโสโดมตรัสแก่อับรามว่า "ขอคืนคนให้แก่เรา แต่ข้าวของนั้นท่านจงเอาไปเถิด" |
| 22 | อับรามกล่าวแก่กษัตริย์เมืองโสโดมว่า "ข้าพเจ้ายกมือสาบานตัวต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าผู้สูงสุด ผู้ทรง สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน |
| 23 | ว่า แม้เส้นด้ายหรือสายรัดรองเท้า หรือสิ่งใดๆ ที่เป็นของของท่าน ข้าพเจ้าก็จะไม่รับเพื่อมิให้ท่านพูดได้ว่า 'เราได้ บำรุงอับรามให้มั่งมี' |
| 24 | ข้าพเจ้าจะไม่รับอะไรเลย เว้นแต่เสบียงอาหารที่คนของข้าพเจ้าได้รับประทานเท่านั้น กับส่วนของคนที่ไปกับ ข้าพเจ้า คืออาเนอร์ เอชโคล์ และมัมเร ให้เขารับส่วนของเขาไปเถิด" |
| 01 | อยู่มาพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงอับรามด้วยนิมิตว่า "อับรามเอ๋ย เจ้าอย่ากลัวเลย เราเป็นโล่ของเจ้า บำเหน็จของเจ้า จะยิ่งใหญ่" |
| 02 | อับรามทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้า พระองค์จะทรงโปรดประทานอะไรแก่ข้าพระองค์ ด้วยว่าข้าพระองค์ยังไม่มีบุตรเลย และเอลีเยเซอร์ชาวเมืองดามัสกัสคนนี้ จะเป็นผู้รับมรดกของข้าพระองค์" |
| 03 | อับรามทูลอีกว่า "พระองค์มิได้ทรงประทานบุตรให้แก่ข้าพระองค์ แล้วคนที่เกิดในบ้านของข้าพระองค์ก็จะเป็นผู้รับ มรดกของข้าพระองค์" |
| 04 | ครั้นแล้วพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงอับรามว่า "คนนี้จะไม่ได้เป็นผู้รับมรดกของเจ้า แต่บุตรชายของเจ้าเองจะเป็นผู้ รับมรดกของเจ้า" |
| 05 | พระองค์จึงพาอับรามออกมากลางแจ้งแล้วตรัสว่า "มองดูฟ้า ถ้าเจ้านับดาวทั้งหลายได้ ก็นับไปเถิด" แล้วพระองค์ ตรัสว่า "พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะมากมายเช่นนั้น" |
| 06 | อับรามก็เชื่อพระเจ้า ความเชื่อนั้นพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน |
| 07 | แล้วพระองค์ตรัสแก่อับรามว่า "เราคือพระเจ้าที่พาเจ้าออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย เพื่อจะยกดินแดนนี้ให้เป็น กรรมสิทธิ์ของเจ้า" |
| 08 | อับรามทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จะรู้ได้อย่างไรว่าจะได้ดินแดนนี้เป็นกรรมสิทธิ์" |
| 09 | พระองค์จึงตรัสแก่อับรามว่า "เอาลูกวัวตัวเมียอายุสามปีแพะตัวเมียอายุสามปี และแกะตัวผู้อายุสามปี นกเขาตัวหนึ่ง กับนกพิราบโตตัวหนึ่งมาให้เรา" |
| 10 | อับรามจึงนำสัตว์เหล่านี้มาถวายและผ่ากลางตัววางข้างละซีกตรงกันแต่นกนั้นหาได้ผ่าไม่ |
| 11 | ครั้นฝูงเหยี่ยวบินลงมาที่เนื้อสัตว์เหล่านั้น อับรามก็ไล่ไปเสีย |
| 12 | เมื่อเวลาอาทิตย์ใกล้จะตก อับรามก็นอนหลับสนิท เวลานั้นความกลัวและความมืดอย่างยิ่งก็มาทับถมอับราม |
| 13 | พระองค์จึงตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงรู้แน่เถิดว่าพงศ์พันธุ์ของเจ้าจะเป็นคนต่างด้าวในดินแดนซึ่งมิใช่ที่ของเขา และ เขาจะต้องรับใช้ชาวเมืองนั้น ชาวเมืองนั้นจะบีบบังคับเขาถึงสี่ร้อยปี |
| 14 | ส่วนประเทศที่เขารับใช้อยู่นั้น เราจะพิพากษาลงโทษ ต่อมาพงศ์พันธุ์ของเจ้าจะออกมา มีทรัพย์สมบัติมาก |
| 15 | ฝ่ายเจ้าจะไปตามปู่ย่าตายายของเจ้าโดยผาสุก เจ้าจะตายเวลาชรามากแล้วเขาจะฝังศพเจ้าไว้ |
| 16 | ในชั่วอายุที่สี่ พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะกลับมาที่นี่อีก ด้วยว่าความชั่วลามกของคนอาโมไรต์ยังไม่ครบถ้วน" |
| 17 | ครั้นดวงอาทิตย์ตกและค่ำมืดก็มีเตาที่ควันพลุ่งอยู่ และคบเพลิงเลื่อนลอยมาระหว่างกลางซีกสัตว์เหล่านั้น |
| 18 | ในวันนั้นพระเจ้าทรงกระทำพันธสัญญาไว้กับอับรามว่า "เรามอบดินแดนนี้ให้เชื้อสายของเจ้าแล้ว ตั้งแต่แม่น้ำ อียิปต์ไปถึงแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำยูเฟรติส |
| 19 | ทั้งแผ่นดินคนเคไนต์ คนเคนัส และคนขัดโมไนต์ |
| 20 | กับคนฮิตไทต์ คนเปริสซี คนเรฟาอิม |
| 21 | คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเกอร์กาชีและคนเยบุสด้วย |
| 01 | ฝ่ายนางซารายภรรยาของอับรามไม่มีบุตรให้ท่าน นางมีหญิงคนใช้ชาวอียิปต์คนหนึ่งชื่อฮาการ์ |
| 02 | นางซารายจึงพูดกับอับรามว่า "ดูเถิด พระเจ้าไม่ทรงโปรดให้ฉันมีบุตร ขอจงเข้าไปหาคนใช้ของฉันเถิด บางทีฉัน จะได้บุตรโดยนางนั้น" อับรามก็ฟังเสียงนางซาราย |
| 03 | เมื่ออับรามอยู่ในแคว้นคานาอันได้สิบปีแล้ว นางซารายภรรยาก็ยกฮาการ์คนอียิปต์หญิงคนใช้ของตนให้เป็นภรรยา ของอับรามสามีของนาง |
| 04 | อับรามเข้าไปหานางฮาการ์ นางก็ตั้งครรภ์ เมื่อนางรู้ว่าตั้งครรภ์แล้วก็ดูหมิ่นนายผู้หญิง |
| 05 | นางซารายจึงบ่นต่ออับรามว่า "ให้ความทุกข์ของฉันตกอยู่กับท่านเถิด ฉันให้หญิงคนใช้ไว้ในอ้อมอกของท่าน แต่ เมื่อหญิงนั้นรู้ว่าตัวตั้งครรภ์แล้ว ก็ดูหมิ่นฉัน ขอพระเจ้าทรงตัดสินเรื่องของฉันกับท่านเถิด" |
| 06 | อับรามพูดกับนางซารายว่า "ดูเถิดหญิงคนใช้ของเจ้าอยู่ในอำนาจของเจ้า จงกระทำแก่เขาตามที่เจ้าเห็นควรเถิด" นาง ซารายเคี่ยวเข็ญหญิงนั้น จนนางหนีไปให้พ้นหน้า |
| 07 | ทูตพระเจ้าพบหญิงนั้นที่น้ำพุในถิ่นทุรกันดาร ข้างทางที่จะไปเมืองชูร์ |
| 08 | จึงถามว่า "ฮาการ์ หญิงคนใช้ของนางซาราย เจ้ามาจากไหนและเจ้าจะไปไหน" นางทูลตอบว่า "ข้าพระองค์หนีมา ให้พ้นหน้านางซาราย นายของข้าพระองค์" |
| 09 | ทูตของพระเจ้าจึงสั่งว่า "กลับไปหานายผู้หญิงของเจ้า และยอมอยู่ใต้บังคับเขาเถิด" |
| 10 | ทูตพระเจ้ากล่าวแก่หญิงนั้นว่า "เราจะให้พงศ์พันธุ์ของเจ้าทวีมากขึ้นจนนับไม่ถ้วน" |
| 11 | ทูตพระเจ้ากล่าวแก่นางอีกว่า "นี่แน่ะเจ้ามีครรภ์แล้ว จะคลอดบุตรชาย และจะตั้งชื่อบุตรนั้นว่าอิชมาเอล {แปลว่า พระเจ้าทรงรับฟัง} เพราะพระเจ้าทรงรับฟังความทุกข์ร้อนของเจ้า |
| 12 | บุตรนั้นจะเป็นดังลาป่า มือเขาจะต่อสู้คนทั้งปวง และมือคนทั้งปวงจะต่อสู้เขา เขาจะอาศัยตรงหน้าพี่น้องของเขา" |
| 13 | นางฮาการ์จึงเรียกพระนามพระเจ้าผู้ตรัสแก่ตนว่า "พระองค์เป็นพระเจ้า ผู้ให้เห็น" และพูดว่า "ข้าพเจ้าได้เห็นพระ องค์ที่นี่ แล้วยังมีชีวิตอยู่ได้อีกจริงหรือ" |
| 14 | เหตุฉะนี้จึงเรียกชื่อบ่อน้ำนั้นว่าเบเออลาไฮรอย {แปลว่า บ่อของผู้หนึ่งที่เห็นและยังมีชีวิต} อยู่ระหว่างเมืองคาเดช กับเมืองเบเรด |
| 15 | นางฮาการ์มีบุตรชายกับอับราม อับรามตั้งชื่อบุตรที่นางฮาการ์คลอดนั้นว่าอิชมาเอล |
| 16 | เมื่อนางฮาการ์คลอดอิชมาเอลให้แก่อับรามนั้น อายุอับรามได้แปดสิบหกปี |
| 01 | เมื่ออายุอับรามได้เก้าสิบเก้าปี พระเจ้าทรงปรากฏแก่อับรามและตรัสแก่ท่านว่า "เราเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ จง ดำเนินอยู่ต่อหน้าเราและเป็นคนดีพร้อม |
| 02 | เราจะทำพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้า เราจะทวีพงศ์พันธุ์ของเจ้าให้มากขึ้นอย่างยิ่ง" |
| 03 | อับรามก็กราบลงถึงดิน พระเจ้าตรัสแก่ท่านว่า |
| 04 | "นี่พันธสัญญาของเรากับเจ้า เจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย |
| 05 | ชื่อของเจ้าจะมิใช่อับราม {แปลว่า บิดา} ผู้เป็นที่ยกย่องอีกต่อไป เจ้าจะมีชื่อใหม่คืออับราฮัม {ในที่นี้หมายความว่า บิดาของมวลชน} เพราะเราให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย |
| 06 | เราจะกระทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากอย่างยิ่ง เราจะกระทำเจ้าให้เป็นชนหลายชาติ และกษัตริย์หลายองค์จะเกิดมาจาก เจ้า |
| 07 | เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้ระหว่างเรากับเจ้า และเชื้อสายของเจ้าที่สืบมาตลอดชั่วชาตพันธุ์ของเขาให้เป็นพัน ธสัญญานิรันดร์ คือเป็นพระเจ้าแก่เจ้า และแก่เชื้อสายของเจ้าที่สืบมา |
| 08 | เราจะให้ดินแดนที่เจ้าอาศัยอยู่นี้ คือแผ่นดินคานาอันทั้งสิ้นแก่เจ้าและแก่เชื้อสายของเจ้าที่จะสืบมา ให้เป็นกรรมสิทธิ์ นิรันดร์ และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา" |
| 09 | พระเจ้าตรัสแก่อับราฮัมว่า "เจ้าเองก็ดี เชื้อสายของเจ้าที่สืบตลอดชั่วชาตพันธุ์ของเขาก็ดี จงรักษาพันธสัญญาของเรา |
| 10 | นี่เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเจ้าจะต้องรักษาระหว่างเรากับเจ้า และเชื้อสายของเจ้าที่จะสืบมา คือผู้ชายทุกคนจะต้อง เข้าสุหนัต |
| 11 | เจ้าจงเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเจ้า นี่จะเป็นหมายสำคัญของพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า |
| 12 | ผู้ชายที่มีอายุแปดวันต้องเข้าสุหนัต คือชายทุกคนตลอดชั่วชาตพันธุ์ของเจ้า เป็นคนที่เกิดในบ้านของเจ้าก็ดี หรือที่ เอาเงินซื้อมาจากคนต่างด้าวใดๆ ซึ่งมิใช่พงศ์พันธุ์ของเจ้าก็ดี |
| 13 | ทั้งผู้ที่เกิดในบ้านของเจ้าและที่เอาเงินของเจ้าซื้อมาจะต้องเข้าสุหนัต ดังนี้แหละพันธสัญญาของเราจะได้อยู่ที่เนื้อของ เจ้า เป็นพันธสัญญานิรันดร์ |
| 14 | ชายใดๆที่มิได้เข้าสุหนัต มิได้เข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาต จะต้องถูกตัดออกจากชนชาติของเขา เขาได้ ละเมิดพันธสัญญาของเรา" |
| 15 | พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า "ส่วนซารายภรรยาของเจ้านั้น เจ้าอย่าเรียกนางว่า ซาราย แต่จงเรียกนางว่า ซาราห์ |
| 16 | เราจะอวยพรแก่นาง และยิ่งกว่านั้นอีก โดยนางนี่แหละ เราจะให้บุตรชายคนหนึ่งแก่เจ้าเราจะอำนวยพรแก่นาง และนางจะให้กำเนิดแก่ชนหลายชาติ กษัตริย์ของชนหลายชาติจะมาจากนาง" |
| 17 | และอับราฮัมก็ซบหน้าลงหัวเราะคิดในใจว่า "ชายผู้มีอายุหนึ่งร้อยปีแล้วจะมีบุตรได้หรือ ซาราห์ผู้มีอายุเก้าสิบปีแล้ว จะคลอดบุตรหรือ" |
| 18 | และอับราฮัมทูลพระเจ้าว่า "โอ ขอให้อิชมาเอลมีชีวิตอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์" |
| 19 | พระเจ้าตรัสว่า "มิใช่ แต่ซาราห์ภรรยาของเจ้าจะคลอดบุตรชายคนหนึ่งให้เจ้า และเจ้าจงตั้งชื่อเขาว่า อิสอัค {แปล ว่า เขาหัวเราะ} เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับเขา เป็นพันธสัญญานิรันดร์แก่เชื้อสายของเขาซึ่งตามเขามา |
| 20 | ฝ่ายอิชมาเอลนั้นเราฟังเจ้าแล้ว เราจะอำนวยพรแก่เขา และกระทำให้เขามีพงศ์พันธุ์มากอย่างยิ่ง เขาจะเป็นบิดาของ เจ้านายสิบสององค์ และเราจะกระทำให้เขาเป็นชาติใหญ่ชาติหนึ่ง |
| 21 | ฝ่ายพันธสัญญาของเรา เราจะตั้งไว้กับอิสอัคผู้ซึ่งซาราห์จะคลอดให้แก่เจ้าปีหน้าในฤดูนี้" |
| 22 | เมื่อพระองค์ตรัสกับท่านเสร็จแล้ว พระเจ้าก็เสด็จจากอับราฮัมขึ้นไป |
| 23 | อับราฮัมจึงเอาอิชมาเอลบุตรชายของตน และทุกคนที่เกิดในบ้านของท่าน หรือที่เอาเงินของท่านซื้อมา คือผู้ชายทุก คนในบรรดาผู้ชายที่อยู่ในบ้านของอับราฮัม ให้เขาเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเขาในวันนั้นทีเดียว ดังที่ พระเจ้าตรัสไว้กับท่าน |
| 24 | อับราฮัมมีอายุเก้าสิบเก้าปี เมื่อท่านเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของท่าน |
| 25 | และอิชมาเอลบุตรชายของท่านอายุสิบสามปี เมื่อเขาเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเขา |
| 26 | อับราฮัมและอิชมาเอลบุตรชายของท่านเข้าสุหนัตในวันนั้นทีเดียว |
| 27 | พวกผู้ชายทุกคนที่อยู่ในบ้านของท่าน คือพวกที่เกิดในบ้านและที่เอาเงินซื้อมาจากคนต่างด้าวก็เข้าสุหนัตพร้อมกับ ท่าน |
| 01 | พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านที่หมู่ต้นก่อหลวงที่มัมเร ขณะที่ท่านนั่งอยู่ที่ประตูเต็นท์เวลาแดดร้อน |
| 02 | ท่านเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นชายสามคนยืนอยู่ข้างหน้าท่าน เมื่อท่านเห็นเขาทั้งสามท่านก็วิ่งจากประตูเต็นท์ไปต้อนรับ เขากราบลงถึงดิน |
| 03 | พูดว่า "เจ้านายของข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้าเป็นที่โปรดปรานในสายตาของท่าน ขออย่าผ่านผู้รับใช้ของท่านไปเสียเลย |
| 04 | ข้าพเจ้าจะเอาน้ำมานิดหน่อยให้ท่านล้างเท้า และพักใต้ต้นไม้ |
| 05 | ข้าพเจ้าจะไปเอาอาหารหน่อยหนึ่งมาให้ ท่านจะได้พักผ่อนหายเหนื่อยเสียก่อน แล้วจึงค่อยเดินทางต่อไป ไหนๆ ท่านก็มายังผู้รับใช้ของท่านแล้ว" เขาทั้งสามจึงว่า "ทำตามที่เจ้ากล่าวนี้เถิด" |
| 06 | อับราฮัมรีบเข้าไปในเต็นท์หานางซาราห์ กล่าวว่า "เร็วๆหน่อยเอาแป้งละเอียดสามถังนวดแล้วทำขนม" |
| 07 | แล้วอับราฮัมวิ่งไปที่ฝูงสัตว์ เอาลูกโคตัวหนึ่ง ยังอ่อนและดี มอบให้คนใช้รีบปรุงเป็นอาหาร |
| 08 | ท่านเอาเนย น้ำนมและลูกโคที่เขาปรุงแล้วนั้นมาวางต่อหน้าเขาทั้งสาม และท่านยืนอยู่ข้างเขาทั้งสามที่ใต้ต้นไม้ เมื่อเขาทั้งสามรับประทาน |
| 09 | เขาทั้งสามถามท่านว่า "ซาราห์ภรรยาของเจ้าอยู่ที่ไหน" ท่านตอบว่า "นางอยู่ที่ในเต็นท์" |
| 10 | เขาว่า "ปีหน้าเราจะกลับมาหาเจ้าอีกแน่นอน ซาราห์ภรรยาของเจ้าจะมีบุตรชายคนหนึ่ง" นางซาราห์ฟังอยู่ที่ประตู เต็นท์ข้างหลังท่าน |
| 11 | ฝ่ายอับราฮัมและซาราห์นั้นชราแล้ว และประจำเดือนของซาราห์ก็หมดไปแล้ว |
| 12 | นางซาราห์ก็หัวเราะอยู่แต่ในใจ กล่าวว่า "ฉันแก่แล้ว สามีของฉันก็แก่แล้ว ฉันยังจะยินดีอีกหรือ" |
| 13 | พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า "ทำไมนางซาราห์หัวเราะ และกล่าวว่า 'ฉันแก่แล้วจะคลอดบุตรชายจริงๆหรือ' |
| 14 | มีสิ่งใดที่อัศจรรย์เกินฤทธิ์พระเจ้าจะทำได้ พอถึงเวลากำหนดเราจะกลับมาหาเจ้า ฤดูนี้ปีหน้า และซาราห์จะมีบุตร ชายคนหนึ่ง" |
| 15 | แต่นางซาราห์ปฏิเสธว่า "ข้าพระองค์มิได้หัวเราะพระเจ้าข้า" เพราะนางกลัว พระองค์ตรัสว่า "อย่ามุสาเจ้าหัวเราะ จริงๆ" |
| 16 | แล้วบุรุษเหล่านั้นก็ออกจากที่นั่น เดินไปจนเห็นเมืองโสโดม และอับราฮัมก็ตามไปส่งด้วย |
| 17 | พระเจ้าตรัสว่า "ควรหรือที่เราจะซ่อนสิ่งซึ่งเราจะกระทำนั้นมิให้อับราฮัมรู้ |
| 18 | เพราะอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหลายในโลกจะได้รับพรก็เพราะท่าน |
| 19 | เพราะเราเลือกเขาแล้ว เพื่อเขาจะได้กำชับลูกหลาน และครอบครัวที่สืบมา ให้รักษาพระมรรคาของพระเจ้า โดย ทำความชอบธรรมและความยุติธรรม เพื่อว่าพระเจ้าจะได้ประทานสิ่งซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้แล้วให้แก่อับราฮัม" |
| 20 | พระเจ้าได้ตรัสว่า "เสียงร้องกล่าวโทษเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์นั้นดังเหลือเกิน และบาปของเขาก็หนักมาก |
| 21 | เราจะลงไปดูว่าพวกเขากระทำผิดจริงตามคำร้องทุกข์ที่มาถึงเรานั้นหรือไม่ ถ้าไม่เราก็จะรู้" |
| 22 | บุรุษเหล่านั้นจึงออกจากที่นั่นเดินตรงไปยังเมืองโสโดม แต่อับราฮัมยังยืนเฝ้าพระเจ้าอยู่ |
| 23 | อับราฮัมได้เข้ามาใกล้ กราบทูลว่า "พระองค์จะทรงทำลายผู้ชอบธรรมพร้อมกับคนอธรรมหรือ |
| 24 | สมมุติว่ามีคนชอบธรรมห้าสิบคนอยู่ในเมืองนั้น พระองค์จะยังทรงทำลายเมืองนั้นไม่ยับยั้งอาชญาเพราะเห็นแก่คน ชอบธรรมห้าสิบคนที่อยู่ในเมืองนั้นหรือ |
| 25 | ขอพระองค์อย่าคิดที่จะกระทำเช่นนั้นเลย อย่าคิดที่จะฆ่าคนชอบธรรมพร้อมกับคนอธรรม ทำกับคนชอบธรรม อย่างเดียวกับคนอธรรม ขอพระองค์อย่าทรงทำเช่นนั้นเลย พระองค์ผู้พิพากษาสากลโลกจะไม่กระทำสิ่งที่ยุติธรรมหรือ " |
| 26 | พระเจ้าตรัสว่า "ที่โสโดมถ้าเราพบคนชอบธรรมในเมืองห้าสิบคนเราจะไม่ลงอาชญาในเมืองนั้นทั้งเมืองเพราะเห็นแก่ เขา" |
| 27 | อับราฮัมทูลตอบว่า "ขอประทานโทษที่ข้าพระองค์บังอาจกราบทูลต่อพระเจ้า ข้าพระองค์ผู้เป็นเพียงผงคลีและขี้เถ้า |
| 28 | สมมุติว่าในห้าสิบคนนั้นขาดไปห้าคน พระองค์จะยังทรงทำลายเมืองนั้นทั้งเมืองเพราะขาดห้าคนหรือ" และพระ องค์ตรัสว่า "เราจะไม่ทำลาย ถ้าเราพบคนชอบธรรมสี่สิบห้าคนที่นั่น" |
| 29 | ท่านก็ทูลพระองค์อีกว่า "สมมุติว่าพระองค์ทรงพบสี่สิบคนที่นั่น" พระองค์ตรัสตอบว่า "เพราะเห็นแก่สี่สิบคนเรา จะไม่กระทำ" |
| 30 | ท่านจึงทูลว่า "ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่าทรงพระพิโรธเลย ข้าพระองค์จะขอกราบทูล สมมุติพระองค์ทรงพบเพียง สามสิบคนที่นั่น" พระองค์ตรัสตอบว่า "เราจะไม่ลงอาชญา ถ้าเราพบสามสิบที่นั่น" |
| 31 | ท่านทูลว่า "ขอประทานโทษที่ข้าพระองค์บังอาจกราบทูลต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า สมมุติว่าทรงพบเพียงยี่สิบคนที่นั่น" พระองค์ตรัสตอบว่า "เพราะเห็นแก่ยี่สิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น" |
| 32 | ท่านทูลว่า "ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่าทรงพระพิโรธเลย ข้าพระองค์ขอกราบทูลอีกครั้งนี้ครั้งเดียว สมมุติว่า ทรง พบเพียงสิบคนที่นั่น" พระองค์ตรัสตอบว่า "เพราะเห็นแก่สิบคนเราจะไม่ทำลายเมืองนั้น" |
| 33 | เมื่อพระองค์ตรัสกับอับราฮัมจบลงแล้ว พระเจ้าก็เสด็จไป ส่วนอับราฮัมก็กลับไปบ้าน |
| 01 | ฝ่ายทูตสวรรค์สององค์นั้นมาถึงเมืองโสโดมในเวลาเย็น โลทกำลังนั่งอยู่ที่ประตูเมืองโสโดม เมื่อโลทเห็นท่านทั้งสอง เขาก็ลุกขึ้นไปต้อนรับและกราบลงถึงดิน |
| 02 | กล่าวว่า "เจ้านายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน ขอท่านแวะไปบ้านข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านค้างสักคืนหนึ่ง ล้างเท้าของท่าน แล้วค่อยลุกขึ้นแต่เช้าเดินทางต่อไป" ท่านทั้งสองตอบว่า "อย่าเลย เราจะค้างคืนที่ลานเมือง" |
| 03 | แต่โลทก็รบเร้าชักชวนท่านทั้งสอง ท่านจึงไปกับเขาเข้าไปในบ้านของเขา โลทก็จัดการเลี้ยง ปิ้งขนมไร้เชื้อ ท่าน ทั้งสองก็รับประทาน |
| 04 | ท่านทั้งสองยังไม่ทันเข้านอน พวกผู้ชายเมืองนั้น คือชายชาวเมืองโสโดมทั้งหนุ่มและแก่หมดทั้งเมืองจนถึงคนสุด ท้ายพากันมาล้อมเรือนนั้นไว้ |
| 05 | พวกเขาร้องเรียกโลทว่า "ชายที่เข้ามาหาเจ้าคืนนี้อยู่ที่ไหน จงนำเขาออกมาให้เรา เราจะได้สมสู่กับเขา" |
| 06 | โลทก็ออกทางประตูไปหาชายเหล่านั้น แล้วปิดประตูเสีย |
| 07 | กล่าวว่า "พี่น้องของข้าเอ๋ย ข้าขอเสียทีเถอะ อย่ากระทำการโหดร้ายเช่นนี้เลย |
| 08 | ดูเถิด ข้ามีลูกสาวสองคนยังไม่เคยสมสู่กับชายเลย ข้าจะนำออกมาให้ท่าน ท่านจะทำแก่เขาอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ เถิด แต่ขออย่าทำอะไรกับชายเหล่านี้เลย เพราะเขามาอยู่ใต้ร่มชายคาของข้าแล้ว" |
| 09 | แต่พวกนั้นร้องว่า "ถอยไป" และขู่ว่า "เจ้าคนนี้มาขออาศัยอยู่ แล้วยังมาตั้งตัวเป็นตุลาการ เราจะทำกับเจ้าให้เจ็บ เสียยิ่งกว่าทำแก่คนเหล่านั้นอีก" พวกนั้นผลักโลทโดยแรง และเข้ามาใกล้จะพังประตู |
| 10 | แต่แขกทั้งสองนั้นยื่นมือออกไปดึงตัวโลทเข้ามาในบ้านแล้วปิดประตูเสีย |
| 11 | ท่านทั้งสองทำให้พวกคนที่อยู่หน้าประตูบ้านนั้นตาบอดหมด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็เที่ยวคลำหาประตูจนอ่อนใจ |
| 12 | แล้วแขกทั้งสองจึงพูดกับโลทว่า "ที่นี่เจ้ามีใครอีกหรือ บุตรเขย บุตรชาย บุตรหญิง คนของเจ้าในเมืองนี้ จงนำ ออกไปจากที่นี้ให้หมด |
| 13 | เรากำลังจะทำลายเมืองนี้แล้ว เพราะเสียงร้องกล่าวโทษประชาชนของเมืองนี้ต่อพระเจ้าดังนักหนา และพระเจ้าทรง ใช้เรามาทำลายเมืองนี้เสีย" |
| 14 | โลทจึงออกไปพูดกับบุตรเขย ผู้ที่จะแต่งงานกับบุตรหญิงของตนว่า "ลุกขึ้นออกจากที่นี้เถิด เพราะพระเจ้ากำลังจะ ทำลายเมืองนี้" แต่บุตรเขยของเขากลับหาว่าโลทล้อเล่น |
| 15 | ครั้งเวลารุ่งเช้า ทูตสวรรค์จึงชักชวนโลทว่า "ลุกขึ้นพาภรรยาของเจ้า และบุตรหญิงทั้งสองของเจ้าผู้อยู่ที่นี่ไปเสีย เกรงว่าเมื่อเมืองนี้ถูกลงอาชญาให้พินาศ เจ้าจะเสียชีวิตไปด้วย" |
| 16 | แต่โลทยังรีรอ ดังนั้นชายทั้งสองจึงคว้ามือเขาและภรรยา และบุตรหญิงทั้งสอง ด้วยพระกรุณาคุณของพระเจ้าที่มี ต่อเขา ท่านทั้งสองนำเขาออกมาเสียนอกเมือง |
| 17 | เมื่อท่านทั้งสองพาเขาออกมาแล้ว ท่านพูดว่า "หนีเอาชีวิตรอดเถิด อย่าเหลียวหลังหรือหยุดณที่ใดในลุ่มน้ำ หนีไป ที่เนินเขา มิฉะนั้นเจ้าจะเสียชีวิต" |
| 18 | โลทเรียนท่านทั้งสองว่า "อย่าเลยนาย |
| 19 | ดูเถิด ผู้รับใช้ของท่านเป็นที่โปรดปรานในสายตาของท่านแล้ว และท่านได้สำแดงความกรุณาอันยิ่งใหญ่ในการ ช่วยชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะหนีไปที่เนินเขาไม่ได้ เกรงว่าภัยภิบัตินั้นจะตามทัน และข้าพเจ้าจะตายเสีย |
| 20 | ดูซิเมืองโน้นอยู่ใกล้พอที่จะหนีไปถึงได้ และเป็นเมืองเล็ก ขอให้ข้าพเจ้าหนีไปที่นั่น เมืองนั้นเป็นเมืองเล็กๆ แล้ว ชีวิตของข้าพเจ้าจะรอด" |
| 21 | ทูตสวรรค์พูดกับเขาว่า "เราอนุญาตเรื่องนี้ คือเราจะไม่ทำลายเมืองที่เจ้าพูดถึงนั้นเสีย |
| 22 | รีบเถิด หนีไปที่นั่น เพราะเราจะทำอะไรไม่ได้จนกว่าเจ้าจะไปถึงที่นั่น" ฉะนั้นเขาจึงเรียกชื่อเมืองนั้นว่าโศอาร์ {แปลว่า เล็กน้อย} |
| 23 | เมื่อโลทมาถึงเมืองโศอาร์ตะวันก็ขึ้นแล้ว |
| 24 | แล้วพระเจ้าทรงให้กำมะถันและไฟจากพระเจ้าตกจากฟ้าลงมาบนเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ |
| 25 | และพระองค์ทรงขยี้เมืองเหล่านั้น ลุ่มน้ำทั้งหมด ชาวเมืองทั้งสิ้นและพืชต่างๆ |
| 26 | ส่วนภรรยาของโลทผู้อยู่ข้างหลังโลทเหลียวกลับไปมองดู นางจึงกลายเป็นเสาเกลือไป |
| 27 | เวลาเช้ามืดอับราฮัมออกไปยังที่ที่ท่านยืนเฝ้าพระเจ้า |
| 28 | ท่านมองลงไปทางเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ และตรงดินแดนในลุ่มน้ำ ก็เห็นแผ่นดินลุกเป็นควันพลุ่งขึ้น เหมือนควันเตาไฟใหญ่ |
| 29 | ดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงทำลายหัวเมืองในลุ่มน้ำ พระเจ้าจึงทรงระลึกถึงอับราฮัม และส่งโลทออกไปจากเมืองที่ถูก ขยี้ เมื่อพระองค์ทรงขยี้เมืองที่โลทอาศัยอยู่ |
| 30 | โลทก็ออกจากเมืองโศอาร์ และขึ้นไปอาศัยอยู่บนเนินเขากับบุตรหญิงสองคนของตน เพราะเขากลัวที่จะอยู่ในเมือง โศอาร์ เขาจึงเข้าไปอยู่ในถ้ำกับบุตรหญิงสองคนของเขา |
| 31 | คนหัวปีพูดกับน้องว่า "พ่อของเราก็แก่แล้วไม่มีชายใดในใต้หล้าจะมาสู่ขอเราตามประเพณีทั่วโลก |
| 32 | ให้เราชวนพ่อของเราดื่มเหล้าองุ่น แล้วเราจะนอนกับท่าน เพื่อเราจะสงวนพงศ์พันธุ์โดยอาศัยพ่อของเรา" |
| 33 | ในคืนวันนั้นนางก็ให้บิดาดื่มเหล้าองุ่น แล้วคนหัวปีก็เข้าไปนอนกับบิดาของนาง บิดาไม่ทราบว่านางมานอนด้วย เมื่อไรและลุกขึ้นไปเมื่อไร |
