ปฐมกาล ปฐก. Genesis Gen.

Daily Bible Study..Click here

ปฐมกาล 1

01 ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง {หรือ เมื่อพระเจ้าทรงเริ่มเนรมิตสร้าง} ฟ้าและแผ่นดิน
02 แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น
03 พระเจ้าตรัสว่า "จงเกิดความสว่าง" ความสว่างก็เกิดขึ้น
04 พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และทรงแยกความสว่างออกจากความมืด
05 พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า วัน และความมืดนั้นว่า คืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันแรก
06 พระเจ้าตรัสว่า "จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน"
07 พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ก็เป็นดังนั้น
08 พระเจ้าจึงทรงเรียกภาคพื้นนั้นว่า ฟ้า มีเวลาเย็น และเวลาเช้า เป็นวันที่สอง
09 พระเจ้าตรัสว่า "น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่แห่งเดียวกันที่แห้งจงปรากฏขึ้น" ก็เป็นดังนั้น
10 พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่าแผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี
11 พระเจ้าตรัสว่า "แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ผักหญ้าที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ออกผล มีเมล็ดในผลตามชนิดของมันบน แผ่นดิน" ก็เป็นดังนั้น
12 แผ่นดินก็เกิดพืช คือผักหญ้าที่มีเมล็ดตามชนิดของมัน และต้นไม้ที่ออกผลมีเมล็ดในผลตามชนิดของมัน พระเจ้า ทรงเห็นว่าดี
13 มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่สาม
14 พระเจ้าตรัสว่า "จงมีดวงสว่างบนฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้ดวงสว่างเป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี
15 และให้เป็นดวงสว่างบนฟ้า เพื่อส่องสว่างบนแผ่นดิน" ก็เป็นดังนั้น
16 พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงสว่างขนาดใหญ่ไว้สองดวง ให้ดวงใหญ่ครองวัน ดวงเล็กครองคืน พระองค์ทรงสร้างดวง ดาวต่างๆด้วย
17 พระเจ้าทรงตั้งดวงสว่างเหล่านี้ไว้บนฟ้า ให้ส่องสว่างบนแผ่นดิน
18 ให้ครองวันและคืน และแยกความสว่างออกจากความมืด พระเจ้าทรงเห็นว่าดี
19 มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่สี่
20 พระเจ้าตรัสว่า "น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต และนกจงบินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน"
21 พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสัตว์ที่มีชีวิตนานาชนิด ซึ่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำ เป็นฝูงๆตามชนิดของมัน และนกต่างๆตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี
22 พระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่สัตว์เหล่านั้นว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้น จนเต็มน้ำในทะเล และให้นกทวีมากขึ้นบน แผ่นดิน"
23 มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่ห้า
24 พระเจ้าตรัสว่า "แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน คือสัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ป่าตามชนิด ของมัน" ก็เป็นดังนั้น
25 พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมัน และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินตาม ชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี
26 แล้วพระเจ้าตรัสว่า "ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและ ฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน"
27 พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง
28 พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ตรัสแก่เขาว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จง ครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน"
29 พระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิด เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมัน แก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า
30 ฝ่ายสัตว์ทั้งหลายบนแผ่นดิน นกทั้งปวงในอากาศ และบรรดาสัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดินทุกสิ่งทุกอย่างที่มีลม ปราณนั้น เราให้พืชเขียวสดทั้งปวงเป็นอาหาร" ก็เป็นดังนั้น
31 พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่หก

ปฐมกาล 2

01 ฟ้าและแผ่นดิน และบริวารทั้งสิ้น ที่มีอยู่ในนั้น พระเจ้าทรงสร้างสำเร็จดังนี้แหละ
02 วันที่เจ็ด พระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ที่ทรงกระทำมานั้น ในวันที่เจ็ดนั้นก็ทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ที่ได้ ทรงกระทำ
03 พระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่วันที่เจ็ด ทรงตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะในวันนั้นพระองค์ทรงหยุดพักจาก การงานทั้งปวง ที่พระองค์ทรงกระทำในการเนรมิตสร้าง
04 เรื่องฟ้าสวรรค์และแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสร้างมีดังนี้ ในวันที่พระเจ้าทรงสร้างแผ่นดินและฟ้าสวรรค์
05 ต้นไม้ตามทุ่งนายังไม่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน และพืชตามทุ่งนาก็ยังไม่งอกขึ้นเลย เพราะพระเจ้ายังมิได้ทรงทำให้ฝนตก บนแผ่นดิน ทั้งยังไม่มีมนุษย์ที่จะทำไร่ไถนา
06 แต่มีน้ำพลุ่งขึ้นมาจากแผ่นดิน ทำให้พื้นดินเปียกทั่วไป
07 พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน ระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต
08 พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ที่เอเดน ทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นมานั้นอยู่ที่นั่น
09 แล้วพระเจ้าทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่งามน่าดูและที่น่ากิน เป็นอาหารงอกขึ้นจากดิน มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นหนึ่งอยู่ ท่ามกลางสวนนั้น กับต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วต้นหนึ่งด้วย
10 มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลจากเอเดนรดสวนนั้น จากที่นั่นก็แยกออกเป็นสี่สาย
11 ชื่อแม่น้ำสายที่หนึ่งคือปิโชน เป็นแม่น้ำที่ไหลรอบแผ่นดินฮาวิลาห์ที่นั่นมีแร่ทองคำ
12 ทองคำที่เมืองนั้นเป็นทองคำเนื้อดี และมียางไม้ตะคร้ำและโมรา
13 ชื่อแม่น้ำสายที่สองคือกิโฮน ไหลรอบแผ่นดินคูช
14 ชื่อแม่น้ำสายที่สามคือไทกริส ไหลไปทางทิศตะวันออกของเมืองอัสซีเรีย และแม่น้ำสายที่สี่ชื่อยูเฟรติส
15 พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน
16 พระเจ้าจึงทรงบัญชาแก่มนุษย์นั้นว่า "บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด
17 เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะ ต้องตายแน่"
18 พระเจ้าตรัสว่า "ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียวเราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น"
19 พระเจ้าจึงทรงปั้นบรรดาสัตว์ในท้องทุ่งและนกในท้องฟ้าให้เกิดขึ้นจากดิน แล้วทรงนำมายังชายนั้น เพื่อดูว่าเขาจะ เรียกชื่อมันว่าอะไร ชายนั้นตั้งชื่อสัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตว่าอย่างไร สัตว์นั้นก็มีชื่ออย่างนั้น
20 ชายนั้นจึงตั้งชื่อบรรดาสัตว์ใช้งานและนกในอากาศและบรรดาสัตว์ป่า แต่ชายนั้นยังหามีคู่อุปถัมภ์ที่สมกับตนไม่
21 แล้วพระเจ้าจึงทรงกระทำให้ชายนั้นหลับสนิท ขณะที่เขาหลับสนิทอยู่ พระองค์ทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของ เขาออกมา แล้วทำให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูกอย่างเดิม
22 ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น
23 ชายจึงว่า "นี่แหละกระดูกจากกระดูกของเรา เนื้อจากเนื้อของเรา จะต้องเรียกว่าหญิง {ตรงนี้ฮีบรูเล่นคำ} ถ้าจะ ให้คงรูปจะแปลเป็นอย่างนี้ก็ได้ "จะต้องเรียกว่า ชายา เพราะชายานี้ออกมาจากชาย" เพราะหญิงนี้ออกมาจากชาย"
24 เพราะเหตุนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน
25 ทั้งผู้ชายและภรรยาของเขาเปลือยกายอยู่และไม่อายกัน

ปฐมกาล 3

01 ในบรรดาสัตว์ป่าที่พระเจ้าทรงสร้างนั้น งูฉลาดกว่าหมด มันถามหญิงนั้นว่า "จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า 'อย่ากิน ผลจากต้นไม้ใดๆ ในสวนนี้'
02 หญิงนั้นจึงตอบงูว่า "ผลของต้นไม้ต่างๆ ในสวนนี้เรากินได้
03 เว้นแต่ผลของต้นไม้ที่อยู่กลางสวนนั้น พระเจ้าตรัสห้ามว่า 'อย่ากินหรือถูกต้องเลย มิฉะนั้นจะตาย'
04 งูจึงพูดกับหญิงนั้นว่า "เจ้าจะไม่ตายจริงดอก
05 เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว"
06 เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน และน่าดูด้วย ทั้งเป็นต้นไม้ที่มุ่งหมายจะให้เกิดปัญญา จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน แล้วส่งให้สามีกินด้วย เขาก็กิน
07 ตาของเขาทั้งสองคนก็สว่างขึ้น จึงสำนึกว่าตนเปลือยกายอยู่ ก็เอาใบมะเดื่อมาเย็บเป็นเครื่องปกปิดร่างไว้
08 เวลาเย็นวันนั้น เขาทั้งสองได้ยินเสียงพระเจ้าเสด็จดำเนินอยู่ในสวน ชายนั้นกับภรรยาก็หลบไปซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้น ไม้ในสวนนั้น ให้พ้นจากพระพักตร์พระเจ้า
09 พระเจ้าทรงเรียกชายนั้นและตรัสถามเขาว่า "เจ้าอยู่ที่ไหน"
10 ชายนั้นทูลว่า "ข้าพระองค์ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ในสวนก็เกรงกลัว เพราะข้าพระองค์เปลือยกายอยู่ จึงได้ ซ่อนตัวเสีย"
11 พระองค์จึงตรัสว่า "ใครเล่าบอกเจ้าว่าเจ้าเปลือยกาย เจ้ากินผลไม้ที่เราห้ามมิให้กินนั้นแล้วหรือ"
12 ชายนั้นทูลว่า "หญิงที่พระองค์ประทานให้อยู่กินกับข้าพระองค์นั้น ส่งผลไม้นั้นให้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงรับ ประทาน"
13 พระเจ้าตรัสถามหญิงว่า "เจ้าทำอะไรไป" หญิงนั้นทูลว่า "งูล่อลวงข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงได้รับประทาน"
14 พระเจ้าจึงตรัสแก่งูว่า "เพราะเหตุที่เจ้าทำเช่นนี้ เจ้าจะต้องถูกสาปแช่งมากกว่า สัตว์ใช้งานและสัตว์ป่าทั้งปวง จะ ต้องเลื้อยไปด้วยท้อง จะต้องกินผงคลีดินจนตลอดชีวิต
15 เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของ เจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ
16 พระองค์ตรัสแก่หญิงนั้นว่า "เราจะเพิ่มความทุกข์ลำบากขึ้นมากมาย ในเมื่อเจ้ามีครรภ์และคลอดบุตร ถึงกระนั้น เจ้ายังปรารถนาสามี และเขาจะปกครองตัวเจ้า"
17 พระองค์จึงตรัสแก่อาดัม {แปลว่า มนุษย์} ว่า"เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่น ดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต
18 แผ่นดินจะให้ต้นไม้และพืชที่มีหนามแก่เจ้าและเจ้าจะกินพืชต่างๆ ของทุ่งนา
19 เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า จนเจ้ากลับเป็นดินไป เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน เจ้าเป็นผงคลีดิน และจะ ต้องกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม"
20 ชายนั้นเรียกภรรยาของตนว่าเอวา {ศัพท์นี้เหมือนคำที่แปลว่า มีชีวิตอยู่} เพราะนางเป็นมารดาของปวงชนที่มีชีวิต
21 พระเจ้าทรงทำเสื้อด้วยหนังสัตว์ให้อาดัมกับเอวาสวมปกปิดกาย
22 แล้วพระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิดมนุษย์มาเป็นเหมือนผู้หนึ่งในพวกเราแล้ว โดยที่รู้สำนึกในความดีและความชั่ว บัดนี้ อย่าปล่อยให้เขายื่นมือไปหยิบผลต้นไม้แห่งชีวิตมากิน แล้วมีอายุยืนชั่วนิรันดร์"
23 เพราะเหตุนั้นพระเจ้าจึงทรงขับไล่เขาออกไปจากสวนเอเดน ให้ไปทำไร่ทำสวนในที่ดินที่ตัวถือกำเนิดมานั้น
24 พระองค์ทรงไล่ชายนั้นออกไป และทรงตั้งพวกเครูบ {หมายถึง ทูตสวรรค์ จำพวกหนึ่ง} ทางด้านทิศตะวันออก แห่งสวนเอเดน และตั้งกระบี่เพลิงอันหนึ่งที่หมุนได้รอบทิศไว้เฝ้าทางที่จะเข้าไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิตนั้น