| 34 | วันรุ่งขึ้นคนหัวปีจึงพูดกับน้องว่า "เมื่อคืนนี้ข้านอนกับพ่อของข้า ให้เราทำให้ท่านดื่มเหล้าองุ่นคืนนี้อีก แล้วเจ้าจง เข้าไปนอนกับท่าน เพื่อเราจะได้สงวนพงศ์พันธุ์โดยอาศัยพ่อของเรา" |
| 35 | นางทั้งสองจึงให้บิดาของเขาดื่มเหล้าองุ่นในคืนนั้นด้วย น้องก็ไปนอนกับท่าน ท่านก็ไม่ทราบว่า นางมานอนด้วย เมื่อไร และลุกขึ้นไปเมื่อไร |
| 36 | ดังนั้นบุตรหญิงทั้งสองของโลทก็ตั้งครรภ์กับบิดาของนางเอง |
| 37 | คนหัวปีคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และตั้งชื่อว่าโมอับ เขาเป็นบรรพบุรุษของคนโมอับจนทุกวันนี้ |
| 38 | ส่วนน้องเขาก็คลอดบุตรชายคนหนึ่งด้วย และตั้งชื่อว่า เบน-อัมมี เขาเป็นบรรพบุรุษของคนอัมโมนจนทุกวันนี้ |
| 01 | อับราฮัมเดินทางจากที่นั่นไปยังแดนเนเกบ และอาศัยอยู่ระหว่างเมืองคาเดชและเมืองชูร์ ท่านไปอาศัยอยู่ในเมืองเก- ราร์ |
| 02 | อับราฮัมพูดถึงภรรยาของตนว่า 'นางเป็นน้องสาวของฉัน' อาบีเมเลคพระราชาแห่งเก-ราร์ก็ใช้คนมานำซาราห์ไป |
| 03 | แต่พระเจ้าเสด็จมาหาอาบีเมเลคทางพระสุบินในเวลากลางคืน และตรัสกับอาบีเมเลคว่า "เจ้าจะต้องตายแน่ๆ เพราะ หญิงซึ่งเจ้านำมานั้นมีสามีแล้ว" |
| 04 | ฝ่ายอาบีเมเลคยังไม่ได้เข้าใกล้นาง ท่านจึงทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้า พระองค์จะทรงประหารประชาชนที่ไม่มีผิดหรือ |
| 05 | ตัวเขาเองบอกข้าพระองค์มิใช่หรือว่า "นางเป็นน้องสาวของฉัน" และนางเองก็ว่า 'เขาเป็นพี่ชายของดิฉัน' ข้าพระ องค์กระทำดังนี้ด้วยความซื่อ และด้วยมือที่ไม่มีผิด" |
| 06 | แล้วพระเจ้าตรัสกับท่านในพระสุบินว่า "เรารู้แล้วว่าเจ้าทำดังนี้ด้วยความซื่อ ยิ่งกว่านั้นอีกเราเองที่ป้องกันเจ้ามิให้ทำ บาปต่อเรา เหตุฉะนี้ เราจึงมิได้ให้เจ้าถูกต้องหญิงนั้น |
| 07 | จงคืนภรรยาของชายนั้นไปเสีย เพราะเขาเป็นผู้เผยพระวจนะ เขาจะอธิษฐานเพื่อเจ้า แล้วเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้ แต่ถ้าเจ้า ไม่คืนนาง ก็จงรู้เถิดว่าเจ้าจะต้องตายแน่ ทั้งเจ้าเอง และทุกคนที่เป็นของเจ้า" |
| 08 | อาบีเมเลคตื่นบรรทมแต่เช้ามืด ทรงเรียกบรรดาข้าราชการของพระองค์มา และทรงรับสั่งเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง คน เหล่านั้นก็กลัวยิ่งนัก |
| 09 | อาบีเมเลคตรัสเรียกอับราฮัมมาเฝ้า และตรัสกับท่านว่า "เจ้าทำอะไรแก่เรานี่ เราได้กระทำบาปต่อเจ้าอย่างไร เจ้าจึง นำบาปใหญ่โตมายังเราและราชอาณาจักรของเรา เจ้าได้ทำสิ่งซึ่งไม่ควรจะทำแก่เรา" |
| 10 | อาบีเมเลคตรัสกับอับราฮัมว่า "เจ้าคิดอะไร เจ้าจึงทำเช่นนี้" |
| 11 | อับราฮัมทูลว่า "เพราะข้าพระบาทคิดว่า ในที่นี้ไม่มีความยำเกรงพระเจ้าเสียเลย คนเขาจะฆ่าข้าพระบาทเสียเพราะ อยากได้ภรรยาของข้าพระบาท |
| 12 | นอกจากนั้นเธอก็เป็นน้องสาวของข้าพระบาทจริงๆ เป็นบุตรหญิงของบิดาข้าพระบาท แต่ไม่ใช่บุตรหญิงของ มารดาข้าพระบาท และนางได้มาเป็นภรรยาข้าพระบาท |
| 13 | เมื่อพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพระบาทต้องพเนจรจากบ้านบิดาของข้าพระบาท ข้าพระบาทพูดกับนางว่า 'ขอเจ้าทำดัง นี้เพื่อฉัน คือเราจะไปที่ใดก็ตามขอให้กล่าวถึงฉันว่า 'เขาเป็นพี่ชายของดิฉัน" |
| 14 | อาบีเมเลคจึงทรงนำแกะ โคและทาสชายหญิงและประทานให้แก่อับราฮัม แล้วทรงคืนภรรยาให้เขาไป |
| 15 | แล้วอาบีเมเลคตรัสว่า "ดูเถิด แผ่นดินของเราก็อยู่ต่อหน้าเจ้า เจ้าจะอาศัยอยู่ที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ" |
| 16 | พระองค์ตรัสกับซาราห์ว่า "เราให้เงินหนึ่งพันแผ่นแก่พี่ชายของเจ้า เป็นค่าทำขวัญต่อหน้าทุกคนที่อยู่กับเจ้า เจ้าได้ รับการแก้ไขต่อหน้าคนทั้งปวงแล้ว" |
| 17 | อับราฮัมก็อธิษฐานต่อพระเจ้า พระเจ้าทรงรักษาอาบีเมเลค และมเหสีของพระองค์และทาสหญิงให้หาย สตรีเหล่า นั้นก็คลอดบุตร |
| 18 | เพราะว่าพระเจ้าทรงปิดครรภ์สตรีในราชสำนักของอาบีเมเลค เพราะเรื่องซาราห์ภรรยาอับราฮัม |
| 01 | พระเจ้าทรงเยี่ยมซาราห์ตามที่พระองค์ตรัสไว้ และพระเจ้าทรงกระทำแก่ซาราห์ ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ |
| 02 | ซาราห์ก็ตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่งให้อับราฮัม เมื่อท่านชราตามเวลาซึ่งพระเจ้าได้ตรัสกับท่าน |
| 03 | อับราฮัมตั้งชื่อบุตรชายที่เกิด ผู้ซึ่งซาราห์คลอดให้ท่านนั้นว่า อิสอัค |
| 04 | แล้วอับราฮัมทำพิธีเข้าสุหนัตให้แก่อิสอัคบุตรชายนั้นเมื่อมีอายุแปดวัน ดังที่พระเจ้าทรงบัญชาแก่ท่าน |
| 05 | อับราฮัมมีอายุหนึ่งร้อยปีเมื่ออิสอัคบุตรชายเกิดแก่ท่าน |
| 06 | นางซาราห์กล่าวว่า "พระเจ้าทรงกระทำให้ข้าพเจ้าหัวเราะ ทุกคนที่ได้ฟังจะพลอยหัวเราะด้วย" |
| 07 | นางกล่าวอีกว่า "ใครจะพูดกับอับราฮัมได้ว่าซาราห์จะให้เด็กกินนม แต่ดิฉันก็ได้คลอดบุตรชายคนหนึ่งให้ท่านเมื่อ ท่านชราแล้ว" |
| 08 | เด็กนั้นก็เติบโตขึ้นและหย่านมและอับราฮัมจัดการเลี้ยงใหญ่ในวันนั้นเมื่ออิสอัคหย่านม |
| 09 | แต่ซาราห์เห็นบุตรชายของฮาการ์คนอียิปต์ซึ่งนางคลอดให้อับราฮัม กำลังเล่นอยู่กับอิสอัคบุตรชาย |
| 10 | นางจึงพูดกับอับราฮัมว่า "ไล่ทาสหญิงคนนี้กับบุตรชายของนางไปเสียเถิด เพราะว่าบุตรชายของทาสหญิงคนนี้จะ เป็นผู้รับมรดกร่วมกับอิสอัคบุตรชายของฉันไม่ได้" |
| 11 | อับราฮัมกลุ้มใจ เพราะเรื่องบุตรชายของท่าน |
| 12 | แต่พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า "อย่ากลุ้มใจเพราะเรื่องเด็กนั้น และทาสหญิงของเจ้า ซาราห์ขออะไรก็จงยอมตามที่ นางขอเถิด เพราะชื่อของเจ้าจะสืบต่อไปทางเชื้อสายอิสอัค |
| 13 | ส่วนบุตรชายของทาสหญิงนั้น เราจะกระทำให้เป็นชนชาติหนึ่งด้วย เพราะเขาเป็นพงศ์พันธุ์ของเจ้า" |
| 14 | อับราฮัมจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด ให้ขนมปังและน้ำหนึ่งถุงหนังแก่ฮาการ์ ใส่บ่าให้นางพร้อมกับเด็กนั้นแล้วให้ออกจาก บ้านไป นางก็จากไปและพเนจรไปในถิ่นทุรกันดารแห่งเบเออร์เชบา |
| 15 | เมื่อน้ำในถุงหนังนั้นหมดแล้วนางก็วางเด็กนั้นไว้ใต้พุ่มไม้แห่งหนึ่ง |
| 16 | แล้วนางก็ไปนั่งอยู่ห่างออกไป ประมาณเท่ากับระยะลูกธนูตก เพราะนางพูดว่า "อย่าให้ข้าเห็นความตายของลูก เลย" ขณะที่นางนั่งอยู่แต่ไกล เด็กนั้นก็ตะเบ็งเสียงร้องไห้ |
| 17 | พระเจ้าทรงสดับเสียงร้องของเด็กนั้น และทูตของพระเจ้าจึงเรียกฮาการ์จากฟ้า กล่าวกับนางว่า "ฮาการ์ เจ้าเป็น อะไรไป อย่ากลัวเลยเพราะว่าพระเจ้าทรงสดับเสียงของเด็กณที่ที่เขาอยู่นั้นแล้ว |
| 18 | ลุกขึ้นอุ้มเด็กนั้น เอามือจับเขาไว้ให้แน่น เพราะเราจะทำให้เขาเป็นชาติใหญ่ชาติหนึ่ง" |
| 19 | แล้วพระเจ้าทรงเบิกตาของนาง นางก็เห็นบ่อน้ำแห่งหนึ่ง จึงไปเติมน้ำเต็มถุงหนัง และให้เด็กนั้นดื่ม |
| 20 | พระเจ้าทรงสถิตกับเด็กนั้น เขาเติบโตขึ้น อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร และเป็นนักธนู |
| 21 | เขาอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารแห่งปาราน มารดาก็หาภรรยาคนหนึ่งจากประเทศอียิปต์ให้เขา |
| 22 | ครั้งนั้น อาบีเมเลคและฟีโคล์ผู้บัญชาการทหารของพระองค์ พูดกับอับราฮัมว่า "พระเจ้าทรงสถิตกับท่านในทุกสิ่ง ที่ท่านกระทำ |
| 23 | เพราะฉะนั้นบัดนี้จงปฏิญาณในพระนามพระเจ้าให้แก่เราที่นี่ว่า เจ้าจะไม่หักหลังเรา ลูกหลานของเรา หรือ ชาตพันธุ์ในอนาคตของเรา แต่ดังที่เราภักดีต่อเจ้า เจ้าจงภักดีต่อเราและต่อแผ่นดินซึ่งเจ้าอาศัยอยู่นี้" |
| 24 | อับราฮัมก็ทูลว่า "ข้าพระบาทยอมปฏิญาณ" |
| 25 | เมื่ออับราฮัมร้องทุกข์ต่ออาบีเมเลค เรื่องบ่อน้ำที่ข้าราชการของอาบีเมเลคยึดเอาไป |
| 26 | อาบีเมเลคตรัสว่า "เราไม่รู้ว่าใครทำอย่างนี้ เจ้ามิได้บอกเรา เราก็ไม่รู้เรื่องจนวันนี้" |
| 27 | อับราฮัมจึงนำแกะและโคมาถวายแก่อาบีเมเลค ทั้งสองฝ่ายก็ทำพันธสัญญากัน |
| 28 | อับราฮัมได้แยกลูกแกะตัวเมียจากฝูงไว้ต่างหากเจ็ดตัว |
| 29 | อาบีเมเลคตรัสถามอับราฮัมว่า "ลูกแกะตัวเมียเจ็ดตัวที่เจ้าแยกไว้ต่างหากนั้น หมายความว่าอะไร" |
| 30 | ท่านทูลว่า "ขอฝ่าพระบาทรับลูกแกะตัวเมียเจ็ดตัวนี้จากมือข้าพระบาท เพื่อฝ่าพระบาทจะได้เป็นพยานแก่ข้าพระ บาทว่า ข้าพระบาทได้ขุดบ่อน้ำนี้" |
| 31 | เหตุฉะนี้เขาจึงเรียกที่นั้นว่า เบเออร์เชบา {แปลว่า บ่อน้ำแห่งเจ็ด หรือบ่อน้ำแห่งคำสาบาน} เพราะว่าทั้งสองได้ สาบานปฏิญาณกันไว้ |
| 32 | เขากระทำพันธสัญญากันที่เบเออร์เชบาดังนี้แหละ แล้วอาบีเมเลคและฟีโคล์ผู้บัญชาการทหารของพระองค์ก็กลับไป ยังแคว้นชาวฟีลิสเตีย |
| 33 | อับราฮัมปลูกต้นแทมริสก์ไว้ที่เบเออร์เชบา และนมัสการออกพระนามพระเยโฮวาห์ พระเจ้านิรันดร์ที่นั่น |
| 34 | อับราฮัมอาศัยอยู่ในแคว้นชาวฟีลิสเตียหลายวัน |
| 01 | ต่อมาพระเจ้าทรงลองใจอับราฮัม และตรัสกับท่านว่า "อับราฮัม" ท่านทูลว่า "พระเจ้าข้า" |
| 02 | พระองค์ตรัสว่า "จงพาบุตรของเจ้าคืออิสอัค บุตรคนเดียวของเจ้าผู้ที่เจ้ารัก ไปยังแคว้นโมริยาห์ และถวายเขาที่นั่น เป็นเครื่องเผาบูชา บนภูเขาลูกหนึ่งซึ่งเราจะบอกแก่เจ้า" |
| 03 | อับราฮัมจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด ผูกอานลาของท่านพาคนใช้หนุ่มไปกับท่านด้วยสองคนกับอิสอัคบุตรของท่าน ท่านตัด ฟืนสำหรับเครื่องเผาบูชา เดินทางไปยังที่ซึ่งพระเจ้าทรงบอกแก่ท่าน |
| 04 | พอถึงวันที่สามอับราฮัมเงยหน้าขึ้นแลเห็นที่นั้นแต่ไกล |
| 05 | อับราฮัมจึงพูดกับคนใช้ของท่านว่า "อยู่กับลาที่นี่เถิด เรากับลูกจะเดินไปที่โน้นนมัสการพระ แล้วจะกลับมาพบเจ้า " |
| 06 | อับราฮัมเอาฟืนสำหรับเครื่องเผาบูชาใส่บ่าอิสอัคบุตรชาย ถือไฟและมีดแล้วพ่อลูกไปด้วยกัน |
| 07 | อิสอัคพูดกับอับราฮัมบิดาว่า "คุณพ่อ" และท่านตอบว่า "ลูกเอ๋ย มีอะไรรึ" ลูกจึงว่า "นี่ไฟและฟืน แต่ลูกแกะ สำหรับเครื่องเผาบูชาอยู่ที่ไหน" |
| 08 | อับราฮัมตอบว่า "ลูกเอ๋ย พระเจ้าจะทรงจัดหาลูกแกะสำหรับพระองค์เองเป็นเครื่องเผาบูชา" พ่อลูกทั้งสองก็เดินต่อ ไปด้วยกัน |
| 09 | เมื่อเขาทั้งสองมาถึงที่ซึ่งพระเจ้าตรัสบอกเขาไว้ อับราฮัมก็สร้างแท่นบูชาที่นั่น เรียงฟืนเป็นระเบียบ แล้วมัดอิส อัคบุตรชายวางไว้บนแท่นบูชาบนฟืน |
| 10 | แล้วอับราฮัมก็ยื่นมือจับมีดจะฆ่าบุตรชาย |
| 11 | แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า "อับราฮัม อับราฮัม" และท่านตอบว่า "พระเจ้าข้า" |
| 12 | ทูตสวรรค์ว่า "อย่าแตะต้องเด็กนั้นหรือกระทำอะไรเขาเลย เพราะบัดนี้เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้า มิได้หวงบุตรชายของเจ้า แต่ยอมถวายบุตรชายคนเดียวของเจ้าให้เรา" |
| 13 | อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัว นั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย |
| 14 | อับราฮัมจึงเรียกสถานที่นั้นว่า เยโฮวาห์ยิเรห์ {แปลว่า พระเจ้าจะทรงจัดหาไว้ให้} อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า " จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์" |
| 15 | ทูตของพระเจ้าเรียกอับราฮัมครั้งที่สองมาจากฟ้าสวรรค์ว่า |
| 16 | "พระเจ้าตรัสว่า เราปฏิญาณในนามของเราว่า เพราะเจ้ากระทำอย่างนี้และมิได้หวงบุตรชายของเจ้า คือบุตรชายคน เดียวของเจ้า |
| 17 | เราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสาย ของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์ |
| 18 | ประชาชาติทั้งหลายทั่วโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เหตุว่าเจ้าฟังเสียงของเรา" |
| 19 | อับราฮัมจึงกลับไปพบคนใช้หนุ่มของท่าน แล้วพากันกลับไปยังเมืองเบเออร์เชบา อับราฮัมก็อาศัยอยู่ที่เบเออร์เชบา |
| 20 | หลังจากเหตุการณ์เหล่านี้ มีคนมาบอกอับราฮัมว่า "มิลคาห์บังเกิดบุตรให้แก่นาโฮร์ น้องชายของท่านด้วยแล้ว |
| 21 | คืออูสบุตรหัวปี บูสน้องของเขา เคมูเอลบิดาของอารัม |
| 22 | เคเสด ฮาโซ ปิลดาช ยิดลาฟและเบธูเอล" |
| 23 | เบธูเอลเป็นบิดาของนางเรเบคาห์ทั้งแปดนี้มิลคาห์บังเกิดให้นาโฮร์ น้องชายของอับราฮัม |
| 24 | ยิ่งกว่านั้นอีกภรรยาน้อยของเขาชื่อเรอูมาห์บังเกิดกาฮัม ทาหาช และมาอาคาห์ |
| 01 | ซาราห์มีอายุหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดปี ซาราห์มีชีวิตถึงอายุนี้ |
| 02 | แล้วซาราห์ก็สิ้นชีวิตที่เมืองคีริยาทอารบา (คือเฮโบรน) ในแคว้นคานาอัน อับราฮัมไว้ทุกข์ให้ซาราห์และร้องไห้คิด ถึงนาง |
| 03 | อับราฮัมยืนขึ้นหน้าศพพูดกับคนฮิตไทต์ว่า |
| 04 | "ข้าพเจ้าเป็นคนต่างด้าวและเป็นคนมาอาศัยอยู่ท่ามกลางท่าน ขอท่านให้ที่ดินท่ามกลางท่านเป็นสุสาน เพื่อข้าพเจ้า จะได้ฝังผู้ตายของข้าพเจ้าให้พ้นสายตาไป" |
| 05 | คนฮิตไทต์ตอบอับราฮัมว่า |
| 06 | "นายโปรดฟังพวกเรา ท่านเป็นเจ้านายของพระเจ้าท่ามกลางเรา ขอให้ฝังผู้ตายของท่านในอุโมงค์ฝังศพที่ดีที่สุดของ เราเถิด ไม่มีผู้ใดในพวกเราที่จะหวงสุสานของเขาไว้ไม่ให้ท่าน หรือขัดขวางท่านมิให้ฝังผู้ตายของท่าน" |
| 07 | อับราฮัมก็ลุกขึ้นคำนับคนฮิตไทต์ชาวแคว้นนั้น |
| 08 | และพูดกับพวกเขาว่า "ถ้าท่านยินยอมให้ข้าพเจ้าฝังผู้ตายของข้าพเจ้าให้พ้นสายตาไปแล้ว ขอท่านฟังข้าพเจ้าเถิดและ วิงวอนเอโฟรนบุตรโศหาร์เพื่อข้าพเจ้า |
| 09 | ขอให้เขาให้ถ้ำมัคเป-ลาห์ ซึ่งเขาถือกรรมสิทธิ์นั้นแก่ข้าพเจ้า มันอยู่ที่ปลายนาของเขา ขอให้เขาขายให้ข้าพเจ้าเต็ม ตามราคาต่อหน้าท่านให้เป็นกรรมสิทธิ์สำหรับใช้เป็นสุสาน" |
| 10 | ฝ่ายเอโฟรนนั่งอยู่ระหว่างคนฮิตไทต์ เอโฟรนคนฮิตไทต์จึงตอบอับราฮัมให้บรรดาคนฮิตไทต์ผู้ที่เข้าไปที่ประตูเมือง ฟังว่า |
| 11 | "อย่าเลย นายโปรดฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าให้นานั้นแก่ท่านและให้ถ้ำที่อยู่ในนานั้นแก่ท่านด้วย ข้าพเจ้าให้แก่ท่านต่อ หน้าประชาชนของข้าพเจ้า ขอเชิญฝังผู้ตายของท่านเถิด" |
| 12 | อับราฮัมก็คำนับชาวแคว้นนั้น |
| 13 | และท่านพูดกับเอโฟรนให้ชาวแคว้นนั้นฟังว่า "แต่ถ้าท่านยินยอม ขอฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเต็มใจให้ค่าของนานั้น ขอรับเงินจากข้าพเจ้าเถิด เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฝังผู้ตายของข้าพเจ้าที่นั่น" |
| 14 | เอโฟรนตอบอับราฮัมว่า |
| 15 | "นายขอฟังข้าพเจ้า ที่ดินแปลงหนึ่งมีราคาเป็นเงินสี่ร้อยเชเขล {หน่วยน้ำหนักเงิน ประมาณเท่ากับ14.5กรัม} สำหรับท่านกับข้าพเจ้าก็ไม่เท่าไร ฝังผู้ตายของท่านเถิด" |
| 16 | อับราฮัมก็ตกลงกับเอโฟรน แล้วอับราฮัมก็ชั่งเงินให้เอโฟรนตามจำนวนที่เขาบอกให้คนฮิตไทต์ฟังแล้ว คือเงินสี่ ร้อยเชเขล ตามน้ำหนักที่พวกพ่อค้าใช้กันในเวลานั้น |
| 17 | นาของเอโฟรนในมัคเป-ลาห์ซึ่งอยู่หน้ามัมเร มีนากับถ้ำซึ่งอยู่ในนั้น และต้นไม้ทั้งสิ้นซึ่งอยู่ในนาตลอดทั่วบริเวณ นั้น เอโฟรนก็โอน |
| 18 | ให้แก่อับราฮัมเป็นกรรมสิทธิ์ต่อหน้าคนฮิตไทต์ คือต่อหน้าบรรดาผู้ที่เข้าไปที่ประตูเมืองของเขา |
| 19 | ต่อมาอับราฮัมก็ฝังศพซาราห์ ภรรยาของตนในถ้ำที่นามัคเป-ลาห์หน้ามัมเร (คือเฮโบรน) ในแคว้นคานาอัน |
| 20 | นาและถำ้ซึ่งอยู่ในนั้น คนฮิตไทต์โอนให้แก่อับราฮัมเป็นกรรมสิทธิ์เพื่อใช้เป็นสุสาน |
| 01 | ฝ่ายอับราฮัมก็ชราแล้ว มีอายุมากทีเดียว และพระเจ้าทรงอำนวยพระพรอับราฮัมทุกประการ |
| 02 | อับราฮัมพูดกับคนใช้ของท่านที่มีอาวุโสที่สุดในบ้าน ผู้ดูแลทรัพย์สมบัติของท่านว่า "เอามือเจ้าวางไว้ใต้ขาอ่อนของ เรา |
| 03 | แล้วเราจะให้เจ้าสาบานในพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ และพระเจ้าแห่งพิภพโลก ว่าเจ้าจะไม่หา ภรรยาให้บุตรชายของเราจากบุตรหญิงของคนคานาอัน ที่เราอาศัยอยู่ท่ามกลางเขานี้ |
| 04 | แต่จะไปยังประเทศและหมู่ญาติของเราเพื่อหาภรรยาคนหนึ่งให้แก่อิสอัคบุตรชายของเรา" |
| 05 | คนใช้ก็เรียนท่านว่า "เผื่อหญิงนั้นอาจจะไม่ยอมมากับข้าพเจ้ายังแคว้นนี้ ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้ามิต้องนำบุตรชายของท่าน กลับไปยังดินแดนซึ่งท่านจากมานั้นหรือ" |
| 06 | อับราฮัมพูดกับเขาว่า "ระวังอย่าพาบุตรชายของเรากลับไปที่นั่น |
| 07 | พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ทรงนำเรามาจากบ้านบิดาเรา และจากบ้านเกิดเมืองนอนของเรา พระองค์ตรัส กับเราและทรงปฏิญาณว่า 'เราจะมอบแผ่นดินนี้ให้แก่เชื้อสายของเจ้า' พระองค์จะทรงใช้ทูตของพระองค์ไปข้างหน้าเจ้า เจ้าจงหาภรรยาคนหนึ่งให้บุตรชายของเราจากที่นั่น |
| 08 | ถ้าหญิงนั้นไม่ยอมมากับเจ้า เจ้าก็จะพ้นจากคำสาบานของเรานี้ แต่เจ้าอย่าพาบุตรชายของเรากลับไปที่นั่นก็แล้วกัน" |
| 09 | คนใช้จึงเอามือของเขาวางใต้ขาอ่อนของอับราฮัมนายของตน และสาบานต่อท่านตามเรื่องนี้ |
| 10 | คนใช้นำอูฐสิบตัวของนายมาแล้วออกเดินทางไป โดยนำเอาของมีค่าต่างๆ จากนายติดมือไปด้วย เขาไปยังเมโส โปเตเมีย ถึงเมืองของนาโฮร์ |
| 11 | เขาให้อูฐคุกเข่าลงที่ริมบ่อน้ำข้างนอกเมือง เวลาเย็นซึ่งเป็นเวลาที่ผู้หญิงออกมาตักน้ำ |
| 12 | เขาอธิษฐานว่า "ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ขอทรงประทานความสำเร็จแก่ข้าพระ องค์ในวันนี้ และขอทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่อับราฮัมนายของข้าพระองค์ |
| 13 | ข้าพระองค์กำลังยืนอยู่ที่ริมน้ำพุ และบรรดาบุตรหญิงของชาวเมืองนี้กำลังออกมาตักน้ำ |
| 14 | ขอให้หญิงสาวคนที่ข้าพระองค์พูดกับนางว่า 'โปรดลดเหยือกของเธอลง ให้ฉันดื่มน้ำ' และผู้ซึ่งตอบว่า 'เชิญดื่ม เถิดและดิฉันจะให้น้ำอูฐของท่านกินด้วย' นั้น เป็นคนที่พระองค์ทรงกำหนดให้เป็นภรรยาอิสอัคผู้รับใช้ของพระองค์ อย่างนี้ข้าพระองค์จะทราบได้ว่า พระองค์ทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่นายของข้าพระองค์" |
| 15 | เขาอธิษฐานยังไม่ทันเสร็จ เรเบคาห์ผู้ที่เกิดแก่เบธูเอลบุตรชายของมิลคาห์ภรรยาของนาโฮร์ น้องชายของอับราฮัม ก็ แบกไหน้ำของเธอเดินออกมา |
| 16 | หญิงสาวนั้นงามมาก เป็นพรหมจารียังไม่มีชายใดสมสู่เธอ ลงไปที่น้ำพุเติมน้ำเต็มเหยือกแล้วก็ขึ้นมา |
| 17 | คนใช้นั้นก็วิ่งไปต้อนรับเธอ แล้วพูดว่า "ขอน้ำจากเหยือกน้ำของเธอให้ฉันดื่มสักหน่อย" |
| 18 | เธอตอบว่า "นาย เชิญดื่มเถิด" แล้วเธอก็รีบลดเหยือกของเธอลงมาถือไว้ และให้เขาดื่ม |
| 19 | เมื่อให้เขาดื่มเสร็จแล้ว เธอจึงว่า "ดิฉันจะตักน้ำให้อูฐของท่านกินจนอิ่มด้วย" |
| 20 | เธอรีบเทน้ำในเหยือกของเธอใส่ราง แล้ววิ่งไปตักน้ำที่บ่ออีก เธอตักน้ำให้อูฐทั้งหมดของเขา |
| 21 | ชายนั้นเพ่งดูเธอเงียบๆ เพื่อตรึกตรองดูว่าพระเจ้าทรงให้การเดินทางของตนบังเกิดผลหรือไม่ |
| 22 | เมื่ออูฐกินน้ำเสร็จแล้ว ชายนั้นก็ให้แหวนทองคำหนักครึ่งเชเขล และกำไลสำหรับข้อมือเธอคู่หนึ่ง ทองหนักสิบเช เขล |
| 23 | และพูดว่า "ขอบอกฉันว่าเธอเป็นบุตรหญิงของใคร ในบ้านบิดาของเธอนั้นมีที่ให้เราพักอาศัยบ้างไหม" |
| 24 | เธอตอบเขาว่า "ดิฉันเป็นบุตรหญิงของเบธูเอลบุตรชายของมิลคาห์และนาโฮร์" |
| 25 | เธอพูดเสริมว่า "เรามีทั้งฟางและเสบียงพอ และมีที่ให้พักด้วย" |
| 26 | ชายนั้นก็กราบลงนมัสการพระเจ้า |
| 27 | และอธิษฐานว่า "สาธุการแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ผู้มิได้ทรงทอดทิ้งความรักมั่นคง และความเที่ยงธรรมของพระองค์ต่อนาย ส่วนข้าพระองค์นั้นพระเจ้าทรงนำมาตามทางจนถึงบ้านหมู่ญาติของนายข้า พระองค์" |
| 28 | แล้วหญิงสาวนั้นก็วิ่งไปบอกคนในครอบครัวของมารดาถึงเรื่องที่เกิดขึ้น |
| 29 | เรเบคาห์มีพี่ชายคนหนึ่งชื่อ ลาบัน ลาบันวิ่งไปหาชายนั้นที่น้ำพุ |
| 30 | เมื่อท่านเห็นแหวนและกำไลที่ข้อมือน้องสาว และเมื่อท่านได้ยินคำของเรเบคาห์น้องสาวว่า "ชายนั้นพูดกับฉัน อย่างนี้" ท่านก็ไปหาชายนั้น และพบเขากำลังยืนอยู่กับอูฐที่น้ำพุ |
| 31 | ท่านพูดว่า "ข้าแต่ท่านผู้รับพระพรของพระเจ้า เชิญเข้ามาเถิด ท่านยืนอยู่ข้างนอกทำไม เพราะข้าพเจ้าเตรียมบ้าน และเตรียมที่สำหรับอูฐแล้ว" |
| 32 | ชายนั้นจึงเข้าไปในบ้าน ลาบันก็แก้อูฐ ให้ฟางและอาหารสำหรับอูฐ ให้น้ำล้างเท้าเขาและคนที่มากับเขา |
| 33 | แล้วลาบันจัดอาหารมาเลี้ยงเขา แต่เขาว่า "ข้าพเจ้าจะไม่รับประทาน จนกว่าข้าพเจ้าจะพูดถึงธุระที่ข้าพเจ้าได้รับ มอบหมายมานั้นให้ท่านฟังเสียก่อน" ลาบันก็ว่า "เชิญพูดเถิด" |
| 34 | เขาจึงพูดว่า "ข้าพเจ้าเป็นคนใช้ของอับราฮัม |
| 35 | พระเจ้าทรงอำนวยพระพรแก่นายข้าพเจ้าอย่างมากมายท่านก็เจริญ พระองค์ทรงประทานฝูงแพะแกะ และฝูงโค เงินและทอง คนใช้ชายหญิง อูฐและลา |
| 36 | ซาราห์ภรรยานายข้าพเจ้าได้บุตรชายคนหนึ่งให้แก่นายเมื่อนางแก่แล้ว และนายก็ยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้บุตร |
| 37 | นายให้ข้าพเจ้าปฏิญาณว่า 'เจ้าอย่าหาภรรยาให้แก่บุตรชายของเราจากบุตรหญิงของคนคานาอัน ซึ่งเราอาศัยอยู่ในดิน แดนของเขานี้ |
| 38 | แต่เจ้าจงไปยังบ้านบิดาของเราและไปยังหมู่ญาติของเรา และหาภรรยาคนหนึ่งให้แก่บุตรชายของเรา' |
| 39 | ข้าพเจ้าพูดกับนายว่า 'หญิงนั้นอาจจะไม่ยอมมากับข้าพเจ้า' |
| 40 | แต่ท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า 'พระเจ้าผู้ซึ่งเราดำเนินอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์จะทรงส่งทูตของพระองค์ไปกับเจ้า และ ให้ทางของเจ้าบังเกิดผล เจ้าจงหาภรรยาคนหนึ่งให้บุตรชายของเรา จากหมู่ญาติของเราและจากบ้านบิดาของเรา |
| 41 | แล้วเจ้าจะพ้นจากคำสาบานของเรา เมื่อเจ้ามาถึงหมู่ญาติของเราแล้ว ถ้าเขาไม่ยอมให้หญิงนั้น เจ้าก็พ้นจากคำ สาบานของเรา' |
| 42 | "วันนี้ข้าพเจ้ามาถึงบ่อน้ำและทูลว่า 'ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรง โปรดให้ทางที่ข้าพระองค์ไปนั้นเกิดผล |
| 43 | เวลานี้ ข้าพระองค์กำลังยืนอยู่ที่น้ำพุ ขอให้หญิงสาวที่ออกมาตักน้ำ ผู้ซึ่งข้าพระองค์จะพูดด้วยว่า "ขอน้ำให้ฉัน ดื่มจากเหยือกของเธอสักหน่อย" |
| 44 | และผู้ซึ่งจะตอบข้าพระองค์ว่า "เชิญดื่มเถิด และดิฉันจะตักน้ำให้อูฐของท่านด้วย" เป็นหญิงที่พระเจ้าทรงกำหนด ตัวไว้ให้เป็นภรรยาบุตรชายของนายข้าพระองค์' |