ปฐมกาล 4

01 ฝ่ายชายนั้นสมสู่อยู่กับเอวาภรรยาของตน นางก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชื่อคาอิน นางจึงกล่าวว่า "พระเจ้าทรง โปรดให้ฉันได้ผู้ชายคนหนึ่ง"
02 ต่อมานางก็ให้กำเนิดน้องชายของเขาชื่ออาแบล อาแบลเป็นคนเลี้ยงแกะ ส่วนคาอินเป็นคนทำไร่ไถนา
03 อยู่มาวันหนึ่งคาอินนำพืชผลที่เกิดจากไร่นามาถวายพระเจ้า
04 ส่วนอาแบลก็นำแกะหัวปีจากฝูงและไขมันของแกะมาถวาย พระเจ้าทรงพอพระทัยอาแบลและเครื่องบูชาของเขา
05 แต่คาอินกับเครื่องบูชาของเขานั้น พระองค์ไม่พอพระทัย คาอินก็โกรธแค้นนัก หน้าบูดบึ้งอยู่
06 พระเจ้าจึงตรัสถามคาอินว่า "เจ้าโกรธเคืองหน้าบูดบึ้งอยู่ทำไม
07 ถ้าเจ้าทำดี เราก็จะพอใจรับเจ้ามิใช่หรือ ถ้าเจ้าทำไม่ดี บาปก็หมอบอยู่ที่ประตู อยากตะครุบเจ้า เจ้าจะต้องเอาชนะ บาปนั้นให้ได้"
08 ฝ่ายคาอินก็พูดชวนอาแบลน้องชายของตนว่า "เราไปนากันเถอะ" เมื่ออยู่ที่นาด้วยกัน คาอินก็โถมเข้าฆ่าอาแบลน้อง ชายของตนเสีย
09 พระเจ้าตรัสถามคาอินว่า "อาแบลน้องชายของเจ้าอยู่ที่ไหน" คาอินจึงทูลว่า "ข้าพระองค์ไม่ทราบ ข้าพระองค์หรือ เป็นผู้ดูแลน้อง"
10 พระองค์ตรัสว่า "เจ้าทำอะไรไป โลหิตของน้องเจ้าส่งเสียงร้องฟ้องขึ้นมาจากดิน
11 บัดนี้เจ้าจะต้องถูกสาปจากที่ดินที่ได้อ้าปากรับโลหิตน้องจากมือเจ้า
12 ต่อไปเมื่อเจ้าทำนาจะไม่เกิดผลมาก เจ้าจะต้องหลบหนีและพเนจรไปในโลก"
13 ฝ่ายคาอินทูลพระเจ้าว่า "โทษของข้าพระองค์หนักเหลือที่ข้าพระองค์จะทนได้
14 ดูเถิดวันนี้พระองค์ทรงขับไล่ข้าพระองค์ออกจากที่ดินพ้นจากพระพักตร์พระองค์ไป ข้าพระองค์จะต้องหลบหนี และพเนจรไปในโลก ใครพบข้าพระองค์ก็จะฆ่าข้าพระองค์เสีย"
15 พระเจ้าตรัสแก่คาอินว่า "ไม่ได้ ผู้ใดฆ่าคาอิน จะมีโทษเจ็ดเท่า" แล้วพระเจ้าทรงทำเครื่องหมายไว้ที่ตัวคาอิน เพื่อ ว่าเมื่อใครพบจะได้ไม่ฆ่า
16 คาอินออกไปพ้นพระพักตร์พระเจ้าไปอยู่เมืองโนด {แปลว่า พเนจร} ทิศตะวันออกของเอเดน
17 คาอินสมสู่อยู่กับภรรยาของตนนางก็ตั้งครรภ์ และให้กำเนิดบุตรชายชื่อเอโนค คาอินสร้างเมืองขึ้นเมืองหนึ่ง เรียก ชื่อเมืองนั้นว่า เอโนค ตามชื่อบุตรของตน
18 เอโนคมีบุตรชื่ออิราด อิราดมีบุตรชื่อเมหุยาเอล เมหุยาเอลมีบุตรชื่อเมธูชาเอล และเมธูชาเอลมีบุตรชื่อลาเมค
19 ส่วนลาเมคได้ภรรยาสองคน คนหนึ่งชื่ออาดาห์ คนหนึ่งชื่อศิลลาห์
20 นางอาดาห์มีบุตรชื่อยาบาล เขาเป็นต้นตระกูลของคนที่อาศัยในเต็นท์และเลี้ยงสัตว์
21 น้องชายของเขาชื่อยูบาล เขาเป็นต้นตระกูลของคนที่มีฝีมือดีดพิณเขาคู่และเป่าปี่
22 นางศิลลาห์มีบุตรชายด้วย ชื่อทูบัลคาอิน เป็นช่างทำเครื่องมือทองสัมฤทธิ์และเหล็กต่างๆ ทูบัลคาอินมีน้องสาวชื่อ นาอามาห์
23 ลาเมคพูดกับภรรยาของตนว่า "อาดาห์และศิลลาห์จงฟังเสียงของเรา ภรรยาลาเมคเอ๋ย จงสดับฟังถ้อยคำของเรา เรา ฆ่าชายคนหนึ่ง เพราะทำให้เราบาดเจ็บ หนุ่มคนหนึ่ง เพราะตีเรา
24 หากทำแก่คาอิน ต้องมีโทษเจ็ดเท่าแล้ว เมื่อทำแก่ลาเมคก็ต้องมีโทษเจ็ดสิบเจ็ดเท่า"
25 อาดัมได้สมสู่อยู่กับภรรยาของตนอีก นางก็ให้กำเนิดบุตรชาย เรียกชื่อว่า เสท เพราะ "พระเจ้าทรงโปรดให้ฉันมี บุตรอีกคนหนึ่งแทนอาแบลเพราะคาอินฆ่าอาแบลเสีย"
26 ฝ่ายเสทก็มีบุตร ชื่อ เอโนช คราวนั้นมนุษย์เริ่มต้นนมัสการโดยออกพระนามพระเยโฮวาห์

ปฐมกาล 5

01 ต่อไปนี้เป็นหนังสือลำดับพงศ์พันธุ์ของอาดัม เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์นั้น พระองค์ทรงสร้างตามพระฉายาของ พระเจ้า
02 พระองค์ทรงสร้างเป็นชายและหญิง แล้วทรงอำนวยพระพรแก่เขา และทรงเรียกว่ามนุษย์ในวันที่พระองค์ได้ทรง สร้างนั้น
03 เมื่ออาดัมอยู่มาได้ร้อยสามสิบปี จึงมีบุตรชายคนหนึ่งตามอย่างตามฉายาของเขาชื่อเสท
04 ตั้งแต่อาดัมมีบุตรคือเสทแล้ว ก็มีอายุอีกแปดร้อยปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
05 รวมอายุของอาดัมได้เก้าร้อยสามสิบปีจึงสิ้นชีวิต
06 เสทอยู่มาได้ร้อยห้าปีจึงมีบุตรชายชื่อ เอโนช
07 ตั้งแต่เสทมีบุตรคือ เอโนชแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยเจ็ดปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
08 รวมอายุเสทได้เก้าร้อยสิบสองปีจึงสิ้นชีวิต
09 เอโนชอยู่มาได้เก้าสิบปีจึงมีบุตรชื่อเคนัน
10 ตั้งแต่เอโนชมีบุตรคือเคนันแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยสิบห้าปีมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
11 รวมอายุเอโนชได้เก้าร้อยห้าปีจึงสิ้นชีวิต
12 เคนันอยู่มาได้เจ็ดสิบปีจึงมีบุตรชื่อมาหะลาเลล
13 ตั้งแต่เคนันมีบุตรคือมาหะลาเลลแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยสี่สิบปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
14 รวมอายุเคนันได้เก้าร้อยสิบปีจึงสิ้นชีวิต
15 มาหะลาเลลอยู่มาได้หกสิบห้าปี จึงมีบุตรชื่อยาเรด
16 ตั้งแต่มาหะลาเลลมีบุตรคือยาเรดแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยสามสิบปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
17 รวมอายุมาหะลาเลลได้แปดร้อยเก้าสิบห้าปีจึงสิ้นชีวิต
18 ยาเรดอยู่มาได้ร้อยหกสิบสองปีจึงมีบุตรชื่อเอโนค
19 ตั้งแต่ยาเรดมีบุตรคือเอโนคแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
20 รวมอายุยาเรดได้เก้าร้อยหกสิบสองปีจึงสิ้นชีวิต
21 เอโนคอยู่มาได้หกสิบห้าปี จึงมีบุตรชื่อเมธูเสลาห์
22 ตั้งแต่เอโนคมีบุตรคือเมธูเสลาห์แล้ว ก็ดำเนินกับพระเจ้าสามร้อยปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
23 รวมอายุเอโนคได้สามร้อยหกสิบห้าปี
24 เอโนคดำเนินกับพระเจ้า แล้วหายหน้าไป เพราะพระเจ้าทรงรับเขาไป
25 เมธูเสลาห์อยู่มาได้ร้อยแปดสิบเจ็ดปี จึงมีบุตรชายชื่อลาเมค
26 ตั้งแต่เมธูเสลาห์มีบุตรคือลาเมคแล้ว ก็มีชีวิตอีกเจ็ดร้อยแปดสิบสองปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
27 รวมอายุเมธูเสลาห์ได้เก้าร้อยหกสิบเก้าปีจึงสิ้นชีวิต
28 ลาเมคอยู่มาได้ร้อยแปดสิบสองปี จึงมีบุตรชายคนหนึ่ง
29 เขาตั้งชื่อบุตรว่า โนอาห์ กล่าวว่า "ผู้นี้จะช่วยแบ่งเบาการงานเรา และช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยยากจากมือเรา จาก ที่ดินซึ่งพระเจ้าทรงแช่งสาปไว้"
30 ตั้งแต่ลาเมคมีบุตรคือโนอาห์แล้ว ก็มีชีวิตอีกห้าร้อยเก้าสิบห้าปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
31 รวมอายุลาเมคได้เจ็ดร้อยเจ็ดสิบเจ็ดปีจึงสิ้นชีวิต
32 โนอาห์มีอายุได้ห้าร้อยปี จึงมีบุตรชายชื่อเชม ฮามและยาเฟท

ปฐมกาล 6

01 มนุษย์เริ่มทวีมากขึ้นบนแผ่นดินและมีบุตรหญิง
02 บุตรชายของพระเจ้าเห็นว่าบุตรหญิงของมนุษย์งามดี ก็เลือกและรับไว้เป็นภรรยา
03 พระเจ้าจึงตรัสว่า "วิญญาณของเราจะไม่สถิตอยู่ในมนุษย์ตลอดกาล เพราะมนุษย์เป็นแต่เนื้อหนัง อายุของเขาจะไม่ เกินร้อยยี่สิบปี"
04 ในคราวนั้นมีคนเนฟิล {คือ พวกมนุษย์ยักษ์} อยู่บนแผ่นดิน เมื่อบุตรพระเจ้าได้สมสู่อยู่กับบุตรหญิงของมนุษย์ และมีบุตร พวกนี้เป็นคนแกล้วกล้าในโบราณกาล เป็นคนมีชื่อเสียง
05 พระเจ้าทรงเห็นว่าความชั่วช้าของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน และทรงเห็นว่าเค้าความคิดในใจของเขาล้วนเป็นเรื่องร้าย เสมอไป
06 พระเจ้าจึงเสียพระทัยที่ได้สร้างมนุษย์ไว้บนแผ่นดินและโทมนัส
07 พระเจ้าจึงตรัสว่า "เราจะกวาดล้างมนุษย์ที่เราได้สร้างมานี้ไปเสียจากแผ่นดิน ทั้งมนุษย์สัตว์กับบรรดาสัตว์เลื้อยคลาน และนกในอากาศด้วย เพราะว่าเราเสียใจที่ได้สร้างมา"
08 แต่โนอาห์เป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรพระเจ้า
09 ต่อไปนี้คือพงศ์พันธุ์ของโนอาห์ โนอาห์เป็นคนชอบธรรม ดีพร้อมในสมัยของเขา โนอาห์ดำเนินกับพระเจ้า
10 โนอาห์มีบุตรสามคน ชื่อเชม ฮาม และยาเฟท
11 คนทั้งโลกเสื่อมทรามไปในสายพระเนตรของพระเจ้า และแผ่นดินก็เต็มไปด้วยความทารุณ
12 พระเจ้าทอดพระเนตรแผ่นดินก็ทรงเห็นว่าเสื่อมทราม เพราะบรรดามนุษย์ประพฤติตนเสื่อมทรามบนแผ่นดิน
13 พระเจ้าจึงตรัสแก่โนอาห์ว่า "เราตัดสินใจแล้วว่า จะให้บรรดามนุษย์ถึงความพินาศเสียที ด้วยเหตุว่าโลกเต็มไปด้วย ความทารุณเพราะการกระทำของมนุษย์ ดูเถิดเราจะทำลายพวกเขาพร้อมกับแผ่นดินโลก
14 เจ้าจงต่อนาวาด้วยไม้สนโกเฟอร์ แล้วทำเป็นห้องๆ และยาชันทั้งข้างในข้างนอก
15 จงต่อนาวานั้นตามแบบนี้ คือยาวสามร้อยศอก กว้างห้าสิบศอก สูงสามสิบศอก
16 จงทำช่อง {หรือ หลังคา} ข้างบนนาวาให้สูงศอกหนึ่ง จงตั้งประตูนาวาที่ด้านข้าง และทำดาดฟ้าชั้นล่าง ชั้นที่ สองและที่สาม
17 เพราะดูเถิด เราเองจะเป็นผู้ทำให้น้ำท่วมแผ่นดิน จะทำลายมนุษย์และสัตว์ที่มีลมปราณทั้งปวงใต้ฟ้า ทุกสิ่งที่อยู่ บนแผ่นดินจะตายสิ้น
18 แต่เราจะตั้งพันธสัญญาไว้กับเจ้า ให้เจ้าเข้าอยู่ในนาวา ทั้งบุตรภรรยาและบุตรสะใภ้
19 จงนำบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตทั้งตัวผู้และตัวเมียทุกชนิด อย่างละคู่เข้าไปไว้ในนาวา เพื่อให้มีชีวิตรอดอยู่กับเจ้า
20 นกตามชนิดของมัน สัตว์ตามชนิดของมัน สัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดินตามชนิดของมันทุกๆ ชนิดอย่างละคู่ต้อง ไปกับเจ้า เพื่อให้รอดชีวิตอยู่ได้
21 เจ้าจงสะสมเสบียงอาหารไว้ทุกอย่าง เป็นอาหารของเจ้าบ้างของสัตว์เหล่านั้นบ้าง"
22 พระเจ้าทรงบัญชาให้โนอาห์ทำอย่างไร โนอาห์ก็ทำอย่างนั้นทุกประการ