| 45 | "ก่อนที่ข้าพเจ้าจะพูดในใจจบก็พอดีเรเบคาห์แบกเหยือกของเธอเดินออกมาเธอลงไปตักน้ำที่น้ำพุ ข้าพเจ้าพูดกับเธอ ว่า 'ขอน้ำฉันดื่มหน่อย' |
| 46 | เธอก็รีบลดเหยือกของเธอจากบ่าของเธอและว่า 'เชิญดื่มเถิด แล้วดิฉันจะให้น้ำแก่อูฐของท่านด้วย' ข้าพเจ้าจึงดื่ม เธอก็ตักน้ำให้อูฐกินด้วย |
| 47 | แล้วข้าพเจ้าถามเธอว่า 'เธอเป็นบุตรหญิงของใคร' เธอตอบว่า 'เป็นบุตรหญิงของเบธูเอลบุตรชายของนาโฮร์และนาง มิลคาห์' ข้าพเจ้าจึงใส่แหวนที่จมูกของเธอและสวมกำไลที่ข้อมือเธอ |
| 48 | แล้วข้าพเจ้าก็กราบลงนมัสการพระเจ้า และถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายข้าพเจ้า ผู้ทรงนำ ข้าพเจ้ามาตามทางที่ถูก เพื่อหาบุตรหญิงของญาตินายให้บุตรชาย |
| 49 | บัดนี้ถ้าท่านยอมแสดงความภักดีและจริงใจต่อนายข้าพเจ้าแล้ว ขอกรุณาบอกข้าพเจ้า ถ้ามิฉะนั้นก็ขอบอกข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะหันไปทางขวาหรือทางซ้าย" |
| 50 | ลาบันและเบธูเอลจึงตอบว่า "สิ่งนี้มาจากพระเจ้า เราจะพูดดีหรือร้ายกับท่านก็ไม่ได้ |
| 51 | ดูเถิด เรเบคาห์ก็อยู่ต่อหน้าท่าน พาเธอไปเถิด และให้เธอเป็นภรรยาบุตรชายนายของท่าน ดังที่พระเจ้าตรัสแล้ว" |
| 52 | เมื่อคนใช้ของอับราฮัมได้ยินถ้อยคำของท่าน ก็กราบลงถึงดินต่อพระพักตร์พระเจ้า |
| 53 | แล้วก็นำเอาเครื่องอาภรณ์ ซึ่งทำด้วยเงินด้วยทองออกมา พร้อมกับเสื้อผ้ามอบให้แก่เรเบคาห์ เขายังมอบของอันมีค่า ให้แก่พี่ชายและมารดาของเธอด้วย |
| 54 | แล้วเขากับคนที่มากับเขาก็รับประทานและดื่ม และค้างคืนที่นั่น เมื่อพวกเขาลุกขึ้นในเวลาเช้า คนใช้นั้นก็กล่าวว่า "ขอให้ข้าพเจ้ากลับไปหานายข้าพเจ้าเถิด" |
| 55 | พี่ชายและมารดาของเธอว่า "ขอให้หญิงสาวอยู่กับเราสักหน่อยก่อน อย่างน้อยสักสิบวันแล้วเธอจะไปก็ได้" |
| 56 | แต่เขาพูดกับเขาทั้งสองว่า "อย่าหน่วงข้าพเจ้าไว้เลย เพราะพระเจ้าทรงให้ทางของข้าพเจ้าเกิดผลแล้วขอให้ข้าพเจ้า ออกเดินทาง เพื่อข้าพเจ้าจะได้กลับไปหานายข้าพเจ้า" |
| 57 | เขาทั้งสองก็ว่า "เราจะเรียกหญิงสาวมาถามดู" |
| 58 | เขาทั้งสองก็เรียกเรเบคาห์มาหาและพูดกับเธอว่า "เจ้าจะไปกับชายคนนี้หรือไม่" เธอตอบว่า "ฉันจะไป" |
| 59 | เขาจึงส่งเรเบคาห์น้องสาวกับพี่เลี้ยงของเธอไปพร้อมกับคนใช้ของอับราฮัมและคนของท่าน |
| 60 | พวกเขาอวยพรเรเบคาห์ และกล่าวแก่เธอว่า "น้องเอ๋ย ขอให้เจ้าเป็นมารดาคนนับแสนนับล้าน และขอให้เชื้อสาย ของเจ้าได้ประตูเมืองของคนที่เกลียดชังเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์" |
| 61 | แล้วเรเบคาห์และเหล่าสาวใช้ของเธอก็ขึ้นอูฐไปกับชายนั้น คนใช้ก็พาเรเบคาห์ไป |
| 62 | ฝ่ายอิสอัคมาจากเบเออลาไฮรอย ไปอาศัยอยู่ที่เนเกบ |
| 63 | เวลาเย็นอิสอัคออกไปที่ทุ่งนาเพื่อจะสงบอารมณ์ เงยหน้าขึ้นมองไปเห็นมีอูฐเดินมา |
| 64 | เรเบคาห์เงยหน้าขึ้น เมื่อแลเห็นอิสอัคเธอก็ลงจากอูฐ |
| 65 | และพูดกับคนใช้นั้นว่า "ชายคนโน้นที่กำลังเดินผ่านทุ่งนามาหาเรานั้นคือใคร" คนใช้นั้นตอบว่า "นายข้าพเจ้าเอง" เธอจึงหยิบผ้าคลุมหน้ามาคลุม |
| 66 | คนใช้บอกให้อิสอัคทราบทุกอย่างที่เขาได้กระทำไป |
| 67 | อิสอัคก็พาเธอเข้ามาในเต็นท์ของซาราห์มารดาของท่านและรับเรเบคาห์ไว้ เธอก็เป็นภรรยาของท่าน และท่านก็รัก เธอ อิสอัคก็ได้รับความเล้าโลม ภายหลังที่มารดาของท่านสิ้นชีวิตแล้ว |
| 01 | อับราฮัมได้ภรรยาอีกคนหนึ่งชื่อเคทูราห์ |
| 02 | นางก็ให้บุตรหลายคนแก่ท่านชื่อ ศิมราน โยกชาน เมดาน มีเดียน อิชบากและชูอาห์ |
| 03 | โยกชานเป็นบิดาของเชบาและเดดาน บุตรชายของเดดาน คือ อัสชูริม เลทูชิมและเลอุมมิม |
| 04 | บุตรชายของมีเดียนคือเอฟาห์ เอเฟอร์ ฮาโนค อาบีดาและเอลดาอาห์ ทั้งหมดนี้เป็นบุตรหลานของนางเคทูราห์ |
| 05 | อับราฮัมได้มอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดแก่อิสอัค |
| 06 | แต่อับราฮัมให้ของขวัญแก่บุตรหลานของพวกภรรยาน้อยของท่าน เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านให้พวกเขาแยกไปจาก อิสอัคบุตรชายของท่าน ไปทางทิศตะวันออกยังประเทศตะวันออก |
| 07 | อายุของอับราฮัม คือหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าปี |
| 08 | อับราฮัมสิ้นใจ เมื่อแก่หง่อมแล้ว เป็นคนชรามีอายุมาก เขาก็ฝังศพท่านรวมอยู่กับบรรพบุรุษของท่าน |
| 09 | อิสอัคและอิชมาเอลบุตรชายของอับราฮัมก็ฝังท่านไว้ในถ้ำมัคเป-ลาห์ ในนาของเอโฟรนบุตรชายของโศหาร์คนฮิต ไทต์ซึ่งอยู่หน้ามัมเร |
| 10 | เป็นนาที่อับราฮัมซื้อมาจากคนฮิตไทต์ เขาก็ฝังอับราฮัมไว้ที่นั่น อยู่กับซาราห์ภรรยาของท่าน |
| 11 | หลังจากที่อับราฮัมสิ้นชีวิตแล้ว พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่อิสอัคบุตรของท่าน อิสอัคอาศัยอยู่ที่เบเออลาไฮรอย |
| 12 | ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของอิชมาเอล บุตรชายของอับราฮัม ซึ่งเกิดจากนางฮาการ์คนอียิปต์สาวใช้ของซาราห์ |
| 13 | ต่อไปนี้เป็นชื่อบรรดาบุตรชายของอิชมาเอล ตามลำดับกำเนิดคือ เนบาโยธบุตรหัวปีของอิชมาเอล เคดาร์ อัดบี เอล มิบสัม |
| 14 | มิชมา ดูมาห์ มัส-สา |
| 15 | ฮาดัด เทมา เยทูร์ นาฟิชและเคเดมาห์ |
| 16 | คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของอิชมาเอล ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อของพวกเขาตามชนบท และตามค่ายของเขา เจ้านายสิบสอง คนตามเผ่าของเขา |
| 17 | (อายุอิชมาเอล คือหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดปี ท่านสิ้นใจและเขาฝังท่านร่วมอยู่กับบรรพบุรุษของท่าน) |
| 18 | พวกเขาอาศัยอยู่ตั้งแต่เมืองฮาวิลาห์จนถึงเมืองชูร์ ซึ่งอยู่หน้าอียิปต์ไปทางทิศเมืองอัสซีเรีย เขาพำนักอยู่ตรงหน้า ประชาชนของเขา |
| 19 | ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของอิสอัคบุตรชายของอับราฮัม คือ อับราฮัมเป็นบิดาของอิสอัค |
| 20 | อิสอัคมีอายุสี่สิบปี เมื่อท่านได้ภรรยา คือ เรเบคาห์บุตรหญิงของเบธูเอล คนอารัมชาวเมืองปัดดานอารัม น้องสาว ของลาบันคนอารัม |
| 21 | อิสอัคอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อภรรยาของท่าน เพราะนางเป็นหมัน พระเจ้าประทานตามคำอธิษฐานของท่าน เรเบ คาห์ภรรยาของท่านก็ตั้งครรภ์ |
| 22 | เด็กก็เบียดเสียดกันอยู่ในครรภ์ของนาง นางจึงพูดว่า "ถ้าเป็นเช่นนี้ ฉันจะมีชีวิตอยู่ทำไม" นางจึงไปทูลถามพระ เจ้า |
| 23 | พระเจ้าตรัสกับนางว่า "ชนสองชาติอยู่ในครรภ์ของเจ้า และประชาชนสองพวกเกิดจากเจ้า จะต้องแยกกัน พวก หนึ่งจะแข็งแรงกว่าอีกพวกหนึ่ง พี่จะรับใช้น้อง" |
| 24 | เมื่อกำหนดคลอดของนางมาถึงแล้วก็มีลูกแฝดอยู่ในครรภ์ของนาง |
| 25 | คนแรกคลอดออกมาตัวแดงมีขนอยู่ทั่วตัวหมด เขาจึงตั้งชื่อว่า เอซาว |
| 26 | ภายหลังน้องของเขาก็คลอดออกมามือของเขาจับซ่นเท้าของเอซาวไว้ เขาจึงตั้งชื่อว่ายาโคบ {แปลว่า เขาจับซ่นเท้า หรือ เขาหลอก (ดู27:36)} เมื่อนางคลอดลูกแฝดนั้นอิสอัคมีอายุได้หกสิบปี |
| 27 | เมื่อเด็กชายทั้งสองนั้นโตขึ้นแล้ว เอซาวก็เป็นพรานมือแม่น เป็นชาวทุ่ง ฝ่ายยาโคบเป็นคนเงียบๆ อยู่กับบ้าน |
| 28 | อิสอัครักเอซาว เพราะท่านรับประทานเนื้อที่เขาล่ามา แต่นางเรเบคาห์รักยาโคบ |
| 29 | วันหนึ่งขณะที่ยาโคบต้มอาหารอยู่ เอซาวกลับมาจากท้องทุ่งหิวจัดอดอยาก |
| 30 | เอซาวพูดกับยาโคบว่า "ขอให้ข้ากินของแดงนั้น ของแดงนั้นน่ะ เพราะเราหิวจัด" (เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกชื่อว่าเอ โดม) {แปลว่า แดง} |
| 31 | ยาโคบว่า "ขายสิทธิบุตรหัวปีของพี่ให้ฉันก่อนซี" |
| 32 | เอซาวว่า "ดูซิ ข้ากำลังจะตายอยู่แล้วสิทธิบุตรหัวปีจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ข้า" |
| 33 | ยาโคบว่า "สาบานให้ฉันก่อน" เอซาวจึงสาบานให้และขายสิทธิบุตรหัวปีของตนแก่ยาโคบ |
| 34 | ยาโคบจึงให้ขนมปังและถั่วแดงต้มแก่เอซาว เขาก็กินและดื่ม แล้วลุกไป ดังนี้เอซาวก็ดูหมิ่นสิทธิบุตรหัวปีของตน |
| 01 | อยู่มาเกิดกันดารอาหารในดินแดนนั้น นอกเหนือการกันดารอาหารครั้งก่อนในสมัยอับราฮัม อิสอัคไปยังเก-ราร์ยัง อาบีเมเลคพระราชาแห่งชาวฟีลิสเตีย |
| 02 | พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านและตรัสว่า "อย่าไปอียิปต์เลย อาศัยในแผ่นดินซึ่งเราจะบอกให้เจ้าเถิด |
| 03 | อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ แล้วเราจะอยู่กับเจ้าและอวยพรเจ้า เพราะว่าเราจะให้ดินแดนเหล่านี้ทั้งหมดแก่เจ้า และแก่เชื้อ สายของเจ้า เราจะทำให้คำสาบานซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้กับอับราฮัมบิดาของเจ้านั้นสำเร็จ |
| 04 | เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้นดังดาวบนฟ้า และจะให้ดินแดนเหล่านี้ทั้งหมด แก่เชื้อสายของเจ้า ประชาชาติทั้ง หลายในโลกจะได้รับพรก็เพราะเชื้อสายของเจ้า |
| 05 | เพราะว่าอับราฮัมได้ฟังเสียงเรา และได้รักษาคำกำชับของเรา บัญญัติของเรา กฎเกณฑ์ของเรา และพระธรรมของเรา " |
| 06 | อิสอัคจึงอาศัยอยู่ในแคว้นเก-ราร์ |
| 07 | เมื่อคนเมืองนั้นถามท่านเรื่องภรรยาของท่าน ท่านจึงว่า "เธอเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า"เพราะท่านกลัวที่จะพูดว่า " ภรรยาของข้าพเจ้า" คิดไปว่า "มิฉะนั้นแล้วคนเมืองนี้จะฆ่าฉันเพื่อแย่งเอาเรเบคาห์" เพราะว่านางมีรูปงาม |
| 08 | เมื่อท่านอยู่ที่นั่นนานแล้ว อาบีเมเลคกษัตริย์ชาวฟีลิสเตียทรงมองตามช่องพระแกล เห็นอิสอัคกำลังหยอกเรเบคาห์ ภรรยาของตน |
| 09 | อาบีเมเลคจึงทรงเรียกอิสอัคมาเฝ้า และตรัสว่า "แน่ะนางเป็นภรรยาของเจ้า ทำไมเจ้าจะพูดว่า 'เธอเป็นน้องสาวของ ข้าพระบาท' อิสอัคทูลพระองค์ว่า "เพราะข้าพระบาทคิดว่า 'มิฉะนั้นข้าจะตายเพราะนาง' |
| 10 | อาบีเมเลคตรัสว่า "ท่านทำอะไรแก่พวกเราดังนี้ ประชาชนคนหนึ่งอาจจะเข้าไปนอนกับภรรยาของเจ้าง่ายๆแล้วเจ้า จะนำกรรมชั่วมาสู่พวกเรา" |
| 11 | อาบีเมเลคจึงทรงตักเตือนประชาชนทั้งปวงว่า "ผู้ใดแตะต้องชายคนนี้หรือภรรยาของเขา จะต้องถูกประหารชีวิต" |
| 12 | อิสอัคได้หว่านพืชในดินแดนนั้น ในปีเดียวกันนั้นก็เก็บผลได้หนึ่งร้อยเท่า พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่ท่าน |
| 13 | อิสอัคก็จำเริญมีกำไรทวียิ่งขึ้นจนท่านเป็นคนมั่งมีมาก |
| 14 | ท่านมีฝูงแพะ แกะ และฝูงโคเป็นกรรมสิทธิ์ และมีบริวารมากมาย ชาวฟีลิสเตียจึงอิจฉาท่าน |
| 15 | (ฝ่ายชาวฟีลิสเตียได้อุดและเอาดินถมบ่อทุกบ่อ ซึ่งคนใช้ของบิดาท่านขุดไว้ ในสมัยอับราฮัมบิดาของท่าน) |
| 16 | อาบีเมเลคตรัสกับอิสอัคว่า "ไปเสียจากเราเถิด เพราะท่านมีกำลังมากกว่าพวกเรา" |
| 17 | อิสอัคจึงออกจากที่นั่น ไปตั้งค่ายอยู่ที่ลำห้วยเก-ราร์และอาศัยอยู่ที่นั่น |
| 18 | อิสอัคขุดบ่อน้ำซึ่งขุดไว้ในสมัยของอับราฮัมบิดาของท่านอีก เพราะหลังจากที่อับราฮัมได้สิ้นชีพแล้ว ชาวฟีลิสเตีย ได้อุดเสีย แล้วท่านก็ตั้งชื่อตามชื่อที่บิดาของท่านตั้งไว้ |
| 19 | แต่เมื่อคนใช้ของอิสอัคขุดในหุบเขาและพบน้ำพุ |
| 20 | คนเลี้ยงสัตว์ของเมืองเก-ราร์ก็มาทะเลาะกับคนเลี้ยงสัตว์ของอิสอัคอ้างว่า "น้ำนั้นเป็นของเรา" ท่านจึงเรียกชื่อบ่อน้ำ นั้นว่า เอเสก {แปลว่า การชิงดี} เพราะเขาทั้งหลายมาทะเลาะกับท่าน |
| 21 | แล้วพวกเขาก็ขุดบ่อน้ำอีกบ่อหนึ่ง และทะเลาะกันเรื่องบ่อนั้นด้วย ท่านจึงเรียกชื่อบ่อนั้นว่าสิตนาห์ {แปลว่า ความเป็นศัตรูกัน} |
| 22 | ท่านย้ายจากที่นั่นไปขุดอีกบ่อหนึ่ง แล้วเขาก็มิได้ทะเลาะกันเรื่องบ่อนั้น ท่านจึงเรียกชื่อบ่อนั้นว่า เรโหโบท {แปลว่า ที่กว้างขวาง} กล่าวว่า "เพราะบัดนี้พระเจ้าประทานที่อยู่แก่เรา และเราจะกินผลดกในดินแดนนั้น" |
| 23 | อิสอัคก็ออกจากที่นั่นไปยังเบเออร์เชบา |
| 24 | พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านในคืนเดียวกันนั้น ตรัสว่า "เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัมบิดาของเจ้า อย่ากลัวเลย เพราะ เราอยู่กับเจ้าและจะอวยพรเจ้า และทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น เพราะเห็นแก่อับราฮัมผู้รับใช้ของเรา" |
| 25 | ท่านจึงสร้างแท่นบูชาที่นั่น และนมัสการออกพระนามพระเจ้า และตั้งเต็นท์ของท่านที่นั่น คนใช้ของอิสอัคขุดบ่อ น้ำอีกบ่อหนึ่งที่นั่นด้วย |
| 26 | ฝ่ายอาบีเมเลคออกจากเก-ราร์พร้อมกับอาหุสซัทสหายของพระองค์ กับฟีโคล์ผู้บัญชาการทหารของพระองค์ไปหา ท่าน |
| 27 | อิสอัคทูลถามเขาทั้งหลายว่า "ไฉนท่านจึงมาหาข้าพเจ้า เมื่อท่านเกลียดชังข้าพเจ้า และขับไล่ข้าพเจ้าไปจากท่าน" |
| 28 | พวกเขาตอบว่า "เราเห็นชัดเจนแล้วว่าพระเจ้าทรงสถิตกับท่าน เราจึงว่า ขอให้กระทำสัตย์สาบานระหว่างท่านและ เราทั้งหลาย และขอให้เรากระทำพันธสัญญากับท่าน |
| 29 | เพื่อว่าท่านจะไม่ทำอันตรายแก่เรา ดังที่เรามิได้แตะต้องท่าน และไม่ได้กระทำสิ่งใดแก่ท่านเว้นแต่ความดี และได้ ส่งท่านไปอย่างสันติ บัดนี้ท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงอำนวยพระพร" |
| 30 | ท่านจึงจัดการเลี้ยงให้แก่พวกเขา และเขาก็ได้กินและดื่ม |
| 31 | ครั้นรุ่งเช้าทั้งสองฝ่ายก็ตื่นแต่มืด และกระทำสัตย์สาบานต่อกัน อิสอัคส่งพวกเขาไป พวกเขาก็จากท่านไปอย่าง สันติ |
| 32 | ในวันนั้นเองคนใช้ของอิสอัคมาบอกท่านถึงเรื่องบ่อน้ำ ซึ่งเขาได้ขุดและกล่าวแก่ท่านว่า "เราพบน้ำแล้ว" |
| 33 | ท่านเรียกบ่อนั้นว่า ชิบาห์ เมืองนั้นจึงมีชื่อว่า เบเออร์เชบา จนทุกวันนี้ |
| 34 | เมื่อเอซาวมีอายุสี่สิบปี ท่านรับยูดิธบุตรหญิงของเบเออรีคนฮิตไทต์ และบาเสมัทบุตรหญิงของเอโลนคนฮิตไทต์ เป็นภรรยา |
| 35 | หญิงเหล่านั้นทำให้ชีวิตอิสอัคและเรเบคาห์ขมขื่น |
| 01 | เมื่ออิสอัคแก่ตามัว ท่านก็เรียกเอซาวบุตรคนโตของท่านมา และกล่าวแก่เขาว่า "ลูกเอ๋ย" เขาตอบว่า "ขอรับ" |
| 02 | ท่านว่า "ดูเถิด พ่อแก่แล้ว พ่อไม่รู้วันตายของพ่อ |
| 03 | เจ้าจงเอาอาวุธของเจ้า คือแล่งธนูและคันธนูออกไปที่ท้องทุ่ง หาเนื้อมาให้พ่อ |
| 04 | จัดเตรียมอาหารอร่อยมาให้พ่อ อย่างที่พ่อชอบนั้น และนำมาให้พ่อกิน เพื่อจะได้อวยพรแก่เจ้าก่อนพ่อตาย" |
| 05 | เมื่ออิสอัคพูดกับเอซาวบุตรชายนั้น นางเรเบคาห์แอบฟังอยู่ เมื่อเอซาวออกไปท้องทุ่งเพื่อหาเนื้อมา |
| 06 | เรเบคาห์จึงพูดกับยาโคบบุตรของนางว่า "แม่ได้ยินพ่อของเจ้าพูดกับเอซาวพี่ชายของเจ้าว่า |
| 07 | 'จงนำเนื้อมาให้พ่อและจัดอาหารอร่อยให้พ่อกิน และเราจะอวยพรเจ้าต่อพระพักตร์พระเจ้าก่อนพ่อตาย' |
| 08 | เพราะฉะนั้น ลูกเอ๋ยจงฟังคำของแม่ตามที่แม่สั่งเจ้า |
| 09 | ไปที่ฝูงแพะแกะ นำลูกแพะดีๆสองตัวมาให้แม่ แม่จะเอามันปรุงอาหารอร่อยให้พ่อเจ้า อย่างที่ท่านชอบ |
| 10 | และเจ้าจะต้องนำไปให้พ่อเจ้ารับประทานเพื่อว่าท่านจะอวยพรเจ้าก่อนท่านสิ้นชีวิต" |
| 11 | ยาโคบพูดกับเรเบคาห์มารดาของตนว่า "ดูเถิด เอซาวพี่ของฉันเป็นคนมีขนดก และฉันเป็นคนเกลี้ยงเกลา |
| 12 | พ่อของฉันคงจะคลำตัวฉัน และเห็นว่าฉันหลอกลวงท่าน แล้วนำการสาปแช่งมาเหนือฉันเอง หาใช่นำพรมาไม่" |
| 13 | มารดาพูดกับเขาว่า "ลูกเอ๋ย ขอให้การสาปแช่งของเจ้าตกอยู่กับแม่เถิด เชื่อฟังคำของแม่เท่านั้น ไปเอาลูกแพะมา ให้แม่เถิด" |
| 14 | เขาจึงไปจับเอามาให้มารดา มารดาของเขาได้จัดอาหารอร่อยอย่างที่พ่อของเขาชอบนั้น |
| 15 | แล้วเรเบคาห์นำเสื้ออย่างดีที่สุดของเอซาวบุตรชายคนโตของนาง ซึ่งอยู่กับนางในเรือนมาสวมให้ยาโคบบุตรคนเล็ก ของนาง |
| 16 | เอาหนังแพะหุ้มมือและคอที่เกลี้ยงเกลาของเขา |
| 17 | แล้วนางก็มอบอาหารอร่อยและขนมปัง ซึ่งนางจัดทำนั้นให้ยาโคบบุตรชายของนางถือไป |
| 18 | เขาจึงเข้าไปหาบิดาและพูดว่า "พ่อครับ" และท่านว่า "พ่ออยู่นี่ ลูกเอ๋ย เจ้าคือใคร" |
| 19 | ยาโคบตอบบิดาของตนว่า "ลูกเป็นเอซาวบุตรหัวปีของพ่อ ลูกทำตามที่พ่อสั่งลูกแล้ว เชิญลุกขึ้นนั่งรับประทาน เนื้อที่ลูกหามาเถิด เพื่อพ่อจะได้อวยพรแก่ลูก" |
| 20 | แต่อิสอัคพูดกับบุตรชายของตนว่า "ลูกเอ๋ย เจ้าทำอย่างไรจึงพบมันเร็วนัก" เขาตอบว่า "เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระ เจ้าของพ่อทรงบันดาลให้ลูก" |
| 21 | แล้วอิสอัคจึงพูดกับยาโคบว่า "ลูกเอ๋ย มาใกล้ๆพ่อจะได้คลำดูเจ้า เพื่อจะได้รู้ว่าเจ้าเป็นเอซาวบุตรชายของพ่อแน่ หรือไม่" |
| 22 | ยาโคบจึงเข้าไปใกล้อิสอัคบิดา อิสอัคคลำตัวเขาแล้วพูดว่า "เสียงก็เป็นเสียงของยาโคบ แต่มือเป็นมือของเอซาว" |
| 23 | ท่านก็จับผิดไม่ได้ เพราะมือของเขามีขนดก เหมือนมือเอซาวพี่ชายของเขา ท่านจึงอวยพรแก่เขา |
| 24 | ท่านถามว่า "เจ้าเป็นเอซาวบุตรชายของพ่อจริงหรือ" เขาตอบว่า "ใช่ครับ" |
| 25 | ท่านจึงว่า "นำแกงมาให้พ่อ พ่อจะได้กินเนื้อที่บุตรชายของพ่อหามา แล้วอวยพรเจ้า" ยาโคบจึงนำมันมาให้ท่าน ท่านก็รับประทาน ยาโคบนำเหล้าองุ่นมาให้ท่านและท่านก็ดื่ม |
| 26 | แล้วอิสอัคบิดาของเขาจึงพูดกับเขาว่า "ลูกเอ๋ยเข้ามาใกล้และจุบพ่อ" |
| 27 | เขาจึงเข้ามาใกล้และจุบท่าน และท่านก็ดมกลิ่นที่เสื้อของเขา และอวยพรเขาว่า "ดูซิ กลิ่นลูกชายข้า เหมือนกลิ่น ท้องทุ่ง ซึ่งพระเจ้าทรงอวยพระพร |
| 28 | ขอพระเจ้าทรงประทานน้ำค้างจากฟ้าแก่เจ้า และประทานความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน ทั้งพืชและเหล้าองุ่นใหม่ มากมายแก่เจ้า |
| 29 | ขอให้ชนชาติทั้งหลายรับใช้เจ้า ขอให้ประชาชาติกราบไหว้เจ้า ขอให้เป็นเจ้านายเหนือพี่น้อง และบุตรชายมารดา ของเจ้ากราบไหว้เจ้า ผู้ใดแช่งสาปเจ้าก็ขอให้ผู้นั้นถูกสาป และผู้ใดอวยพรเจ้าก็ขอให้ผู้นั้น ได้รับพร" |
| 30 | พออิสอัคอวยพรยาโคบเสร็จ และยาโคบออกไปพ้นหน้าอิสอัคบิดา เอซาวพี่ชายก็กลับจากการล่าเนื้อ |
| 31 | เขาเตรียมอาหารอร่อยนำมาให้บิดา เขาพูดกับบิดาว่า "ขอพ่อลุกขึ้นรับประทานเนื้อที่ลูกชายหามา เพื่อจะได้อวยพร ลูก" |
| 32 | อิสอัค บิดาพูดกับเขาว่า "เจ้าคือใคร" เขาตอบว่า "ฉันคือลูกชาย ลูกหัวปีของพ่อ คือเอซาว" |
| 33 | พอได้ฟังดังนั้น อิสอัคก็ตัวสั่น พูดว่า "ใครเล่าที่ไปล่าเนื้อ แล้วนำมาให้พ่อ พ่อกินหมดแล้วก่อนเจ้ามาถึง และ พ่ออวยพรเขาแล้ว เป็นที่แน่ว่า เขาจะได้รับพร" |
| 34 | เมื่อเอซาวได้ยินบิดากล่าวเช่นนั้นก็ร้องออกมาเสียงดังด้วยความขมขื่น และพูดกับบิดาว่า "คุณพ่อครับ ขออวยพร ผม ขออวยพรผมด้วย" |
| 35 | แต่ท่านพูดว่า "น้องเจ้าเข้ามาหลอกพ่อ เอาพรของเจ้าไปเสียแล้ว" |
| 36 | เอซาวพูดว่า "เขามีชื่อว่ายาโคบก็ถูกต้องแล้วมิใช่หรือ เพราะเขาหลอกฉันสองหนเข้านี่แล้ว เขาเอาสิทธิบุตรหัวปี ของฉันไป และคราวนี้เขาเอาพรของฉันไปอีกด้วย" แล้วเขาพูดว่า "พ่อมิได้สงวนพรไว้ให้ฉันบ้างหรือ" |
| 37 | อิสอัคตอบเอซาวว่า "พ่อตั้งให้เขาเป็นนายเหนือเจ้า และมอบพี่น้องของเขาให้เป็นคนใช้ของเขา ทั้งพืชและเหล้า องุ่นพ่อก็จัดให้เขา ลูกเอ๋ย พ่อจะทำอะไรให้เจ้าได้อีกเล่า" |
| 38 | เอซาวพูดกับบิดาว่า "พ่อครับ พ่อมีพรแต่เพียงพรเดียวเท่านั้นหรือ พ่อครับ ขออวยพรลูก ขออวยพรลูกด้วย" แล้วเอซาวก็ตะเบ็งเสียงร้องไห้ |
| 39 | อิสอัคบิดาของเขาจึงตอบว่า "ที่อาศัยของเจ้าจะอยู่ห่างจากความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน และห่างจากน้ำค้างจากฟ้า เบื้องบน |
| 40 | แต่เจ้าจะมีชีวิตอยู่ด้วยดาบ และเจ้าจะรับใช้น้องชายของเจ้า แต่เมื่อเจ้าสลัดหลุดไปได้ เจ้าจะหักแอกของเขาออก จากคอของเจ้า" |
| 41 | ฝ่ายเอซาวเกลียดชังยาโคบ เพราะบิดาประสาทพรแก่เขา เอซาวรำพึงในใจว่า "วันไว้ทุกข์พ่อใกล้เข้ามาแล้ว วัน นั้นข้าจะฆ่ายาโคบน้องชายของข้าเสีย" |
| 42 | แต่คำของเอซาวบุตรชายคนโตไปถึงหูของเรเบคาห์ นางให้คนไปเรียกยาโคบบุตรชายคนเล็กของนางมา และพูด กับเขาว่า "ดูเถิด เอซาวพี่ชายของเจ้าปลอบใจตนเองด้วยแผนการจะฆ่าเจ้า |
| 43 | เพราะฉะนั้นลูกเอ๋ยฟังคำแม่ หนีไปหาลาบันพี่ชายของแม่ที่เมืองฮาราน |
| 44 | และอยู่กับเขาชั่วคราวจนกว่าความเกรี้ยวกราดของพี่ชายเจ้าจะคลายลง |
| 45 | จนกว่าความโกรธของพี่ชายเจ้าจะคลายลง และเขาลืมสิ่งที่ทำแก่เขา แล้วแม่จะส่งให้คนไปพาเจ้ากลับมาจากที่นั่น แม่ไม่อยากสูญเสียลูกทั้งสองคนในวันเดียวกัน" |
| 46 | เรเบคาห์พูดกับอิสอัคว่า "ฉันเบื่อชีวิตของฉันเหลือเกิน เพราะหญิงฮิตไทต์ ถ้ายาโคบแต่งงานกับหญิงฮิตไทต์ หญิงดินแดนนี้ ชีวิตฉันจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ฉันเล่า" |
| 01 | แล้วอิสอัคก็เรียกยาโคบมาอวยพรให้ และกำชับเขาว่า "อย่าแต่งงานกับหญิงคานาอัน |
| 02 | แต่ไปเมืองปัดดานอารัม ไปยังบ้านเบธูเอลบิดาของแม่เจ้า ที่นั่นเจ้าจงแต่งงานกับบุตรหญิงคนหนึ่งของลาบันพี่ชาย แม่ของเจ้า |
| 03 | ขอพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงอวยพระพรแก่เจ้า และโปรดให้เจ้ามีลูกดกทวียิ่งขึ้น จนได้เป็นมวลชนชาติทั้งหลาย |
| 04 | ขอพระองค์ทรงประทานพรของอับราฮัมแก่เจ้า และแก่เชื้อสายของเจ้าด้วย เพื่อเจ้าจะได้กรรมสิทธิ์ดินแดนซึ่งเจ้า อาศัยอยู่นี้ ซึ่งพระเจ้าทรงประทานแก่อับราฮัม" |
| 05 | อิสอัคก็ส่งยาโคบไปอย่างนี้ ยาโคบก็ไปปัดดานอารัมไปหาลาบัน บุตรชายของเบธูเอลคนอารัมพี่ชายของเรเบคาห์ มารดาของยาโคบและเอซาว |
| 06 | ฝ่ายเอซาวเห็นว่าอิสอัคอวยพรยาโคบ และส่งเขาไปยังปัดดานอารัมเพื่อหาภรรยาจากที่นั่น และเมื่ออิสอัคอวยพรเขา นั้นท่านกำชับเขาว่า "เจ้าอย่าแต่งงานกับหญิงคานาอันเลย" |
| 07 | ยาโคบเชื่อฟังบิดามารดา และไปยังปัดดานอารัม |
| 08 | เมื่อเอซาวเห็นว่าหญิงคานาอันไม่เป็นที่พอใจอิสอัคบิดาของตน |
| 09 | จึงไปหาอิชมาเอลและรับมาหะลัทบุตรหญิงของอิชมาเอลบุตรชายของอับราฮัม น้องสาวของเนบาโยทมาเป็นภรรยา นอกเหนือภรรยาซึ่งเขามีอยู่แล้ว |
| 10 | ยาโคบออกจากเมืองเบเออร์เชบาเดินไปยังเมืองฮาราน |
| 11 | เขามาถึงที่แห่งหนึ่ง และพักอยู่ที่นั่นในคืนนั้น เพราะดวงอาทิตย์ตกแล้ว เขาเอาหินก้อนหนึ่งมาหนุนศีรษะ แล้ว นอนลงที่นั่น |
| 12 | เขาฝันว่ามีบันไดอันหนึ่งตั้งขึ้นบนแผ่นดินโลก ยอดถึงฟ้าสวรรค์ ทูตทั้งหลายของพระเจ้ากำลังขึ้นลงอยู่บนนั้น |