ปฐมกาล 7

01 แล้วพระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ว่า "เจ้าจงเข้าไปในนาวาหมดทั้งครัวเรือนของเจ้า เพราะในชั่วอายุคนรุ่นนี้เราเห็นเจ้าเป็นผู้ ชอบธรรม
02 จงเอาบรรดาสัตว์ที่สะอาดไปด้วยทุกชนิดอย่างละเจ็ดคู่ทั้งตัวผู้และตัวเมีย และสัตว์ที่ไม่สะอาดอย่างละคู่ทั้งตัวผู้และ ตัวเมีย
03 นกในอากาศอย่างละเจ็ดคู่ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เพื่อจะช่วยชีวิตสัตว์ไว้ให้สืบพันธุ์ทั่วพื้นแผ่นดิน
04 เพราะว่าอีกเจ็ดวันเราจะทำให้ฝนตกบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน บรรดาสัตว์ที่มีชีวิตซึ่งเราสร้างมานั้น เราจะทำลาย ล้างเสียจากพื้นแผ่นดิน"
05 โนอาห์ก็ทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชาตนทุกประการ
06 เมื่อน้ำท่วมแผ่นดินนั้น โนอาห์มีอายุได้หกร้อยปี
07 โนอาห์กับบุตรภรรยาและบุตรสะใภ้พากันเข้าไปในนาวานั้นเพื่อให้พ้นน้ำท่วม
08 สัตว์ประเภทไม่มลทินและประเภทมลทินกับนกและสัตว์ทุกชนิดที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน
09 ก็เข้าไปในนาวากับโนอาห์เป็นคู่ๆ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย ดังที่พระเจ้าได้ทรงบัญชาโนอาห์ไว้
10 ครั้นล่วงไปเจ็ดวัน น้ำก็ท่วมแผ่นดิน
11 เมื่อโนอาห์มีอายุได้หกร้อยปีในเดือนที่สองวันที่สิบเจ็ดของเดือนนั้น ในวันนั้นเองน้ำจากบาดาลก็พลุ่งขึ้นมาตามธาร ทุกสาย และช่องฟ้าก็เปิด
12 ฝนตกบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน
13 วันเดียวกันนั้นโนอาห์กับบุตรชื่อเชม ฮาม และยาเฟท และภรรยาของตน กับบุตรสะใภ้สามคนได้พากันเข้าไป ในนาวา
14 คนเหล่านั้นกับบรรดาสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานทั้งปวง ตามชนิดของมัน และบรรดาสัตว์เลื้อยคลาน บนแผ่นดินตามชนิดของมัน และบรรดานกตามชนิดของมัน คือนกทุกอย่าง
15 บรรดาสัตว์ที่มีลมปราณก็เข้าไปในนาวากับโนอาห์เป็นคู่ๆ
16 สัตว์ทั้งหลายที่เข้าไปนั้นมีทั้งตัวผู้และตัวเมียทุกอย่าง ต่างเข้าไปตามที่พระเจ้าทรงบัญชา แล้วพระเจ้าทรงปิดประตู นาวาเสีย
17 น้ำท่วมแผ่นดินตลอดสี่สิบวันน้ำทวีขึ้นหนุนนาวาให้สูงเหนือแผ่นดิน
18 น้ำทวีมากขึ้นบนแผ่นดิน ส่วนนาวาก็ลอยขึ้นบนผิวน้ำ
19 น้ำยิ่งทวีมากขึ้นบนแผ่นดิน ท่วมภูเขาสูงสุดที่อยู่ใต้ฟ้าทุกแห่งหมด
20 น้ำท่วมเหนือภูเขาเกินขึ้นไปอีกสิบห้าศอก
21 บรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน คือนก สัตว์ใช้งาน สัตว์ป่า กับบรรดาฝูงสัตว์เล็กๆ ที่อยู่บนแผ่นดิน และ มนุษย์ทั้งปวงก็ตายสิ้น
22 บรรดาสัตว์ที่มีลมหายใจเข้าออกทางจมูก คือสัตว์ที่อาศัยอยู่บนบกก็ตายสิ้น
23 พระองค์ทรงทำลายล้างสัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตอยู่บนแผ่นดินตั้งแต่มนุษย์ สัตว์และสัตว์เลื้อยคลาน ตลอดจนถึงนกใน อากาศ พวกเหล่านี้ถูกทำลายล้างเสียจากโลก เหลืออยู่แต่โนอาห์และบรรดาผู้ที่อยู่กับเขาในนาวา
24 น้ำท่วมแผ่นดินอยู่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบวัน

ปฐมกาล 8

01 พระเจ้าทรงระลึกถึงโนอาห์กับบรรดาสัตว์ป่า และสัตว์ใช้งานที่อยู่กับโนอาห์ในนาวา จึงทรงทำให้ลมพัดมาเหนือ แผ่นดิน น้ำก็ลดลง
02 ตาน้ำทั้งหลายของน้ำบาดาลและช่องฟ้าทั้งหมดก็ปิด ฝนจากฟ้าก็หยุด
03 น้ำก็ลดลงจากแผ่นดินเรื่อยไป เมื่อล่วงไปหนึ่งร้อยห้าสิบวันแล้วน้ำก็ลดลง
04 ณวันที่สิบเจ็ดของเดือนที่เจ็ด นาวาก็ค้างอยู่บนเทือกเขาอารารัต
05 น้ำนั้นลดลงเรื่อยไปจนถึงเดือนที่สิบ ในวันที่หนึ่งเดือนที่สิบ ยอดภูเขาก็โผล่ขึ้นมา
06 เมื่อครบสี่สิบวันแล้ว โนอาห์ก็เปิดหน้าต่างที่ทำไว้ในนาวา
07 ปล่อยกาไปตัวหนึ่ง กาก็บินไปมาจนน้ำลดแห้งจากแผ่นดิน
08 โนอาห์ก็ปล่อยนกพิราบตัวหนึ่ง เพราะอยากรู้ว่าน้ำลดลงหมดไปจากแผ่นดินแล้วหรือยัง
09 แต่นกพิราบนั้นไม่พบที่ที่จะจับอาศัยอยู่ได้ เพราะน้ำยังท่วมพื้นแผ่นดินอยู่ จึงบินกลับมาหาโนอาห์ที่นาวา โนอาห์ จึงยื่นมือออกไปจับนกพิราบนั้นเข้ามาไว้ด้วยกันในนาวา
10 โนอาห์คอยอยู่อีกเจ็ดวัน จึงปล่อยนกพิราบไปจากนาวาอีก
11 ครั้นเวลาเย็นนกพิราบก็กลับมายังโนอาห์ และคาบใบมะกอกเทศเขียวสดมา โนอาห์จึงรู้ว่าน้ำลดจากแผ่นดินแล้ว
12 โนอาห์คอยอยู่อีกเจ็ดวันจึงปล่อยนกพิราบไป นกนั้นไม่กลับมาหาโนอาห์อีกเลย
13 เมื่อถึงวันที่หนึ่งของเดือนที่หนึ่ง ปีที่หกร้อยเอ็ด น้ำก็แห้งจากแผ่นดิน โนอาห์เปิดหลังคาที่ปิดนาวาแลดูเห็นว่าพื้น ดินแห้ง
14 ครั้นถึงวันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนที่สองแผ่นดินก็แห้งแล้ว
15 พระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ว่า
16 "เจ้าจงออกไปจากนาวาเถิด ทั้งภรรยาของเจ้าบุตรชายของเจ้า และบุตรสะใภ้ของเจ้าด้วย
17 จงพาสรรพสัตว์ที่มีชีวิต ที่อยู่กับเจ้าทุกชนิด คือนก สัตว์และสัตว์เลื้อยคลานให้ออกมา เพื่อจะได้เกิดพืชพันธุ์มาก มายทวีขึ้นบนแผ่นดิน"
18 โนอาห์ก็ออกไปพร้อมกับบุตรภรรยาและบุตรสะใภ้
19 บรรดาสัตว์ที่มีชีวิตและทุกสิ่งที่เลื้อยคลาน กับบรรดานกและสัตว์ที่เคลื่อนไหวไปมาบนแผ่นดินก็ออกไปจากนาวา ตามพันธุ์ของมัน
20 โนอาห์สร้างแท่นบูชาพระเจ้าและเลือกเอาสัตว์และนกประเภทไม่มลทินบางตัวมาเผาบูชาถวายที่แท่นนั้น
21 พระเจ้าทรงได้กลิ่นที่พอพระทัยแล้ว ทรงดำริในพระทัยว่า "เราจะไม่สาปแผ่นดินอีกต่อไป แม้ว่ามนุษย์ไม่ดี ถึง เค้าความคิดในใจของมนุษย์ล้วนแต่ชั่วตั้งแต่เด็กมา เราจะไม่ประหารสิ่งทั้งหลายที่มีชีวิตเหมือนอย่างที่เราได้กระทำ แล้วนั้นอีก
22 โลกยังดำรงอยู่ตราบใด จะมีฤดูหว่านกับฤดูเกี่ยว เวลาเย็นกับเวลาร้อน ฤดูร้อนกับฤดูหนาว และมีวันและคืน เรื่อยไปตราบนั้น"

ปฐมกาล 9

01 พระเจ้าทรงอวยพระพรโนอาห์และบุตรทั้งหลายของเขา ตรัสแก่เขาว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน
02 บรรดาสัตว์บนแผ่นดิน บรรดานกในอากาศ บรรดาสัตว์ที่เลื้อยคลานอยู่บนแผ่นดินและปลาทั้งสิ้นในทะเลจะกลัว พวกเจ้า เรามอบสัตว์ทั้งปวงไว้ในมือของพวกเจ้า
03 ทุกสิ่งที่มีชีวิตเคลื่อนไหวไปมาจะเป็นอาหารของเจ้า เราจะยกของทุกอย่างให้แก่เจ้า ดังที่เรายกต้นผักเขียวสดให้แก่ เจ้าแล้ว
04 แต่อย่ากินเนื้อพร้อมกับชีวิตของมันคือเลือดของมัน
05 โลหิตที่เป็นชีวิตของเจ้านั้นเราจะทวง เราจะทวงจากสัตว์ทั้งปวง และเราจะทวงจากมนุษย์ด้วย เราจะทวงชีวิต มนุษย์จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
06 ผู้ใดฆ่ามนุษย์ให้โลหิตไหล มนุษย์จะฆ่าผู้นั้นให้โลหิตไหลเหมือนกัน เพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ ตามพระฉายา ของพระองค์
07 เจ้าจงมีลูกดกทวีมากขึ้น จงบังเกิดอุดมในแผ่นดินโลกและทวีมากขึ้นในนั้น"
08 พระเจ้าจึงตรัสแก่โนอาห์และบุตรทั้งหลายว่า
09 "นี่แน่ะ เราเองเป็นผู้ตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าและกับพงศ์พันธุ์ของเจ้า
10 และกับบรรดาสัตว์มีชีวิตที่อยู่กับเจ้าด้วย ทั้งนกและสัตว์ใช้และสารพัดสัตว์ป่าดินที่อยู่กับเจ้า บรรดาสัตว์ที่ออก จากนาวาคือสัตว์ป่าทั้งหลายในโลก
11 เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่าจะไม่ทำลายบรรดามนุษย์และสัตว์โดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำ มาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป"
12 พระเจ้าตรัสว่า "นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา ซึ่งเราตั้งไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า ทั้งบรรดาสัตว์มีชีวิตที่ อยู่กับเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ
13 คือเราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก
14 เมื่อเราให้มีเมฆเหนือแผ่นดิน และมีรุ้งขึ้นที่เมฆนั้น
15 เราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้า และบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตแล้วน้ำจะไม่ท่วมทำลายบรรดาสัตว์โลก อีกเลย
16 เมื่อมีรุ้งที่เมฆ เราจะดูรุ้งนั้น และระลึกถึงพันธสัญญาถาวรระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต ซึ่งอยู่บน แผ่นดินโลก"
17 พระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ว่า "นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาที่เราได้ตั้งไว้ระหว่างเรากับบรรดาสัตว์โลกซึ่งอยู่ บนแผ่นดิน"
18 บุตรของโนอาห์ซึ่งออกมาจากนาวา ชื่อ เชม ฮาม และยาเฟท ฮามเป็นบิดาของคานาอัน
19 สามคนนี้เป็นบุตรชายของโนอาห์ มนุษย์จึงกระจายออกไปทั่วโลกจากคนเหล่านี้
20 โนอาห์เริ่มเป็นชาวไร่และทำสวนองุ่น
21 ท่านได้ดื่มเหล้าองุ่นเมา แล้วก็นอนเปลือยกายอยู่ที่เต็นท์ของท่าน
22 ฮามผู้เป็นบิดาคานาอันเห็นบิดาของตนเปลือยกายอยู่ จึงบอกพี่น้องทั้งสองที่อยู่ภายนอก
23 เชมกับยาเฟทก็เอาผ้าพาดบ่าแล้วทั้งสองคนก็เดินหันหลังเข้าไปปกปิดกายของบิดาที่เปลือยอยู่ โดยมิได้หันหน้าดู กายของบิดาที่เปลือยอยู่นั้น
24 เมื่อโนอาห์สร่างเมาแล้ว รู้ว่าบุตรสุดท้องทำกับท่านอย่างไร
25 จึงพูดว่า "คานาอันจงถูกแช่ง ให้เป็นทาสแสนเลวของพี่น้อง"
26 ท่านกล่าวด้วยว่า "ขอพระเจ้าของข้าพระองค์ ทรงอวยพระพรแก่เชม และให้คานาอันเป็นทาสของเขาเถิด
27 ขอพระเจ้าทรงเพิ่มพูนยาเฟทให้ทวียิ่งขึ้น ให้เขาอาศัยอยู่ในเต็นท์ของเชม และให้คานาอันเป็นทาสของเขาเถิด"
28 ตั้งแต่หลังน้ำท่วมโนอาห์มีชีวิตต่อไปอีกสามร้อยห้าสิบปี
29 รวมอายุโนอาห์ได้เก้าร้อยห้าสิบปีจึงสิ้นชีวิต

ปฐมกาล 10

01 ต่อไปนี้เป็นพงศ์พันธุ์บุตรทั้งหลายของโนอาห์ คือ เชม ฮาม และยาเฟท ซึ่งมีบุตรสืบมาหลังน้ำท่วม
02 บุตรของยาเฟทชื่อโกเมอร์ มาโกก มาดัย ยาวาน ทูบัล เมเชค และทิราส
03 บุตรของโกเมอร์ชื่อ อัชเคนัส รีฟาท และโทการมาห์
04 บุตรของยาวานชื่อเอลีชาห์ ทารชิช คิทธิม และโดดานิม
05 จากพงศ์พันธุ์เหล่านี้ประชาชนตามฝั่งทะเลแผ่ไพศาลออกไปในแผ่นดินของเขา ตามภาษาตามตระกูลตามชาติของเขา
06 บุตรของฮามชื่อคูช อียิปต์ พูต และคานาอัน
07 บุตรของคูชชื่อเส-บา ฮาวิลาห์ สับทาห์ ราอามาห์ และสับเทคา ส่วนบุตรของราอามาห์ชื่อเชบาและเดดาน
08 คูชมีบุตรชื่อนิมโรด นิมโรดเริ่มเป็นคนแกล้วกล้าบนแผ่นดิน
09 นิมโรดเป็นพรานใหญ่ยิ่งต่อพระพักตร์พระเจ้า เพราะฉะนั้นจึงมีคำสุภาษิตว่า "เหมือนกับนิมโรดพรานใหญ่ยิ่งต่อ พระพักตร์พระเจ้า"
10 อาณาจักรแรกๆ ของนิมโรดนั้น คือเมืองบาบิโลน เมืองเอเรก และเมืองอัคคัด เมืองทั้งสามนี้อยู่ในแผ่นดินชินาร์
11 นิมโรดไปจากประเทศนั้นยังแผ่นดินอัสซีเรีย สร้างเมืองนีเนเวห์ เมืองเรโหโบทอีร์เมืองคาลาห์
12 และเมืองเรเสนซึ่งอยู่ระหว่างเมืองนีเนเวห์กับเมืองคาลาห์ เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่
13 อียิปต์มีบุตรชื่อลูดิม อานามิม เลหะบิม นัฟทูฮิม
14 ปัทรุสิม คัสลูฮิม (ผู้เป็นต้นตระกูลคนฟีลิสเตีย) และคนคัฟโทริม
15 คานาอันมีบุตรหัวปีชื่อไซดอนกับน้องชายชื่อเฮท
16 กับคนเยบุส คนอาโมไรต์ คนเกอร์กาชี
17 คนฮีไวต์ คนอารคี คนสินี
18 ตระกูลอารวัด ชาวเศเมอร์ และตระกูลฮามัธ ภายหลังตระกูลของคนคานาอันก็แยกย้ายกันไป
19 เขตของคนคานาอันยื่นจากเมืองไซดอน ไปทางเมืองเก-ราร์ จนถึงเมืองกาซา และไปทางเมืองโสโดม โกโมราห์ อัดมาห์ และเศโบยิมจนถึงเมืองลาชา
20 คนเหล่านี้เป็นพงศ์พันธุ์ของฮาม ตามตระกูลตามภาษาตามเมือง ตามชาติของเขา
21 ฝ่ายเชมพี่ชายใหญ่ของยาเฟทเป็นบิดาของชนเอเบอร์ เขามีบุตรหลายคนด้วย
22 บุตรของเชมนั้นชื่อเอลาม อัสชูร อารปัคชาด ลูด และอารัม
23 บุตรอารัมชื่ออูส ฮูล เกเธอร์ และมัช
24 อารปัคชาดมีบุตรชื่อเชลาห์ ส่วนเชลาห์มีบุตรชื่อเอเบอร์
25 เอเบอร์มีบุตรสองคน คนหนึ่งชื่อเพเลก {แปลว่า การแบ่ง} ด้วยว่าในคราวอายุของเพเลกนั้น เขาแบ่งแผ่นดินกัน และน้องชายของเพเลกชื่อโยกทาน
26 โยกทานมีบุตรชื่ออัลโมดัด เชเลฟ ฮาซารมาเวท เยราห์
27 ฮาโดรัม อุซาล ดิคลาห์
28 โอบาล อาบีมาเอล เชบา
29 โอฟีร์ ฮาวิลาห์ และโยฉบับ คนเหล่านี้เป็นบุตรของโยกทาน
30 ดินแดนที่พวกเขาอาศัยอยู่เริ่มจากเมืองเมชาไปทางเสฟาร์ถึงถิ่นเทือกเขาทางทิศตะวันออก
31 คนเหล่านี้เป็นพงศ์พันธุ์ของเชม ตามตระกูลตามภาษาตามเมือง และตามชาติของเขา
32 นี่แหละเป็นพงศ์พันธุ์ที่สืบมาจากบุตรของโนอาห์ ตามลำดับสกุลวงศ์ ตามชาติของเขา และจากคนเหล่านี้ประชา ชาติทั้งหลายในโลก ก็แผ่ไพศาลออกไปภายหลังน้ำท่วม

ปฐมกาล 11

01 คนทั้งหลายทั่วโลกพูดภาษาเดียวกัน และมีศัพท์สำเนียงเดียวกัน
02 เมื่อพากันอพยพไปทิศตะวันออก ก็พบทุ่งราบในแดนเมืองชินาร์ จึงตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นั่น
03 แล้วต่างคนต่างก็พูดกันว่า "มาเถิด เราจงทำอิฐ เผาให้สุกแข็ง" เขาจึงมีอิฐใช้ต่างหิน และมียางมะตอยใช้ต่างปูนสอ
04 เขาทั้งหลายจึงว่า "มาเถิด เราจงสร้างเมืองขึ้นและก่อหอให้ยอดเทียมฟ้า ให้เราทำชื่อเสียงไว้ มิฉะนั้นเราจะต้อง กระจัดกระจายไปทั่วพื้นแผ่นดิน"
05 พระเจ้าเสด็จลงมาทอดพระเนตรเมือง และหอที่มนุษย์ก่อสร้างขึ้นนั้น
06 แล้วพระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิด คนเหล่านี้เป็นชนชาติเดียว มีภาษาเดียว นี่เป็นเพียงเบื้องต้นของสิ่งที่เขาจะทำ และเขา ตั้งใจจะทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น
07 มาเถิด เราจงลงไป ทำให้ภาษาของเขาวุ่นวายต่างกันไป อย่าให้เขาพูดเข้าใจกันได้"
08 พระเจ้าจึงทรงทำให้เขากระจัดกระจายจากที่นั่นไปทั่วพื้นแผ่นดิน คนเหล่านั้นก็เลิกสร้างเมืองนั้น
09 เหตุฉะนี้จึงเรียกเมืองนั้นว่าบาเบล {คล้ายคำ "บาลัล" ในฮีบรู แปลว่า วุ่นวาย} เพราะว่าที่นั่นพระเจ้าทรงทำให้ ภาษาของเขาวุ่นวายไป และพระเจ้าทรงทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปทั่วพื้นแผ่นดิน
10 ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของเชม เมื่อเชมมีอายุได้ร้อยปีก็มีบุตรชื่ออารปัคชาดหลังน้ำท่วมสองปี
11 ตั้งแต่เชมมีบุตรคืออารปัคชาดแล้ว ก็มีอายุต่อไปอีกห้าร้อยปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
12 เมื่ออารปัคชาด มีอายุได้สามสิบห้าปี ก็มีบุตรชื่อเชลาห์
13 ตั้งแต่อารปัคชาดมีบุตรคือเชลาห์แล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสี่ร้อยสามปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
14 เมื่อเชลาห์มีอายุได้สามสิบปีก็มีบุตรชื่อเอเบอร์
15 ตั้งแต่เชลาห์มีบุตรคือเอเบอร์แล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสี่ร้อยสามปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
16 เมื่อเอเบอร์มีอายุได้สามสิบสี่ปี ก็มีบุตรชื่อเปเลก
17 ตั้งแต่เอเบอร์มีบุตรคือเปเลกแล้ว ก็มีชีวิตต่อไปได้อีกสี่ร้อยสามสิบปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
18 เมื่อเปเลกมีอายุได้สามสิบปีก็มีบุตรชื่อเรอู
19 ตั้งแต่เปเลกมีบุตรคือเรอูแล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสองร้อยเก้าปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
20 เมื่อเรอูมีอายุได้สามสิบสองปี ก็มีบุตรชื่อเสรุก
21 ตั้งแต่เรอูมีบุตรคือเสรุกแล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสองร้อยเจ็ดปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
22 เมื่อเสรุกมีอายุได้สามสิบปี ก็มีบุตรชื่อนาโฮร์
23 ตั้งแต่เสรุกมีบุตรคือนาโฮร์แล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสองร้อยปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
24 เมื่อนาโฮร์มีอายุได้ยี่สิบเก้าปี ก็มีบุตรชื่อเทราห์
25 ตั้งแต่นาโฮร์มีบุตรคือเทราห์แล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกร้อยสิบเก้าปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน
26 เมื่อเทราห์มีอายุได้เจ็ดสิบปีก็มีบุตร ชื่ออับราม นาโฮร์ และฮาราน
27 ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของเทราห์ เทราห์มีบุตรชื่อ อับราม นาโฮร์ และฮาราน ฮารานก็มีบุตรชื่อโลท
28 ส่วนฮารานสิ้นชีวิตก่อนเทราห์ผู้เป็นบิดาในแผ่นดินที่ตนบังเกิด คือเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย
29 อับรามกับนาโฮร์ต่างก็ได้ภรรยา ภรรยาของอับรามชื่อซาราย ภรรยาของนาโฮร์ชื่อมิลคาห์ มิลคาห์เป็นบุตรีของฮา ราน ฮารานเป็นบิดาของมิลคาห์ และอิสคาห์
30 ฝ่ายนางซารายนั้นเป็นหมัน หามีบุตรไม่
31 เทราห์ก็พาอับรามบุตรของตนกับโลทหลานชาย คือบุตรของฮารานและนางซารายบุตรสะใภ้ คือภรรยาของอับราม ออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย จะเข้าไปในแผ่นดินคานาอัน แต่เมื่อเขาทั้งหลายมาถึงเมืองฮารานแล้วก็อาศัยอยู่ที่นั่น
32 รวมอายุเทราห์ได้สองร้อยห้าปี เทราห์ก็สิ้นชีวิตในเมืองฮาราน

ปฐมกาล 12

01 พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงออกจากเมืองจากญาติพี่น้องจากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้
02 เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับ พร
03 เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า"
04 ฝ่ายอับรามก็ไปตามพระดำรัสของพระเจ้าโลทก็ไปด้วย เมื่ออับรามออกจากเมืองฮารานนั้น อายุได้เจ็ดสิบห้าปี
05 อับรามพานางซารายภรรยาของตนกับโลทบุตรของน้องชายและทรัพย์สมบัติที่ได้สะสมไว้ ทั้งบรรดาผู้คนที่ได้ไว้ที่ เมืองฮารานนั้นออกเดินทางไปยังแผ่นดินคานาอัน เมื่อไปถึงแคว้นคานาอันแล้ว
06 อับรามก็เดินผ่านเขตแดนมาถึงสถานที่เมืองเชเคม คือ ที่ต้นก่อหลวงณโมเรห์ คราวนั้นคนคานาอันอยู่ที่แผ่นดินนั้น
07 พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ให้ปรากฏแก่อับราม ตรัสว่า "ดินแดนนี้เราจะยกให้พงศ์พันธุ์ของเจ้า" อับรามสร้างแท่นที่ นั่นถวายบูชาแก่พระเจ้าผู้สำแดงพระองค์ให้ปรากฏแก่ท่าน
08 อับรามย้ายไปจากที่นั่น มาถึงภูเขาทางทิศตะวันออกของเมืองเบธเอล จึงตั้งเต็นท์อยู่ที่นั่น ให้เมืองเบธเอลอยู่ทางทิศ ตะวันตกและเมืองอัยอยู่ทิศตะวันออก ส่วนท่านสร้างแท่นบูชาพระเจ้าที่นั่น และนมัสการออกพระนามพระเจ้า
09 แล้วอับรามก็เดินทางต่อไป ยกเต็นท์เดินทางเรื่อยไปเป็นระยะๆ ยังเนเกบ {ที่ใต้ เมืองใต้}
10 เกิดกันดารอาหารที่แคว้นคานาอัน อับรามจึงไปอาศัยอยู่ที่ประเทศอียิปต์ ด้วยว่าในคานาอันอดอยากอาหารนัก
11 เมื่อใกล้จะเข้าอียิปต์ อับรามก็พูดกับนางซารายภรรยาว่า "ฉันรู้ว่าเจ้าเป็นหญิงรูปงาม
12 เมื่อคนอียิปต์เห็นเจ้า เขาจะว่า 'หญิงคนนี้เป็นภรรยาของเขา' แล้วก็จะฆ่าฉันเสีย แต่จะไว้ชีวิตเจ้า
13 ขอให้บอกว่าเจ้าเป็นน้องสาวของฉัน เพื่อฉันจะได้รับการต้อนรับอย่างดีเพราะเจ้า และเขาจะไว้ชีวิตฉันเพราะเจ้า"
14 เมื่ออับรามเข้าไปในอียิปต์แล้ว คนอียิปต์ก็เห็นว่านางมีรูปร่างงามนัก
15 เมื่อพวกเจ้านายของฟาโรห์ {พระราชาทุกๆ องค์ของอียิปต์ มิใช่พระนามเฉพาะ} เห็นนางแล้วก็ทูลยกย่องนางนั้น ให้ฟาโรห์ทราบ เขาจึงพานางไปอยู่ในวังของฟาโรห์
16 ฝ่ายฟาโรห์ก็โปรดปรานอับรามมาก เพราะเห็นแก่นางนั้น อับรามก็ได้แกะ วัว ลาผู้ ทาส ทาสี ลาตัวเมีย และอูฐ จำนวนมาก
17 แต่พระเจ้าทรงทำให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงต่างๆ แก่ฟาโรห์ และราชวงศ์ของท่าน เพราะเรื่องนางซารายภรรยาของอับ ราม
18 ฟาโรห์จึงเรียกอับรามมา ตรัสว่า "ทำไมเจ้าทำแก่เราอย่างนี้เล่า ทำไมเจ้ามิได้บอกเราว่านางเป็นภรรยาของเจ้า
19 ทำไมเจ้าว่า 'เธอเป็นน้องสาวของข้าพระบาท' เราจึงเลี้ยงนางไว้เพื่อเป็นภรรยาของเรา นี่แน่ะภรรยาของเจ้า จงรับ ไปแล้วออกไปเถิด"
20 ฟาโรห์จึงรับสั่งให้พวกคนใช้เอาใจใส่อับราม พวกคนใช้จึงนำอับรามเดินทางกลับไป พร้อมกับภรรยาและทรัพย์ สมบัติทั้งหมดของท่าน