| 13 | พระเจ้าประทับยืนอยู่เหนือบันได {หรือ ข้างๆเขา} และตรัสว่า "เราคือเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมบิดาของเจ้า และพระเจ้าของอิสอัค แผ่นดินซึ่งเจ้านอนอยู่นั้นเราจะให้แก่เจ้าและเชื้อสายของเจ้า |
| 14 | เชื้อสายของเจ้าจะเป็นเหมือนผงคลีบนแผ่นดิน เจ้าจะแผ่กว้างออกไปทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ทางทิศเหนือ และทิศใต้ บรรดาพงศ์พันธุ์ของมนุษย์โลกจะได้รับพรเพราะเจ้าและเพราะเชื้อสายของเจ้า |
| 15 | เราอยู่กับเจ้า และจะพิทักษ์รักษาเจ้าทุกแห่งหนที่เจ้าไป และจะนำเจ้ากลับมายังดินแดนนี้ เพราะเราจะไม่ทอดทิ้ง เจ้า จนกว่าเราจะได้ทำสิ่งซึ่งเราพูดกับเจ้าไว้นั้นแล้ว" |
| 16 | ยาโคบตื่นขึ้นและพูดว่า "พระเจ้าทรงสถิตณที่นี้แน่ทีเดียว แต่ข้าหารู้ไม่" |
| 17 | เขากลัวและพูดว่า "สถานที่นี้ศักดิ์สิทธิ์นัก สถานที่นี้มิใช่อื่นไกลเป็นที่ประทับของพระเจ้า และประตูฟ้าสวรรค์" |
| 18 | ยาโคบจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด เอาก้อนหินซึ่งใช้หนุนศีรษะ ตั้งขึ้นเป็นเสาศักดิ์สิทธิ์ และเทน้ำมันบนยอดเสานั้น |
| 19 | เขาเรียกสถานที่นั้นว่าเบธเอล {แปลว่า ที่ประทับของพระเจ้า} แต่ก่อนเมืองนั้นชื่อลูส |
| 20 | แล้วยาโคบปฏิญาณว่า "ถ้าพระเจ้าทรงอยู่กับข้าพระองค์ ทรงพิทักษ์รักษาในทางที่ข้าพระองค์ไป ประทานอาหาร ให้ข้าพระองค์รับประทาน และเสื้อผ้าให้ข้าพระองค์สวม |
| 21 | จนข้าพระองค์กลับมาบ้านบิดาของข้าพระองค์โดยสวัสดิภาพแล้ว พระเยโฮวาห์จะทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ |
| 22 | และก้อนหินซึ่งข้าพระองค์ตั้งไว้เป็นเสาศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นที่ประทับของพระเจ้า และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงประทาน แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะถวายหนึ่งในสิบแก่พระองค์" |
| 01 | ยาโคบเดินทางมาถึงดินแดนของประชาชนชาวตะวันออก |
| 02 | เมื่อเขามองไป ก็เห็นบ่อน้ำบ่อหนึ่งในทุ่งนา มีฝูงแพะแกะสามฝูงนอนอยู่ข้างบ่อนั้น เพราะคนเลี้ยงแกะเคยตักน้ำ จากบ่อนั้นให้ฝูงแพะแกะกิน หินที่ปิดปากบ่อนั้นก็ใหญ่ |
| 03 | เมื่อฝูงแพะแกะมาพร้อมกันที่นั่นแล้ว คนเลี้ยงแกะก็กลิ้งหินออกจากปากบ่อตักน้ำให้ฝูงแพะแกะกิน แล้วเอาหินปิด ปากบ่อนั้นเสียดังเดิม |
| 04 | ยาโคบถามเขาว่า "พี่น้องเอ๋ย ท่านมาจากไหน" เขาตอบว่า "เรามาจากเมืองฮาราน" |
| 05 | ยาโคบจึงถามเขาว่า "ท่านรู้จักลาบันบุตรชายนาโฮร์หรือไม่" เขาตอบว่า "รู้จัก" |
| 06 | ยาโคบถามเขาว่า "ลาบันสบายดีหรือ" เขาตอบว่า "สบายดี นั่นแน่ะ บุตรสาวของเขาชื่อ ราเชล กำลังมาพร้อมกับ ฝูงแพะแกะ" |
| 07 | ยาโคบจึงว่า "เวลานี้ยังวันอยู่มาก ยังไม่ถึงเวลาที่จะให้ฝูงแพะแกะมารวมกัน จงเอาน้ำให้แพะแกะเหล่านี้กิน แล้ว ให้ไปกินหญ้าอีก" |
| 08 | แต่เขาตอบว่า "ไม่ได้ จนกว่าแพะแกะทุกๆฝูงจะมาพร้อมกัน และให้กลิ้งหินออกจากปากบ่อน้ำก่อนแล้วเราจึงจะ เอาน้ำให้ฝูงแพะแกะกิน" |
| 09 | เมื่อยาโคบกำลังพูดกับเขาอยู่ ราเชลก็มาถึงพร้อมกับฝูงแพะแกะของบิดา เพราะเธอเป็นผู้เลี้ยงมัน |
| 10 | ครั้นยาโคบแลเห็นราเชลบุตรีของลาบันพี่ชายมารดาของตน และฝูงแพะแกะของลาบันพี่ชายมารดาของตน ก็ไป กลิ้งหินออกจากปากบ่อน้ำ เอาน้ำให้ฝูงแพะแกะของลาบันพี่ชายมารดาของตนกิน |
| 11 | ยาโคบจุบราเชลแล้วร้องไห้ |
| 12 | ยาโคบบอกราเชลว่าเขาเป็นญาติของบิดาเธอ และเป็นบุตรชายของนางเรเบคาห์ เธอก็วิ่งไปบอกบิดาของเธอ |
| 13 | ครั้นลาบันได้ยินข่าวถึงยาโคบบุตรน้องสาวของตน ก็วิ่งไปพบและกอดจุบยาโคบพามาบ้าน ยาโคบก็เล่าเรื่องเหล่า นี้ทั้งหมดให้ลาบันฟัง |
| 14 | ลาบันจึงพูดกับเขาว่า "เจ้าเป็นเลือดเนื้อของเราแท้ๆ" ยาโคบก็พักอยู่กับเขาเดือนหนึ่ง |
| 15 | แล้วลาบันพูดกับยาโคบว่า "เพราะเจ้าเป็นญาติของเรา จึงไม่ควรที่เจ้าจะทำงานให้เราเปล่าๆ เจ้าจะเรียกค่าจ้างเท่า ไร จงบอกมาเถิด" |
| 16 | ลาบันมีบุตรีสองคน พี่สาวชื่อเลอาห์ น้องสาวชื่อราเชล |
| 17 | นางสาวเลอาห์นั้นตาเชื่อมซึม แต่นางสาวราเชลนั้นรูปร่างสละสลวยและงามน่าดู |
| 18 | ยาโคบก็รักใคร่นางสาวราเชล เขาบอกลาบันว่า "ฉันจะรับใช้การงานให้ท่านเจ็ดปี เพื่อได้ราเชลลูกสาวคนเล็กของ ท่าน" |
| 19 | ลาบันจึงว่า "ให้เรายกบุตรีให้เจ้านั้นดีกว่าจะยกให้คนอื่น จงอยู่กับเราเถิด" |
| 20 | ยาโคบก็รับใช้อยู่เจ็ดปีเพื่อได้นางสาวราเชล เห็นเป็นเหมือนน้อยวันเพราะเขารักเธอ |
| 21 | ยาโคบบอกลาบันว่า "เวลาที่กำหนดไว้ก็ครบแล้ว ขอให้ภรรยาฉันเถิด ฉันจะได้เข้าไปหาเธอ" |
| 22 | ลาบันจึงเชิญชาวบ้านมาพร้อมกัน แล้วจัดการเลี้ยง |
| 23 | ครั้นเวลาค่ำลาบันก็พาเลอาห์บุตรีมามอบให้แก่ยาโคบ และยาโคบก็เข้าไปหาเธอ |
| 24 | (ลาบันยกศิลปาห์สาวใช้ของตนให้เป็นสาวใช้ของนางเลอาห์) |
| 25 | พอรุ่งขึ้นยาโคบก็เห็นว่า เป็นนางเลอาห์จึงกล่าวแก่ลาบันว่า "ทำไมลุงทำกับฉันเช่นนี้ ฉันรับใช้ลุงเพื่อได้ราเชลมิ ใช่หรือ ทำไมลุงจึงล่อลวงฉันเล่า" |
| 26 | ลาบันจึงตอบว่า "ในเมืองเราไม่มีธรรมเนียมที่จะยกน้องสาวให้ก่อนพี่หัวปี |
| 27 | ขอให้ครบเจ็ดวัน {ดู วนฉ14:12} ของหญิงนี้ก่อน แล้วเราจะยกคนนั้นให้ด้วย เพื่อตอบแทนที่เจ้าจะได้รับใช้ลุง อีกเจ็ดปี" |
| 28 | ยาโคบก็ยอม และรอจนครบเจ็ดวันของนาง แล้วลาบันก็ยกราเชลบุตรีให้เป็นภรรยา |
| 29 | (ลาบันยกบิลฮาห์สาวใช้ของตนให้เป็นสาวใช้ของนางราเชล) |
| 30 | ฝ่ายยาโคบก็เข้าไปหาราเชลด้วยเขารักราเชลมากกว่า เลอาห์ เขาจึงรับใช้ลาบันต่อไปอีกเจ็ดปี |
| 31 | พระเจ้าทรงเห็นว่ายาโคบชังเลอาห์ จึงทรงเบิกครรภ์ของนาง แต่ราเชลนั้นเป็นหมัน |
| 32 | นางเลอาห์ตั้งครรภ์คลอดบุตรเป็นชาย และตั้งชื่อว่า รูเบน {แปลว่า "ดูซิ บุตรชายแน่ะ"} ด้วยนางว่า "เพราะ พระเจ้าทอดพระเนตรความทุกข์ใจของข้าพเจ้า บัดนี้สามีจะรักข้าพเจ้าแน่ๆ" |
| 33 | นางเลอาห์ตั้งครรภ์มีบุตรชายอีกคนหนึ่งและว่า "เหตุพระเจ้าทรงได้ยิน {ฮีบรู ว่า ชามา} ว่าข้าพเจ้าเป็นที่ชัง พระ องค์จึงทรงประทานบุตรชายคนนี้ให้แก่ข้าพเจ้าด้วย" นางตั้งชื่อว่า สิเมโอน |
| 34 | นางตั้งครรภ์และมีบุตรชายอีกคนหนึ่ง นางกล่าวว่า "ครั้งนี้สามีจะสนิทสนม {ฮีบรู ว่า ลาวาห์} กับข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามีบุตรชายกับเขาสามคนแล้ว" เหตุนี้จึงตั้งชื่อเขาว่า เลวี |
| 35 | นางตั้งครรภ์และมีบุตรชายอีกคนหนึ่ง นางกล่าวว่า "ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะสรรเสริญ {ฮีบรูว่า โฮดาห์ คล้ายกับยูดาห์} พระเจ้า" เหตุนี้นางจึงตั้งชื่อเขาว่า ยูดาห์ ต่อไปนางก็หยุดมีบุตร |
| 01 | เมื่อนางราเชลเห็นว่าตนไม่มีบุตรกับยาโคบ ก็อิจฉาพี่สาว นางพูดกับยาโคบว่า "ขอให้ฉันมีบุตรด้วยหาไม่ฉันจะตาย " |
| 02 | ยาโคบโกรธนางราเชล จึงว่า "เราเป็นเหมือนพระเจ้าผู้ไม่ให้เจ้ามีบุตรหรือ" |
| 03 | นางจึงบอกว่า "บิลฮาห์สาวใช้ของฉันอยู่นี่ จงเข้าไปหาเขาเถิด เขาจะได้มีบุตรเลี้ยงไว้ที่ตักของฉัน ฉันจะได้มีบุตร ด้วยอาศัยหญิงคนนี้" |
| 04 | นางจึงยกบิลฮาห์สาวใช้ของตนให้เป็นภรรยาของยาโคบ ยาโคบก็เข้าไปหานาง |
| 05 | บิลฮาห์ก็ตั้งครรภ์กับยาโคบและมีบุตรชาย |
| 06 | นางราเชลว่า "พระเจ้าผู้ทรงตัดสินเรื่องข้าพเจ้า ได้ทรงสดับฟังเสียงข้าพเจ้าทูลจึงประทานบุตรชายแก่ข้าพเจ้า" เหตุ ฉะนี้นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าดาน {แปลว่า เขาพิพากษาแล้ว} |
| 07 | บิลฮาห์สาวใช้ของนางราเชลตั้งครรภ์อีก และคลอดบุตรชายคนที่สองให้แก่ยาโคบ |
| 08 | นางราเชลจึงว่า "ข้าพเจ้าปล้ำสู้ {ฮีบรู ว่า นิฟทาล} กับพี่สาวของข้าพเจ้าเสียใหญ่โต และข้าพเจ้าได้ชัยชนะแล้ว" นางจึงให้ชื่อบุตรนั้นว่า นัฟทาลี |
| 09 | เมื่อนางเลอาห์เห็นว่าตนหยุดคลอดบุตร จึงยกศิลปาห์สาวใช้ของตนให้เป็นภรรยาของยาโคบ |
| 10 | ศิลปาห์สาวใช้ของเลอาห์ก็มีบุตรชายให้แก่ยาโคบ |
| 11 | นางเลอาห์ว่า "โชคดีจริงๆ" จึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า กาด {แปลว่า โชคดี} |
| 12 | แล้วศิลปาห์สาวใช้ของเลอาห์ ก็คลอดบุตรชายคนที่สองให้แก่ยาโคบ |
| 13 | เลอาห์ก็ว่า "ข้าพเจ้ามีความสุขเพราะพวกสตรีจะเรียกข้าพเจ้าว่าเป็นสุข" นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า อาเชอร์ {แปลว่า สุข} |
| 14 | ในฤดูเกี่ยวข้าวสาลี รูเบนออกไปที่นาพบมะเขือดูดาอิมจึงเก็บผลมาให้นางเลอาห์มารดา ราเชลจึงพูดกับเลอาห์ว่า " ขอมะเขือดูดาอิมของบุตรชายของพี่ให้ฉันบ้าง" |
| 15 | นางเลอาห์ตอบว่า "ที่น้องแย่งสามีของฉันไปแล้วนั้นยังน้อยไปหรือ จึงจะมาเอามะเขือดูดาอิมของบุตรชายฉันด้วย" ราเชลตอบว่า "ถ้าให้มะเขือดูดาอิมของบุตรชายแก่ฉัน คืนวันนี้ฉันจะให้สามีไปนอนกับพี่" |
| 16 | ครั้นยาโคบกลับมาจากนาเวลาเย็น นางเลอาห์ก็ออกไปต้อนรับบอกว่า "เข้ามาหาฉันเถิด เพราะฉันให้มะเขือดูดาอิม ของบุตรเป็นสินจ้างท่านแล้ว" คืนวันนั้นยาโคบก็นอนกับนาง |
| 17 | พระเจ้าทรงสดับฟังนางเลอาห์ นางก็ตั้งครรภ์ และให้บุตรชายคนที่ห้าแก่ยาโคบ |
| 18 | ฝ่ายนางเลอาห์ว่า "พระเจ้าทรงประทานสินจ้าง {ฮีบรู ว่า ซาคาร} นั้นให้แก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ายกหญิงคนใช้ ให้สามี" นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า อิสสาคาร์ |
| 19 | ต่อไปเลอาห์ก็ตั้งครรภ์อีก และให้บุตรชายคนที่หกแก่ยาโคบ |
| 20 | แล้วนางเลอาห์จึงว่า พระเจ้าทรงประทานของดีให้ข้าพเจ้า บัดนี้สามีคงจะให้เกียรติ {ฮีบรู ว่า ศาบัล} ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้ให้บุตรชายแก่เขาหกคนแล้ว" นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า เศบูลุน |
| 21 | ต่อมาภายหลังนางก็มีบุตรีคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่าดีนาห์ |
| 22 | พระเจ้าทรงระลึกถึงและสดับฟังราเชล ทรงให้นางหายเป็นหมัน |
| 23 | นางก็ตั้งครรภ์มีบุตรชาย นางจึงกล่าวว่า "พระเจ้าทรงโปรดยกความอดสูของข้าพเจ้าไปแล้ว" |
| 24 | นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า โยเซฟ {แปลว่า พระองค์ทรงเพิ่ม} กล่าวว่า "ขอพระเจ้าทรงโปรดเพิ่มบุตรชายอีกคน หนึ่งให้ข้าพเจ้า" |
| 25 | เมื่อนางราเชลคลอดโยเซฟแล้ว ยาโคบก็พูดกับลาบันว่า "ขอให้ข้าพเจ้ากลับไปบ้านเกิดเมืองบิดรเถิด |
| 26 | ข้าพเจ้าทำงานเพื่อได้ภรรยาและบุตรแล้ว ขอมอบภรรยากับบุตรให้ข้าพเจ้าพาไป เพราะท่านรู้ว่าข้าพเจ้าได้รับใช้ ท่านเสร็จแล้ว" |
| 27 | แต่ลาบันตอบว่า "ถ้าเป็นที่พอใจเจ้า ลุงสังเกตเหตุการณ์ก็รู้ว่า พระเจ้าได้ทรงอวยพรเราเพราะเจ้า |
| 28 | เจ้าจะเรียกค่าจ้างเท่าไรก็บอกมาเถิดลุงจะให้" |
| 29 | ยาโคบตอบว่า "ฉันรับใช้ลุงอย่างไร และสัตว์ของลุงอยู่กับฉันดีอย่างไร ลุงก็ทราบอยู่แล้ว |
| 30 | เพราะว่าก่อนฉันมานั้นลุงมีแต่น้อย แต่บัดนี้ก็มีทวีขึ้นเป็นอันมาก ฉันจะก้าวไปทางไหน พระเจ้าทรงอวยพระพร แก่ลุง ทีนี้ฉันจะบำรุงครอบครัวของตนเองเมื่อไรได้เล่า" |
| 31 | ลาบันจึงถามว่า "ลุงควรจะให้อะไรเจ้า" ยาโคบตอบว่า "ลุงไม่ต้องให้อะไรฉันดอก แต่หากว่าลุงตกลง ฉันจะ เลี้ยงระวังสัตว์ของลุงต่อไป |
| 32 | คือวันนี้ฉันจะไปตรวจดูฝูงสัตว์ของลุงทั้งฝูง ฉันจะคัดแกะที่มีจุดและแกะด่างทุกตัวออกจากฝูง และคัดแกะดำ ออกทุกตัวจากฝูงแกะ และแพะด่างกับแพะที่มีจุดออกจากฝูงแพะ ให้สัตว์เหล่านี้เป็นค่าจ้างของฉัน |
| 33 | ความซื่อตรงของฉันในการคัดแพะแกะจะปรากฏในภายหน้า คือเมื่อลุงมาตรวจดูค่าจ้างของฉัน ถ้าพบตัวไม่มีจุด และที่ไม่ด่างอยู่ในฝูงแกะ หรือตัวที่ไม่ดำในฝูงลูกแกะ ก็ให้ถือเสียว่าฉันยักยอกสัตว์เหล่านี้มา" |
| 34 | ลาบันจึงตอบว่า "ดีแล้ว ตกลงตามที่เจ้าพูดนั้นเถิด" |
| 35 | วันนั้นลาบันก็คัดแพะตัวผู้ที่ลายและที่ด่าง และแพะตัวเมียที่มีจุดและที่ด่าง แพะขาวทั้งหมดและลูกแกะดำทั้ง หมด มามอบให้บุตรชายของเขาเลี้ยง |
| 36 | เขาแยกสัตว์ออกไปทั้งหมดห่างจากยาโคบเป็นระยะทางสามวัน สัตว์ของลาบันที่เหลืออยู่นั้นยาโคบก็เลี้ยงไว้ |
| 37 | ยาโคบเอากิ่งไม้สดจากต้นไค้ ต้นเสลา และต้นเปลน มาปอกเปลือกออกเป็นรอยขาวๆ ให้เห็นไม้สีขาว |
| 38 | เขาวางไม้ที่ปอกเปลือกไว้ในร่องตรงหน้าฝูงสัตว์ คือในรางน้ำที่ฝูงสัตว์มากินน้ำ เมื่อมันมากินน้ำ มันก็อยากติดสัด |
| 39 | ฝูงสัตว์ก็สมจรกันที่ไม้นั้น ดังนั้นฝูงสัตว์จึงมีลูกที่ลายมีจุดและด่าง |
| 40 | ยาโคบก็แยกลูกแกะออกจากฝูง ให้ฝูงนั้นอยู่ตรงหน้าแกะลายและแกะดำทุกตัวในฝูงของลาบัน แต่ฝูงสัตว์ของตน นั้นอยู่ต่างหากไม่ให้ปะปนกับฝูงสัตว์ของลาบัน |
| 41 | อยู่มาเมื่อสัตว์ที่แข็งแรงในฝูงจะสมจร ยาโคบก็จัดไม้วางไว้ที่รางน้ำให้ฝูงสัตว์เห็น เพื่อให้มันสมจรกันกลางไม้นั้น |
| 42 | ฝ่ายสัตว์ที่อ่อนแอ ยาโคบก็ไม่ใส่ไม้นั้นไว้ เหตุฉะนั้นสัตว์ที่อ่อนแอจึงตกเป็นของลาบัน แต่สัตว์ที่แข็งแรงเป็นของ ยาโคบ |
| 43 | ยาโคบก็มั่งมีมากขึ้น มีฝูงแพะแกะฝูงใหญ่ คนใช้ชายหญิง และฝูงอูฐฝูงลา |
| 01 | ยาโคบได้ยินบุตรชายของลาบันบ่นว่า "ยาโคบแย่งทรัพย์ของบิดาเราไปหมด เขาได้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้มาจาก ทรัพย์สมบัติของบิดาเรา" |
| 02 | ยาโคบสังเกตดูลาบันเห็นว่าเขาไม่มองหน้าเอาทีเดียว ไม่เหมือนแต่ก่อน |
| 03 | พระเจ้าตรัสสั่งยาโคบว่า "จงกลับไปยังดินแดนบิดาและญาติพี่น้องของเจ้าเถิด เราจะอยู่กับเจ้า" |
| 04 | ยาโคบก็ให้คนไปเรียกนางราเชลและนางเลอาห์ให้มาที่ทุ่งนาที่เลี้ยงฝูงสัตว์ |
| 05 | แล้วบอกนางทั้งสองว่า "ฉันเห็นว่าบิดาเจ้าไม่มองหน้าฉันเอาทีเดียว ไม่เหมือนแต่ก่อน แต่พระเจ้าของบิดาฉันสถิต กับฉัน |
| 06 | เจ้าทั้งสองรู้แล้วว่า ฉันรับใช้บิดาของเจ้าด้วยเต็มกำลัง |
| 07 | บิดาของเจ้ายังบิดพริ้วต่อฉัน และเปลี่ยนค่าจ้างของฉันเสียสิบครั้งแล้ว แต่พระเจ้ามิได้ทรงอนุญาตให้เขาทำความ เสียหายแก่ฉัน |
| 08 | เมื่อบิดาบอกว่า 'สัตว์ที่ด่างเป็นค่าจ้างของเจ้า' สัตว์ทุกตัวก็มีลูกด่าง เมื่อบิดาบอกว่า 'สัตว์ตัวที่ลายเป็นค่าจ้างของเจ้า ' สัตว์ทุกตัวก็มีลูกลายหมด |
| 09 | ดังนี้แหละพระเจ้าจึงทรงยกสัตว์ของบิดาเจ้าประทานให้แก่ฉัน |
| 10 | ครั้นมาในฤดูที่สัตว์เหล่านั้นอยากติดสัด ฉันแหงนหน้าขึ้นดู ก็เห็นในความฝันว่า แพะตัวผู้ที่สมจรกับฝูงสัตว์นั้น เป็นแพะลาย แพะด่าง และแพะลายเป็นแถบๆ |
| 11 | ในความฝันนั้นทูตสวรรค์เรียกฉันว่า 'ยาโคบเอ๋ย' ฉันตอบว่า 'พระเจ้าข้า' |
| 12 | ท่านบอกว่า 'เงยหน้าขึ้นดู แพะตัวผู้ที่สมจรกับฝูงสัตว์นั้น เป็นสัตว์ลายด่างและลายเป็นแถบๆ เพราะเราเห็นทุกสิ่ง ที่ลาบันทำกับเจ้า |
| 13 | เราเป็นพระเจ้าแห่งเบธเอลที่เจ้าเจิมเสาศักดิ์สิทธิ์ไว้และปฏิญาณ บัดนี้จงลุกขึ้นออกจากดินแดนนี้ และกลับไปยัง ดินแดนที่เจ้าเกิดมา' |
| 14 | นางราเชลกับนางเลอาห์จึงตอบว่า "เรายังมีส่วนทรัพย์มรดกในบ้านบิดาเราอีกหรือไม่ |
| 15 | บิดานับเราเหมือนแขกเมืองมิใช่หรือ เพราะบิดาขายเรา ทั้งยังกินเงินของเราหมด |
| 16 | ทรัพย์สมบัติทั้งปวงที่พระเจ้าทรงเอามาจากบิดาของเรา นั่นแหละเป็นของของเรากับลูกหลานของเรา บัดนี้พระเจ้า ตรัสสั่งท่านอย่างไร ก็ขอให้ทำอย่างนั้นเถิด" |
| 17 | ดังนั้น ยาโคบจึงเตรียมตัว ให้บุตรภรรยาขึ้นขี่อูฐ |
| 18 | แล้วต้อนสัตว์เลี้ยงทั้งหมดของเขาไป ขนข้าวของทั้งสิ้นที่เขาได้กำไรมา สัตว์เลี้ยงที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเขา ที่เขา หามาได้ในเมืองปัดดานอารัม เดินทางกลับไปหาอิสอัคบิดาของเขาในแคว้นคานาอัน |
| 19 | เวลานั้นลาบันออกไปตัดขนแกะ ฝ่ายราเชลก็ลักรูปเคารพประจำบ้านของบิดาไปด้วย |
| 20 | ฝ่ายยาโคบก็เอาเปรียบลาบันคนอารัม ในการที่มิได้บอกให้รู้ว่าตนตั้งใจจะหนี |
| 21 | ยาโคบเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดหนีข้ามแม่น้ำยูเฟรติสบ่ายหน้าไปยังถิ่นเทือกเขากิเลอาด |
| 22 | ครั้นถึงวันที่สาม มีคนไปบอกลาบันว่ายาโคบหนีไปแล้ว |
| 23 | ลาบันก็พาญาติพี่น้องออกติดตามไปเจ็ดวันก็ทันยาโคบในถิ่นเทือกเขากิเลอาด |
| 24 | แต่ในกลางคืนพระเจ้าทรงมาปรากฏแก่ลาบันคนอารัมในความฝัน ตรัสแก่เขาว่า "ระวังอย่าพูดกับยาโคบเลย ไม่ว่า ดีหรือร้าย" |
| 25 | ลาบันตามมาทันยาโคบ ยาโคบตั้งเต็นท์อยู่ที่ถิ่นเทือกเขา ส่วนลาบันกับญาติพี่น้อง ตั้งอยู่ถิ่นเทือกเขากิเลอาด |
| 26 | ลาบันกล่าวกับยาโคบว่า "ทำไมเจ้าโกงเราอย่างนี้ พาบุตรีของเราหนีมาเหมือนเชลยศึก |
| 27 | เหตุไฉนเจ้าจึงหนีเรามาอย่างลับๆ แอบมาโดยไม่บอกให้เรารู้ ถ้าเรารู้เราก็จะจัดส่งเจ้าไปด้วยความร่าเริงยินดี โดย ให้มีการขับร้องด้วยรำมะนาและพิณเขาคู่ |
| 28 | ทำไมเจ้าไม่ยอมให้เราจุบลาบุตรชายและบุตรีของเราเล่า นี่เจ้าทำอย่างโง่เขลาแท้ๆ |
| 29 | เจ้าอยู่ในกำมือเราแล้ว เราจะทำอันตรายแก่เจ้าก็ได้ แต่คืนวานนี้พระเจ้าของบิดาเจ้าตรัสว่า 'ระวังอย่าพูดดี หรือร้าย กับยาโคบเลย' |
| 30 | บางทีเจ้าหนีมา เพราะคิดถึงบ้านบิดาเจ้ามาก แต่ทำไมเจ้าถึงลักรูปพระของเรามา" |
| 31 | ยาโคบจึงตอบลาบันว่า "เพราะว่าข้าพเจ้าเกรงว่าท่านจะริบบุตรีของท่านคืนจากข้าพเจ้าเสีย |
| 32 | ส่วนพระของท่านนั้นถ้าพบที่คนไหน ก็อย่าไว้ชีวิตผู้นั้นเลย ค้นดูต่อหน้าญาติพี่น้องของเรา ท่านพบสิ่งใดที่เป็น ของท่าน ก็เอาไปเถิด" ยาโคบไม่รู้ว่าราเชลลักรูปเหล่านั้นมา |
| 33 | ลาบันจึงเข้าไปในเต็นท์ของยาโคบ เต็นท์ของเลอาห์ และเต็นท์สาวใช้ทั้งสองคนนั้น แต่หาไม่พบ จึงออกจาก เต็นท์ของเลอาห์ แล้วเข้าไปในเต็นท์ของราเชล |
| 34 | ส่วนราเชลเอารูปเคารพประจำบ้านเหล่านั้นซ่อนไว้ในกูบอูฐและนั่งทับไว้ ลาบันได้คลำดูทั่วเต็นท์ ก็หาไม่พบ |
| 35 | ราเชลก็พูดกับบิดาว่า "ขอพ่ออย่าโกรธเลยที่ดิฉันลุกขึ้นต้อนรับไม่ได้ ด้วยว่าดิฉันกำลังลำบากตามธรรมดาของผู้ หญิง" ดังนั้นลาบันก็ค้นดูแล้ว แต่ไม่พบรูปเคารพประจำบ้านเลย |
| 36 | ส่วนยาโคบก็โกรธและต่อว่าลาบัน ยาโคบกล่าวกับลาบันว่า "ฉันทำผิดต่อท่านประการใด ฉันทำบาปอะไร ท่าน จึงติดตามฉันมาดังนี้ |
| 37 | ท่านคลำดูของของฉันทั้งหมดแล้ว ท่านพบอะไรที่เป็นของมาจากบ้านของท่าน ก็เอามาตั้งไว้ที่นี่ ตรงหน้าญาติพี่ น้องทั้งสองฝ่าย ให้เขาตัดสินความระหว่างเราทั้งสอง |
| 38 | ฉันอยู่กับท่านมายี่สิบปีแล้ว แกะและแพะมิได้แท้งลูก และแกะตัวผู้ในฝูงของท่าน ฉันก็มิได้กิน |
| 39 | ที่สัตว์ร้ายกัดฉีกกินเสีย ฉันก็มิได้นำมาให้ท่าน ฉันเองสู้ใช้ให้ ที่ถูกขโมยไปในเวลากลางวันหรือกลางคืน ท่านก็ หักจากฉันทั้งนั้น |
| 40 | เวลากลางวันแดดก็เผาฉัน เวลากลางคืนความหนาวก็ผลาญฉัน ฉันนอนไม่หลับ |
| 41 | ฉันอาศัยอยู่ในเรือนของท่านยี่สิบปีแล้ว ฉันได้รับใช้ท่านสิบสี่ปีเพื่อได้บุตรีสองคนของท่าน และรับใช้ท่านหกปี เพื่อได้ฝูงสัตว์ของท่าน ท่านยังเปลี่ยนค่าจ้างสิบครั้ง |
| 42 | ถ้าพระเจ้าของบิดาฉัน พระเจ้าของอับราฮัมและซึ่งอิสอัคยำเกรง ไม่ทรงสถิตอยู่กับฉันแล้ว ครั้งนี้ท่านคงให้ฉันไป ตัวเปล่าเป็นแน่ พระเจ้าทรงเห็นความทุกข์ใจของฉัน และการงานตรากตรำที่มือฉันทำ จึงทรงห้ามท่านเมื่อคืนวานนี้" |
| 43 | แล้วลาบันตอบยาโคบว่า "บุตรีเหล่านี้ก็เป็นบุตรีของเรา เด็กเหล่านี้ก็เป็นเด็กของเรา ฝูงสัตว์ทั้งฝูงนี้ก็เป็นของเรา ของทั้งสิ้นที่เจ้าเห็นก็เป็นของเรา วันนี้เราจะกระทำอะไรแก่ลูกสาวของเราหรือแก่เด็กๆที่เกิดมาจากเขา |
| 44 | มาเถิด ให้เราทำพันธสัญญาทั้งเจ้ากับเรา ให้พันธสัญญานั้นเป็นพยานระหว่างเจ้ากับเรา" |
| 45 | ฝ่ายยาโคบก็เอาศิลาก้อนหนึ่งตั้งไว้เป็นเสาศักดิ์สิทธิ์ |
| 46 | แล้วยาโคบจึงพูดกับญาติพี่น้องว่า "เก็บก้อนหินมา" เขาเก็บก้อนหินมากองสุมไว้ แล้วก็กินเลี้ยงกันที่กองหินนั้น |
| 47 | ลาบันจึงตั้งชื่อกองหินนั้นว่า เยการ์สหดูธา {ภาษาอารัม แปลว่า กองพยาน} แต่ยาโคบตั้งชื่อว่า กาเลเอด {ภาษา ฮีบรู แปลว่า กองพยาน} |
| 48 | ลาบันกล่าวว่า "วันนี้กองศิลานี้จะเป็นพยานระหว่างเรากับเจ้า" เหตุฉะนี้เขาจึงตั้งชื่อว่า กาเลเอด |
| 49 | และมิสปาห์ {แปลว่า ด่านยาม} เพราะเขากล่าวว่า "พระเจ้าทรงเฝ้าอยู่ระหว่างเจ้ากับเรา เมื่อเราจากกันไป |
| 50 | ถ้าเจ้าข่มเหงบุตรีของเรา หรือเจ้าได้ภรรยาอื่นนอกจากบุตรีของเรา แม้ว่าจะไม่มีใครอยู่กับเราก็จริง แต่จงจำไว้เถิด ว่า พระเจ้าทรงเป็นพยานระหว่างเจ้ากับเรา" |
| 51 | ลาบันบอกยาโคบว่า "ดูกองหินและเสาหินนี้ ที่เราตั้งไว้ระหว่างเจ้ากับเรา |
| 52 | หินกองนี้เป็นพยาน และเสานั้นก็เป็นพยานว่า เราจะไม่ข้ามกองหินนี้ไปหาเจ้า และเจ้าจะไม่ข้ามกองหินนี้และเสา นี้มาหาเรา เพื่อทำอันตรายกัน |
| 53 | ให้พระเจ้าของอับราฮัมและพระเจ้าของนาโฮร์ ซึ่งเป็นพระเจ้าของบิดาของเขาทั้งสองทรงตัดสินความระหว่างเรา" ยาโคบก็สาบานโดยอ้างถึงผู้ที่อิสอัคบิดาของตนยำเกรง |
| 54 | ยาโคบถวายเครื่องบูชาบนภูเขา และเรียกญาติพี่น้องของตนมารับประทานขนมปัง พวกเขารับประทานขนมปังและ อยู่ที่บนภูเขาตลอดคืนวันนั้น |
| 55 | ลาบันตื่นขึ้นแต่เช้ามืด จูบหลานและบุตรีอวยพรแก่เขา แล้วก็ออกเดินทางกลับไปบ้าน |
| 01 | เมื่อยาโคบเดินทางไปเหล่าทูตของพระเจ้าพบเขา |
| 02 | เมื่อยาโคบเห็นทูตสวรรค์เหล่านั้นจึงว่า "นี่แหละกองทัพของพระเจ้า" จึงเรียกสถานที่นั้นว่า "มาหะนาอิม" {ในที่นี้ หมายว่า กองทัพสองกองทัพ} |
| 03 | ยาโคบส่งผู้สื่อสารหลายคนล่วงหน้าไปหาเอซาวพี่ชายที่ในแคว้นเสอีร์ที่เมืองเอโดมตั้งอยู่ |
| 04 | สั่งเขาว่า "จงไปบอกเอซาวเจ้านายของเราว่า ยาโคบผู้รับใช้ของท่านกล่าวดังนี้ 'ข้าพเจ้าไปอาศัยอยู่กับลาบันจนบัดนี้ |
| 05 | ข้าพเจ้ามีฝูงโค ฝูงลา ฝูงแพะแกะ มีคนใช้ชายหญิง ข้าพเจ้าใช้คนมาเรียนใต้เท้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้เป็นที่โปรดปราน ในสายตาของใต้เท้า'" |
| 06 | ผู้สื่อสารนั้นกลับมาบอกยาโคบว่า "ข้าพเจ้าไปพบเอซาวพี่ชายของท่านแล้ว เขากำลังจะมาพบท่าน มีพวกสี่ร้อยคน" |
| 07 | ยาโคบมีความกลัวและเป็นห่วงยิ่งนัก จึงให้แบ่งคนทั้งหลายที่มาด้วย และฝูงแพะแกะ ฝูงโค ฝูงอูฐ ออกเป็นสอง พวก |
| 08 | คิดว่า "ถ้าเอซาวมาถึงพวกหนึ่งและทำลายเสีย พวกที่เหลือจะหนีไปได้ |
| 09 | ยาโคบอธิษฐานว่า "ข้าแต่พระเจ้าของอับราฮัมปู่ของข้าพระองค์ และพระเจ้าของอิสอัคบิดาของข้าพระองค์ ข้าแต่ พระเจ้าผู้ตรัสสั่งข้าพระองค์ไว้ว่า 'กลับไปยังเมือง และยังญาติพี่น้องของเจ้า เราจะช่วยให้เจ้าได้ดี'นั้น |
| 10 | ข้าพระองค์ไม่สมควรจะรับความรักมั่นคง และความซื่อสัตย์แม้เล็กน้อยที่สุด ที่พระองค์ทรงโปรดประทานแก่ผู้รับ ใช้ของพระองค์ ด้วยว่าข้าพระองค์ข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้เมื่อมีแต่ไม้เท้า และบัดนี้ข้าพระองค์มีผู้คนเป็นสองพวก |
| 11 | ขอพระองค์ทรงโปรดช่วยกู้ข้าพระองค์ให้พ้นจากเงื้อมมือพี่ชายข้าพระองค์ คือจากเงื้อมมือของเอซาว เพราะข้าพระ องค์กลัวเขา เกรงว่าเขาจะมาฆ่าพวกข้าพระองค์ทั้งสิ้น คือแม่ๆกับลูกๆ |
| 12 | แต่พระองค์ตรัสไว้แล้วว่า 'เราจะทำดีแก่เจ้าและช่วยให้เชื้อสายของเจ้าดุจเม็ดทรายที่ทะเลนับไม่ถ้วน เพราะมีมาก' |
| 13 | คืนวันนั้นยาโคบพักอยู่ที่นั่นและคัดเอาทรัพย์สมบัติที่มีอยู่นั้นให้เป็นของกำนัลแก่เอซาวพี่ชายของตน |
| 14 | คือแพะตัวเมียสองร้อย แพะผู้ยี่สิบ แกะตัวเมียสองร้อย แกะตัวผู้ยี่สิบ |
| 15 | อูฐแม่ลูกอ่อนสามสิบกับลูกวัวตัวเมียสี่สิบ วัวตัวผู้สิบ ลาตัวเมียยี่สิบ ลาตัวผู้สิบ |
| 16 | ยาโคบมอบสิ่งเหล่านี้ไว้ในความดูแลของคนใช้ แต่ละฝูงอยู่ต่างหาก และสั่งพวกคนใช้ว่า "ล่วงหน้าไปก่อนเรา และให้หมู่เหล่านี้ไว้ระยะห่างกันหน่อย" |
| 17 | ยาโคบสั่งหมู่ที่ขึ้นหน้าว่า "เมื่อเอซาวพี่ชายของเรามาพบเจ้า และถามเจ้าว่า 'เจ้าเป็นคนของใคร เจ้าไปไหน และ ของที่อยู่ข้างหน้าเจ้านี้เป็นของใคร' |
| 18 | เจ้าจงตอบว่า 'ของเหล่านี้เป็นของยาโคบผู้รับใช้ของท่าน เป็นของกำนัลส่งมาให้เอซาวเจ้านายของข้าพเจ้า และยิ่ง กว่านั้นอีก ยาโคบตามมาข้างหลัง'" |
| 19 | ยาโคบสั่งหมู่ที่สองและหมู่ที่สาม และบรรดาผู้ที่ติดตามหมู่เหล่านั้นทำนองเดียวกันว่า "เมื่อเจ้าพบเอซาว จงกล่าว แก่เขาเช่นเดียวกัน |
| 20 | และเสริมว่า 'ยิ่งกว่านั้นอีก ยาโคบผู้รับใช้ของท่านกำลังตามมาข้างหลังพวกเรา' เพราะยาโคบคิดว่า "ข้าคงจะระ งับโทษะของเอซาวได้ด้วยของกำนัลที่ส่งล่วงหน้าไป และภายหลังเมื่อข้าเห็นหน้าเขา บางทีเขาจะคืนดีกับข้า" |
| 21 | ดังนั้นของกำนัลต่างๆจึงล่วงหน้าไปก่อน ส่วนตัวเขาคืนนั้นยังค้างอยู่ในค่าย |
| 22 | กลางคืนนั้นเอง ยาโคบก็ลุกขึ้น พาภรรยาทั้งสอง สาวใช้ทั้งสองและลูกสิบเอ็ดคน ข้ามที่ท่าลุยข้ามแม่น้ำยับบอก |
| 23 | ยาโคบส่งครอบครัวข้ามลำธารไป และส่งทรัพย์สมบัติทั้งหมดข้ามไปด้วย |
| 24 | ยาโคบอยู่ที่นั่นแต่ผู้เดียว มีบุรุษผู้หนึ่งมาปล้ำกับเขาจนเวลารุ่งสาง |
| 25 | เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นว่าจะเอาชนะยาโคบไม่ได้ ก็ถูกต้องที่ข้อต่อตะโพกของยาโคบขณะที่ปล้ำสู้กัน ข้อต่อตะโพกของ ยาโคบก็เคล็ด |
| 26 | บุรุษนั้นจึงว่า "ปล่อยให้เราไปเถิดเพราะใกล้สว่างแล้ว" แต่ยาโคบตอบว่า "ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจาก ท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า" |
| 27 | บุรุษผู้นั้นจึงถามยาโคบว่า "เจ้าชื่ออะไร" ยาโคบตอบว่า "ข้าพเจ้าชื่อยาโคบ" |
| 28 | บุรุษนั้นจึงว่า "เขาจะไม่เรียกเจ้าว่ายาโคบต่อไป แต่จะเรียกว่า อิสราเอล {แปลว่า เขาผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า หรือพระ เจ้าทรงปล้ำสู้} เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ" |
| 29 | ยาโคบจึงถามบุรุษผู้นั้นว่า "ขอท่านบอกข้าพเจ้าว่าท่านชื่ออะไร" แต่บุรุษนั้นกล่าวว่า "เหตุไฉนเจ้าจึงถามชื่อเรา" แล้วก็อวยพรยาโคบที่นั่น |
| 30 | ยาโคบจึงเรียกสถานที่นั้นว่า เปนีเอล {แปลว่า พระพักตร์พระเจ้า} กล่าวว่า "เพราะข้าพเจ้าได้เห็นพระพักตร์พระ เจ้า แล้วยังมีชีวิตอยู่" |
| 31 | เมื่อยาโคบผ่านเปนูเอล {ชะรอย จะเป็นเปนีเอลนั่นเอง} ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว เขาเดินโขยกเขยกเพราะเจ็บตะโพก |
| 32 | เหตุฉะนี้คนอิสราเอลจึงไม่กินเส้นเอ็นที่ตะโพก ซึ่งอยู่ที่ข้อต่อตะโพกนั้นจนทุกวันนี้ เพราะพระองค์ทรงถูกต้องข้อ ต่อตะโพกของยาโคบตรงเส้นเอ็นที่ตะโพก |
| 01 | ยาโคบเงยหน้าขึ้นดูก็เห็นเอซาวกำลังมาพร้อมกับพวกสี่ร้อยคน ยาโคบจึงแบ่งเด็กๆให้นางเลอาห์ นางราเชลและสาว ใช้ทั้งสอง |
| 02 | เขาให้สาวใช้กับลูกอยู่ข้างหน้า ถัดมาเลอาห์กับลูก ส่วนราเชลกับโยเซฟอยู่ท้ายสุด |
| 03 | ตัวเขาเองเดินออกหน้าไปก่อน กราบลงถึงดินเจ็ดหน จนเข้ามาใกล้พี่ชายของเขา |
| 04 | แต่เอซาววิ่งออกไปต้อนรับ กอดและซบหน้าลงที่คอจุบเขา ต่างก็ร้องไห้ |
| 05 | เมื่อเอซาวเงยหน้าขึ้นแลเห็นพวกผู้หญิงกับลูกๆจึงถามว่า "คนที่อยู่กับเจ้านี้คือใคร" ยาโคบตอบว่า "คือลูกๆที่พระ เจ้าโปรดประทานให้แก่ข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่าน" |
| 06 | แล้วสาวใช้ทั้งสองคนกับลูกๆก็เข้ามาใกล้และกราบลง |
| 07 | เลอาห์กับลูกของเขาก็เข้ามาใกล้และกราบลงด้วย ที่สุดโยเซฟและราเชลก็เข้ามาใกล้และกราบลง |
| 08 | เอซาวถามว่า "ผู้คนและฝูงสัตว์เหล่านี้ทั้งหมดที่เราพบนั้นสำหรับอะไร" ยาโคบตอบว่า "เพื่อข้าพเจ้าจะได้ถูกใจใต้ เท้า" |
| 09 | เอซาวพูดว่า "น้องเอ๋ย ข้ามีพออยู่แล้ว เก็บของของเจ้าไว้เองเถิด" |
| 10 | ยาโคบตอบว่า "มิได้ ข้าพเจ้าขอที ถ้าข้าพเจ้าถูกใจท่านแล้ว ขอรับของกำนัลนั้นจากมือข้าพเจ้า เพราะแท้จริงเมื่อ ข้าพเจ้าเห็นหน้าท่านก็เหมือนเห็นพระพักตร์ของพระเจ้า เพราะท่านต้อนรับข้าพเจ้าอย่างดี |
| 11 | ข้าพเจ้าอ้อนวอน ขอท่านรับของขวัญที่นำมาให้ท่าน เพราะพระเจ้า ทรงโปรดกรุณาข้าพเจ้าและข้าพเจ้าก็มีพอเพียง แล้ว" เขาอ้อนวอนอย่างนี้เอซาวจึงรับไว้ |
| 12 | เอซาวพูดว่า "ให้เราเก็บเต็นท์ออกเดินไปกันเถิด ข้าจะนำหน้าเจ้า" |
| 13 | แต่ยาโคบตอบเขาว่า "ใต้เท้าย่อมทราบอยู่แล้วว่าเด็กๆของข้าพเจ้านั้นอ่อนแอ ข้าพเจ้ายังเป็นกังวลถึงฝูงแพะแกะ และโคที่มีลูกอ่อนยังกินนมอยู่ ถ้าจะต้อนให้เดินเกินไปสักวันหนึ่งฝูงสัตว์ก็จะตายหมด |
| 14 | ขอใต้เท้าล่วงหน้าผู้รับใช้ของท่านไปก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะตามไปช้าๆตามกำลังของสัตว์ซึ่งอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้าและ ตามกำลังของเด็ก จนกว่าข้าพเจ้าจะไปพบใต้เท้าที่เสอีร์" |
| 15 | เอซาวจึงกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้นให้คนที่มากับเราไปกับเจ้าบ้าง" ยาโคบตอบว่า "ไม่จำเป็นเลย ขอให้ข้าพเจ้าได้รับ ความเอ็นดูจากใต้เท้าก็พอแล้ว" |
| 16 | ในวันนั้น เอซาวก็กลับไปถึงเสอีร์ |
| 17 | ส่วนยาโคบเดินทางไปถึงสุคคท {แปลว่า เพิง} เขาสร้างบ้านอยู่ที่นั่น และสร้างเพิงให้สัตว์ของเขา ฉะนั้นเขาจึง เรียกที่นั้นว่า สุคคท |
| 18 | ยาโคบเดินทางจากปัดดานอารัมมาถึงเมืองเชเคม ในแคว้นคานาอันอย่างปลอดภัย เขาตั้งเต็นท์อยู่หน้าเมืองนั้น |
| 19 | ยาโคบซื้อที่ดิน แปลงที่ตั้งเต็นท์อยู่นั้น จากบุตรชายของฮาโมร์ บิดาของเชเคมเป็นเงินหนึ่งร้อยเหรียญ |
| 20 | ยาโคบสร้างแท่นบูชาที่นั่น เรียกแท่นนั้นว่า เอลเอโลเฮอิสราเอล {แปลว่า พระเจ้าคือพระเจ้าของอิสราเอล} |
| 01 | ฝ่ายดีนาห์บุตรีของยาโคบกับนางเลอาห์นั้น ออกไปเยี่ยมผู้หญิงในถิ่นนั้น |
| 02 | เมื่อเชเคมบุตรชายฮาโมร์คนฮีไวต์ผู้เป็นเจ้าเมืองเห็นนางสาวดีนาห์ ก็เอาไปหลับนอนทำอนาจาร |
| 03 | จิตใจของเชเคมก็ผูกพันอยู่กับดีนาห์บุตรียาโคบ รักเธอพูดจาเล้าโลมเอาใจเธอ |
| 04 | เชเคมจึงพูดกับฮาโมร์บิดาว่า "ขอหญิงสาวนี้ให้เป็นภรรยาข้าพเจ้าเถิด" |
| 05 | ยาโคบได้ข่าวว่าผู้นั้นทำลายความบริสุทธิ์ของดีนาห์ลูกสาวของตน แต่พวกบุตรของท่านอยู่กับฝูงสัตว์ที่ในนา ยาโ คบจึงนิ่งคอยให้พวกลูกกลับมาบ้าน |
| 06 | ฮาโมร์บิดาของเชเคมก็ไปหายาโคบพูดจาปรึกษากัน |
| 07 | เมื่อพวกลูกของยาโคบได้ยินข่าวนั้นก็กลับมาจากนา ต่างก็เป็นเดือดเป็นแค้นที่เชเคมสบประมาทพวกอิสราเอล โดย ข่มขืนบุตรีของยาโคบ ซึ่งเป็นความผิดอย่างหนัก |
| 08 | ฮาโมร์ก็พูดจาปรึกษากับพวกเขาว่า "จิตใจเชเคมบุตรชายของเรานี้ผูกพันรักใคร่ ลูกสาวของท่านมาก ขอหญิงนั้น เป็นภรรยาบุตรชายของเราเถิด |
| 09 | และเชิญพวกท่านจงทำการสมรสกับพวกเรา ยกบุตรีของท่านให้พวกเรา และรับบุตรีของเราให้พวกท่าน |
| 10 | พวกท่านจะได้อยู่กับพวกเรา เราจะเปิดประตูเมืองนี้ให้ท่าน เชิญอาศัยเป็นที่ค้าขาย และเชิญหาสมบัติในเมืองนี้" |
| 11 | เชเคมบอกบิดาและพวกพี่ชายของหญิงนั้นว่า "เห็นแก่ข้าพเจ้าเถิด ท่านจะเรียกเท่าไรข้าพเจ้าก็จะให้ |
| 12 | ท่านจะเอาเงินสินสอดและของขวัญสักเท่าไรก็ตามใจ ท่านจะเรียกเท่าไร ข้าพเจ้าจะให้ แต่ขอยกหญิงนั้นเป็น ภรรยาข้าพเจ้า" |
| 13 | เพราะเหตุที่เชเคมทำลายความบริสุทธิ์ของดีนาห์น้องสาว บุตรชายของยาโคบจึงหลอกเชเคม และฮาโมร์บิดาของ เชเคม |
| 14 | โดยตอบว่า "เราจะยกน้องสาวของเราให้แก่คนที่ยังไม่ได้เข้าสุหนัตนั้นไม่ได้ จะเป็นที่อับอายขายหน้าแก่เรา |
| 15 | เราจะยอมก็ต่อเมื่อท่านถือตามเรา คือยอมเหมือนพวกเรา โดยให้ผู้ชายทุกคนเข้าสุหนัต |
| 16 | เราจึงจะยอมยกบุตรีของเราให้แก่พวกท่าน แล้วจะรับบุตรีของพวกท่านเป็นภรรยาของพวกเรา แล้วเราจะอยู่กับ ท่านเป็นชนชาติเดียวกัน |
| 17 | แต่หากว่าท่านทั้งหลายไม่ฟังคำเรา ไม่เข้าสุหนัต เราจะเอาบุตรีของเราไปเสีย" |
| 18 | ถ้อยคำของเขาเป็นที่พอใจฮาโมร์และเชเคมบุตรชายของฮาโมร์ |
| 19 | หนุ่มคนนั้นไม่รีรอที่จะทำตามเพราะเขาชอบบุตรีของยาโคบ เขาเป็นคนมีเกียรติ มากกว่าใครๆ ในครอบครัวของ บิดา |
| 20 | ฮาโมร์กับเชเคมบุตรชายจึงออกไปที่ประตูเมืองบอกชาวเมืองว่า |
| 21 | "คนเหล่านี้เป็นมิตรกับพวกเรา ให้เขาอาศัยค้าขายในดินแดนนี้ เพราะดินแดนนี้กว้างขวางพอให้เขาอยู่ได้ เราจงรับ บุตรีของเขาเป็นภรรยาพวกเรา และยกบุตรีของเราให้เขา |
| 22 | พวกเขาจะยอมอยู่เป็นชนชาติเดียวกับเราได้ตามเงื่อนไขนี้เท่านั้น คือพวกเราที่เป็นชายทุกคนจะยอมเข้าสุหนัต เหมือนเขา |
| 23 | ฝูงสัตว์เลี้ยงและทรัพย์สมบัติของเขา กับฝูงสัตว์ใช้ทั้งสิ้นของเขาก็จะเป็นของเราด้วยมิใช่หรือ ขอแต่ให้เรายอม กระทำดังนั้น เขาจะยอมอยู่กับเรา" |
| 24 | ชาวเมืองก็เห็นชอบกับฮาโมร์และเชเคม ชาวเมืองที่เป็นชายก็เข้าสุหนัต |
| 25 | ครั้นอยู่มาถึงวันที่สาม คนเหล่านั้นกำลังเจ็บอยู่ บุตรชายสองคนของยาโคบชื่อ สิเมโอนและเลวี เป็นพี่ชายของดี นาห์ ก็ถือดาบแอบเข้าไปในเมือง ฆ่าผู้ชายในเมืองนั้นเสียสิ้น |
| 26 | เขาฆ่าฮาโมร์และเชเคมบุตรชายเสียด้วยดาบ และพาดีนาห์ออกจากบ้านเชเคมไปเสีย |
| 27 | พวกลูกชายของยาโคบเข้าไปตามบ้านคนตาย และปล้นเมืองนั้น เพราะคนเมืองนั้นทำลายความบริสุทธิ์ของน้อง สาว |
| 28 | เขาริบเอาฝูงแพะ แกะ ฝูงโค ฝูงลา และข้าวของทั้งปวงในเมืองและในนาไป |
| 29 | เอาทรัพย์สมบัติไป และจับบุตรภรรยาของคนเหล่านั้นไปเป็นเชลย และริบของในบ้านไปเสียทั้งสิ้น |
| 30 | ฝ่ายยาโคบจึงพูดกับสิเมโอนและเลวีว่า "เจ้าทำให้เราเดือดร้อน โดยทำให้เราเป็นที่เกลียดชังแก่คนถิ่นนี้ คือคนคา นาอันกับคนเปริสซี เรามีผู้คนน้อยนัก ถ้าพวกนั้นรุมโจมตีพวกเรา ก็จะทำให้เราและครอบครัวพินาศสิ้น" |
| 31 | แต่เขาตอบว่า "มันจะทำกับน้องสาวเราเหมือนหญิงแพศยาได้หรือ" |
| 01 | พระเจ้าตรัสแก่ยาโคบว่า "ลุกขึ้นไปเบธเอล และอาศัยอยู่ที่นั่น ทำแท่นที่นั่นบูชาพระเจ้าผู้สำแดงพระองค์แก่เจ้าเมื่อ เจ้าหนีไปจากเอซาวพี่ชายของเจ้า" |
| 02 | ดังนั้นยาโคบจึงบอกครอบครัว และคนทั้งปวงที่อยู่ด้วยกันว่า "จงทิ้งพระต่างด้าวที่อยู่ท่ามกลางเจ้าเสียให้หมด ชำระตัว และเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม |
| 03 | ให้พวกเราไปเบธเอล ที่นั่นข้าจะทำแท่นบูชาพระเจ้าผู้ทรงตอบข้าในวันที่ข้ามีความทุกข์ใจ และทรงอยู่กับข้าใน สถานที่ทุกแห่งที่ข้าไปนั้น" |
| 04 | คนทั้งหลายเอาพระต่างด้าวทั้งหมดที่มีอยู่ กับตุ้มหูที่หูของเขามาให้ยาโคบ ยาโคบก็ฝังไว้ใต้ต้นก่อที่อยู่ใกล้เมือง เชเคม |
| 05 | เมื่อพวกเขายกเดินไป หัวเมืองที่อยู่รอบข้างต่างมีความเกรงกลัวพระเจ้า ชาวเมืองจึงมิได้ไล่ตามบรรดาบุตรชายของ ยาโคบ |
| 06 | ยาโคบมาถึงตำบลลูส (คือเบธเอล) ซึ่งอยู่ในแคว้นคานาอัน ทั้งตัวเขาและทุกคนที่อยู่กับเขา |
| 07 | ที่นั่นยาโคบสร้างแท่นบูชาไว้ และเรียกตำบลนั้นว่าเอลเบเธล {แปลว่า พระเจ้าแห่งเบธเอล} เหตุว่าที่นั่น พระเจ้า ทรงสำแดงพระองค์แก่ยาโคบเมื่อครั้งหนีพี่ชายไป |
| 08 | ฝ่ายพี่เลี้ยงของนางเรเบคาห์ ชื่อเดโบราห์ก็ถึงแก่ความตาย เขาฝังศพไว้ใต้ต้นก่อใต้เบธเอล เขาเรียกต้นไม้นั้นว่าอัล โลนบาคูท {แปลว่า ต้นก่อแห่งการคร่ำครวญ} |
| 09 | เมื่อยาโคบออกจากปัดดานอารัม พระเจ้าก็ทรงสำแดงพระองค์แก่ยาโคบอีก และทรงอวยพรเขา |
| 10 | พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า "เจ้ามีชื่อว่ายาโคบ เขาจะไม่เรียกเจ้าว่ายาโคบต่อไป แต่จะมีชื่อว่าอิสราเอล" ดังนั้นคนจึง เรียกเขาว่าอิสราเอล |
| 11 | พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า "เราเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เจ้าจงเกิดผู้คนทวีมากขึ้น ประชาชาติหนึ่งและหลายประชา ชาติจะเกิดมาจากเจ้า กษัตริย์หลายองค์จะออกมาจากเจ้า |
| 12 | ดินแดนนี้ที่เราให้แก่อับราฮัมและอิสอัคแล้วเราจะให้แก่เจ้า และเราจะให้ดินแดนนี้แก่เชื้อสายของเจ้าสืบต่อไป" |
| 13 | พระเจ้าเสด็จขึ้นไปจากยาโคบณที่ที่พระเจ้าตรัสแก่เขา |
| 14 | ยาโคบก็ปักเสาศักดิ์สิทธิ์ไว้ที่นั่นที่พระองค์ตรัสแก่ตน เป็นเสาหินศักดิ์สิทธิ์ เขาก็เอาเครื่องดื่มบูชาเทลงบนเสา และเทน้ำมันบนนั้น |
| 15 | ยาโคบเรียกตำบลที่พระเจ้าตรัสแก่ตนว่า เบธเอล |
| 16 | พวกเขาไปจากเบธเอลยังไม่ทันถึงเอฟราธาห์ นางราเชลจะคลอดบุตรก็เจ็บครรภ์นัก |
| 17 | ขณะที่นางเจ็บครรภ์นัก หญิงผดุงครรภ์บอกว่า "อย่ากลัว ท่านจะได้บุตรชายอีกคนหนึ่ง" |
| 18 | เมื่อชีวิตใกล้ดับ (เพราะนางถึงแก่ความตาย) นางเรียกบุตรนั้นว่า เบนโอนี {แปลว่า บุตรชายแห่งความระทม} แต่บิดาเรียกว่า เบนยามิน {แปลว่า บุตรชายแห่งมือขวาของข้าพเจ้า} หรือบุตรชายแห่งทิศใต้ |
| 19 | นางราเชลก็สิ้นชีวิต เขาฝังศพไว้ริมทางที่จะไปบ้านเอฟราธาห์ (คือเบธเลเฮม) |
| 20 | ยาโคบเอาเสาหินปักไว้ณที่ฝังศพซึ่งเป็นเสาหินณที่ฝังศพนางราเชลจนทุกวันนี้ |
| 21 | อิสราเอลก็ยกเดินต่อไปอีก ไปตั้งเต็นท์อยู่เลยหอคอยชื่อเอเดอร์ |
| 22 | อยู่มาเมื่ออิสราเอลอาศัยอยู่ที่แคว้นนั้น รูเบนไปนอนกับนางบิลฮาห์ภรรยาน้อยของบิดา อิสราเอลก็รู้เรื่องนี้ ฝ่ายบุตร ชายของยาโคบมีสิบสองคน |
| 23 | บุตรชายนางเลอาห์ชื่อรูเบน (เป็นบุตรหัวปีของยาโคบ) สิเมโอน เลวี ยูดาห์ อิสสาคาร์ และเศบูลุน |
| 24 | บุตรชายนางราเชลชื่อโยเซฟ และเบนยามิน |
| 25 | บุตรชายนางบิลฮาห์ สาวใช้ของราเชลชื่อ ดาน และนัฟทาลี |
| 26 | บุตรชายของนางศิลปาห์สาวใช้ของเลอาห์ชื่อกาดและอาเชอร์ คนเหล่านี้เป็นบุตรของยาโคบ เกิดที่ปัดดานอารัม |
| 27 | ฝ่ายยาโคบกลับมาหาอิสอัคบิดาของตนที่มัมเร คือที่เมืองคีริยาทอารบา (คือเฮโบรน) ที่อับราฮัมและอิสอัคเคยอาศัย ก่อน |
| 28 | อิสอัคมีอายุหนึ่งร้อยแปดสิบปี |
| 29 | ก็สิ้นลมหายใจ ท่านชราและแก่หง่อมมากเมื่อสิ้นชีวิต และไปอยู่ร่วมบรรพบุรุษของท่าน เอซาวและยาโคบบุตร ชายก็นำท่านไปฝังเสีย |
| 01 | ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของเอซาว (คือ เอโดม) |
| 02 | เอซาวได้หญิงคนคานาอันมาเป็นภรรยา คืออาดาห์ บุตรเอโลนคนฮิตไทต์ และโอโฮลีบามาห์บุตรีอานาห์ผู้เป็นบุตร ศิเบโอนคนฮีไวต์ |
| 03 | กับบาเสมัท บุตรีอิชมาเอลเป็นน้องสาวของเนบาโยท |
| 04 | ฝ่ายนางอาดาห์มีบุตรชายให้เอซาวชื่อเอลีฟัส นางบาเสมัทมีบุตรชายชื่อเรอูเอล |
| 05 | และนางโอโฮลีบามาห์มีบุตรชายชื่อ เยอูช ยาลาม และโคราห์ คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของเอซาวที่เกิดในแคว้นคา นาอัน |
| 06 | เอซาวพาภรรยาบุตรชายหญิงและคนทั้งปวงในครอบครัวของตนกับฝูงสัตว์ และทรัพย์สิ่งของที่ได้มาในแคว้นคานา อัน แยกจากยาโคบผู้น้องไปที่เมืองอื่น |
| 07 | เพราะทรัพย์สมบัติของทั้งสองมีมาก จะอยู่ด้วยกันมิได้ ดินแดนที่เขาอาศัยนั้น ไม่พอให้เขาเลี้ยงฝูงสัตว์ |
| 08 | เอซาวจึงไปอยู่ในถิ่นเทือกเขาเสอีร์ เอซาวคือเอโดม |
| 09 | ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของเอซาว บิดาคนเอโดม ชาวเมืองเทือกเขาเสอีร์ |
| 10 | ชื่อบุตรชายของเอซาว คือเอลีฟัส บุตรนางอาดาห์ ภรรยาเอซาว เรอูเอล บุตรนางบาเสมัทภรรยาเอซาว |
| 11 | ฝ่ายบุตรชายของเอลีฟัสชื่อเทมาน โอมาห์ เศโฟ กาทาม และเคนัส |
| 12 | (ทิมนาเป็นภรรยาน้อยของเอลีฟัสบุตรเอซาวนางมีบุตรด้วยกันกับเอลีฟัทชื่ออามาเลข) คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของอา ดาห์ภรรยาเอซาว |
| 13 | ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของเรอูเอล คือนาหาท เศ-ราห์ ชัมมาห์ และมิสซาห์ คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของบาเสมัท ภรรยาของเอซาว |
| 14 | ต่อไปนี้เป็นบุตรชายภรรยาของเอซาว คือนางโอโฮลีบามาห์ บุตรีอานาห์ ผู้เป็นบุตรชายศิเบโอน นางมีบุตรชายกับ เอซาวชื่อ เยอูช ยาลาม และโคราห์ |
| 15 | ต่อไปนี้เป็นเจ้านายในบรรดาบุตรชายของเอซาว บรรดาบุตรของเอลีฟัส บุตรหัวปีของเอซาวคือเจ้านายเทมาน เจ้า นายโอมาร์ เจ้านายเศโฟ เจ้านายเคนัส |
| 16 | เจ้านายโคราห์ เจ้านายกาทาม เจ้านายอามาเลข คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเอลีฟัสในแคว้นเอโดม พวกเขาเป็นลูก หลานของนางอาดาห์ |
| 17 | ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของเรอูเอล ผู้เป็นบุตรชายของเอซาว คือเจ้านายนาหาท เจ้านายเศ-ราห์ เจ้านายชัมมาห์ และ เจ้านายมิสซาห์ คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเรอูเอลในแคว้นเอโดม พวกเขาเป็นลูกหลานของนางบาเสมัทภรรยาของเอ ซาว |
| 18 | ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของนางโอโฮลีบามาห์ภรรยาของเอซาว คือเจ้านายเยอูช เจ้านายยาลาม และเจ้านายโคราห์ คน เหล่านี้เป็นเจ้านายเกิดจากนางโอโฮลีบามาห์บุตรีของอานาห์ ภรรยาเอซาว |
| 19 | คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของเอซาว (คือเอโดม) และคนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเขา |
| 20 | ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของเสอีร์ คนโฮรี ชาวแคว้นนั้นคือโลทาน โชบาล ศิเบโอน อานาห์ |
| 21 | ดีโชน เอเซอร์ และดีชาน คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของคนโฮรี ผู้เป็นบุตรของเสอีร์ ในแคว้นเอโดม |
| 22 | บุตรชายของโลทานชื่อโฮรีและเฮมาน และน้องสาวของโลทานชื่อทิมนา |
| 23 | ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของโชบาล คืออัลวาน มานาฮาท เอบาล เชโฟ และโอนัม |
| 24 | ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของศิเบโอนคืออัยยาห์ และอานาห์ อานาห์นั้นเป็นผู้ที่ได้พบน้ำพุร้อนในถิ่นทุรกันดาร เมื่อ เลี้ยงฝูงลาของศิเบโอนบิดาของเขา |
| 25 | ต่อไปนี้เป็นบุตรของอานาห์ คือดีโชน และโอโฮลีบามาห์ผู้เป็นบุตรีของอานาห์ |
| 26 | ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของดีโชน คือ เฮมดาน เอชบาน อิธราน และเคราน |
| 27 | ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของเอเซอร์ คือ บิลฮาน ศาวาน และอาขาน |
| 28 | ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของดีชาน คืออูศ และอารัน |
| 29 | ต่อไปนี้เป็นเจ้านายของคนโฮรี คือเจ้านายโลทาน เจ้านายโชบาล เจ้านายศิเบโอน เจ้านายอานาห์ |
| 30 | เจ้านายดีโชน เจ้านายเอเซอร์ เจ้านายดีชาน คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของคนโฮรี ตามพงศ์พันธุ์ของเขาในแคว้นเสอีร์ |
| 31 | ต่อไปนี้เป็นกษัตริย์ที่ครอบครองในแคว้นเอโดม ก่อนที่คนอิสราเอลมีกษัตริย์ครอบครอง |
| 32 | เบลาบุตรชายเบโอร์ครอบครองในเอโดม เมืองหลวงของท่านชื่อดินฮาบาห์ |
| 33 | เมื่อเบลาสิ้นพระชนม์แล้วโยฉบับบุตรชายเศ-ราห์ชาวเมืองโบสราห์ขึ้นครอบครองแทน |
| 34 | เมื่อโยฉบับสิ้นพระชนม์แล้วหุชามชาวแผ่นดินของคนเทมานขึ้นครอบครองแทน |
| 35 | เมื่อหุชามสิ้นพระชนม์แล้ว ฮาดัดบุตรชายของเบดัดผู้รบชนะคนมีเดียนในประเทศโมอับขึ้นครอบครองแทน เมือง หลวงของท่านชื่ออาวีท |
| 36 | เมื่อฮาดัดสิ้นพระชนม์แล้ว สัมลาห์ชาวเมืองมัสเรคาห์ขึ้นครอบครองแทน |
| 37 | เมื่อสัมลาห์สิ้นพระชนม์แล้ว ชาอูลชาวเมืองเรโหโบทอยู่ที่แม่น้ำยูเฟรติสขึ้นครอบครองแทน |
| 38 | เมื่อชาอูลสิ้นพระชนม์แล้ว บาอัลฮานัน บุตรชายอัคโบร์ขึ้นครอบครองแทน |
| 39 | เมื่อบาอัลฮานันบุตรชายอัคโบร์สิ้นพระชนม์แล้ว ฮาดาร์ขึ้นครอบครองแทน เมืองหลวงของท่านชื่อปาอู และมเหสี ของท่านชื่อเมเหทาเบล บุตรีมัทเรดผู้เป็นบุตรีของเมซาหับ |
| 40 | ต่อไปนี้เป็นชื่อเจ้านายของเอซาว ตามตระกูลและตามที่ตามชื่อคือเจ้านายทิมนา เจ้านายอัลวาห์ เจ้านายเยเธท |
| 41 | เจ้านายโอโฮลีบามาห์ เจ้านายเอลาห์ เจ้านายปิโนน |
| 42 | เจ้านายเคนัส เจ้านายเทมาน เจ้านายมิบซาร์ |
| 43 | เจ้านายมักดีเอล และเจ้านายอิราม คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเอโดม (คือเอซาวบิดาของคนเอโดม) ตามที่อยู่ของ ท่าน ในแคว้นที่เป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน |
| 01 | ฝ่ายยาโคบมาอยู่ในดินแดนที่บิดาของท่านอาศัยนั้นคือ แคว้นคานาอัน |
| 02 | ต่อไปนี้เป็นประวัติครอบครัวของยาโคบ เมื่อโยเซฟอายุได้สิบเจ็ดปีไปเลี้ยงสัตว์อยู่กับพวกพี่ชาย เขาเป็นเด็กหนุ่ม อยู่กับบุตรของนางบิลฮาห์ และศิลปาห์ภรรยาบิดาของตน โยเซฟเอาความผิดของพี่ชายมาเล่าให้บิดาฟัง |
| 03 | ฝ่ายอิสราเอลรักโยเซฟมากกว่าบุตรทั้งหมดของท่าน เพราะโยเซฟเกิดมาเมื่อบิดาแก่แล้ว บิดาทำเสื้อยาวมีแขนให้แก่ โยเซฟ |
| 04 | เมื่อพวกพี่ชายเห็นว่าบิดารักโยเซฟมากกว่าตน ก็ชังโยเซฟและพูดดีกับเขาไม่ได้ |