ปฐมกาล 13

01 อับรามกับภรรยาจึงออกไปจากแผ่นดินอียิปต์ พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติไปถึงเนเกบ โลทก็ไปด้วย
02 อับรามมั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยฝูงสัตว์และเงินทองเป็นอันมาก
03 ท่านเดินทางเป็นระยะๆ ต่อไปจากเนเกบจนมาถึงเมืองเบธเอล ที่เต็นท์ของท่านตั้งอยู่คราวก่อน ระหว่างกลางเมือง เบธเอลกับเมืองอัย
04 คือที่ที่เมื่อก่อนท่านสร้างแท่นไว้ อับรามนมัสการออกพระนามพระเจ้าที่นั่น
05 ฝ่ายโลทที่ไปกับอับรามนั้น มีฝูงแพะ แกะ และฝูงโคกับเต็นท์ด้วย
06 ที่ดินที่นั่นไม่กว้างขวางพอให้เขาทั้งสองอยู่ด้วยกันหมดได้ เพราะฝูงสัตว์ของเขาทั้งสองมีอยู่มาก จึงอยู่ด้วยกันไม่ได้
07 คนเลี้ยงสัตว์ของอับรามกับคนเลี้ยงสัตว์ของโลทก็วิวาทกัน เวลานั้นพวกคานาอันและคนเปริสซียังอาศัยอยู่ที่นั่น
08 อับรามจึงพูดกับโลทว่า "เราอย่าวิวาทกันเลย อย่าให้คนเลี้ยงสัตว์ของเจ้ากับคนเลี้ยงสัตว์ของเราวิวาทกันเพราะเรา เป็นญาติสนิท
09 ที่ดินทั้งหมดอยู่ตรงหน้าเจ้ามิใช่หรือ จงแยกไปจากเราเถิด ถ้าเจ้าไปทางซ้าย เราก็จะไปทางขวา หรือเจ้าจะไปทาง ขวาเราก็จะไปทางซ้าย"
10 โลทเงยหน้าแลดูที่ลุ่มแม่น้ำจอร์แดนทางทิศเมืองโศอาร์ เห็นว่ามีน้ำบริบูรณ์อยู่ทุกแห่งเหมือนพระอุทยานของพระ เจ้า เหมือนแผ่นดินอียิปต์ นี่เป็นสภาพก่อนพระเจ้าทรงทำลายเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์
11 โลทจึงเลือกที่ลุ่มแม่น้ำจอร์แดนทั้งหมดเป็นส่วนของตน โลทออกเดินทางไปทิศตะวันออกเขาทั้งสองจึงแยกกันไป
12 อับรามอาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอัน ส่วนโลท อาศัยอยู่ท่ามกลางหัวเมืองในที่ลุ่มแม่น้ำ และย้ายเต็นท์ไปตั้งถึงเมือง โสโดม
13 ชาวเมืองโสโดมเป็นคนชั่วช้าทำบาปผิดต่อพระเจ้าเป็นอันมาก
14 เมื่อโลทจากอับรามไปแล้ว พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงเงยหน้าแลดูสถานที่ ตั้งแต่เจ้าอยู่นี้ไปทางทิศเหนือ ทิศ ใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก
15 ดินแดนทั้งหมดที่เจ้าแลเห็นนี้เราจะยกให้เจ้าและพงศ์พันธุ์ของเจ้าต่อไปเป็นนิตย์
16 เราจะกระทำให้เชื้อสายของเจ้ามากเหมือนผงคลีดิน ผู้ใดนับผงคลีดินได้ก็จะนับเชื้อสายของเจ้าได้
17 เจ้าจงลุกขึ้นเดินเที่ยวไปตลอดดินแดนนี้ให้ทั่วทั้งด้านยาวด้านกว้างเถิด ด้วยว่าเราจะยกดินแดนนี้ให้เจ้า"
18 อับรามจึงยกเต็นท์มาอาศัยอยู่ที่หมู่ต้นก่อหลวงของมัมเร ซึ่งอยู่ที่ตำบลเฮโบรนแล้วสร้างแท่นถวายบูชาพระเจ้าที่นั่น

ปฐมกาล 14

01 ในสมัยอัมราเฟลกษัตริย์เมืองชินาร์ อารีโอคกษัตริย์เมืองเอลลาสาร์ เคโดร์ลาโอเมอร์กษัตริย์เมืองเอลาม และทิดาล กษัตริย์เมืองโกยิม
02 กษัตริย์เหล่านี้ทำสงครามรบสู้กับเบ-รากษัตริย์เมืองโสโดม กับบิรชากษัตริย์เมืองโกโมราห์ กับชินาบกษัตริย์เมืองอัด มาห์ กับเชเมเบอร์กษัตริย์เมืองเศโบยิม และกับกษัตริย์เมืองเบ-ลา (คือโศอาร์)
03 กษัตริย์เมืองเหล่านี้รวมทัพกันณที่ราบสิดดิม (คือทะเลเกลือ)
04 กษัตริย์เหล่านี้ยอมขึ้นแก่กษัตริย์เคโดร์ลาโอเมอร์สิบสองปี แต่ในปีที่สิบสามก็กบฏ
05 ในปีที่สิบสี่ เคโดร์ลาโอเมอร์กับกษัตริย์ที่รวมอยู่กับท่านนั้น ก็ยกมารบชนะคนเรฟาอิมที่เมืองอัชทาโรทคารนาอิม กับคนศูซิมที่เมืองฮามกับคนเอมิมที่เมืองชาเวห์-คีริยาธาอิม
06 ชาวโฮรีที่ภูเขาเสอีร์ซึ่งเป็นของตน จนถึงเมืองเอลปารานใกล้ถิ่นทุรกันดาร
07 แล้วกลับมาถึงเมืองเอนมิสปัท (คือคาเดช) รบชนะหมด เมืองของคนอามาเลขและทั้งคนอาโมไรต์ที่ตั้งอยู่ณฮาซาโ ซนทามาร์
08 แล้วกษัตริย์เมืองโสโดม กษัตริย์เมืองโกโมราห์ กษัตริย์เมืองอัดมาห์ กษัตริย์เมืองเศโบยิมและกษัตริย์เมืองเบ-ลา (คือ โศอาร์) ก็ออกไปในที่ราบสิดดิม
09 ปะทะกับเคโดร์ลาโอเมอร์กษัตริย์เมืองเอลาม ทิดาลกษัตริย์เมืองโกยิม อัมราเฟลกษัตริย์เมืองชินาร์ และอารีโอค กษัตริย์เมืองเอลลาสาร์ กษัตริย์สี่องค์ต่อสู้กับห้าองค์
10 ที่ราบสิดดิมนั้นมีบ่อยางมะตอยเต็มไปหมด เมื่อกษัตริย์เมืองโสโดม และกษัตริย์เมืองโกโมราห์หนีมา บางคนใน พวกนั้นก็ตกลงไป ส่วนผู้ที่เหลือนั้นก็หนีไปยังภูเขา
11 ข้าศึกเก็บข้าวของและเสบียงอาหารของชาวเมืองโสโดมและชาวเมืองโกโมราห์ไปสิ้น แล้วก็ไป
12 เขาได้จับโลท (บุตรของน้องชายอับราม) ซึ่งอยู่ที่เมืองโสโดมและข้าวของของเขาไปด้วย
13 มีคนหนึ่งหนีมาจากที่รบนั้นบอกให้อับรามคนฮีบรูรู้ เพราะอับรามอาศัยอยู่ที่หมู่ต้นก่อหลวงของมัมเร คนอาโมไรต์ พี่น้องของเอชโคล์และอาเนอร์ คนเหล่านี้เป็นไมตรีกับอับราม
14 เมื่ออับรามได้ยินว่าพวกข้าศึกจับญาติสนิทไปได้ จึงนำพลชำนาญศึกที่เกิดในบ้านของตน สามร้อยสิบแปดคนไล่ ตามไปทันที่เมืองดาน
15 อับรามจึงแยกพลของตนออกเป็นกองๆในกลางคืน ทั้งท่านและผู้รับใช้ของท่านก็เข้าตีพวกข้าศึก ไล่ไปถึงเมืองโฮ บาห์เหนือเมืองดามัสกัส
16 แล้วท่านนำข้าวของกลับคืนมาหมด และนำโลทญาติสนิทของท่านกลับ พร้อมกับข้าวของของเขากับผู้หญิงและ ประชาชนด้วย
17 เมื่ออับรามกลับจากการรบชนะกษัตริย์เคโดร์ลาโอเมอร์ และกษัตริย์ทั้งหลายที่ร่วมกำลังกันนั้นแล้ว กษัตริย์เมืองโส โดมก็ออกมารับอับรามณที่ราบชาเวห์ (คือที่ราบของกษัตริย์)
18 เมลคีเซเดคผู้เป็นทั้งกษัตริย์เมืองซาเลม และปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุด ก็นำขนมปังกับเหล้าองุ่นมาให้
19 แล้วอวยพรท่าน "ขอพระเจ้าผู้สูงสุดผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินจงโปรดให้อับรามได้รับพระพรเถิด
20 สาธุการแด่พระเจ้าผู้สูงสุด ผู้ทรงมอบศัตรูทั้งหลายไว้ในเงื้อมมือของท่าน" อับรามก็ยกหนึ่งในสิบจากข้าวของนั้น ถวายแก่กษัตริย์เมลคีเซเคด
21 ฝ่ายกษัตริย์เมืองโสโดมตรัสแก่อับรามว่า "ขอคืนคนให้แก่เรา แต่ข้าวของนั้นท่านจงเอาไปเถิด"
22 อับรามกล่าวแก่กษัตริย์เมืองโสโดมว่า "ข้าพเจ้ายกมือสาบานตัวต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าผู้สูงสุด ผู้ทรง สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน
23 ว่า แม้เส้นด้ายหรือสายรัดรองเท้า หรือสิ่งใดๆ ที่เป็นของของท่าน ข้าพเจ้าก็จะไม่รับเพื่อมิให้ท่านพูดได้ว่า 'เราได้ บำรุงอับรามให้มั่งมี'
24 ข้าพเจ้าจะไม่รับอะไรเลย เว้นแต่เสบียงอาหารที่คนของข้าพเจ้าได้รับประทานเท่านั้น กับส่วนของคนที่ไปกับ ข้าพเจ้า คืออาเนอร์ เอชโคล์ และมัมเร ให้เขารับส่วนของเขาไปเถิด"

ปฐมกาล 15

01 อยู่มาพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงอับรามด้วยนิมิตว่า "อับรามเอ๋ย เจ้าอย่ากลัวเลย เราเป็นโล่ของเจ้า บำเหน็จของเจ้า จะยิ่งใหญ่"
02 อับรามทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้า พระองค์จะทรงโปรดประทานอะไรแก่ข้าพระองค์ ด้วยว่าข้าพระองค์ยังไม่มีบุตรเลย และเอลีเยเซอร์ชาวเมืองดามัสกัสคนนี้ จะเป็นผู้รับมรดกของข้าพระองค์"
03 อับรามทูลอีกว่า "พระองค์มิได้ทรงประทานบุตรให้แก่ข้าพระองค์ แล้วคนที่เกิดในบ้านของข้าพระองค์ก็จะเป็นผู้รับ มรดกของข้าพระองค์"
04 ครั้นแล้วพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงอับรามว่า "คนนี้จะไม่ได้เป็นผู้รับมรดกของเจ้า แต่บุตรชายของเจ้าเองจะเป็นผู้ รับมรดกของเจ้า"
05 พระองค์จึงพาอับรามออกมากลางแจ้งแล้วตรัสว่า "มองดูฟ้า ถ้าเจ้านับดาวทั้งหลายได้ ก็นับไปเถิด" แล้วพระองค์ ตรัสว่า "พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะมากมายเช่นนั้น"
06 อับรามก็เชื่อพระเจ้า ความเชื่อนั้นพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน
07 แล้วพระองค์ตรัสแก่อับรามว่า "เราคือพระเจ้าที่พาเจ้าออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย เพื่อจะยกดินแดนนี้ให้เป็น กรรมสิทธิ์ของเจ้า"
08 อับรามทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จะรู้ได้อย่างไรว่าจะได้ดินแดนนี้เป็นกรรมสิทธิ์"
09 พระองค์จึงตรัสแก่อับรามว่า "เอาลูกวัวตัวเมียอายุสามปีแพะตัวเมียอายุสามปี และแกะตัวผู้อายุสามปี นกเขาตัวหนึ่ง กับนกพิราบโตตัวหนึ่งมาให้เรา"
10 อับรามจึงนำสัตว์เหล่านี้มาถวายและผ่ากลางตัววางข้างละซีกตรงกันแต่นกนั้นหาได้ผ่าไม่
11 ครั้นฝูงเหยี่ยวบินลงมาที่เนื้อสัตว์เหล่านั้น อับรามก็ไล่ไปเสีย
12 เมื่อเวลาอาทิตย์ใกล้จะตก อับรามก็นอนหลับสนิท เวลานั้นความกลัวและความมืดอย่างยิ่งก็มาทับถมอับราม
13 พระองค์จึงตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงรู้แน่เถิดว่าพงศ์พันธุ์ของเจ้าจะเป็นคนต่างด้าวในดินแดนซึ่งมิใช่ที่ของเขา และ เขาจะต้องรับใช้ชาวเมืองนั้น ชาวเมืองนั้นจะบีบบังคับเขาถึงสี่ร้อยปี
14 ส่วนประเทศที่เขารับใช้อยู่นั้น เราจะพิพากษาลงโทษ ต่อมาพงศ์พันธุ์ของเจ้าจะออกมา มีทรัพย์สมบัติมาก
15 ฝ่ายเจ้าจะไปตามปู่ย่าตายายของเจ้าโดยผาสุก เจ้าจะตายเวลาชรามากแล้วเขาจะฝังศพเจ้าไว้
16 ในชั่วอายุที่สี่ พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะกลับมาที่นี่อีก ด้วยว่าความชั่วลามกของคนอาโมไรต์ยังไม่ครบถ้วน"
17 ครั้นดวงอาทิตย์ตกและค่ำมืดก็มีเตาที่ควันพลุ่งอยู่ และคบเพลิงเลื่อนลอยมาระหว่างกลางซีกสัตว์เหล่านั้น
18 ในวันนั้นพระเจ้าทรงกระทำพันธสัญญาไว้กับอับรามว่า "เรามอบดินแดนนี้ให้เชื้อสายของเจ้าแล้ว ตั้งแต่แม่น้ำ อียิปต์ไปถึงแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำยูเฟรติส
19 ทั้งแผ่นดินคนเคไนต์ คนเคนัส และคนขัดโมไนต์
20 กับคนฮิตไทต์ คนเปริสซี คนเรฟาอิม
21 คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเกอร์กาชีและคนเยบุสด้วย