| 05 | คราวหนึ่งโยเซฟฝัน แล้วเล่าให้พวกพี่ชายฟัง พวกพี่ชายยิ่งชังโยเซฟมากขึ้น |
| 06 | โยเซฟเล่าว่า "ฟังความฝันซึ่งฉันฝันเห็นซิ |
| 07 | พวกเรากำลังมัดฟ่อนข้าวอยู่ในนา ทันใดนั้น ฟ่อนข้าวของฉันตั้งขึ้นยืนตรง แต่ฟ่อนข้าวของพวกพี่ๆ มาแวดล้อม กราบไหว้ฟ่อนข้าวของฉัน" |
| 08 | พวกพี่ชายจึงถามโยเซฟว่า "เจ้าจะปกครองเรากระนั้นหรือ เจ้าจะมีอำนาจครอบครองเราหรือ" พวกพี่ชายก็ยิ่งชังโย เซฟมากขึ้นอีกเพราะความฝัน และเพราะคำของเขา |
| 09 | ต่อมาโยเซฟก็ฝันอีก จึงเล่าให้พี่ชายฟังว่า "ฉันฝันอีกครั้งหนึ่ง เห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวสิบเอ็ดดวง กำลังกราบไหว้ฉัน" |
| 10 | เมื่อเล่าให้บิดาและพวกพี่ชายกับน้องฟัง บิดาก็เตือนโยเซฟว่า "ความฝันที่เจ้าได้ฝันเห็นนั้นหมายความว่าอะไร เรา กับมารดาและพี่น้องของเจ้าจะมาซบหน้าลงถึงดินกราบไหว้เจ้ากระนั้นหรือ" |
| 11 | พวกพี่ชายอิจฉาโยเซฟ บิดาก็นิ่งตรองเรื่องนี้อยู่แต่ในใจ |
| 12 | ฝ่ายพวกพี่ชายพากันไปเลี้ยงแพะแกะของบิดาที่เมืองเชเคม |
| 13 | อิสราเอลจึงพูดกับโยเซฟว่า "พี่ชายของเจ้าเลี้ยงแพะแกะอยู่ที่เมืองเชเคม มิใช่หรือ มา พ่อจะใช้เจ้าไปหาพี่ชาย" โยเซฟตอบว่า "ฉันพร้อมแล้ว" |
| 14 | บิดาจึงสั่งเขาว่า "ไปดูพี่ชายของเจ้าและฝูงสัตว์ซิว่าสบายดีหรือไม่ แล้วกลับมาบอกพ่อ" บิดาใช้เขาไปจากที่ราบเฮ โบรน เขาก็มายังเมืองเชเคม |
| 15 | ชายคนหนึ่งพบโยเซฟเดินไปเดินมาในท้องนา จึงถามว่า "เจ้าหาอะไร" |
| 16 | โยเซฟตอบว่า "ฉันหาพี่ชายของฉัน โปรดบอกฉันทีว่า เขาเลี้ยงสัตว์อยู่ที่ไหน" |
| 17 | คนนั้นตอบว่า "เขาไปแล้ว เพราะเราได้ยินเขาพูดกันว่า 'ให้เราไปเมืองโดธานกันเถิด'" โยเซฟตามไปพบเขาที่เมือง โดธาน |
| 18 | เมื่อพวกพี่ชายเห็นโยเซฟแต่ไกลยังมาไม่ถึง เขาก็พากันคิดปองร้ายจะฆ่าเสีย |
| 19 | เขาพูดกันว่า "เจ้าช่างฝันมานี่แล้ว |
| 20 | มาเถิด ให้พวกเราฆ่ามันเสีย แล้วทิ้งลงไว้ในบ่อบ่อหนึ่ง เราจะว่าสัตว์ร้ายกัดกินมันเสียแล้ว เราจะดูว่าความฝันนั้น จะเป็นจริงได้อย่างไร" |
| 21 | ฝ่ายรูเบนพอได้ยินดังนั้น ก็อยากช่วยโยเซฟให้พ้นมือพวกพี่ชายจึงพูดว่า "เราอย่าฆ่ามันเลย" |
| 22 | รูเบนเตือนเขาว่า "อย่าทำให้โลหิตไหล จงทิ้งมันในบ่อนี้ในถิ่นทุรกันดาร อย่าแตะต้องน้องเลย" ทั้งนี้เพื่อจะช่วย น้องให้พ้นมือเขา แล้วจะได้ส่งกลับไปยังบิดา |
| 23 | ครั้นโยเซฟมาถึงพวกพี่ชาย เขาก็จับโยเซฟถอดเสื้อออกเสีย คือเสื้อยาวมีแขนที่สวมอยู่ |
| 24 | แล้วเอาโยเซฟไปทิ้งลงในบ่อ บ่อนั้นไม่มีน้ำ |
| 25 | ขณะที่นั่งรับประทานอยู่เขาเงยหน้าขึ้น เห็นคนอิชมาเอลบรรทุกต่างมาจากเมืองกิเลอาด มีฝูงอูฐบรรทุกยางไม้ พิมเสนและเปลือกไม้ชะมดเอาเดินทางไปยังอียิปต์ |
| 26 | ยูดาห์จึงพูดกับน้องว่า "หากเราฆ่าน้องและซ่อนโลหิตไว้จะมีประโยชน์อันใดเล่า |
| 27 | มาเถิด ให้เราขายน้องแก่พวกอิชมาเอลโดยไม่แตะต้องเขา เพราะเขาก็เป็นน้องและเป็นเลือดเนื้อของเราเหมือนกัน" พี่น้องทั้งปวงก็เชื่อ |
| 28 | ขณะนั้นพวกพ่อค้าชาวมีเดียนกำลังผ่านมา เขาก็ฉุดโยเซฟขึ้นจากบ่อ ขายให้แก่คนอิชมาเอลเป็นเงินยี่สิบเชเขล คนอิชมาเอลก็พาโยเซฟไปยังอียิปต์ |
| 29 | ฝ่ายรูเบนเมื่อกลับมาถึงบ่อนั้นเห็นว่าโยเซฟมิได้อยู่ในบ่อนั้น ก็ฉีกเสื้อผ้า |
| 30 | แล้วกลับไปหาพวกน้องบอกว่า "เด็กนั้นหายไปเสียแล้ว แล้วฉันจะไปที่ไหนเล่า" |
| 31 | พวกเขาก็เอาเสื้อของโยเซฟมา และฆ่าแพะผู้ตัวหนึ่ง จุ่มเสื้อของโยเซฟลงในเลือด |
| 32 | แล้วก็ส่งเสื้อยาวที่มีแขนนั้นไปยังบิดา บอกว่า "พวกเราได้พบเสื้อตัวนี้ ขอพ่อจงพิจารณาดูว่า ใช่เสื้อลูกของพ่อ หรือไม่" |
| 33 | บิดาตรวจดูแล้วร้องว่า "นี่เป็นเสื้อลูกเรา สัตว์ร้ายกัดกินเขาเสียแล้ว โยเซฟลูกเราย่อยยับเสียแล้วเป็นแน่" |
| 34 | ยาโคบก็ฉีกเสื้อผ้าเอาผ้ากระสอบคาดเอว ไว้ทุกข์ให้บุตรหลายวัน |
| 35 | ฝ่ายบุตรชายหญิงทั้งหมดก็พากันมาปลอบโยนบิดา แต่ท่านไม่ยอมรับการปลอบโยน กล่าวว่า "อย่าเลย เราจะโศก เศร้าถึงลูกเราจนกว่าเราจะตามลงไปยังแดนคนตาย" บิดาของเขาร้องไห้คิดถึงเขาดังนี้ |
| 36 | ในระหว่างนั้นคนมีเดียนก็ขายโยเซฟในอียิปต์ไว้กับโปทิฟาร์ ขุนนางผู้หนึ่งของฟาโรห์ผู้บัญชาการทหารรักษาพระ องค์ |
| 01 | ครั้งนั้นยูดาห์ลงไปจากพวกพี่น้อง ไปอาศัยอยู่กับคนอดุลลาม คนหนึ่งชื่อฮีราห์ |
| 02 | ยูดาห์เห็นบุตรีคนคานาอันคนหนึ่งที่นั่น บิดาหญิงนั้นชื่อชูวา จึงแต่งงานกับหญิงนั้นและเข้าไปหานาง |
| 03 | หญิงนั้นก็ตั้งครรภ์มีบุตรชาย บิดาจึงตั้งชื่อว่าเอร์ |
| 04 | หญิงนั้นก็ตั้งครรภ์อีกมีบุตรชาย ชื่อโอนัน |
| 05 | นางมีบุตรชายอีกคนหนึ่ง ชื่อเช-ลาห์ นางอยู่ที่เคซิบเมื่อนางมีเขา |
| 06 | ยูดาห์ก็ได้หาหญิงคนหนึ่งชื่อทามาร์ให้เป็นภรรยาเอร์บุตรหัวปีของตน |
| 07 | เอร์บุตรหัวปีของยูดาห์เป็นคนชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า พระเจ้าจึงทรงประหารเขาเสีย |
| 08 | ยูดาห์จึงบอกโอนันว่า "เข้าไปหาภรรยาพี่ชายของเจ้าเถิด และทำหน้าที่ของน้องผัว เพื่อจะได้สืบพันธุ์พี่ชายไว้" |
| 09 | โอนันรู้ว่าพันธุ์จะไม่ได้นับเป็นของตน เมื่อเขาเข้าไปหาภรรยาของพี่ชาย จึงทำให้น้ำกามตกดินเสีย ด้วยเกรงว่าจะ สืบพันธุ์ให้แก่พี่ชาย |
| 10 | ในพระเนตรพระเจ้า สิ่งที่โอนันได้กระทำนั้นผิด พระองค์จึงทรงประหารชีวิตเขาเสีย |
| 11 | ยูดาห์จึงบอกทามาร์บุตรสะใภ้ว่า "กลับไปบ้านบิดาจนกว่าเช-ลาห์บุตรของเราจะโต" ยูดาห์กลัวว่าเขาจะตายเสีย เหมือนพี่ชาย นางทามาร์จึงไปอาศัยอยู่กับบิดาของนาง |
| 12 | อยู่มาภรรยาของยูดาห์ ผู้เป็นบุตรีชูวาก็ตาย เมื่อยูดาห์ค่อยบรรเทาความโศก จึงขึ้นไปหาคนตัดขนแกะของตนที่ บ้านทิมนาท กับเพื่อนชื่อฮีราห์ เป็นคนอดุลลาม |
| 13 | มีคนมาบอกนางทามาร์ว่า "ดูเถิด พ่อผัวของเจ้าไปบ้านทิมนาทจะตัดขนแกะ" |
| 14 | นางจึงผลัดเสื้อสำหรับหญิงม่ายออกเสีย เอาผ้าคลุมหน้าห่มตัวไว้ไปนั่งอยู่ที่ทางเข้าบ้านเอนาอิม ริมทางที่จะไปบ้าน ทิมนาท ด้วยนางเห็นว่าเช-ลาห์โตขึ้นแล้ว แต่นางยังมิได้เป็นภรรยาของเขา |
| 15 | เมื่อยูดาห์เห็นนางก็คิดว่าเป็นหญิงโสเภณี เพราะนางได้เอาผ้าคลุมหน้าไว้ |
| 16 | ยูดาห์จึงเข้าไปพูดกับหญิงริมทางนั้นว่า "มาเถิด ให้เราเข้านอนด้วย" เพราะไม่ทราบว่านางเป็นบุตรสะใภ้ของตน นางจึงว่า "ท่านจะให้อะไรสำหรับการที่เข้าหาฉัน" |
| 17 | ยูดาห์ตอบว่า "เราจะส่งลูกแพะจากฝูงมาให้เจ้าตัวหนึ่ง" นางก็ถามว่า "ท่านจะให้ของมัดจำไว้ก่อนจนกว่าจะส่งลูก แพะนั้นมาได้ไหม" |
| 18 | ยูดาห์ถามว่า "เจ้าจะเอาอะไรเป็นของมัดจำ" นางจึงตอบว่า "จะขอแหวนตรากับเชือก ทั้งไม้พลองที่มือท่านด้วย" ยูดาห์ก็ให้ และเข้าไปหานาง นางก็ตั้งครรภ์กับเขา |
| 19 | นางจึงลุกขึ้นไปเสียและเอาผ้าคลุมหน้านั้นออก นุ่งห่มเสื้อผ้าสำหรับหญิงม่ายอีก |
| 20 | ฝ่ายยูดาห์ฝากลูกแพะมากับเพื่อนคนอดุลลามให้ไถ่ของมัดจำ จากมือหญิงนั้น แต่เขาหานางไม่พบ |
| 21 | เขาจึงถามคนที่อยู่ตำบลนั้นว่า "หญิงโสเภณีที่อยู่เอนาอิมริมทางนี้ไปไหน" เขาตอบว่า 'หญิงโสเภณีที่นี่ไม่มี'" |
| 22 | เพื่อนก็กลับไปบอกยูดาห์ว่า "ฉันหาไม่พบ ทั้งชาวตำบลนั้นก็ว่า "หญิงโสเภณีที่นี่ไม่มี" |
| 23 | ยูดาห์จึงว่า "ให้หญิงนั้นเก็บของนั้นไว้เถิด มิฉะนั้นคนจะหัวเราะเยาะเรา เราฝากลูกแพะตัวนี้ไปให้ แต่ท่านก็หา หญิงนั้นไม่พบ" |
| 24 | อยู่มาอีกประมาณสามเดือน มีคนมาบอกยูดาห์ว่า "ทามาร์บุตรสะใภ้ของท่านคบผู้ชายยิ่งกว่านั้นอีก ดูเถิดนางมี ครรภ์เพราะการแพศยาแล้ว" ยูดาห์จึงสั่งว่า "พานางออกมานี่ จับคลอกไฟเสีย" |
| 25 | เมื่อเขากำลังพานางออกมา นางก็ส่งคนไปหาพ่อผัวบอกว่า "ข้าพเจ้ามีครรภ์กับคนที่เป็นเจ้าของสิ่งนี้" และนางว่า " ขอท่านพิจารณาดูแหวนตรา เชือก และไม้พลอง เหล่านี้ว่าเป็นของผู้ใด" |
| 26 | ยูดาห์รับไปพิจารณาดูรู้แล้วก็ว่า "หญิงคนนี้ชอบธรรมยิ่งกว่าเรา เหตุว่าเรามิได้ยกเขาให้แก่เช-ลาห์บุตรของเรา" ฝ่ายยูดาห์ก็มิได้สมสู่กับนางต่อไปอีก |
| 27 | อยู่มาเมื่อถึงเวลากำหนดคลอดบุตร ก็มีลูกแฝดอยู่ในครรภ์ |
| 28 | เมื่อจะคลอดนั้นบุตรคนหนึ่งยื่นมือออกมาก่อน หญิงผดุงครรภ์จึงเอาด้ายแดงผูกไว้ที่ข้อมือและกล่าวว่า "คนนี้ คลอดก่อน" |
| 29 | เมื่อบุตรนั้นหดมือเข้าไป บุตรอีกคนหนึ่งก็คลอดออกมาก่อน หญิงผดุงครรภ์จึงร้องว่า "อาไร้ แหวกออกมาได้" เหตุฉะนี้จึงเรียกบุตรนั้นว่า เปเรศ {แปลว่า ช่องแหวก} |
| 30 | ภายหลังบุตรที่มีด้ายแดงผูกข้อมือนั้นก็คลอด จึงให้ชื่อว่า เศ-ราห์ {แปลว่า แดงเข้ม} |
| 01 | โยเซฟถูกพาไปยังอียิปต์ แล้วโปทิฟาร์ข้าราชสำนักของฟาโรห์ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ เป็นคนอียิปต์ ซื้อโย เซฟไว้จากมือคนอิชมาเอลผู้พาเขามาที่นั่น |
| 02 | พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ โยเซฟจึงเจริญรวดเร็ว เขาอยู่ในบ้านคนอียิปต์นายของเขา |
| 03 | นายก็เห็นว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ และพระเจ้าทรงโปรดให้การงานทุกอย่างที่กระทำเจริญขึ้นมากในมือของ โยเซฟ |
| 04 | โยเซฟรับใช้ถูกใจนาย นายก็ตั้งให้เป็นผู้ดูแลการงานในบ้าน และมอบทรัพย์สิ่งของทั้งปวงไว้ในความดูแลของโย เซฟทั้งสิ้น |
| 05 | ตั้งแต่โปทิฟาร์ตั้งโยเซฟให้เป็นผู้ดูแลการงานในบ้าน และทรัพย์สิ่งของทั้งปวงของท่านแล้ว พระเจ้าก็ได้ทรงอำนวย พระพรให้แก่ครอบครัวของคนอียิปต์นั้นเพราะเห็นแก่โยเซฟ ทั้งทรงอวยพรให้สิ่งของทั้งปวงซึ่งเขามีอยู่ในบ้าน และ ในนาให้เจริญขึ้น |
| 06 | นายมอบของทุกอย่างของเขาไว้ในความดูแลของโยเซฟ เมื่อมีโยเซฟแล้ว เขาก็มิได้เอาใจใส่สิ่งใดเลย เว้นแต่อาหาร ที่ท่านรับประทาน |
| 07 | โยเซฟนั้นเป็นคนสวยหน้าตาคมคาย อยู่มาภายหลังภรรยาของนายมองดูโยเซฟด้วยความปฏิพัทธ์ และชวนว่า "มา นอนกับฉันเถิด" |
| 08 | แต่โยเซฟไม่ยอม จึงตอบแก่ภรรยาของนายว่า "คิดดูเถิด เมื่อมีข้าพเจ้า นายก็มิได้ห่วงสิ่งใดซึ่งอยู่ในบ้านเรือน ได้ มอบของทุกอย่างที่มีอยู่ไว้ในมือข้าพเจ้า |
| 09 | ในบ้านนี้นายก็ไม่ใหญ่กว่าข้าพเจ้า นายมิได้หวงสิ่งใดจากข้าพเจ้า ยกเสียแต่ตัวท่านเพราะเป็นภรรยาของนาย ข้าพเจ้าจะทำความผิดใหญ่หลวงนี้อันเป็นบาปต่อพระเจ้าอย่างไรได้" |
| 10 | แม้นางชวนโยเซฟวันแล้ววันเล่า โยเซฟก็ไม่ยอมนอนกับนางหรืออยู่ด้วยกัน |
| 11 | วันหนึ่งโยเซฟเข้าไปในบ้านเพื่อทำธุระการงานของเขา ไม่มีชายประจำบ้านคนใดอยู่ในนั้น |
| 12 | นางก็คว้าเสื้อผ้าโยเซฟเหนี่ยวรั้งไว้ แล้วพูดว่า "มานอนอยู่กับฉันเถิด" แต่โยเซฟทิ้งเสื้อผ้าไว้ในมือนางหนีไปข้าง นอก |
| 13 | เมื่อนางเห็นว่าโยเซฟทิ้งเสื้อผ้าไว้ในมือของนาง หนีไปข้างนอกแล้ว |
| 14 | นางก็ร้องเรียกชายประจำบ้านของตนมาบอกว่า "ดูซิ นายเอาคนชาติฮีบรูมาไว้ทำความหยาบคายแก่เรา มันเข้ามา หาจะนอนกับฉันแต่ฉันร้องเสียงดัง |
| 15 | เมื่อมันได้ยินฉันร้องขึ้น มันก็ทิ้งเสื้อผ้าไว้กับฉันหนีไปข้างนอก" |
| 16 | แล้วนางก็เก็บเสื้อผ้าไว้ใกล้ตัวจนนายกลับมาบ้าน |
| 17 | แล้วนางก็บอกกับนายดังนี้ว่า "อ้ายบ่าวชาติฮีบรูที่ท่านนำมาไว้นั้นเข้ามาหาจะทำหยาบคายแก่ฉัน |
| 18 | เมื่อฉันร้องขึ้น มันก็ทิ้งเสื้อผ้าไว้กับฉันหนีไปข้างนอก" |
| 19 | ครั้นนายได้ฟังคำภรรยาบอกว่า "บ่าวของท่านทำกับฉันดังนั้น" ก็โกรธนัก |
| 20 | จึงเอาโยเซฟไปจำไว้ในคุกที่ที่ขังนักโทษหลวง โยเซฟก็ต้องจำอยู่ที่นั่น |
| 21 | แต่ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ และทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่เขา ทรงโปรดให้พัศดีเมตตาปรานีเขา |
| 22 | พัศดีก็มอบนักโทษทั้งปวงที่ในเรือนจำไว้ในความดูแลของโยเซฟ การงานที่ทำในที่นั้นทุกอย่างโยเซฟเป็นผู้รับผิด ชอบ |
| 23 | พัศดีไม่ได้เอาใจใส่การงานใดๆที่โยเซฟดูแล เพราะเหตุพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่านและการงานใดๆที่ท่านกระทำ พระเจ้าก็ทรงโปรดให้เจริญ |
| 01 | ต่อมาพนักงานน้ำองุ่นของกษัตริย์แห่งอียิปต์ และพนักงานขนมของพระองค์ทำผิดต่อเจ้านาย คือกษัตริย์แห่งอียิปต์ |
| 02 | ฟาโรห์ทรงกริ้วข้าราชการทั้งสองนั้น คือหัวหน้าพนักงานน้ำองุ่น และหัวหน้าพนักงานขนม |
| 03 | จึงให้จำคุกไว้ในบ้านของผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ในคุกที่โยเซฟติดอยู่นั้น |
| 04 | ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์สั่งโยเซฟให้รับใช้สองคนนั้น โยเซฟก็ปรนนิบัติเขา พนักงานทั้งสองติดคุกอยู่พัก หนึ่ง |
| 05 | คืนหนึ่งข้าราชการทั้งสองนั้นฝันไป คือพนักงานน้ำองุ่นและพนักงานขนมของกษัตริย์อียิปต์ที่ต้องจำอยู่ในคุกนั้น ต่างคนต่างฝันคนละเรื่อง ความฝันของต่างคนก็มีความหมายต่างกัน |
| 06 | ครั้นเวลาเช้าโยเซฟเข้ามาหา เห็นข้าราชการทั้งสองนั้น เขามีหน้าโศกเศร้า |
| 07 | จึงถามข้าราชการที่ถูกจำอยู่ในคุกที่บ้านนายของตนว่า "ทำไมวันนี้ท่านจึงหน้าเศร้า" |
| 08 | เขาตอบว่า "เราทั้งสองฝันไปและไม่มีผู้ใดจะแก้ฝันได้" โยเซฟบอกเขาว่า "พระเจ้าเท่านั้นแก้ฝันได้มิใช่หรือ ขอ ท่านเล่าให้ข้าพเจ้าฟังเถิด" |
| 09 | พนักงานน้ำองุ่นก็เล่าความฝันของตนให้โยเซฟฟังว่า "เราฝันเห็นเถาองุ่นอยู่ตรงหน้า |
| 10 | เถาองุ่นนั้นมีสามกิ่ง พองอกใบอ่อนดอกตูม ก็มีดอกบานออกมา และช่อองุ่นก็สุก |
| 11 | จอกของฟาโรห์อยู่ในมือเรา แล้วเราเก็บลูกองุ่นนั้นบีบให้น้ำลงในจอกของฟาโรห์ และวางจอกน้ำองุ่นนั้นในพระ หัตถ์ของฟาโรห์" |
| 12 | โยเซฟบอกข้าราชการนั้นว่า "ขอแก้ฝันดังนี้ คือกิ่งสามกิ่งนั้นได้แก่สามวัน |
| 13 | ภายในสามวันฟาโรห์จะทรงยกศีรษะของท่านขึ้น และจะทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเหมือนแต่ก่อน ท่านจะได้ถวาย จอกนั้นแก่ฟาโรห์อีก ดังที่ได้กระทำมาแต่ก่อนเมื่อเป็นพนักงานน้ำองุ่น |
| 14 | เมื่อท่านมีความสุขแล้วขอให้ระลึกถึงข้าพเจ้าและแสดงความเมตตาปรานีแก่ข้าพเจ้า ช่วยทูลฟาโรห์ให้ข้าพเจ้าได้ ออกจากบ้านนี้ |
| 15 | เพราะอันที่จริงเขาลักข้าพเจ้ามาจากแคว้นฮีบรู และที่นี่ก็เหมือนกัน ข้าพเจ้าไม่ได้ทำผิดอะไรที่ควรต้องติดคุกใต้ดิน นี้" |
| 16 | เมื่อหัวหน้าพนักงานขนมเห็นว่า คำแก้ความฝันนั้นดี จึงเล่าให้โยเซฟฟังว่า "เราฝันด้วย เห็นมีกระจาดขนมสามใบ ตั้งอยู่บนศีรษะเรา |
| 17 | ในกระจาดใบนั้นมีขนมสารพัดสำหรับฟาโรห์ เป็นของของพนักงานขนม แล้วมีนกมากินของในกระจาดที่ตั้งอยู่ บนศีรษะเรา" |
| 18 | โยเซฟตอบว่า "ขอแก้ฝันดังนี้ คือกระจาดสามใบนั้นได้แก่สามวัน |
| 19 | ภายในสามวัน ฟาโรห์จะทรงยกศีรษะของท่านขึ้นให้พ้นตัว และแขวนท่านไว้ที่ต้นไม้ ฝูงนกจะมากินเนื้อท่าน" |
| 20 | ครั้นถึงวันที่สามเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของฟาโรห์ พระองค์จึงทรงจัดการเลี้ยง ข้าราชการทั้งปวงของพระ องค์ แล้วทรงปล่อยหัวหน้าพนักงานน้ำองุ่น และหัวหน้าพนักงานขนมเข้ามาอยู่ท่ามกลางพวกข้าราชการ |
| 21 | ฝ่ายหัวหน้าพนักงานน้ำองุ่นนั้นได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งเดิม เขาก็วางจอกในพระหัตถ์ของฟาโรห์เช่นแต่ก่อน |
| 22 | ส่วนหัวหน้าพนักงานขนมนั้นให้แขวนเสีย สมจริงดังที่โยเซฟแก้ฝันไว้ |
| 23 | แต่หัวหน้าพนักงานน้ำองุ่นนั้น มิได้ระลึกถึงโยเซฟ กลับลืมเขาเสีย |
| 01 | ครั้นอยู่มาอีกสองปีเต็ม ฟาโรห์ก็สุบินว่าทรงยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ |
| 02 | มีโคเจ็ดตัวอ้วนพีงามน่าดูขึ้นมาจากแม่น้ำไนล์นั้น กินใบอ้ออยู่ |
| 03 | แล้วมีโคอีกเจ็ดตัวซูบผอมน่าเกลียด ตามขึ้นมาจากแม่น้ำไนล์ มายืนอยู่กับโคอ้วนพีที่ชายฝั่งแม่น้ำไนล์ |
| 04 | โคที่ซูบผอมน่าเกลียดก็กินโคอ้วนพีงามน่าดูเจ็ดตัวนั้นเสีย แล้วฟาโรห์ก็ตื่นบรรทม |
| 05 | พระองค์ก็บรรทมหลับไปสุบินครั้งที่สองว่า ต้นข้าวต้นเดียวมีรวงเจ็ดรวงเป็นข้าวเมล็ดเต่งงามดี |
| 06 | แล้วมีรวงข้าวเจ็ดรวงงอกขึ้นมาภายหลัง เป็นข้าวลีบและเกรียมเพราะลมตะวันออก |
| 07 | รวงข้าวลีบเจ็ดรวงนั้นได้กลืนกินรวงข้าวงามดีนั้นเสีย แล้วฟาโรห์ก็ตื่นบรรทมก็รู้ว่าเป็นพระสุบิน |
| 08 | ครั้นเวลารุ่งเช้า พระองค์มีพระทัยเศร้าโศก จึงรับสั่งให้เรียกโหรและปราชญ์ทั้งปวงของอียิปต์มาเฝ้า แล้วฟาโรห์ทรง เล่าพระสุบินให้เขาฟัง แต่ไม่มีผู้ใดทูลแก้พระสุบินนั้นถวายแก่ฟาโรห์ได้ |
| 09 | ครั้งนั้นหัวหน้าพนักงานน้ำองุ่นจึงทูลฟาโรห์ว่า "บัดนี้ข้าพระบาทระลึกถึงความผิดพลั้งของข้าพระบาทได้ |
| 10 | คือฟาโรห์ทรงพระพิโรธแก่ข้าราชการ ทรงจำข้าพระบาทไว้ในคุกที่บ้านผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ด้วยกัน กับหัวหน้าพนักงานขนม |
| 11 | ข้าพระบาททั้งสองฝันในคืนเดียวกัน ทั้งข้าพระบาทและเขา ความฝันของต่างคนมีความหมายต่างกัน |
| 12 | มีชายหนุ่มชาติฮีบรูคนหนึ่งเป็นบ่าวของผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ติดคุกอยู่ด้วยกัน เมื่อข้าพระบาททั้งสอง เล่าความฝันให้เขาฟัง ชายนั้นก็แก้ฝันให้ข้าพระบาท เขาแก้ฝันให้แต่ละคนตามความฝันของตน |
| 13 | เขาแก้ฝันให้ข้าพระบาททั้งสองอย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น คือฟาโรห์ทรงตั้งข้าพระบาทไว้ในตำแหน่งเดิม แต่ฝ่ายเขา นั้นถูกแขวนตาย" |
| 14 | ฟาโรห์จึงรับสั่งให้เรียกโยเซฟมา เขาก็รีบไปเบิกตัวโยเซฟออกมาจากคุกใต้ดิน ครั้นโยเซฟโกนศีรษะผลัดเสื้อผ้า แล้วก็เข้าเฝ้าฟาโรห์ |
| 15 | ฟาโรห์ตรัสแก่โยเซฟว่า "เราฝันไป หามีผู้ใดแก้ฝันได้ไม่ เราได้ยินว่า เมื่อเจ้าได้ฟังความฝัน เจ้าก็แก้ฝันได้" |
| 16 | โยเซฟจึงทูลตอบฟาโรห์ว่า "การแก้ฝันมิได้อยู่ที่ข้าพระบาท พระเจ้าต่างหากจะประทานคำตอบอันควรแก่ฟาโรห์" |
| 17 | ฟาโรห์จึงตรัสแก่โยเซฟว่า "ในความฝันของเรานั้น เรายืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำไนล์ |
| 18 | โคเจ็ดตัวอ้วนพีงามน่าดูขึ้นมาจากแม่น้ำไนล์ กินใบอ้ออยู่ |
| 19 | แล้วโคอีกเจ็ดตัวตามขึ้นมา ไม่งามน่าเกลียดมากและซูบผอม เราไม่เคยเห็นมีโคเลวอย่างนี้ทั่วแผ่นดินอียิปต์เลย |
| 20 | โคที่ซูบผอมไม่งามนั้นกินโคอ้วนพีเจ็ดตัวแรกนั้นเสียหมด |
| 21 | เมื่อกินหมดแล้วหามีใครรู้ว่ามันกินเข้าไปไม่ เพราะยังผอมอยู่เหมือนแต่ก่อน แล้วเราก็ตื่นขึ้น |
| 22 | ในความฝันของเรา เรายังเห็นต้นข้าวต้นหนึ่ง มีรวงเจ็ดรวงงอกขึ้นมา เป็นข้าวเมล็ดเต่งและงามดี |
| 23 | กับเห็นข้าวอีกเจ็ดรวงงอกขึ้นมาภายหลังเป็นข้าวเหี่ยวลีบ และเกรียมเพราะลมตะวันออก |
| 24 | รวงข้าวลีบนั้นกลืนกินรวงข้าวดีเจ็ดรวงนั้นเสีย เราเล่าความฝันนี้ให้โหรฟัง แต่ไม่มีใครอธิบายได้" |
| 25 | โยเซฟจึงทูลฟาโรห์ว่า "พระสุบินของฟาโรห์มีความหมายอันเดียวกัน พระเจ้าทรงสำแดงให้ฟาโรห์ทราบสิ่งที่พระ องค์จะทรงกระทำ |
| 26 | โคอ้วนพีเจ็ดตัวนั้นคือเจ็ดปี และรวงข้าวดีเจ็ดรวงนั้นก็คือเจ็ดปี เป็นความฝันอันเดียวกัน |
| 27 | โคเจ็ดตัวซูบผอมน่าเกลียดที่ขึ้นมาภายหลังคือเจ็ดปี กับรวงข้าวเจ็ดรวงลีบและเกรียมเพราะลมตะวันออกนั้น คือ เจ็ดปีที่กันดารอาหารด้วย |
| 28 | เป็นจริงอย่างที่ข้าพระบาททูลฟาโรห์ คือพระเจ้าทรงสำแดงให้ฟาโรห์รู้สิ่งที่พระองค์จะทรงกระทำ |
| 29 | จะมีอาหารบริบูรณ์ทั่วประเทศอียิปต์ถึงเจ็ดปี |
| 30 | หลังจากนั้นจะบังเกิดการกันดารอาหารอีกเจ็ดปี จนประชาชนจะลืม ความอุดมสมบูรณ์ในประเทศอียิปต์เสีย การ กันดารอาหารจะล้างผลาญแผ่นดิน |
| 31 | เพราะการกันดารอาหารที่เกิดขึ้นตามมานี้ ประชาชนจึงจำความอุดมสมบูรณ์ในแผ่นดินไม่ได้ ด้วยว่าการกันดาร อาหารนั้นรุนแรงนัก |
| 32 | ที่ฟาโรห์สุบินสองครั้งนั้น ก็หมายว่าสิ่งนั้นพระเจ้าทรงกำหนดไว้แล้ว และพระเจ้าจะทรงให้บังเกิดในเร็วๆนี้ |
| 33 | เพราะฉะนั้นขอฟาโรห์เลือกคนที่มีความคิดดี มีปัญญา ตั้งให้ดูแลประเทศอียิปต์ |
| 34 | ขอฟาโรห์ทำดังนี้คือจัดพนักงานไว้ทั่วแผ่นดิน และเก็บผลหนึ่งในห้าส่วนแห่งประเทศอียิปต์ไว้ ตลอดเจ็ดปีที่อุดม สมบูรณ์นั้น |
| 35 | ให้คนเหล่านั้นเก็บอาหารในปีที่อุดมเหล่านั้นซึ่งจะมาถึงนั้นไว้ และสะสมข้าวด้วยอำนาจของฟาโรห์ไว้เป็นอาหาร ในหัวเมือง และให้เขาตุนไว้ |
| 36 | อาหารนี้จะได้เป็นเสบียงสำรองในแผ่นดินระหว่างเจ็ดปีที่กันดารอาหาร ซึ่งจะเกิดขึ้นในประเทศอียิปต์ ดังนี้แผ่น ดินจะไม่พินาศเสียไปเพราะกันดารอาหาร" |
| 37 | ฝ่ายฟาโรห์และข้าราชการทั้งปวงก็เห็นชอบในข้อเสนอนี้ |
| 38 | ฟาโรห์ตรัสกับบรรดาข้าราชการว่า "เราจะหาคนที่มีพระวิญญาณพระเจ้าอยู่ในตัวเหมือนคนนี้ได้หรือ" |
| 39 | ฟาโรห์จึงตรัสกับโยเซฟว่า "เพราะพระเจ้าได้ทรงสำแดงเรื่องนี้ทั้งสิ้นแก่ท่าน จะหาผู้ใดที่มีความคิดดีและมีปัญญา เหมือนท่านก็ไม่ได้ |
| 40 | เราจะตั้งท่านไว้ให้ดูแลราชสำนัก และให้ประชาชนทั้งหลายของเราปฏิบัติตามคำของท่าน เว้นแต่ฝ่ายพระที่นั่งเท่า นั้นเราจะเป็นใหญ่กว่าท่าน" |
| 41 | ฟาโรห์ตรัสกับโยเซฟอีกว่า "เราตั้งท่านให้ดูแลทั่วประเทศอียิปต์แล้ว" |
| 42 | ฟาโรห์ทรงถอดธำมรงค์ตราออกจากพระหัตถ์ สวมให้โยเซฟ กับให้สวมเสื้อผ้าป่านเนื้อละเอียด และสวมสร้อยทอง คำให้ที่คอ |
| 43 | ให้โยเซฟใช้รถหลวงคันที่สอง มีคนร้องประกาศข้างหน้าว่า "คุกเข่าลงเถิด" ดังนี้แหละ พระองค์ทรงตั้งเขาให้ดูแล ทั่วประเทศอียิปต์ |
| 44 | ยิ่งกว่านั้นอีกฟาโรห์ ตรัสกับโยเซฟว่า "เราคือฟาโรห์ เราจะมิให้คนทั่วแผ่นดินอียิปต์ยกมือยกเท้าได้ เว้นแต่ท่าน จะอนุญาต" |
| 45 | ฟาโรห์ให้นามโยเซฟว่า ศาเฟนาทปาเนอาห์ และประทานอาเสนัทบุตรีโปทิเฟราปุโรหิตเมืองโอนให้เป็นภรรยา โย เซฟก็ออกไปสำรวจทั่วประเทศอียิปต์ |
| 46 | เมื่อโยเซฟเข้าเฝ้าฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์นั้น ท่านอายุได้สามสิบปีแล้วท่านก็ออกจากที่เข้าเฝ้าฟาโรห์เที่ยวไปทั่ว ประเทศอียิปต์ |
| 47 | ในเจ็ดปีที่อุดมสมบูรณ์นั้น ดินก็ออกผลมากมาย |
| 48 | โยเซฟเก็บอาหารทั้งเจ็ดปีซึ่งมีอยู่ในประเทศอียิปต์ไว้หมด สะสมไว้ในหัวเมือง ผลที่เกิดขึ้นในนารอบหัวเมืองใด ก็เก็บไว้ในหัวเมืองนั้น |
| 49 | โยเซฟสะสมข้าวไว้ดุจเม็ดทรายในทะเลมากมายจนต้องหยุดคิดบัญชี เพราะนับไม่ถ้วน |
| 50 | ก่อนถึงปีกันดารอาหาร โยเซฟมีบุตรชายสองคน ซึ่งนางอาเสนัทบุตรีโปทิเฟรา ปุโรหิตเมืองโอนมีให้ท่าน |
| 51 | โยเซฟเรียกลูกหัวปีว่า มนัสเสห์ {แปลว่า การทำให้ลืม} "เพราะว่าพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพเจ้าลืมความยาก ลำบากทั้งปวง และบรรดาพงศ์พันธุ์ของบิดาเสีย" |
| 52 | บุตรที่สองท่านเรียกชื่อว่า เอฟราอิม {จากคำฮีบรู หมายความว่า มีลูกดก} "เพราะว่าพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพเจ้ามี พงศ์พันธุ์ทวีขึ้นในดินแดนที่ข้าพเจ้าได้รับความทุกข์ใจ" |
| 53 | เจ็ดปีที่อุดมสมบูรณ์ในประเทศอียิปต์ก็ล่วงไป |
| 54 | จึงเกิดกันดารอาหารเจ็ดปี ดั่งที่โยเซฟทำนายไว้ การกันดารอาหารนั้น เกิดทั่วแคว้นทั้งหลายแต่ทั่วประเทศอียิปต์ ยังมีอาหารอยู่ |
| 55 | เมื่อชาวอียิปต์อดอยากอาหาร ประชาชนก็ร้องทูลขออาหารต่อฟาโรห์ ฟาโรห์ก็รับสั่งแก่ชาวอียิปต์ทั้งหลายว่า "ไป หาโยเซฟ ท่านบอกอะไร ก็จงทำตาม" |
| 56 | การกันดารอาหารแผ่ไปทั่วแผ่นดิน โยเซฟก็เปิดฉางออกขายข้าวแก่ชาวอียิปต์ เพราะการกันดารอาหารในแผ่นดินรุน แรงมาก |
| 57 | ยิ่งกว่านั้นทั้งโลกก็มายังประเทศอียิปต์หาโยเซฟเพื่อซื้อข้าว เพราะการกันดารอาหารร้ายแรงทั่วโลก |
| 01 | เมื่อยาโคบรู้ว่ามีข้าวในอียิปต์ จึงพูดกับพวกลูกของตนว่า "มานั่งมองดูกันอยู่ทำไมเล่า" |
| 02 | ยาโคบพูดต่อไปว่า "เราได้ยินว่ามีข้าวในอียิปต์ไปซื้อข้าวจากที่นั่นมาให้เรา เพื่อเราจะได้มีกินไม่อดตาย" |
| 03 | พี่ชายของโยเซฟสิบคนก็ไปซื้อข้าวที่อียิปต์ |
| 04 | แต่เบนยามินน้องชายของโยเซฟนั้นยาโคบไม่ให้ไปกับพี่ชาย ด้วยกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่เขา |
| 05 | ดังนี้บรรดาบุตรชายของอิสราเอลก็ไปซื้อข้าวพร้อมกับคนทั้งหลายที่ไป เพราะการกันดารอาหารก็เกิดในแคว้นคานา อัน |
| 06 | ฝ่ายโยเซฟเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ท่านเป็นผู้ที่ขายข้าวให้แก่บรรดาราษฎร พวกพี่ชายของโยเซฟก็มากราบไหว้ ท่าน ก้มหน้าลงถึงดิน |
| 07 | เมื่อโยเซฟเห็นพวกพี่ของตนก็รู้จักแต่ทำเป็นไม่รู้จัก และพูดจาดุดันกับเขา ท่านถามเขาว่า "พวกเจ้ามาจากไหน" เขาตอบว่า "มาจากแคว้นคานาอันเพื่อซื้ออาหาร" |
| 08 | โยเซฟรู้จักพวกพี่ แต่พวกพี่หารู้จักท่านไม่ |
| 09 | โยเซฟระลึกถึงความฝันที่เห็นแต่ก่อนถึงเรื่องเขา ท่านกล่าวแก่พวกพี่ว่า "พวกเจ้าเป็นคนสอดแนม แอบมาดูความ อ่อนแอของบ้านเมือง" |
| 10 | พวกเขาจึงตอบว่า "นาย มิใช่เช่นนั้น ข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านมาซื้ออาหาร |
| 11 | ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบุตรร่วมบิดาเดียวกัน เป็นคนซื่อสัตย์ ผู้รับใช้ของท่านมิใช่คนสอดแนม" |
| 12 | โยเซฟบอกเขาอีกว่า "ไม่จริง พวกเจ้ามาดูความอ่อนแอของบ้านเมือง" |
| 13 | พวกพี่จึงตอบว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้รับใช้ของท่านเป็นพี่น้องสิบสองคนเป็นบุตรร่วมบิดาเดียวกัน อยู่ในแคว้นคา นาอัน น้องสุดท้องยังอยู่กับบิดา แต่น้องอีกคนหนึ่งเสียๆ แล้ว" |
| 14 | โยเซฟตอบเขาว่า "ที่เราว่าพวกเจ้าเป็นคนสอดแนมนั้นจริงแน่ๆ |
| 15 | เราจะทดลองพวกเจ้าดังนี้ โดยพระชนม์ฟาโรห์ พวกเจ้าจะไปจากที่นี่ไม่ได้ เว้นแต่น้องสุดท้องมาที่นี่ |
| 16 | พวกเจ้าต้องอยู่ในคุกก่อน ให้คนหนึ่งในพวกเจ้าไปพาน้องมา เพื่อพิสูจน์ถ้อยคำของเจ้า ว่า เจ้าพูดจริงหรือไม่ มิ ฉะนั้นโดยพระชนม์ฟาโรห์ พวกเจ้าเป็นคนสอดแนมแน่" |
| 17 | แล้วโยเซฟก็ขังพวกพี่ชายไว้ด้วยกันในคุกสามวัน |
| 18 | ในวันที่สามโยเซฟบอกเขาว่า "ทำดังนี้แล้วจะรอดชีวิต เพราะเรายำเกรงพระเจ้า |
| 19 | ถ้าพวกเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์ จงให้คนหนึ่งในพวกเจ้าถูกจำอยู่ในคุก คนอื่นนำข้าวไปเพื่อบรรเทาการกันดารอาหารที่ บ้านของเจ้า |
| 20 | แล้วพาน้องสุดท้องมาหาเรา ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าพวกเจ้าพูดจริง แล้วพวกเจ้าจะไม่ตาย" พวกพี่ชายก็ยอม |
| 21 | พวกพี่ชายจึงพูดกันว่า "ที่จริงเรามีความผิดเรื่องน้องเรา เพราะเราได้เห็นความทุกข์ใจของน้องเมื่อเขาอ้อนวอนเรา แต่แล้วมิได้ฟัง เพราะฉะนั้นความทุกข์ใจทั้งนี้จึงบังเกิดแก่เรา" |
| 22 | ฝ่ายรูเบนพูดกับน้องทั้งหลายว่า "ข้าห้ามเจ้าแล้วมิใช่หรือ ว่าอย่าทำบาปผิดต่อเด็กนั้น แต่พวกเจ้าไม่ฟัง เหตุฉะนั้น การพิพากษาเรื่องโลหิตของน้องจึงมาถึง" |
| 23 | พี่ชายไม่รู้ว่าโยเซฟฟังออก เพราะว่าเมื่อพูดกันมีคนเป็นล่าม |
| 24 | โยเซฟก็ออกไปร้องไห้ แล้วกลับมาพูดกับเขาอีก ท่านเอาสิเมโอนออกมามัดไว้ต่อหน้าพวกเขา |
| 25 | โยเซฟบัญชาให้ใส่ข้าวในถุงของพี่ชายให้เต็ม และใส่เงินของแต่ละคนไว้ในกระสอบของทุกคนด้วย และให้ เสบียงไปกินกลางทาง คนใช้ก็ทำตาม |
| 26 | เมื่อพวกเขาบรรทุกข้าวใส่หลังลาเสร็จแล้ว ก็ออกเดินทางไป |
| 27 | ครั้นคนหนึ่งเปิดกระสอบออกจะเอาข้าวให้ลากินณที่หยุดพัก ก็เห็นเงินอยู่ที่ปากกระสอบนั้น |
| 28 | ผู้นั้นจึงบอกแก่พี่น้องว่า "แน่ะ เงินของฉันกลับคืนมาอยู่ที่ปากกระสอบของฉัน" พี่น้องตกใจ ตัวสั่น หันหน้าเข้า หากันพูดกันว่า "ที่พระเจ้าทรงกระทำดังนี้แก่เราจะเป็นอย่างไรหนอ" |
| 29 | เมื่อเขากลับไปพบยาโคบบิดาของเขาในแคว้นคานาอัน เขาเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแก่ตนให้บิดาฟัง |
| 30 | "ท่านผู้นั้นเป็นเจ้านายของประเทศพูดจาดุดันกับพวกฉัน เหมาเอาว่าพวกฉันเป็นผู้สอดแนมดูบ้านเมือง |
| 31 | พวกฉันเรียนว่า 'ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นคนซื่อสัตย์ หาได้เป็นคนสอดแนมไม่ |
| 32 | ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบุตรร่วมบิดาเดียวกัน มีพี่น้องสิบสองคนแต่น้องคนหนึ่งเสียๆแล้ว น้องสุดท้องยังอยู่กับบิดา ในแคว้นคานาอัน' |
| 33 | แล้วท่านผู้เป็นเจ้านายของประเทศนั้นตอบว่า 'เพื่อจะรู้ว่าพวกเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์ ให้ทำดังนี้ คือให้คนหนึ่งในพวก พี่น้องอยู่กับเรา พวกเจ้าเอาข้าวไปเพื่อบรรเทาการกันดารอาหารที่บ้านของเจ้า แล้วออกเดินทางไปเถิด |
| 34 | จงพาน้องสุดท้องมาหาเรา เราจึงจะรู้แน่ว่าพวกเจ้ามิได้เป็นคนสอดแนม แต่เป็นคนซื่อสัตย์ แล้วเราจะปล่อยพี่ชาย ไป พวกเจ้ายังจะได้ค้าขายในประเทศนี้'" |
| 35 | ครั้นพวกเขาแก้กระสอบข้าวออก ก็เห็นห่อเงินของแต่ละคนอยู่ในกระสอบของตน เมื่อเวลาพวกเขากับบิดาเห็นห่อ เงินดังนั้นก็ตกใจ |
| 36 | ฝ่ายยาโคบบิดาจึงพูดว่า "พวกเจ้าทำให้เราพลัดพรากจากลูกของเรา โยเซฟก็เสียไปแล้ว สิเมโอนก็เสียไปแล้ว แล้วยังจะเอาเบนยามินไปอีกคน เราต้องทนความทุกข์เหล่านี้ทั้งหมด" |
| 37 | รูเบนจึงบอกบิดาว่า "ถ้าลูกไม่พาเบนยามินกลับมาให้พ่อ พ่อจงเอาบุตรชายทั้งสองคนของลูกฆ่าเสีย จงมอบเบนยา มินไว้ในความดูแลของลูกเถิด ลูกจะนำกลับมาหาพ่ออีก" |
| 38 | ยาโคบบอกว่า "เราไม่ยอมให้ลูกของเราไปกับเจ้า เพราะพี่ชายก็ตายเสียแล้ว เหลือแต่เบนยามินคนเดียว ถ้าเกิด อันตรายแก่ลูกเราในเวลาเดินทางไปกับเจ้า เจ้าจะพาผมหงอกของเราลงสู่แดนคนตายด้วยความทุกข์" |
| 01 | การกันดารอาหารในแผ่นดินร้ายแรงยิ่ง |
| 02 | อยู่มาเมื่อครอบครัวยาโคบกินข้าวที่ได้มาจากประเทศอียิปต์หมดแล้ว บิดาจึงบอกแก่บุตรชายว่า "ไปซื้ออาหารมาอีก หน่อย" |
| 03 | แต่ยูดาห์ตอบบิดาว่า "ท่านกำชับพวกลูกอย่างเด็ดขาดว่า 'ถ้าไม่ได้น้องชายมาด้วย พวกเจ้าจะไม่เห็นหน้าเราอีก' |
| 04 | ถ้าพ่อใช้ให้น้องไปกับพวกลูก ลูกจะลงไปซื้ออาหารให้พ่อ |
| 05 | แต่ถ้าแม้พ่อไม่ให้น้องไป พวกลูกจะไม่ไป เพราะเจ้านายท่านบัญชาแก่พวกลูกว่า 'ถ้าไม่ได้น้องมาด้วยจะไม่ได้เห็น หน้าเราอีก'" |
| 06 | อิสราเอลจึงว่า "เหตุไฉนเจ้าจึงไปบอกท่านว่ามีน้องชายอีกคนหนึ่ง ทำให้เราได้รับความช้ำใจเช่นนี้" |
| 07 | เขาจึงตอบว่า "เจ้านายท่านซักไซ้ไต่ถามถึงพวกลูก และญาติพี่น้องของพวกลูกว่า 'บิดายังอยู่หรือ เจ้ามีน้องอีกคน หนึ่งหรือเปล่า' พวกลูกก็ตอบตามคำถามนั้น จะล่วงรู้ได้อย่างไรว่าท่านจะสั่งว่า 'พาน้องของเจ้ามา'" |
| 08 | ยูดาห์จึงพูดกับอิสราเอลบิดาของเขาว่า "ขอพ่อให้เด็กนั้นไปกับฉัน เราจะได้ออกเดินทางไปเพื่อจะได้มีอาหารกินไม่ ตาย ทั้งพวกลูกและพ่อกับลูกอ่อนทั้งหลายของเราด้วย |
| 09 | ลูกรับประกันน้องคนนี้ พ่อจะเรียกร้องให้ลูกรับผิดชอบได้ ถ้าลูกไม่นำเขากลับมาหาพ่อ และส่งเขาต่อหน้าพ่อ ก็ ขอให้ลูกรับผิดต่อพ่อตลอดชีวิต |
| 10 | ถ้าพวกลูกไม่ช้าอยู่เช่นนี้ ก็คงจะได้กลับมาเป็นครั้งที่สองแล้ว" |
| 11 | ฝ่ายอิสราเอลบิดาจึงบอกบุตรชายทั้งหลายว่า "ถ้าอย่างนั้นให้ทำดังนี้คือ เอาผลิตผลอย่างดีที่มีในแคว้นนี้คือ พิมเสน บ้าง น้ำผึ้งบ้าง ยางไม้และเปลือกไม้ชะมด มะม่วงหิมพานต์และจาวอัลมันด์ {ผลไม้ชนิดหนึ่ง} จาวกินได้ ใส่ ภาชนะไปเป็นของกำนัลแก่ท่าน |
| 12 | เอาเงินไปสองเท่า คือเงินที่ติดมาในปากกระสอบนั้นก็ให้ติดมือกลับไปด้วย เพราะบางทีเขาเผลอไป |
| 13 | จงพาน้องชายของเจ้ากลับไปหาเจ้านายท่าน |
| 14 | ขอพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์โปรดให้เจ้านายท่านกรุณาแก่พวกเจ้า และปล่อยพี่ชายกับเบนยามินกลับมา หากว่าเรา จะต้องเสียใจเพราะบุตรจากไปก็ตามเถิด" |
| 15 | คนเหล่านั้นก็เอาของกำนัลและเงินสองเท่าติดมือไปพร้อมกับเบนยามิน แล้วพากันเดินทางไปยังประเทศอียิปต์ และเข้าเฝ้าโยเซฟ |
| 16 | เมื่อโยเซฟเห็นเบนยามินมากับพี่ชาย จึงสั่งคนต้นเรือนว่า "จงพาคนเหล่านี้เข้าไปในบ้าน ให้ฆ่าสัตว์และจัดโต๊ะไว้ เพราะคนเหล่านี้จะมารับประทานด้วยกันกับเราในเวลาเที่ยง" |
| 17 | คนต้นเรือนก็ทำตามคำโยเซฟสั่ง และพาคนเหล่านั้นเข้าไปในบ้านโยเซฟ |
| 18 | คนเหล่านั้นก็กลัวเพราะเขาพาเข้าไปในบ้านโยเซฟ จึงพูดกันว่า "คงเป็นเพราะเงินที่ติดมาในกระสอบครั้งก่อนนั้น เขาจึงพาพวกเรามาที่นี่ เพื่อเจ้านายท่านจะหาเหตุใส่เราจับกุมเรา จับเราเป็นทาส ทั้งจะริบเอาลาด้วย" |
| 19 | พวกเขาเข้าไปหาคนต้นเรือนของโยเซฟ และพูดกับเขาที่ประตูบ้าน |
| 20 | เขากล่าวว่า "นายขอรับ ข้าพเจ้าทั้งหลายลงมาครั้งก่อนเพื่อซื้ออาหาร |
| 21 | ครั้นข้าพเจ้าทั้งหลายไปถึงที่พัก เปิดกระสอบออก ก็เห็นเงินของแต่ละคนอยู่ในปากกระสอบของตน เงินนั้นยังอยู่ ครบน้ำหนัก ข้าพเจ้าจึงได้นำเงินนั้นติดมือกลับมาให้ |
| 22 | ข้าพเจ้าเอาเงินอีกส่วนหนึ่งติดมือมาเพื่อจะซื้ออาหารอีก เงินที่อยู่ในกระสอบนั้นผู้ใดใส่ไว้ข้าพเจ้าไม่ทราบเลย" |
| 23 | คนต้นเรือนจึงตอบว่า "อย่าเป็นห่วงเลย อย่ากลัวเลย พระเจ้าของท่านและพระเจ้าของบิดาท่านบันดาลให้มีทรัพย์ อยู่ในกระสอบเพื่อท่าน เงินของท่านนั้นเราได้รับแล้ว" คนต้นเรือนก็พาสิเมโอนออกมาหาเขา |
| 24 | เมื่อคนต้นเรือนพาคนเหล่านั้นเข้าไปในบ้านของโยเซฟแล้ว ก็เอาน้ำให้เขาล้างเท้า และจัดหญ้าฟางให้ลาเขากิน |
| 25 | พวกพี่ชายก็จัดเตรียมของกำนัลไว้คอยท่าโยเซฟซึ่งจะมาในเวลากลางวัน เพราะเขาได้ยินว่าเขาจะรับประทานอาหาร กันที่นั่น |
| 26 | เมื่อโยเซฟกลับมาบ้าน เขาก็ยกของกำนัลที่มีนั้นมาให้โยเซฟในบ้านแล้วกราบลงถึงดิน |
| 27 | โยเซฟถามถึงทุกข์สุขของเขาและกล่าวว่า "บิดาผู้ชราที่พวกเจ้ากล่าวถึงครั้งก่อนนั้นสบายดีหรือ ยังมีชีวิตอยู่หรือ" |
| 28 | เขาตอบว่า "บิดาของข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านอยู่สบายดี ยังมีชีวิตอยู่" แล้วเขาก็น้อมลงกราบไหว้อีก |
| 29 | โยเซฟมองดูเบนยามินน้องชายมารดาเดียวกัน แล้วถามว่า "คนนี้เป็นน้องสุดท้องที่พวกเจ้าบอกแก่เราครั้งก่อนหรือ" โยเซฟกล่าวว่า "ลูกเอ๋ย ขอให้พระเจ้าทรงเมตตาแก่เจ้า" |
| 30 | แล้วโยเซฟรีบออกไป เพราะรักน้องจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ ท่านเข้าไปในห้อง ร้องไห้อยู่ที่นั่น |
| 31 | โยเซฟล้างหน้าแล้วกลับออกมาแข็งใจกลั้นน้ำตาสั่งว่า "ยกอาหารมาเถิด" |
| 32 | พวกคนใช้ก็ยกส่วนของโยเซฟมาตั้งไว้เฉพาะท่าน ส่วนของพี่น้องก็เฉพาะพี่น้อง ส่วนของคนอียิปต์ที่จะมารับ ประทานด้วยนั้นก็เฉพาะเขา เพราะคนอียิปต์ถือ จะรับประทานร่วมกับคนฮีบรูไม่ได้ |
| 33 | พวกพี่น้องก็นั่งตรงหน้าโยเซฟ เรียงตั้งแต่พี่ใหญ่ผู้มีสิทธิบุตรหัวปี ลงมาจนถึงน้องสุดท้องตามวัย พี่น้องทั้งหลาย มองดูตากันด้วยความประหลาดใจ |
| 34 | แล้วโยเซฟก็ส่งของรับประทานให้พี่น้องเหล่านั้น แต่ของที่ส่งให้เบนยามินนั้นมากกว่าของพี่ชายถึงห้าเท่าพวกเขาก็ กินดื่มกับโยเซฟจนอิ่มหนำสำราญใจ |
| 01 | โยเซฟสั่งคนต้นเรือนของท่านว่า "จัดอาหารใส่กระสอบของคนเหล่านี้ให้เต็มตามที่จะขนไปได้ และเอาเงินของเขา ใส่ไว้ในปากกระสอบของทุกคน |
| 02 | ใส่จอกของเรา คือจอกเงินนั้นไว้ในปากกระสอบของคนสุดท้องกับเงินค่าข้าวของเขาด้วย" คนต้นเรือนก็ทำตามที่โย เซฟสั่ง |
| 03 | ครั้นเวลารุ่งเช้าคนต้นเรือนก็ให้คนเหล่านั้นออกเดินไปพร้อมกับลาของเขา |
| 04 | เมื่อพี่น้องออกไปจากเมืองยังไม่สู้ไกลนัก โยเซฟสั่งคนต้นเรือนว่า "ลุกขึ้นไปตามคนเหล่านั้น เมื่อไปทันแล้วให้ ถามว่า 'ทำไมพวกเจ้าจึงทำความชั่ว ตอบความดีเล่า ทำไมจึงขโมยจอกเงินของเรามา |
| 05 | จอกนั้นเป็นจอกเฉพาะที่เจ้านายของข้าใช้ดื่ม และใช้ทำนายมิใช่หรือ เจ้าทำเช่นนี้ผิดมาก'" |
| 06 | คนต้นเรือนตามไปทัน แล้วว่าแก่พี่น้องตามที่โยเซฟบอก |
| 07 | คนเหล่านั้นจึงตอบว่า "เหตุไฉนเจ้านายของข้าพเจ้าจึงว่าอย่างนี้ ผู้รับใช้ของท่านจะทำเช่นนั้นหาได้ไม่ |
| 08 | ดูเถิด เงินที่ข้าพเจ้าพบในปากกระสอบนั้น ข้าพเจ้ายังได้นำมาจากเมืองคานาอันคืนแก่ท่าน ข้าพเจ้าทั้งหลายจะลัก เงินทองไปจากบ้านเจ้านายของท่านทำไมเล่า |
| 09 | หากท่านพบของนั้นที่ใครในพวกข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่าน ก็ให้ผู้นั้นตายเถิด ยิ่งกว่านั้นข้าพเจ้าทั้งหลายยอมเป็นทาส เจ้านายของข้าพเจ้าด้วย" |
| 10 | คนต้นเรือนจึงว่า "ให้เป็นไปตามคำที่ท่านว่า ถ้าเราพบของนั้นที่ผู้ใด ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสของเรา แต่ท่านทั้ง หลายหามีความผิดไม่" |
| 11 | พวกเขาทุกคนจึงรีบยกกระสอบของตนวางลงบนดินและเปิดกระสอบของตนออก |
| 12 | คนต้นเรือนก็ค้นดูตั้งแต่คนหัวปีจนถึงคนสุดท้อง ก็พบจอกนั้นในกระสอบของเบนยามิน |
| 13 | พวกพี่ก็ฉีกเสื้อผ้า และบรรทุกขึ้นหลังลากลับมายังเมือง |
| 14 | ฝ่ายยูดาห์กับพวกพี่น้องก็มาบ้านโยเซฟ โยเซฟยังอยู่ที่นั่น พวกเขากราบลงถึงดินต่อหน้า |
| 15 | โยเซฟจึงถามเขาว่า "พวกเจ้าทำอะไรนี่ พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าคนอย่างเราทำนายได้" |
| 16 | ยูดาห์ตอบว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายจะตอบอย่างไรกับนาย ข้าพเจ้าจะพูดอย่างไร หรือจะแก้ตัวอย่างไรได้ พระเจ้าทรง ทราบความผิดของพวกข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านแล้ว ข้าแต่ท่าน พวกข้าพเจ้ายอมเป็นทาสของท่าน ทั้งข้าพเจ้าทั้งหลาย กับคนที่เขาพบจอกอยู่ในมือนั้นด้วย" |
| 17 | แต่โยเซฟตอบว่า "เราจะไม่ทำดังนั้น เฉพาะคนที่เขาพบจอกในมือนั้นจะเป็นทาสของเรา ส่วนพวกเจ้าจงกลับไป หาบิดาโดยสันติเถิด" |
| 18 | ยูดาห์จึงเข้าไปใกล้โยเซฟ เรียนว่า "นายขอรับ ข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่าน ขอกราบเรียนท่านสักคำหนึ่ง ขอท่านอย่า ได้ถือโกรธข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านเลย เพราะท่านก็เป็นเหมือนฟาโรห์ |
| 19 | ท่านถามข้าพเจ้าทั้งหลายผู้รับใช้ของท่านว่า 'เจ้ายังมีบิดาหรือน้องชายอยู่หรือ' |
| 20 | พวกข้าพเจ้าตอบนายว่า 'ข้าพเจ้าทั้งหลายมีบิดาที่ชราแล้ว มีบุตรคนหนึ่งเกิดเมื่อบิดาชรา เป็นน้องเล็ก พี่ชายของ เด็กนั้นก็ตายเสียแล้ว บุตรของมารดานั้นยังอยู่แต่คนนี้คนเดียว บิดารักเด็กคนนี้มาก' |
| 21 | แล้วท่านสั่งข้าพเจ้าทั้งหลายผู้รับใช้ของท่านว่า 'พาน้องคนนั้นมาที่นี่ให้เราดู' |
| 22 | ข้าพเจ้าทั้งหลายเรียนนายว่า 'เด็กหนุ่มคนนี้จะพรากจากบิดาไม่ได้ ถ้าจากบิดาไป บิดาจะตาย' |
| 23 | ท่านบอกข้าพเจ้าทั้งหลายผู้รับใช้ของท่านว่า 'ถ้าเจ้าทั้งหลายไม่พาน้องสุดท้องมาด้วยกัน จะไม่เห็นหน้าเราอีกเลย' |
| 24 | ครั้นข้าพเจ้าไปหาบิดาผู้รับใช้ของท่านแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายก็นำถ้อยคำของนายไปเล่าให้บิดาฟัง |
| 25 | อยู่มาบิดาสั่งข้าพเจ้าทั้งหลายว่า 'พวกเจ้าจงกลับไปซื้ออาหารมาให้พวกเราหน่อย' |
| 26 | ข้าพเจ้าทั้งหลายว่า 'เราไปไม่ได้ ถ้าน้องสุดท้องไปด้วย เราจึงจะไป เพราะเราจะเห็นหน้าท่านนั้นไม่ได้ เว้นแต่ น้องสุดท้องอยู่กับเรา' |
| 27 | บิดาผู้รับใช้ของท่านจึงบอกข้าพเจ้าทั้งหลายว่า 'เจ้ารู้ว่าภรรยาของเราให้บุตรเราสองคน |
| 28 | บุตรคนหนึ่งก็จากเราไปแล้ว เราเข้าใจว่าสัตว์ร้ายกัดกินเสีย เราไม่ได้เห็นบุตรนั้นจนบัดนี้ |
| 29 | ถ้าพวกเจ้าเอาเด็กคนนี้ไปจากเราด้วย และเขาเป็นอันตรายขึ้น พวกเจ้าก็จะทำให้เราซึ่งมีผมหงอกลงสู่แดนคนตาย ด้วยความโศกเศร้า' |
| 30 | เหตุฉะนั้น หากข้าพเจ้ากลับไปหาบิดาผู้รับใช้ของท่าน และเด็กหนุ่มนั้นมิได้กลับไปกับข้าพเจ้า |
| 31 | เมื่อบิดาเห็นเด็กนั้นไม่อยู่กับพวกข้าพเจ้า บิดาก็จะตาย เพราะชีวิตของท่านติดอยู่กับชีวิตของเด็ก ผู้รับใช้ของท่าน จะเป็นเหตุให้บิดาผู้รับใช้ของท่านผู้มีผมหงอกลงสู่แดนคนตายด้วยความโศกเศร้า |
| 32 | ข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านรับประกันน้องไว้ต่อบิดาว่า 'ถ้าข้าพเจ้าไม่พาน้องกลับมา ข้าพเจ้าจะรับผิดต่อบิดาตลอดชีวิต ' |
| 33 | เพราะฉะนั้น ขอโปรดให้ข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านอยู่แทนน้องโดยเป็นทาสของนาย ขอให้น้องกลับไปกับพวกพี่เถิด |
| 34 | ถ้าน้องมิได้อยู่กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะกลับไปหาบิดาอย่างไรได้ น่ากลัวว่าจะเห็นเหตุร้ายอุบัติขึ้นแก่บิดาข้าพเจ้า" |
| 01 | โยเซฟอดกลั้นต่อหน้าบรรดาผู้ที่ยืนอยู่ต่อไปอีกมิได้ก็ร้องสั่งว่า "ให้ทุกคนออกไปเสียเถิด" จึงไม่มีผู้ใดยืนอยู่ด้วย เมื่อโยเซฟแจ้งให้พี่น้องรู้จักตัวท่าน |
| 02 | แล้วโยเซฟร้องไห้เสียงดัง จนคนอียิปต์ทั้งหลายได้ยิน และคนในสำนักพระราชวังฟาโรห์ได้ยิน |
| 03 | โยเซฟบอกพวกพี่น้องว่า "เราคือโยเซฟ บิดาเรายังมีชีวิตอยู่หรือ" ฝ่ายพวกพี่น้องไม่รู้ที่จะตอบประการใด เพราะตก ใจกลัวที่เผชิญหน้ากับโยเซฟ |
| 04 | โยเซฟจึงบอกพี่ชายว่า "เชิญเข้ามาใกล้เราเถิด" เขาก็เข้ามาใกล้ แล้วโยเซฟว่า "เราคือโยเซฟน้องที่พี่ขายมายังอียิปต์ |
| 05 | แต่บัดนี้อย่าเสียใจไปเลย อย่าโกรธตัวเองที่ขายเรามาที่นี่ เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้เราให้มาก่อนหน้าพี่ เพื่อจะได้ช่วย ชีวิต |
| 06 | เพราะมีการกันดารอาหารในแผ่นดินสองปีแล้ว ยังอีกห้าปีจะไถนาหรือเกี่ยวข้าวไม่ได้เลย |
| 07 | พระเจ้าทรงใช้เรามาก่อนพี่ เพื่อสงวนคนที่เหลือส่วนหนึ่งบนแผ่นดินไว้ให้พี่ และช่วยชีวิตของพี่ไว้ด้วยการช่วยกู้ อันใหญ่หลวง {หรือ "และช่วยคนที่รอดตายเป็นอันมากให้คงชีวิตอยู่เพื่อท่าน"} |
| 08 | ฉะนั้นมิใช่พี่เป็นผู้ให้เรามาที่นี่ แต่พระเจ้าทรงให้มา พระองค์ทรงโปรดให้เราเป็นเหมือนตัวบิดาฟาโรห์ เป็นเจ้าใน ราชวังทั้งสิ้น และเป็นผู้ครอบครองประเทศอียิปต์ทั้งหมด |
| 09 | รีบไปหาบิดาเราบอกท่านว่า "โยเซฟบุตรของท่านพูดดังนี้ว่า พระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพเจ้าเป็นเจ้าเหนืออียิปต์ทั้งสิ้น ขอไปหาลูก อย่าได้ช้า |
| 10 | พ่อจะได้อาศัยอยู่ในเมืองโกเชน และพ่อจะได้อยู่ใกล้ลูก ทั้งตัวพ่อกับลูกหลาน และฝูงแพะแกะฝูงโค และทรัพย์ ทั้งหมดของพ่อ |
| 11 | ลูกจะบำรุงรักษาพ่อที่นั่น ด้วยยังจะกันดารอาหารอีกห้าปี มิฉะนั้นพ่อและครอบครัวของพ่อและผู้คนที่พ่อมีอยู่จะ ยากจนไป' |
| 12 | นี่แน่ะนัยน์ตาพี่และนัยน์ตาของเบนยามินน้องของฉันได้เห็นว่าเป็นปากของฉันเองที่ได้พูดกับพี่ |
| 13 | พี่จงเล่าให้บิดาของเราฟังถึงยศศักดิ์ที่ฉันมีอยู่ในอียิปต์ และที่พี่ได้เห็นนั้นทุกประการ พี่จงรีบพาบิดาเรามาที่นี่เถิด' |
| 14 | โยเซฟกอดคอเบนยามินผู้น้องแล้วร้องไห้ เบนยามินก็กอดคอโยเซฟร้องไห้เหมือนกัน |
| 15 | โยเซฟจึงจุบพี่ชายทั้งปวงและร้องไห้พี่น้องก็สนทนากับโยเซฟ |
| 16 | ข่าวว่า "พี่น้องของโยเซฟมา" ไปถึงราชวังฟาโรห์ ฟาโรห์กับข้าราชการก็พากันยินดี |
| 17 | ฟาโรห์รับสั่งกับโยเซฟว่า "พูดกับพี่น้องของท่านว่า 'ทำดังนี้ คือเอาของบรรทุกสัตว์กลับไปแคว้นคานาอัน |
| 18 | พาบิดาและครอบครัวของเจ้ามาหาเรา เราจะประทานของดีที่สุดในแผ่นดินอียิปต์ให้พวกเจ้า พวกเจ้าจะได้รับ ประทานผลอันอุดมบริบูรณ์ของประเทศนี้' |
| 19 | ส่วนท่านจงสั่งเขาด้วยว่า 'ทำดังนี้ เอารถจากประเทศอียิปต์ไปรับเด็กเล็กๆ และภรรยาของพี่กับนำบิดามา |
| 20 | อย่าเสียดายทรัพย์สมบัติเลย เพราะของดีที่สุดทั่วประเทศอียิปต์เป็นของพี่แล้ว'" |
| 21 | บรรดาบุตรของอิสราเอลก็ทำตาม โยเซฟจัดรถให้เขาตามรับสั่งของฟาโรห์ กับให้เสบียงรับประทานตามทาง |
| 22 | โยเซฟให้เสื้อมีราคาคนละสำรับ แต่ให้เงินแก่เบนยามินสามร้อยเหรียญกับเสื้อมีราคาห้าสำรับ |
| 23 | โยเซฟฝากของต่อไปนี้ให้บิดา คือลาสิบตัวบรรทุกของดีที่สุดในประเทศอียิปต์ และลาตัวเมียอีกสิบตัวบรรทุกข้าว กล้อง ขนมปัง และเสบียงอาหารสำหรับให้บิดารับประทานตามทาง |
| 24 | แล้วโยเซฟก็ส่งพี่น้องไป เมื่อเขาจะจากไป โยเซฟสั่งเขาว่า "อย่าเดือดดาลกันตามทาง" |
| 25 | พวกพี่น้องก็พากันออกจากอียิปต์ ไปเมืองคานาอันไปหายาโคบบิดา |
| 26 | บอกบิดาว่า "โยเซฟยังมีชีวิตอยู่เป็นผู้ครอบครองประเทศอียิปต์ทั้งหมด" แต่ยาโคบงงงันเพราะยังไม่เชื่อเขา |
| 27 | เขาจึงเล่าคำของโยเซฟให้บิดาฟังทุกประการ เมื่อยาโคบเห็นรถที่โยเซฟส่งมารับตน จิตใจของท่านก็ฟื้นแช่มชื่นขึ้น |
| 28 | อิสราเอลจึงว่า "เราอิ่มใจแล้ว โยเซฟลูกเรายังมีชีวิตอยู่ เราจะไปเห็นลูกก่อนเราตาย" |
| 01 | อิสราเอลเดินทางไปพร้อมกับทรัพย์สมบัติทั้งหมด เมื่อถึงตำบลเบเออร์เชบา ก็ถวายเครื่องบูชาแก่พระเจ้าของอิสอัคบิ ดาของตน |