ปฐมกาล 16

01 ฝ่ายนางซารายภรรยาของอับรามไม่มีบุตรให้ท่าน นางมีหญิงคนใช้ชาวอียิปต์คนหนึ่งชื่อฮาการ์
02 นางซารายจึงพูดกับอับรามว่า "ดูเถิด พระเจ้าไม่ทรงโปรดให้ฉันมีบุตร ขอจงเข้าไปหาคนใช้ของฉันเถิด บางทีฉัน จะได้บุตรโดยนางนั้น" อับรามก็ฟังเสียงนางซาราย
03 เมื่ออับรามอยู่ในแคว้นคานาอันได้สิบปีแล้ว นางซารายภรรยาก็ยกฮาการ์คนอียิปต์หญิงคนใช้ของตนให้เป็นภรรยา ของอับรามสามีของนาง
04 อับรามเข้าไปหานางฮาการ์ นางก็ตั้งครรภ์ เมื่อนางรู้ว่าตั้งครรภ์แล้วก็ดูหมิ่นนายผู้หญิง
05 นางซารายจึงบ่นต่ออับรามว่า "ให้ความทุกข์ของฉันตกอยู่กับท่านเถิด ฉันให้หญิงคนใช้ไว้ในอ้อมอกของท่าน แต่ เมื่อหญิงนั้นรู้ว่าตัวตั้งครรภ์แล้ว ก็ดูหมิ่นฉัน ขอพระเจ้าทรงตัดสินเรื่องของฉันกับท่านเถิด"
06 อับรามพูดกับนางซารายว่า "ดูเถิดหญิงคนใช้ของเจ้าอยู่ในอำนาจของเจ้า จงกระทำแก่เขาตามที่เจ้าเห็นควรเถิด" นาง ซารายเคี่ยวเข็ญหญิงนั้น จนนางหนีไปให้พ้นหน้า
07 ทูตพระเจ้าพบหญิงนั้นที่น้ำพุในถิ่นทุรกันดาร ข้างทางที่จะไปเมืองชูร์
08 จึงถามว่า "ฮาการ์ หญิงคนใช้ของนางซาราย เจ้ามาจากไหนและเจ้าจะไปไหน" นางทูลตอบว่า "ข้าพระองค์หนีมา ให้พ้นหน้านางซาราย นายของข้าพระองค์"
09 ทูตของพระเจ้าจึงสั่งว่า "กลับไปหานายผู้หญิงของเจ้า และยอมอยู่ใต้บังคับเขาเถิด"
10 ทูตพระเจ้ากล่าวแก่หญิงนั้นว่า "เราจะให้พงศ์พันธุ์ของเจ้าทวีมากขึ้นจนนับไม่ถ้วน"
11 ทูตพระเจ้ากล่าวแก่นางอีกว่า "นี่แน่ะเจ้ามีครรภ์แล้ว จะคลอดบุตรชาย และจะตั้งชื่อบุตรนั้นว่าอิชมาเอล {แปลว่า พระเจ้าทรงรับฟัง} เพราะพระเจ้าทรงรับฟังความทุกข์ร้อนของเจ้า
12 บุตรนั้นจะเป็นดังลาป่า มือเขาจะต่อสู้คนทั้งปวง และมือคนทั้งปวงจะต่อสู้เขา เขาจะอาศัยตรงหน้าพี่น้องของเขา"
13 นางฮาการ์จึงเรียกพระนามพระเจ้าผู้ตรัสแก่ตนว่า "พระองค์เป็นพระเจ้า ผู้ให้เห็น" และพูดว่า "ข้าพเจ้าได้เห็นพระ องค์ที่นี่ แล้วยังมีชีวิตอยู่ได้อีกจริงหรือ"
14 เหตุฉะนี้จึงเรียกชื่อบ่อน้ำนั้นว่าเบเออลาไฮรอย {แปลว่า บ่อของผู้หนึ่งที่เห็นและยังมีชีวิต} อยู่ระหว่างเมืองคาเดช กับเมืองเบเรด
15 นางฮาการ์มีบุตรชายกับอับราม อับรามตั้งชื่อบุตรที่นางฮาการ์คลอดนั้นว่าอิชมาเอล
16 เมื่อนางฮาการ์คลอดอิชมาเอลให้แก่อับรามนั้น อายุอับรามได้แปดสิบหกปี

ปฐมกาล 17

01 เมื่ออายุอับรามได้เก้าสิบเก้าปี พระเจ้าทรงปรากฏแก่อับรามและตรัสแก่ท่านว่า "เราเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ จง ดำเนินอยู่ต่อหน้าเราและเป็นคนดีพร้อม
02 เราจะทำพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้า เราจะทวีพงศ์พันธุ์ของเจ้าให้มากขึ้นอย่างยิ่ง"
03 อับรามก็กราบลงถึงดิน พระเจ้าตรัสแก่ท่านว่า
04 "นี่พันธสัญญาของเรากับเจ้า เจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย
05 ชื่อของเจ้าจะมิใช่อับราม {แปลว่า บิดา} ผู้เป็นที่ยกย่องอีกต่อไป เจ้าจะมีชื่อใหม่คืออับราฮัม {ในที่นี้หมายความว่า บิดาของมวลชน} เพราะเราให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย
06 เราจะกระทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากอย่างยิ่ง เราจะกระทำเจ้าให้เป็นชนหลายชาติ และกษัตริย์หลายองค์จะเกิดมาจาก เจ้า
07 เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้ระหว่างเรากับเจ้า และเชื้อสายของเจ้าที่สืบมาตลอดชั่วชาตพันธุ์ของเขาให้เป็นพัน ธสัญญานิรันดร์ คือเป็นพระเจ้าแก่เจ้า และแก่เชื้อสายของเจ้าที่สืบมา
08 เราจะให้ดินแดนที่เจ้าอาศัยอยู่นี้ คือแผ่นดินคานาอันทั้งสิ้นแก่เจ้าและแก่เชื้อสายของเจ้าที่จะสืบมา ให้เป็นกรรมสิทธิ์ นิรันดร์ และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา"
09 พระเจ้าตรัสแก่อับราฮัมว่า "เจ้าเองก็ดี เชื้อสายของเจ้าที่สืบตลอดชั่วชาตพันธุ์ของเขาก็ดี จงรักษาพันธสัญญาของเรา
10 นี่เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเจ้าจะต้องรักษาระหว่างเรากับเจ้า และเชื้อสายของเจ้าที่จะสืบมา คือผู้ชายทุกคนจะต้อง เข้าสุหนัต
11 เจ้าจงเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเจ้า นี่จะเป็นหมายสำคัญของพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า
12 ผู้ชายที่มีอายุแปดวันต้องเข้าสุหนัต คือชายทุกคนตลอดชั่วชาตพันธุ์ของเจ้า เป็นคนที่เกิดในบ้านของเจ้าก็ดี หรือที่ เอาเงินซื้อมาจากคนต่างด้าวใดๆ ซึ่งมิใช่พงศ์พันธุ์ของเจ้าก็ดี
13 ทั้งผู้ที่เกิดในบ้านของเจ้าและที่เอาเงินของเจ้าซื้อมาจะต้องเข้าสุหนัต ดังนี้แหละพันธสัญญาของเราจะได้อยู่ที่เนื้อของ เจ้า เป็นพันธสัญญานิรันดร์
14 ชายใดๆที่มิได้เข้าสุหนัต มิได้เข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาต จะต้องถูกตัดออกจากชนชาติของเขา เขาได้ ละเมิดพันธสัญญาของเรา"
15 พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า "ส่วนซารายภรรยาของเจ้านั้น เจ้าอย่าเรียกนางว่า ซาราย แต่จงเรียกนางว่า ซาราห์
16 เราจะอวยพรแก่นาง และยิ่งกว่านั้นอีก โดยนางนี่แหละ เราจะให้บุตรชายคนหนึ่งแก่เจ้าเราจะอำนวยพรแก่นาง และนางจะให้กำเนิดแก่ชนหลายชาติ กษัตริย์ของชนหลายชาติจะมาจากนาง"
17 และอับราฮัมก็ซบหน้าลงหัวเราะคิดในใจว่า "ชายผู้มีอายุหนึ่งร้อยปีแล้วจะมีบุตรได้หรือ ซาราห์ผู้มีอายุเก้าสิบปีแล้ว จะคลอดบุตรหรือ"
18 และอับราฮัมทูลพระเจ้าว่า "โอ ขอให้อิชมาเอลมีชีวิตอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์"
19 พระเจ้าตรัสว่า "มิใช่ แต่ซาราห์ภรรยาของเจ้าจะคลอดบุตรชายคนหนึ่งให้เจ้า และเจ้าจงตั้งชื่อเขาว่า อิสอัค {แปล ว่า เขาหัวเราะ} เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับเขา เป็นพันธสัญญานิรันดร์แก่เชื้อสายของเขาซึ่งตามเขามา
20 ฝ่ายอิชมาเอลนั้นเราฟังเจ้าแล้ว เราจะอำนวยพรแก่เขา และกระทำให้เขามีพงศ์พันธุ์มากอย่างยิ่ง เขาจะเป็นบิดาของ เจ้านายสิบสององค์ และเราจะกระทำให้เขาเป็นชาติใหญ่ชาติหนึ่ง
21 ฝ่ายพันธสัญญาของเรา เราจะตั้งไว้กับอิสอัคผู้ซึ่งซาราห์จะคลอดให้แก่เจ้าปีหน้าในฤดูนี้"
22 เมื่อพระองค์ตรัสกับท่านเสร็จแล้ว พระเจ้าก็เสด็จจากอับราฮัมขึ้นไป
23 อับราฮัมจึงเอาอิชมาเอลบุตรชายของตน และทุกคนที่เกิดในบ้านของท่าน หรือที่เอาเงินของท่านซื้อมา คือผู้ชายทุก คนในบรรดาผู้ชายที่อยู่ในบ้านของอับราฮัม ให้เขาเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเขาในวันนั้นทีเดียว ดังที่ พระเจ้าตรัสไว้กับท่าน
24 อับราฮัมมีอายุเก้าสิบเก้าปี เมื่อท่านเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของท่าน
25 และอิชมาเอลบุตรชายของท่านอายุสิบสามปี เมื่อเขาเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเขา
26 อับราฮัมและอิชมาเอลบุตรชายของท่านเข้าสุหนัตในวันนั้นทีเดียว
27 พวกผู้ชายทุกคนที่อยู่ในบ้านของท่าน คือพวกที่เกิดในบ้านและที่เอาเงินซื้อมาจากคนต่างด้าวก็เข้าสุหนัตพร้อมกับ ท่าน