| 02 | พระเจ้าตรัสแก่อิสราเอลโดยนิมิตในเวลากลางคืนว่า "ยาโคบ ยาโคบเอ๋ย" ยาโคบทูลว่า "พระเจ้าข้า" |
| 03 | พระองค์จึงตรัสว่า "เราคือพระเจ้า คือพระเจ้าของบิดาเจ้า อย่ากลัวที่จะไปอียิปต์ เพราะเราจะให้เจ้าเป็นประชาชาติ ใหญ่ที่นั่น |
| 04 | เราจะไปกับเจ้าถึงอียิปต์ และเราจะพาเจ้ากลับมาอีกด้วยแน่ และโยเซฟจะเอามือปิดตาเจ้า" |
| 05 | ยาโคบก็ยกไปจากเบเออร์เชบา บรรดาบุตรอิสราเอลก็ให้ยาโคบบิดาขึ้นรถที่ฟาโรห์ส่งมารับไปกับลูกหลานเล็กๆและ ภรรยาของเขา |
| 06 | เขาพาสัตว์และทรัพย์ที่เขาได้มาในแคว้นคานาอันนั้นไปอียิปต์ด้วยทั้งยาโคบกับบรรดาพงศ์พันธุ์ของท่าน |
| 07 | ท่านพาลูกหลานชายหญิงและพงศ์พันธุ์ทั้งหมดของท่านเข้าไปในอียิปต์ด้วย |
| 08 | ต่อไปนี้เป็นชื่อเชื้อสายของอิสราเอลที่เข้าไปในอียิปต์ ทั้งยาโคบและบุตรชายของท่าน คือรูเบนบุตรหัวปีของยาโคบ |
| 09 | และบุตรของรูเบนคือ ฮาโนค ปัลลู เฮสโรน และคารมี |
| 10 | บุตรของสิเมโอน คือเยมูเอล ยามีน โอหาด ยาคีน และโศหาร์ กับชาอูล บุตรของหญิงคนคานาอัน |
| 11 | บุตรเลวีคือ เกอร์โชน โคฮาท และเมรารี |
| 12 | บุตรยูดาห์คือ เอร์ โอนัน เช-ลาห์ เปเรศ เศ-ราห์ แต่เอร์และโอนันได้ถึงแก่กรรมในเมืองคานาอัน บุตรเปเรศ คือ เฮสโรน และฮามูล |
| 13 | บุตรอิสสาคาร์ คือ โทลา ปูวาห์ โยบ และชิมโรน |
| 14 | บุตรเศบูลุน คือ เสเรด เอโลน และยาเลเอล |
| 15 | (พวกเหล่านี้เป็นบุตรของนางเลอาห์ ซึ่งนางมีให้ยาโคบในปัดดานอารัม กับบุตรีชื่อ ดีนาห์ บุตรชายหญิงหมดด้วย กันมีสามสิบสามคน) |
| 16 | บุตรของกาด คือ ศิฟีโยน ฮักกี ชูนี เอสโบน เอรี อาโรดี และอาเรลี |
| 17 | บุตรอาเชอร์คือ อิมนาห์ อิชวาห์ และเบรีอาห์ กับเสราห์น้องสาว บุตรเบรีอาห์คือ เฮเบอร์ และมัลคีเอล |
| 18 | (พวกเหล่านี้เป็นลูกหลานของศิลปาห์ ผู้ที่ลาบันยกให้แก่นางเลอาห์บุตรีของตน และบุตรสิบหกคนนี้นางมีให้ยาโ คบ) |
| 19 | บุตรของนางราเชลภรรยายาโคบคือ โยเซฟและเบนยามิน |
| 20 | มนัสเสห์กับเอฟราอิมเกิดแก่โยเซฟในแผ่นดินอียิปต์ สองคนนี้นางอาเสนัท บุตรีโปทิเฟรา ปุโรหิตเมืองโอนมีให้ ท่าน |
| 21 | บุตรเบนยามิน คือเบลา เบเคอร์ อัชเบล เก-รา นาอามาน เอไฮ โรช มัปปิม หุปปิม และอาร์ด |
| 22 | (พวกเหล่านี้เป็นลูกหลานของนางราเชล ที่เกิดแก่ยาโคบมีสิบสี่คนด้วยกัน) |
| 23 | บุตรของดานคือ หุชิม |
| 24 | บุตรของนัฟทาลีคือ ยาเซเอล กูนี เยเซอร์ และชิลเลม |
| 25 | (พวกเหล่านี้เป็นลูกหลานของนางบิลฮาห์ผู้ที่ลาบันยกให้แก่ นางราเชลบุตรีของตนและบุตรเจ็ดคนนี้นางมีให้ยาโ คบ) |
| 26 | บรรดาคนของยาโคบซึ่งเป็นลูกหลานของท่านที่ลงไปอียิปต์นั้น ไม่นับภรรยาของบุตรยาโคบมีหกสิบหกคนด้วย กัน |
| 27 | บุตรของโยเซฟซึ่งเกิดแก่ท่านในอียิปต์มีสองคนนับคนทั้งปวงในวงศ์ของยาโคบที่เข้ามาในอียิปต์ได้เจ็ดสิบคน |
| 28 | ยาโคบให้ยูดาห์ล่วงหน้าไปหาโยเซฟเพื่อจะนำไปยังเมืองโกเชน แล้วพวกเขาก็มาถึงแคว้นโกเชน |
| 29 | โยเซฟก็จัดรถไปยังเมืองโกเชนรับอิสราเอลบิดาของตน พอเห็นบิดาท่านก็กอดคอบิดาไว้ ร้องไห้เป็นเวลานาน |
| 30 | อิสราเอลพูดกับโยเซฟว่า "พ่อจะตายก็ตามเถิด เพราะพ่อได้เห็นหน้าเจ้าแล้ว และรู้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่" |
| 31 | โยเซฟจึงบอกพี่น้องและครอบครัวของบิดาว่า "เราจะขึ้นไปทูลฟาโรห์ว่า 'พี่น้องและครอบครัวของบิดาผู้เคยอยู่ใน แคว้นคานาอันนั้นมาหาข้าพระบาทแล้ว |
| 32 | คนเหล่านั้นเป็นผู้เลี้ยงแกะเคยเลี้ยงสัตว์ เขาพาฝูงแพะแกะฝูงวัวกับทรัพย์สมบัติของเขามาด้วย' |
| 33 | เมื่อฟาโรห์จะรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าแล้วจะถามว่า 'พวกเจ้าเคยทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไร' |
| 34 | ท่านทั้งหลายจงทูลว่า 'ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทเคยเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่เป็นเด็กมาจนทุกวันนี้ ทั้งข้าพระบาทและบรรพ บุรุษของข้าพระบาท' เพื่อท่านทั้งหลายจะได้อาศัยอยู่ในเมืองโกเชน เหตุว่าชาวอียิปต์เกลียดชังคนที่เลี้ยงแพะแกะยิ่ง นัก" |
| 01 | โยเซฟเข้าไปทูลฟาโรห์ว่า "บิดาและพี่น้องของข้าพระบาท กับฝูงแพะแกะฝูงโคและทรัพย์สมบัติของเขาทั้งสิ้นมา จากแคว้นคานาอันแล้ว เวลานี้อยู่ในเมืองโกเชน" |
| 02 | โยเซฟเลือกคนจากหมู่พี่น้องพาไปเฝ้าฟาโรห์ |
| 03 | ฟาโรห์ตรัสถามพี่น้องของโยเซฟว่า "พวกเจ้าเคยทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไร" เขาทูลฟาโรห์ว่า "ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาท เป็นผู้เลี้ยงแพะแกะ ทั้งพวกข้าพระบาทและบรรพบุรุษของพวกข้าพระบาท" |
| 04 | เขาทูลฟาโรห์อีกว่า "พวกข้าพระบาทมาอาศัยอยู่ในแคว้นนี้ เพราะไม่มีทุ่งหญ้าจะเลี้ยงสัตว์ของข้าพระบาทผู้รับใช้ ของฝ่าพระบาท เพราะเหตุว่าในแคว้นคานาอันนั้นกันดารอาหารนัก เหตุฉะนี้ขอโปรดให้ข้าพระบาทผู้รับใช้ของฝ่าพระ บาทอาศัยอยู่ในเมืองโกเชนเถิด" |
| 05 | ฟาโรห์จึงตรัสแก่โยเซฟว่า "บิดาและพี่น้องมาหาท่านแล้ว |
| 06 | ท่านมีประเทศอียิปต์อยู่ต่อหน้า ให้บิดาและพี่น้องของท่านตั้งหลักแหล่งอยู่ในดินแดนดีที่สุด คือให้เขาอยู่ในเมือง โกเชน แล้วในพวกพี่น้องนั้น ถ้าท่านเห็นผู้ใดเป็นคนสามารถ จงตั้งผู้นั้นให้เป็นหัวหน้ากองเลี้ยงสัตว์ของเรา" |
| 07 | โยเซฟก็พายาโคบบิดาของท่านเข้าเฝ้าฟาโรห์ ยาโคบก็ถวายพระพรแก่ฟาโรห์ |
| 08 | ฟาโรห์จึงตรัสถามยาโคบว่า "อายุท่านได้เท่าไร" |
| 09 | ยาโคบทูลตอบฟาโรห์ว่า "ข้าพระบาทดำรงชีวิตร่อนเร่พเนจรนับได้ร้อยสามสิบปี ชีวิตของข้าพระบาทสั้นและร้าย ไม่เท่าอายุบรรพบุรุษของข้าพระบาทที่ดำรงชีวิตไปๆ มาๆ อยู่นั้น" |
| 10 | ยาโคบถวายพระพรแก่ฟาโรห์ แล้วทูลลาไปจากพระพักตร์ของฟาโรห์ |
| 11 | ฝ่ายโยเซฟให้บิดาและบรรดาพี่น้องของตนอยู่และถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศอียิปต์ ในดินแดนที่ดีที่สุด คือใน เมืองราเมเสส ตามรับสั่งของฟาโรห์ |
| 12 | โยเซฟเลี้ยงดูบิดาและพวกพี่น้องรวมทั้งครอบครัวของบิดา ให้มีอาหารรับประทานตามจำนวนคนในครอบครัว |
| 13 | ครั้งนั้นทั่วแผ่นดินขาดอาหารเพราะการกันดารอาหารร้ายแรง จนราษฎรอียิปต์และราษฎรคานาอันหิวโหยเพราะการ กันดารอาหาร |
| 14 | โยเซฟรวบรวมเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายข้าวในอียิปต์และแคว้นคานาอัน และนำเงินไปไว้ในราชวังฟาโรห์ |
| 15 | เมื่อเงินในประเทศอียิปต์และแคว้นคานาอันหมดแล้ว ชาวอียิปต์ทั้งปวงมากราบเรียนโยเซฟว่า "ขออาหารให้พวก ข้าพเจ้ารับประทานเถิด เหตุใดพวกข้าพเจ้าจะต้องอดตายต่อหน้าท่านเพราะเงินหมดเล่า" |
| 16 | โยเซฟจึงบอกว่า "ถ้าเงินหมดแล้ว จงเอาสัตว์ของเจ้ามาให้เรา เราจะให้ข้าวแลกกับสัตว์" |
| 17 | เขาก็นำสัตว์มาให้โยเซฟ โยเซฟก็ให้อาหารแก่เขาแลกกับม้าแพะแกะโคและลา ในปีนั้นท่านจ่ายอาหารแลกกับสัตว์ ต่างๆของเขา |
| 18 | เมื่อปีนั้นล่วงไปแล้ว เขาก็มาหาท่านในปีต่อไปกราบเรียนว่า "พวกข้าพเจ้าขอบอกนายตามตรงว่า เงินของข้าพเจ้า หมดแล้ว และฝูงสัตว์ของข้าพเจ้าก็เป็นของนายด้วย ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใดเหลือต่อหน้าท่านเลย เว้นแต่ตัวข้าพเจ้ากับที่ ดินไร่นาเท่านั้น |
| 19 | เหตุใดข้าพเจ้าทั้งหลาย จะต้องอดตายต่อหน้าท่านเล่า ทั้งตัวข้าพเจ้ากับที่ดินของข้าพเจ้าด้วย ขอท่านโปรดซื้อตัว ข้าพเจ้ากับที่ดินไร่นาแลกกับอาหาร ข้าพเจ้ากับที่ดินไร่นาจะเป็นทาสของฟาโรห์ ขอท่านโปรดให้พันธุ์ข้าวแก่ข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้มีชีวิตต่อไปและไม่ตาย และที่ดินก็จะไม่ร้างเปล่า" |
| 20 | โยเซฟก็ซื้อที่ดินทั้งหมดในอียิปต์ให้แก่ฟาโรห์ เพราะคนอียิปต์ทุกคนต้องขายไร่นาของตน เนื่องจากการกันดาร อาหารรุนแรงยิ่งนัก เพราะฉะนั้นแผ่นดินจึงตกเป็นของฟาโรห์ |
| 21 | ส่วนประชาชนอียิปต์นั้นโยเซฟให้เป็นทาสทั่วบ้านทั่วเมือง |
| 22 | เว้นแต่ที่ดินของพวกปุโรหิตเท่านั้นโยเซฟไม่ได้ซื้อ เพราะปุโรหิตได้รับปันส่วนจากฟาโรห์ และดำรงชีวิตอาศัย ตามส่วนที่ฟาโรห์พระราชทาน เหตุฉะนี้เขาจึงไม่ได้ขายที่ดินของเขา |
| 23 | โยเซฟชี้แจงแก่ประชาชนทั้งปวงว่า "ดูเถิดวันนี้เราซื้อตัวพวกเจ้ากับที่ดินของเจ้า ให้เป็นของหลวงแล้ว นี่เราจะให้ พันธุ์ข้าวแก่พวกเจ้า เอาไปหว่านเถิด |
| 24 | เมื่อได้ผลแล้วจงถวายส่วนหนึ่งในห้าส่วนแก่ฟาโรห์เก็บสี่ส่วนไว้เป็นของตน สำหรับใช้เป็นพันธุ์ข้าวบ้างเป็นอาหาร สำหรับเจ้าและครอบครัวกับเด็กเล็กบ้าง" |
| 25 | คนทั้งหลายก็ตอบว่า "ท่านช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ ขอให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้รับความเมตตาจากนายเถิด ข้าพเจ้าทั้ง หลายยอมเป็นทาสของฟาโรห์" |
| 26 | โยเซฟตั้งเป็นกฎหมายในประเทศอียิปต์ตราบเท่าทุกวันนี้ว่า ให้ฟาโรห์ได้ส่วนหนึ่งในห้าส่วน เว้นแต่ที่ดินของ ปุโรหิตเท่านั้นไม่ตกเป็นของฟาโรห์ |
| 27 | พวกอิสราเอลอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์ ณ เมืองโกเชน เขายึดที่ดินเป็นของเขา และมีลูกหลานทวีขึ้นมากมาย |
| 28 | ยาโคบมีชีวิตอยู่ในแผ่นดินอียิปต์สิบเจ็ดปี รวมอายุยาโคบได้ร้อยสี่สิบเจ็ดปี |
| 29 | อิสราเอลเมื่อใกล้จะสิ้นชีพจึงเรียกโยเซฟบุตรชายมาสั่งว่า "ถ้าเจ้ายังนับถือเรา ขอให้เอามือเจ้าวางไว้ใต้ขาอ่อนของเรา และสัญญาว่าจะประพฤติด้วยความภักดีและสัตย์ซื่อต่อเรา คืออย่าฝังศพเราไว้ในอียิปต์ |
| 30 | เมื่อเราล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของเราแล้ว จงนำเราออกจากอียิปต์ไปฝังไว้ณที่ฝังศพบิดาเราเถิด" โยเซฟก็ สัญญาว่า "ข้าพเจ้าจะกระทำตามที่ท่านสั่ง" |
| 31 | อิสราเอลจึงบอกว่า "จงสาบานตัวให้เราด้วย" โยเซฟก็สาบานให้บิดา แล้วอิสราเอลก็กราบลงที่บนหัวนอน |
| 01 | ต่อมามีคนเรียนโยเซฟว่า "บิดาของท่านป่วย" โยเซฟก็พามนัสเสห์และเอฟราอิมบุตรทั้งสองของตนไป |
| 02 | มีคนบอกยาโคบว่า "โยเซฟบุตรชายมาหาท่าน" อิสราเอลก็รวบรวมกำลังลุกขึ้นนั่งบนที่นอน |
| 03 | ยาโคบจึงพูดกับโยเซฟว่า "พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ได้สำแดงพระองค์แก่พ่อที่ตำบลลูสในแคว้นคานาอัน ทรงอวย พระพรแก่พ่อ |
| 04 | และตรัสแก่พ่อว่า 'เราจะให้เจ้ามีลูกดกทวียิ่งขึ้นและเราจะทำให้เจ้าเป็นชนชาติหลายชาติ และจะยกดินแดนนี้ให้แก่ พงศ์พันธุ์ของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์เป็นนิตย์' |
| 05 | ส่วนบุตรทั้งสองของเจ้าที่เกิดแก่เจ้าในประเทศอียิปต์ ก่อนพ่อมาหาเจ้าในอียิปต์ก็เป็นบุตรของเรา เอฟราอิมและมนัส เสห์จะต้องเป็นของพ่อ เหมือนรูเบนและสิเมโอน |
| 06 | ส่วนบุตรของเจ้าที่เกิดมาภายหลังจะนับเป็นบุตรของเจ้า เขาจะได้ชื่อตามพี่ชายในการรับมรดกของเขา |
| 07 | เมื่อพ่อจากปัดดานมา ก็เศร้าใจที่ราเชลสิ้นชีวิตในแคว้นคานาอันขณะอยู่ตามทางยังห่างจากเอฟราธาห์ แล้วเราได้ฝัง ศพไว้ริมทางไปเอฟราธาห์ (คือเบธเลเฮม)" |
| 08 | อิสราเอลเห็นบุตรทั้งสองของโยเซฟจึงถามว่า "นี่ใคร" |
| 09 | โยเซฟตอบบิดาว่า "นี่เป็นบุตรที่พระเจ้าประทานแก่ลูกในเมืองนี้" อิสราเอลจึงว่า "ขอเจ้าพาบุตรทั้งสองเข้ามาเพื่อเรา จะได้ให้พรแก่เขา" |
| 10 | ตาของอิสราเอลมืดมัวไปเพราะชรา มองอะไรไม่เห็น โยเซฟพาบุตรเข้ามาใกล้บิดา อิสราเอลก็จุบกอดเขา |
| 11 | อิสราเอลบอกโยเซฟว่า "แต่ก่อนพ่อคิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าเจ้า แต่พระเจ้าทรงโปรดให้พ่อเห็นทั้งลูกของเจ้าด้วย" |
| 12 | โยเซฟเอาบุตรลงจากเข่าของท่าน แล้วกราบลงถึงดิน |
| 13 | โยเซฟจูงบุตรทั้งสองเข้าไปใกล้บิดามือขวาจับเอฟราอิมให้อยู่ข้างซ้ายอิสราเอล และมือซ้ายจับมนัสเสห์ให้อยู่ข้างขวา อิสราเอล |
| 14 | ฝ่ายอิสราเอลก็เหยียดมือขวาออกวางบนศีรษะเอฟราอิมผู้เป็นน้อง และมือซ้ายวางไว้บนศีรษะมนัสเสห์ เหยียดมือ ออกไขว้กันเช่นนั้น เพราะมนัสเสห์เป็นบุตรหัวปี |
| 15 | แล้วอิสราเอลกล่าวคำอวยพรแก่โยเซฟว่า "ขอพระเจ้าที่อับราฮัมและอิสอัคบิดาข้าพเจ้า ดำเนินอยู่เฉพาะพระพักตร์ นั้น ขอพระเจ้าผู้ทรงบำรุงเลี้ยงชีวิตข้าพเจ้า ตั้งแต่เกิดมาจนวันนี้ |
| 16 | ขอทูตสวรรค์ที่ได้ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากความชั่วร้ายทั้งสิ้น โปรดอวยพรแก่เด็กทั้งสองนี้ ให้เขาสืบชื่อของข้าพเจ้า และชื่อของอับราฮัมและชื่อของอิสอัคบิดาของข้าพเจ้าไว้ และขอให้เขาเจริญขึ้นเป็นมวลชนบนแผ่นดินเถิด" |
| 17 | ฝ่ายโยเซฟเมื่อเห็นบิดาวางมือข้างขวาบนศีรษะของเอฟราอิมก็ไม่พอใจ จึงจับมือบิดาจะยกจากศีรษะเอฟราอิมวางบน ศีรษะมนัสเสห์ |
| 18 | โยเซฟเตือนบิดาว่า "ไม่ถูก คุณพ่อเพราะคนนี้เป็นหัวปี ขอพ่อวางมือขวาบนศีรษะคนนี้เถิด" |
| 19 | บิดาก็ไม่ยอม ตอบว่า "พ่อรู้แล้ว ลูกเอ๋ย พ่อรู้แล้ว เขาจะเป็นคนเผ่าหนึ่งด้วย และเขาจะใหญ่โตด้วย อย่างไรก็ดี น้องชายจะใหญ่โตกว่าพี่ และพงศ์พันธุ์ของน้องนั้นจะเป็นคนหลายประชาชาติด้วยกัน" |
| 20 | วันนั้นอิสราเอลก็ให้พรแก่ทั้งสองคนว่า "พวกอิสราเอลจะใช้ชื่อเจ้าให้พรว่า "ขอพระเจ้าทรงโปรดให้ท่านเป็น เหมือนเอฟราอิม และเหมือนมนัสเสห์ เถิด'" อิสราเอลจึงให้เอฟราอิมเป็นใหญ่กว่ามนัสเสห์ |
| 21 | อิสราเอลบอกโยเซฟว่า "ดูเถิด เราจะตายแล้ว แต่พระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับพวกเจ้า จะพาพวกเจ้ากลับไปสู่ดินแดน ของบรรพบุรุษของเจ้า |
| 22 | ยิ่งกว่านั้นอีก เราจะยกเนินเขาแห่งหนึ่งที่เราตีได้จากคนอาโมไรต์ ด้วยดาบและธนูของเรานั้นให้แก่เจ้า แทนที่จะ ให้พี่น้องของเจ้า" |
| 01 | ยาโคบเรียกบรรดาบุตรของตนมา สั่งว่า "พวกเจ้ามาชุมนุมกันแล้วเราจะบอกเหตุที่จะบังเกิดแก่เจ้าภายหน้า |
| 02 | บุตรของยาโคบเอ๋ย จงมาประชุมกันฟัง จงฟังคำอิสราเอลบิดาของเจ้า |
| 03 | รูเบนเอ๋ย เจ้าเป็นบุตรหัวปีของเรา เป็นกำลังและเป็นผลแรกแห่งเรี่ยวแรงของเรา เป็นยอดแห่งความเย่อหยิ่งและยอด ของความรุนแรง |
| 04 | เจ้าเดือดดาลอย่างน้ำเชี่ยวจึงเป็นยอดไม่ได้ ด้วยเจ้าล่วงเข้าไปถึงที่นอนบิดาของเจ้า เจ้าทำให้ที่นอนนั้นเป็นมลทิน เจ้าล่วงเข้าไปถึงที่นอนของเรา |
| 05 | สิเมโอนกับเลวีเป็นพี่น้องกัน กระบี่ของเขาเป็นเครื่องอาวุธร้ายกาจ |
| 06 | จิตวิญญาณของเราเอ๋ย อย่าเข้าไปในที่ชุมนุมของเขา จิตใจของเราเอ๋ย อย่าเข้าร่วมในที่ประชุมของเขาเหตุว่าเขาฆ่า คนด้วยความโกรธ เขาตัดเอ็นน่องวัวตัวผู้ตามอำเภอใจเขา |
| 07 | ให้ความโกรธของเขาถูกแช่งเพราะรุนแรง ให้ความโมโหของเขาถูกสาปเพราะดุร้าย เราจะให้เขาแตกแยกกันในพวก ยาโคบ จะให้เขาพลัดพรากกันไปในคนอิสราเอล |
| 08 | ยูดาห์เอ๋ย พวกพี่น้องจะสรรเสริญเจ้า มือของเจ้าจะจับคอของศัตรู บุตรชายของบิดาจะกราบเจ้า |
| 09 | ยูดาห์เป็นลูกสิงห์ ลูกเอ๋ย เจ้าขึ้นไปจากเหยื่อ เขาก้มลง เขาหมอบลงเหมือนสิงห์ตัวผู้ และเหมือนสิงห์ตัวเมีย ใคร จะกล้าแหย่เขาให้ลุกขึ้น |
| 10 | ธารพระกรจะไม่ขาดไปจากยูดาห์ ทั้งไม้ถือของผู้ปกครองจะไม่ขาดไปจากหว่างเท้าของเขา จนกว่าชีโลห์จะมา และชนชาติทั้งหลายจะเชื่อฟังผู้นั้น |
| 11 | ผูกลาผู้ของเขาไว้ที่เถาองุ่น ผูกลูกลาไว้ที่เถาองุ่นผลแดง เขาซักผ้าของเขาด้วยเหล้าองุ่น ซักเสื้อผ้าของเขาด้วยน้ำ องุ่นสีเลือด |
| 12 | ตาเขาแดงด้วยเหล้าองุ่น ฟันขาวด้วยน้ำนม |
| 13 | เศบูลุนจะอาศัยอยู่ที่ท่าเรือริมทะเล เขาจะเป็นท่าจอดเรือ เขตแดนของเขาจะต่อกันกับเมืองไซดอน |
| 14 | ฝ่ายอิสสาคาร์เป็นตัวลามีกำลังมาก หมอบลงกลางต่างของมัน {หรือ คอกแกะ} |
| 15 | เขาเห็นว่าที่พักดี และแผ่นดินสบาย จึงย่อบ่าของตนลงรับไว้ ยอมเป็นทาสให้เขาบังคับใช้การงาน |
| 16 | ส่วนดานจะเป็นทนายของประชาชนของตน เป็นเผ่าหนึ่งในอิสราเอล |
| 17 | ดานจะเป็นงูอยู่กลางถนน เป็นงูพิษที่อยู่ในหนทางที่กัดส้นเท้าม้า ให้คนขี่ตกหงายลง |
| 18 | ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รอคอยความรอดจากพระองค์ |
| 19 | ฝ่ายกาดนั้นจะมีพวกปล้น {ฮีบรู ว่า กะดุด} ไล่ปล้นเขา แต่เขาจะกลับไล่ปล้นติดส้นพวกนั้น |
| 20 | อาหารของอาเชอร์จะบริบูรณ์ และเขาจะผลิตเครื่องเสวยสำหรับกษัตริย์ |
| 21 | นัฟทาลีเป็นกวางตัวเมียที่ปล่อยปละ ผู้ให้กำเนิดลูกกวางงดงาม |
| 22 | โยเซฟเป็นกิ่งที่เกิดผล เป็นกิ่งที่เกิดผลอยู่ริมน้ำพุ มีกิ่งพาดข้ามกำแพง |
| 23 | พวกทหารธนูโจมตีเขาอย่างโหดร้าย ทั้งยิงและข่มขู่เขา |
| 24 | แต่ธนูของเขาเองยืนหยัดต่อสู้ ลำแขนของเขามีกำลังขึ้น โดยพระหัตถ์ของพระผู้ทรงเดชานุภาพของยาโคบ (โดย พระนามของผู้เลี้ยงแกะคือศิลาแห่งอิสราเอล) |
| 25 | โดยพระเจ้าของบิดาเจ้าผู้ทรงช่วยเจ้า โดยพระเจ้าองค์ทรงศักดานุภาพใหญ่ยิ่ง ผู้ทรงอวยพระพรแก่เจ้า ด้วยพรที่มา จากฟ้าเบื้องบน พรที่มาจากใต้ทะเลเบื้องล่าง พรที่มาจากนมและครรภ์ |
| 26 | ส่วนพรที่มาจากบิดาของเจ้า ศักดิ์สิทธิ์มากกว่าพรที่มาจากภูเขาถาวร คือจากความสมบูรณ์แห่งเนินเขาเนืองนิตย์ ขอ พรเหล่านั้นอยู่บนศีรษะของโยเซฟ และอยู่เบื้องบนหน้าผากของผู้ที่ต้องพรากจากพี่น้อง |
| 27 | ฝ่ายเบนยามินเป็นสุนัขป่าที่ล่าเหยื่อ เวลาเช้าก็กินเหยื่อเสีย เวลาเย็นก็แบ่งปันของที่แย่งชิงไว้" |
| 28 | เผ่าเหล่านี้เป็นเผ่าทั้งสิบสองของอิสราเอล นี่เป็นถ้อยคำที่บิดากล่าวไว้เมื่ออวยพรเขา ยาโคบให้พรแก่ทุกคนอย่าง เหมาะสมกับแต่ละคน |
| 29 | ยาโคบกำชับเขาว่า "เราจะไปอยู่ร่วมกับคนของเรา จงฝังเราไว้กับบรรพบุรุษของเรา ในถ้ำที่นาของเอโฟรนคนฮิต ไทต์ |
| 30 | ในถ้ำที่อยู่ในนาชื่อมัคเป-ลาห์ หน้ามัมเรในแคว้นคานาอัน ถ้ำกับนานี้อับราฮัมได้ซื้อจากเอโฟรนคนฮิตไทต์ไว้เป็น สุสาน |
| 31 | ณ ที่นั่น เขาฝังศพอับราฮัมและซาราห์ภรรยา ที่นั่นเขาได้ฝังศพอิสอัคและเรเบคาห์ภรรยา และที่นั่นเราฝังศพเลอาห์ |
| 32 | นากับถ้ำที่อยู่ในนานั้นเราซื้อจากคนฮิตไทต์" |
| 33 | เมื่อยาโคบสั่งบุตรชายของตนเสร็จแล้ว ก็ยกเท้าขึ้นบนที่นอน แล้วก็สิ้นใจ และถูกรวบไปอยู่กับบรรพบุรุษของ ท่าน |
| 01 | โยเซฟซบหน้าลงที่หน้าบิดาแล้วร้องไห้และจุบท่าน |
| 02 | โยเซฟบัญชาพวกหมอที่เป็นข้าราชการของตน ให้อาบยารักษาศพบิดาไว้ พวกหมอก็อาบยารักษาศพอิสราเอล |
| 03 | หมอทำงานสี่สิบวัน เพราะการอาบยารักษาศพกินเวลาสี่สิบวัน ชาวอียิปต์ก็ไว้ทุกข์ให้อิสราเอลถึงเจ็ดสิบวัน |
| 04 | เมื่อเวลาไว้ทุกข์ล่วงไปแล้ว โยเซฟก็เรียนข้าราชสำนักฟาโรห์ว่า "ถ้าข้าพเจ้าเป็นที่ชอบในสายตาของท่าน ขอไปทูล ฟาโรห์ให้ทรงทราบว่า |
| 05 | บิดาให้เราสาบานไว้ โดยกล่าวว่า 'พ่อจวนจะตายแล้ว เมื่อตายแล้วจงเอาศพพ่อไปฝังไว้ในอุโมงค์ที่พ่อได้ขุดไว้ สำหรับพ่อ ณแคว้นคานาอัน' เหตุฉะนั้น ขออนุญาตให้ข้าพเจ้าไปฝังศพบิดาแล้วข้าพเจ้าจะกลับมาอีก" |
| 06 | ฟาโรห์ก็รับสั่งว่า "ไปฝังศพบิดาของท่านตามคำที่บิดาให้ท่านสาบานไว้นั้นเถิด" |
| 07 | โยเซฟจึงไปฝังศพบิดา พวกข้าราชการของฟาโรห์ ผู้ใหญ่ในราชสำนักและบรรดาผู้ใหญ่ทั่วแผ่นดินอียิปต์ก็ตามไป ด้วย |
| 08 | กับครอบครัวทั้งหมดของโยเซฟ พวกพี่น้องและครอบครัวของบิดาท่านก็ไปด้วยเหมือนกัน เว้นแต่เด็กเล็กๆ และ ฝูงแพะแกะฝูงโคเท่านั้น เขาให้อยู่ในเมืองโกเชน |
| 09 | มีขบวนรถรบ ขบวนม้าไปกับท่านเป็นขบวนใหญ่มาก |
| 10 | เมื่อเขาพากันมาถึงลานนวดข้าวแห่งหนึ่งที่อาทาด ซึ่งอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน เขาร้องไห้คร่ำครวญเป็น อันมากตามประเพณี โยเซฟก็ไว้ทุกข์ให้บิดาเจ็ดวัน |
| 11 | เมื่อชาวแคว้นนั้นคือคนคานาอันทั้งปวงได้เห็นการไว้ทุกข์ที่ลานอาทาด จึงพูดกันว่า "นี่เป็นการไว้ทุกข์ใหญ่ของ ชาวอียิปต์" เหตุฉะนั้นเขาจึงเรียกชื่อตำบลนั้นว่า อาเบลมิสราอิม {แปลว่า ทุ่งหญ้า (หรือการไว้ทุกข์) ของอียิปต์} ตำบลนั้นอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน |
| 12 | บุตรยาโคบจัดงานศพให้บิดาตามคำที่ท่านสั่งไว้ |
| 13 | คือบรรดาบุตรเชิญศพไปยังแคว้นคานาอัน แล้วฝังไว้ในถ้ำที่อยู่ในนาชื่อ มัคเป-ลาห์ เป็นนาซึ่งอับราฮัมซื้อไว้จาก เอโฟรนคนฮิตไทต์เป็นสุสาน อยู่หน้ามัมเร |
| 14 | เมื่อฝังศพบิดาแล้ว โยเซฟก็กลับมาอียิปต์ ทั้งท่านกับพวกพี่น้องและคนทั้งปวงที่ไปในงานฝังศพบิดาของท่าน |
| 15 | เมื่อพวกพี่ชายของโยเซฟเห็นว่าบิดาสิ้นชีวิตแล้ว จึงพูดว่า "น่ากลัวโยเซฟจะชังพวกเรา และจะแก้แค้นเพราะการ ประทุษร้ายที่พวกเราเคยกระทำแก่เขา" |
| 16 | พวกพี่ก็ใช้คนไปเรียนโยเซฟว่า "บิดาท่านเมื่อก่อนจะสิ้นใจนั้นสั่งไว้ว่า |
| 17 | 'พวกเจ้าจงเรียนโยเซฟว่า เราขอท่านโปรดให้อภัยความผิดและบาปของพวกพี่ชายที่ประทุษร้ายท่าน' บัดนี้ขอท่าน โปรดให้อภัยความผิดของข้าพเจ้าทั้งหลายผู้รับใช้ ของพระเจ้าของบิดาท่าน" โยเซฟฟังพี่ชายเรียนดังนี้ก็ร้องไห้ |
| 18 | พี่ชายก็พากันมากราบลงต่อหน้าโยเซฟแล้วว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้รับใช้ของท่าน" |
| 19 | โยเซฟจึงบอกเขาว่า "อย่ากลัวเลย เราเป็นดังพระเจ้าหรือ |
| 20 | พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้เกิดผลดีอย่างที่บังเกิดขึ้นนี้แล้ว คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก |
| 21 | ดังนั้นพี่อย่ากลัวเลย เราจะบำรุงเลี้ยงพี่ทั้งบุตรด้วย" โยเซฟพูดปลอบโยนพวกพี่น้องดังนี้ทำให้เขาอุ่นใจ |
| 22 | โยเซฟอาศัยอยู่ในอียิปต์กับครอบครัวบิดาของท่าน โยเซฟอายุยืนได้ร้อยสิบปี |
| 23 | โยเซฟได้เห็นลูกหลานเหลนของเอฟราอิม บุตรของมาร์คีผู้เป็นบุตรของมนัสเสห์ก็เกิดมาบนเข่าของโยเซฟ |
| 24 | โยเซฟจึงบอกพวกพี่น้องว่า "เราจวนจะตายแล้ว แต่พระเจ้าคงจะทรงเยี่ยมเยียนพวกท่านและจะพาออกไปจาก ประเทศนี้ ให้ถึงดินแดนที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ" |
| 25 | โยเซฟกล่าวว่า "พระเจ้าจะทรงเยี่ยมเยียนพวกท่านเป็นแน่ แล้วท่านทั้งหลายต้องนำกระดูกของเราไปจากที่นี่" แล้วท่านให้พงศ์พันธุ์อิสราเอลสาบานตัวรับรอง |
| 26 | โยเซฟสิ้นชีพเมื่ออายุได้ร้อยสิบปี เขาก็อาบยารักษาศพไว้แล้วบรรจุไว้ในโลงที่อียิปต์ |