ปฐมกาล 18

01 พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านที่หมู่ต้นก่อหลวงที่มัมเร ขณะที่ท่านนั่งอยู่ที่ประตูเต็นท์เวลาแดดร้อน
02 ท่านเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นชายสามคนยืนอยู่ข้างหน้าท่าน เมื่อท่านเห็นเขาทั้งสามท่านก็วิ่งจากประตูเต็นท์ไปต้อนรับ เขากราบลงถึงดิน
03 พูดว่า "เจ้านายของข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้าเป็นที่โปรดปรานในสายตาของท่าน ขออย่าผ่านผู้รับใช้ของท่านไปเสียเลย
04 ข้าพเจ้าจะเอาน้ำมานิดหน่อยให้ท่านล้างเท้า และพักใต้ต้นไม้
05 ข้าพเจ้าจะไปเอาอาหารหน่อยหนึ่งมาให้ ท่านจะได้พักผ่อนหายเหนื่อยเสียก่อน แล้วจึงค่อยเดินทางต่อไป ไหนๆ ท่านก็มายังผู้รับใช้ของท่านแล้ว" เขาทั้งสามจึงว่า "ทำตามที่เจ้ากล่าวนี้เถิด"
06 อับราฮัมรีบเข้าไปในเต็นท์หานางซาราห์ กล่าวว่า "เร็วๆหน่อยเอาแป้งละเอียดสามถังนวดแล้วทำขนม"
07 แล้วอับราฮัมวิ่งไปที่ฝูงสัตว์ เอาลูกโคตัวหนึ่ง ยังอ่อนและดี มอบให้คนใช้รีบปรุงเป็นอาหาร
08 ท่านเอาเนย น้ำนมและลูกโคที่เขาปรุงแล้วนั้นมาวางต่อหน้าเขาทั้งสาม และท่านยืนอยู่ข้างเขาทั้งสามที่ใต้ต้นไม้ เมื่อเขาทั้งสามรับประทาน
09 เขาทั้งสามถามท่านว่า "ซาราห์ภรรยาของเจ้าอยู่ที่ไหน" ท่านตอบว่า "นางอยู่ที่ในเต็นท์"
10 เขาว่า "ปีหน้าเราจะกลับมาหาเจ้าอีกแน่นอน ซาราห์ภรรยาของเจ้าจะมีบุตรชายคนหนึ่ง" นางซาราห์ฟังอยู่ที่ประตู เต็นท์ข้างหลังท่าน
11 ฝ่ายอับราฮัมและซาราห์นั้นชราแล้ว และประจำเดือนของซาราห์ก็หมดไปแล้ว
12 นางซาราห์ก็หัวเราะอยู่แต่ในใจ กล่าวว่า "ฉันแก่แล้ว สามีของฉันก็แก่แล้ว ฉันยังจะยินดีอีกหรือ"
13 พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า "ทำไมนางซาราห์หัวเราะ และกล่าวว่า 'ฉันแก่แล้วจะคลอดบุตรชายจริงๆหรือ'
14 มีสิ่งใดที่อัศจรรย์เกินฤทธิ์พระเจ้าจะทำได้ พอถึงเวลากำหนดเราจะกลับมาหาเจ้า ฤดูนี้ปีหน้า และซาราห์จะมีบุตร ชายคนหนึ่ง"
15 แต่นางซาราห์ปฏิเสธว่า "ข้าพระองค์มิได้หัวเราะพระเจ้าข้า" เพราะนางกลัว พระองค์ตรัสว่า "อย่ามุสาเจ้าหัวเราะ จริงๆ"
16 แล้วบุรุษเหล่านั้นก็ออกจากที่นั่น เดินไปจนเห็นเมืองโสโดม และอับราฮัมก็ตามไปส่งด้วย
17 พระเจ้าตรัสว่า "ควรหรือที่เราจะซ่อนสิ่งซึ่งเราจะกระทำนั้นมิให้อับราฮัมรู้
18 เพราะอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหลายในโลกจะได้รับพรก็เพราะท่าน
19 เพราะเราเลือกเขาแล้ว เพื่อเขาจะได้กำชับลูกหลาน และครอบครัวที่สืบมา ให้รักษาพระมรรคาของพระเจ้า โดย ทำความชอบธรรมและความยุติธรรม เพื่อว่าพระเจ้าจะได้ประทานสิ่งซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้แล้วให้แก่อับราฮัม"
20 พระเจ้าได้ตรัสว่า "เสียงร้องกล่าวโทษเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์นั้นดังเหลือเกิน และบาปของเขาก็หนักมาก
21 เราจะลงไปดูว่าพวกเขากระทำผิดจริงตามคำร้องทุกข์ที่มาถึงเรานั้นหรือไม่ ถ้าไม่เราก็จะรู้"
22 บุรุษเหล่านั้นจึงออกจากที่นั่นเดินตรงไปยังเมืองโสโดม แต่อับราฮัมยังยืนเฝ้าพระเจ้าอยู่
23 อับราฮัมได้เข้ามาใกล้ กราบทูลว่า "พระองค์จะทรงทำลายผู้ชอบธรรมพร้อมกับคนอธรรมหรือ
24 สมมุติว่ามีคนชอบธรรมห้าสิบคนอยู่ในเมืองนั้น พระองค์จะยังทรงทำลายเมืองนั้นไม่ยับยั้งอาชญาเพราะเห็นแก่คน ชอบธรรมห้าสิบคนที่อยู่ในเมืองนั้นหรือ
25 ขอพระองค์อย่าคิดที่จะกระทำเช่นนั้นเลย อย่าคิดที่จะฆ่าคนชอบธรรมพร้อมกับคนอธรรม ทำกับคนชอบธรรม อย่างเดียวกับคนอธรรม ขอพระองค์อย่าทรงทำเช่นนั้นเลย พระองค์ผู้พิพากษาสากลโลกจะไม่กระทำสิ่งที่ยุติธรรมหรือ "
26 พระเจ้าตรัสว่า "ที่โสโดมถ้าเราพบคนชอบธรรมในเมืองห้าสิบคนเราจะไม่ลงอาชญาในเมืองนั้นทั้งเมืองเพราะเห็นแก่ เขา"
27 อับราฮัมทูลตอบว่า "ขอประทานโทษที่ข้าพระองค์บังอาจกราบทูลต่อพระเจ้า ข้าพระองค์ผู้เป็นเพียงผงคลีและขี้เถ้า
28 สมมุติว่าในห้าสิบคนนั้นขาดไปห้าคน พระองค์จะยังทรงทำลายเมืองนั้นทั้งเมืองเพราะขาดห้าคนหรือ" และพระ องค์ตรัสว่า "เราจะไม่ทำลาย ถ้าเราพบคนชอบธรรมสี่สิบห้าคนที่นั่น"
29 ท่านก็ทูลพระองค์อีกว่า "สมมุติว่าพระองค์ทรงพบสี่สิบคนที่นั่น" พระองค์ตรัสตอบว่า "เพราะเห็นแก่สี่สิบคนเรา จะไม่กระทำ"
30 ท่านจึงทูลว่า "ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่าทรงพระพิโรธเลย ข้าพระองค์จะขอกราบทูล สมมุติพระองค์ทรงพบเพียง สามสิบคนที่นั่น" พระองค์ตรัสตอบว่า "เราจะไม่ลงอาชญา ถ้าเราพบสามสิบที่นั่น"
31 ท่านทูลว่า "ขอประทานโทษที่ข้าพระองค์บังอาจกราบทูลต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า สมมุติว่าทรงพบเพียงยี่สิบคนที่นั่น" พระองค์ตรัสตอบว่า "เพราะเห็นแก่ยี่สิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น"
32 ท่านทูลว่า "ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่าทรงพระพิโรธเลย ข้าพระองค์ขอกราบทูลอีกครั้งนี้ครั้งเดียว สมมุติว่า ทรง พบเพียงสิบคนที่นั่น" พระองค์ตรัสตอบว่า "เพราะเห็นแก่สิบคนเราจะไม่ทำลายเมืองนั้น"
33 เมื่อพระองค์ตรัสกับอับราฮัมจบลงแล้ว พระเจ้าก็เสด็จไป ส่วนอับราฮัมก็กลับไปบ้าน

ปฐมกาล 19

01 ฝ่ายทูตสวรรค์สององค์นั้นมาถึงเมืองโสโดมในเวลาเย็น โลทกำลังนั่งอยู่ที่ประตูเมืองโสโดม เมื่อโลทเห็นท่านทั้งสอง เขาก็ลุกขึ้นไปต้อนรับและกราบลงถึงดิน
02 กล่าวว่า "เจ้านายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน ขอท่านแวะไปบ้านข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านค้างสักคืนหนึ่ง ล้างเท้าของท่าน แล้วค่อยลุกขึ้นแต่เช้าเดินทางต่อไป" ท่านทั้งสองตอบว่า "อย่าเลย เราจะค้างคืนที่ลานเมือง"
03 แต่โลทก็รบเร้าชักชวนท่านทั้งสอง ท่านจึงไปกับเขาเข้าไปในบ้านของเขา โลทก็จัดการเลี้ยง ปิ้งขนมไร้เชื้อ ท่าน ทั้งสองก็รับประทาน
04 ท่านทั้งสองยังไม่ทันเข้านอน พวกผู้ชายเมืองนั้น คือชายชาวเมืองโสโดมทั้งหนุ่มและแก่หมดทั้งเมืองจนถึงคนสุด ท้ายพากันมาล้อมเรือนนั้นไว้
05 พวกเขาร้องเรียกโลทว่า "ชายที่เข้ามาหาเจ้าคืนนี้อยู่ที่ไหน จงนำเขาออกมาให้เรา เราจะได้สมสู่กับเขา"
06 โลทก็ออกทางประตูไปหาชายเหล่านั้น แล้วปิดประตูเสีย
07 กล่าวว่า "พี่น้องของข้าเอ๋ย ข้าขอเสียทีเถอะ อย่ากระทำการโหดร้ายเช่นนี้เลย
08 ดูเถิด ข้ามีลูกสาวสองคนยังไม่เคยสมสู่กับชายเลย ข้าจะนำออกมาให้ท่าน ท่านจะทำแก่เขาอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ เถิด แต่ขออย่าทำอะไรกับชายเหล่านี้เลย เพราะเขามาอยู่ใต้ร่มชายคาของข้าแล้ว"
09 แต่พวกนั้นร้องว่า "ถอยไป" และขู่ว่า "เจ้าคนนี้มาขออาศัยอยู่ แล้วยังมาตั้งตัวเป็นตุลาการ เราจะทำกับเจ้าให้เจ็บ เสียยิ่งกว่าทำแก่คนเหล่านั้นอีก" พวกนั้นผลักโลทโดยแรง และเข้ามาใกล้จะพังประตู
10 แต่แขกทั้งสองนั้นยื่นมือออกไปดึงตัวโลทเข้ามาในบ้านแล้วปิดประตูเสีย
11 ท่านทั้งสองทำให้พวกคนที่อยู่หน้าประตูบ้านนั้นตาบอดหมด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็เที่ยวคลำหาประตูจนอ่อนใจ
12 แล้วแขกทั้งสองจึงพูดกับโลทว่า "ที่นี่เจ้ามีใครอีกหรือ บุตรเขย บุตรชาย บุตรหญิง คนของเจ้าในเมืองนี้ จงนำ ออกไปจากที่นี้ให้หมด
13 เรากำลังจะทำลายเมืองนี้แล้ว เพราะเสียงร้องกล่าวโทษประชาชนของเมืองนี้ต่อพระเจ้าดังนักหนา และพระเจ้าทรง ใช้เรามาทำลายเมืองนี้เสีย"
14 โลทจึงออกไปพูดกับบุตรเขย ผู้ที่จะแต่งงานกับบุตรหญิงของตนว่า "ลุกขึ้นออกจากที่นี้เถิด เพราะพระเจ้ากำลังจะ ทำลายเมืองนี้" แต่บุตรเขยของเขากลับหาว่าโลทล้อเล่น
15 ครั้งเวลารุ่งเช้า ทูตสวรรค์จึงชักชวนโลทว่า "ลุกขึ้นพาภรรยาของเจ้า และบุตรหญิงทั้งสองของเจ้าผู้อยู่ที่นี่ไปเสีย เกรงว่าเมื่อเมืองนี้ถูกลงอาชญาให้พินาศ เจ้าจะเสียชีวิตไปด้วย"
16 แต่โลทยังรีรอ ดังนั้นชายทั้งสองจึงคว้ามือเขาและภรรยา และบุตรหญิงทั้งสอง ด้วยพระกรุณาคุณของพระเจ้าที่มี ต่อเขา ท่านทั้งสองนำเขาออกมาเสียนอกเมือง
17 เมื่อท่านทั้งสองพาเขาออกมาแล้ว ท่านพูดว่า "หนีเอาชีวิตรอดเถิด อย่าเหลียวหลังหรือหยุดณที่ใดในลุ่มน้ำ หนีไป ที่เนินเขา มิฉะนั้นเจ้าจะเสียชีวิต"
18 โลทเรียนท่านทั้งสองว่า "อย่าเลยนาย
19 ดูเถิด ผู้รับใช้ของท่านเป็นที่โปรดปรานในสายตาของท่านแล้ว และท่านได้สำแดงความกรุณาอันยิ่งใหญ่ในการ ช่วยชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะหนีไปที่เนินเขาไม่ได้ เกรงว่าภัยภิบัตินั้นจะตามทัน และข้าพเจ้าจะตายเสีย
20 ดูซิเมืองโน้นอยู่ใกล้พอที่จะหนีไปถึงได้ และเป็นเมืองเล็ก ขอให้ข้าพเจ้าหนีไปที่นั่น เมืองนั้นเป็นเมืองเล็กๆ แล้ว ชีวิตของข้าพเจ้าจะรอด"
21 ทูตสวรรค์พูดกับเขาว่า "เราอนุญาตเรื่องนี้ คือเราจะไม่ทำลายเมืองที่เจ้าพูดถึงนั้นเสีย
22 รีบเถิด หนีไปที่นั่น เพราะเราจะทำอะไรไม่ได้จนกว่าเจ้าจะไปถึงที่นั่น" ฉะนั้นเขาจึงเรียกชื่อเมืองนั้นว่าโศอาร์ {แปลว่า เล็กน้อย}
23 เมื่อโลทมาถึงเมืองโศอาร์ตะวันก็ขึ้นแล้ว
24 แล้วพระเจ้าทรงให้กำมะถันและไฟจากพระเจ้าตกจากฟ้าลงมาบนเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์
25 และพระองค์ทรงขยี้เมืองเหล่านั้น ลุ่มน้ำทั้งหมด ชาวเมืองทั้งสิ้นและพืชต่างๆ
26 ส่วนภรรยาของโลทผู้อยู่ข้างหลังโลทเหลียวกลับไปมองดู นางจึงกลายเป็นเสาเกลือไป
27 เวลาเช้ามืดอับราฮัมออกไปยังที่ที่ท่านยืนเฝ้าพระเจ้า
28 ท่านมองลงไปทางเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ และตรงดินแดนในลุ่มน้ำ ก็เห็นแผ่นดินลุกเป็นควันพลุ่งขึ้น เหมือนควันเตาไฟใหญ่
29 ดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงทำลายหัวเมืองในลุ่มน้ำ พระเจ้าจึงทรงระลึกถึงอับราฮัม และส่งโลทออกไปจากเมืองที่ถูก ขยี้ เมื่อพระองค์ทรงขยี้เมืองที่โลทอาศัยอยู่
30 โลทก็ออกจากเมืองโศอาร์ และขึ้นไปอาศัยอยู่บนเนินเขากับบุตรหญิงสองคนของตน เพราะเขากลัวที่จะอยู่ในเมือง โศอาร์ เขาจึงเข้าไปอยู่ในถ้ำกับบุตรหญิงสองคนของเขา
31 คนหัวปีพูดกับน้องว่า "พ่อของเราก็แก่แล้วไม่มีชายใดในใต้หล้าจะมาสู่ขอเราตามประเพณีทั่วโลก
32 ให้เราชวนพ่อของเราดื่มเหล้าองุ่น แล้วเราจะนอนกับท่าน เพื่อเราจะสงวนพงศ์พันธุ์โดยอาศัยพ่อของเรา"
33 ในคืนวันนั้นนางก็ให้บิดาดื่มเหล้าองุ่น แล้วคนหัวปีก็เข้าไปนอนกับบิดาของนาง บิดาไม่ทราบว่านางมานอนด้วย เมื่อไรและลุกขึ้นไปเมื่อไร
34 วันรุ่งขึ้นคนหัวปีจึงพูดกับน้องว่า "เมื่อคืนนี้ข้านอนกับพ่อของข้า ให้เราทำให้ท่านดื่มเหล้าองุ่นคืนนี้อีก แล้วเจ้าจง เข้าไปนอนกับท่าน เพื่อเราจะได้สงวนพงศ์พันธุ์โดยอาศัยพ่อของเรา"
35 นางทั้งสองจึงให้บิดาของเขาดื่มเหล้าองุ่นในคืนนั้นด้วย น้องก็ไปนอนกับท่าน ท่านก็ไม่ทราบว่า นางมานอนด้วย เมื่อไร และลุกขึ้นไปเมื่อไร
36 ดังนั้นบุตรหญิงทั้งสองของโลทก็ตั้งครรภ์กับบิดาของนางเอง
37 คนหัวปีคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และตั้งชื่อว่าโมอับ เขาเป็นบรรพบุรุษของคนโมอับจนทุกวันนี้
38 ส่วนน้องเขาก็คลอดบุตรชายคนหนึ่งด้วย และตั้งชื่อว่า เบน-อัมมี เขาเป็นบรรพบุรุษของคนอัมโมนจนทุกวันนี้

ปฐมกาล 20

01 อับราฮัมเดินทางจากที่นั่นไปยังแดนเนเกบ และอาศัยอยู่ระหว่างเมืองคาเดชและเมืองชูร์ ท่านไปอาศัยอยู่ในเมืองเก- ราร์
02 อับราฮัมพูดถึงภรรยาของตนว่า 'นางเป็นน้องสาวของฉัน' อาบีเมเลคพระราชาแห่งเก-ราร์ก็ใช้คนมานำซาราห์ไป
03 แต่พระเจ้าเสด็จมาหาอาบีเมเลคทางพระสุบินในเวลากลางคืน และตรัสกับอาบีเมเลคว่า "เจ้าจะต้องตายแน่ๆ เพราะ หญิงซึ่งเจ้านำมานั้นมีสามีแล้ว"
04 ฝ่ายอาบีเมเลคยังไม่ได้เข้าใกล้นาง ท่านจึงทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้า พระองค์จะทรงประหารประชาชนที่ไม่มีผิดหรือ
05 ตัวเขาเองบอกข้าพระองค์มิใช่หรือว่า "นางเป็นน้องสาวของฉัน" และนางเองก็ว่า 'เขาเป็นพี่ชายของดิฉัน' ข้าพระ องค์กระทำดังนี้ด้วยความซื่อ และด้วยมือที่ไม่มีผิด"
06 แล้วพระเจ้าตรัสกับท่านในพระสุบินว่า "เรารู้แล้วว่าเจ้าทำดังนี้ด้วยความซื่อ ยิ่งกว่านั้นอีกเราเองที่ป้องกันเจ้ามิให้ทำ บาปต่อเรา เหตุฉะนี้ เราจึงมิได้ให้เจ้าถูกต้องหญิงนั้น
07 จงคืนภรรยาของชายนั้นไปเสีย เพราะเขาเป็นผู้เผยพระวจนะ เขาจะอธิษฐานเพื่อเจ้า แล้วเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้ แต่ถ้าเจ้า ไม่คืนนาง ก็จงรู้เถิดว่าเจ้าจะต้องตายแน่ ทั้งเจ้าเอง และทุกคนที่เป็นของเจ้า"
08 อาบีเมเลคตื่นบรรทมแต่เช้ามืด ทรงเรียกบรรดาข้าราชการของพระองค์มา และทรงรับสั่งเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง คน เหล่านั้นก็กลัวยิ่งนัก
09 อาบีเมเลคตรัสเรียกอับราฮัมมาเฝ้า และตรัสกับท่านว่า "เจ้าทำอะไรแก่เรานี่ เราได้กระทำบาปต่อเจ้าอย่างไร เจ้าจึง นำบาปใหญ่โตมายังเราและราชอาณาจักรของเรา เจ้าได้ทำสิ่งซึ่งไม่ควรจะทำแก่เรา"
10 อาบีเมเลคตรัสกับอับราฮัมว่า "เจ้าคิดอะไร เจ้าจึงทำเช่นนี้"
11 อับราฮัมทูลว่า "เพราะข้าพระบาทคิดว่า ในที่นี้ไม่มีความยำเกรงพระเจ้าเสียเลย คนเขาจะฆ่าข้าพระบาทเสียเพราะ อยากได้ภรรยาของข้าพระบาท
12 นอกจากนั้นเธอก็เป็นน้องสาวของข้าพระบาทจริงๆ เป็นบุตรหญิงของบิดาข้าพระบาท แต่ไม่ใช่บุตรหญิงของ มารดาข้าพระบาท และนางได้มาเป็นภรรยาข้าพระบาท
13 เมื่อพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพระบาทต้องพเนจรจากบ้านบิดาของข้าพระบาท ข้าพระบาทพูดกับนางว่า 'ขอเจ้าทำดัง นี้เพื่อฉัน คือเราจะไปที่ใดก็ตามขอให้กล่าวถึงฉันว่า 'เขาเป็นพี่ชายของดิฉัน"
14 อาบีเมเลคจึงทรงนำแกะ โคและทาสชายหญิงและประทานให้แก่อับราฮัม แล้วทรงคืนภรรยาให้เขาไป
15 แล้วอาบีเมเลคตรัสว่า "ดูเถิด แผ่นดินของเราก็อยู่ต่อหน้าเจ้า เจ้าจะอาศัยอยู่ที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ"
16 พระองค์ตรัสกับซาราห์ว่า "เราให้เงินหนึ่งพันแผ่นแก่พี่ชายของเจ้า เป็นค่าทำขวัญต่อหน้าทุกคนที่อยู่กับเจ้า เจ้าได้ รับการแก้ไขต่อหน้าคนทั้งปวงแล้ว"
17 อับราฮัมก็อธิษฐานต่อพระเจ้า พระเจ้าทรงรักษาอาบีเมเลค และมเหสีของพระองค์และทาสหญิงให้หาย สตรีเหล่า นั้นก็คลอดบุตร
18 เพราะว่าพระเจ้าทรงปิดครรภ์สตรีในราชสำนักของอาบีเมเลค เพราะเรื่องซาราห์ภรรยาอับราฮัม

ปฐมกาล 21

01 พระเจ้าทรงเยี่ยมซาราห์ตามที่พระองค์ตรัสไว้ และพระเจ้าทรงกระทำแก่ซาราห์ ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้
02 ซาราห์ก็ตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่งให้อับราฮัม เมื่อท่านชราตามเวลาซึ่งพระเจ้าได้ตรัสกับท่าน
03 อับราฮัมตั้งชื่อบุตรชายที่เกิด ผู้ซึ่งซาราห์คลอดให้ท่านนั้นว่า อิสอัค
04 แล้วอับราฮัมทำพิธีเข้าสุหนัตให้แก่อิสอัคบุตรชายนั้นเมื่อมีอายุแปดวัน ดังที่พระเจ้าทรงบัญชาแก่ท่าน
05 อับราฮัมมีอายุหนึ่งร้อยปีเมื่ออิสอัคบุตรชายเกิดแก่ท่าน
06 นางซาราห์กล่าวว่า "พระเจ้าทรงกระทำให้ข้าพเจ้าหัวเราะ ทุกคนที่ได้ฟังจะพลอยหัวเราะด้วย"
07 นางกล่าวอีกว่า "ใครจะพูดกับอับราฮัมได้ว่าซาราห์จะให้เด็กกินนม แต่ดิฉันก็ได้คลอดบุตรชายคนหนึ่งให้ท่านเมื่อ ท่านชราแล้ว"
08 เด็กนั้นก็เติบโตขึ้นและหย่านมและอับราฮัมจัดการเลี้ยงใหญ่ในวันนั้นเมื่ออิสอัคหย่านม
09 แต่ซาราห์เห็นบุตรชายของฮาการ์คนอียิปต์ซึ่งนางคลอดให้อับราฮัม กำลังเล่นอยู่กับอิสอัคบุตรชาย
10 นางจึงพูดกับอับราฮัมว่า "ไล่ทาสหญิงคนนี้กับบุตรชายของนางไปเสียเถิด เพราะว่าบุตรชายของทาสหญิงคนนี้จะ เป็นผู้รับมรดกร่วมกับอิสอัคบุตรชายของฉันไม่ได้"
11 อับราฮัมกลุ้มใจ เพราะเรื่องบุตรชายของท่าน
12 แต่พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า "อย่ากลุ้มใจเพราะเรื่องเด็กนั้น และทาสหญิงของเจ้า ซาราห์ขออะไรก็จงยอมตามที่ นางขอเถิด เพราะชื่อของเจ้าจะสืบต่อไปทางเชื้อสายอิสอัค
13 ส่วนบุตรชายของทาสหญิงนั้น เราจะกระทำให้เป็นชนชาติหนึ่งด้วย เพราะเขาเป็นพงศ์พันธุ์ของเจ้า"
14 อับราฮัมจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด ให้ขนมปังและน้ำหนึ่งถุงหนังแก่ฮาการ์ ใส่บ่าให้นางพร้อมกับเด็กนั้นแล้วให้ออกจาก บ้านไป นางก็จากไปและพเนจรไปในถิ่นทุรกันดารแห่งเบเออร์เชบา
15 เมื่อน้ำในถุงหนังนั้นหมดแล้วนางก็วางเด็กนั้นไว้ใต้พุ่มไม้แห่งหนึ่ง
16 แล้วนางก็ไปนั่งอยู่ห่างออกไป ประมาณเท่ากับระยะลูกธนูตก เพราะนางพูดว่า "อย่าให้ข้าเห็นความตายของลูก เลย" ขณะที่นางนั่งอยู่แต่ไกล เด็กนั้นก็ตะเบ็งเสียงร้องไห้
17 พระเจ้าทรงสดับเสียงร้องของเด็กนั้น และทูตของพระเจ้าจึงเรียกฮาการ์จากฟ้า กล่าวกับนางว่า "ฮาการ์ เจ้าเป็น อะไรไป อย่ากลัวเลยเพราะว่าพระเจ้าทรงสดับเสียงของเด็กณที่ที่เขาอยู่นั้นแล้ว
18 ลุกขึ้นอุ้มเด็กนั้น เอามือจับเขาไว้ให้แน่น เพราะเราจะทำให้เขาเป็นชาติใหญ่ชาติหนึ่ง"
19 แล้วพระเจ้าทรงเบิกตาของนาง นางก็เห็นบ่อน้ำแห่งหนึ่ง จึงไปเติมน้ำเต็มถุงหนัง และให้เด็กนั้นดื่ม
20 พระเจ้าทรงสถิตกับเด็กนั้น เขาเติบโตขึ้น อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร และเป็นนักธนู
21 เขาอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารแห่งปาราน มารดาก็หาภรรยาคนหนึ่งจากประเทศอียิปต์ให้เขา
22 ครั้งนั้น อาบีเมเลคและฟีโคล์ผู้บัญชาการทหารของพระองค์ พูดกับอับราฮัมว่า "พระเจ้าทรงสถิตกับท่านในทุกสิ่ง ที่ท่านกระทำ
23 เพราะฉะนั้นบัดนี้จงปฏิญาณในพระนามพระเจ้าให้แก่เราที่นี่ว่า เจ้าจะไม่หักหลังเรา ลูกหลานของเรา หรือ ชาตพันธุ์ในอนาคตของเรา แต่ดังที่เราภักดีต่อเจ้า เจ้าจงภักดีต่อเราและต่อแผ่นดินซึ่งเจ้าอาศัยอยู่นี้"
24 อับราฮัมก็ทูลว่า "ข้าพระบาทยอมปฏิญาณ"
25 เมื่ออับราฮัมร้องทุกข์ต่ออาบีเมเลค เรื่องบ่อน้ำที่ข้าราชการของอาบีเมเลคยึดเอาไป
26 อาบีเมเลคตรัสว่า "เราไม่รู้ว่าใครทำอย่างนี้ เจ้ามิได้บอกเรา เราก็ไม่รู้เรื่องจนวันนี้"
27 อับราฮัมจึงนำแกะและโคมาถวายแก่อาบีเมเลค ทั้งสองฝ่ายก็ทำพันธสัญญากัน
28 อับราฮัมได้แยกลูกแกะตัวเมียจากฝูงไว้ต่างหากเจ็ดตัว
29 อาบีเมเลคตรัสถามอับราฮัมว่า "ลูกแกะตัวเมียเจ็ดตัวที่เจ้าแยกไว้ต่างหากนั้น หมายความว่าอะไร"
30 ท่านทูลว่า "ขอฝ่าพระบาทรับลูกแกะตัวเมียเจ็ดตัวนี้จากมือข้าพระบาท เพื่อฝ่าพระบาทจะได้เป็นพยานแก่ข้าพระ บาทว่า ข้าพระบาทได้ขุดบ่อน้ำนี้"
31 เหตุฉะนี้เขาจึงเรียกที่นั้นว่า เบเออร์เชบา {แปลว่า บ่อน้ำแห่งเจ็ด หรือบ่อน้ำแห่งคำสาบาน} เพราะว่าทั้งสองได้ สาบานปฏิญาณกันไว้
32 เขากระทำพันธสัญญากันที่เบเออร์เชบาดังนี้แหละ แล้วอาบีเมเลคและฟีโคล์ผู้บัญชาการทหารของพระองค์ก็กลับไป ยังแคว้นชาวฟีลิสเตีย
33 อับราฮัมปลูกต้นแทมริสก์ไว้ที่เบเออร์เชบา และนมัสการออกพระนามพระเยโฮวาห์ พระเจ้านิรันดร์ที่นั่น
34 อับราฮัมอาศัยอยู่ในแคว้นชาวฟีลิสเตียหลายวัน

ปฐมกาล 22

01 ต่อมาพระเจ้าทรงลองใจอับราฮัม และตรัสกับท่านว่า "อับราฮัม" ท่านทูลว่า "พระเจ้าข้า"
02 พระองค์ตรัสว่า "จงพาบุตรของเจ้าคืออิสอัค บุตรคนเดียวของเจ้าผู้ที่เจ้ารัก ไปยังแคว้นโมริยาห์ และถวายเขาที่นั่น เป็นเครื่องเผาบูชา บนภูเขาลูกหนึ่งซึ่งเราจะบอกแก่เจ้า"
03 อับราฮัมจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด ผูกอานลาของท่านพาคนใช้หนุ่มไปกับท่านด้วยสองคนกับอิสอัคบุตรของท่าน ท่านตัด ฟืนสำหรับเครื่องเผาบูชา เดินทางไปยังที่ซึ่งพระเจ้าทรงบอกแก่ท่าน
04 พอถึงวันที่สามอับราฮัมเงยหน้าขึ้นแลเห็นที่นั้นแต่ไกล
05 อับราฮัมจึงพูดกับคนใช้ของท่านว่า "อยู่กับลาที่นี่เถิด เรากับลูกจะเดินไปที่โน้นนมัสการพระ แล้วจะกลับมาพบเจ้า "
06 อับราฮัมเอาฟืนสำหรับเครื่องเผาบูชาใส่บ่าอิสอัคบุตรชาย ถือไฟและมีดแล้วพ่อลูกไปด้วยกัน
07 อิสอัคพูดกับอับราฮัมบิดาว่า "คุณพ่อ" และท่านตอบว่า "ลูกเอ๋ย มีอะไรรึ" ลูกจึงว่า "นี่ไฟและฟืน แต่ลูกแกะ สำหรับเครื่องเผาบูชาอยู่ที่ไหน"
08 อับราฮัมตอบว่า "ลูกเอ๋ย พระเจ้าจะทรงจัดหาลูกแกะสำหรับพระองค์เองเป็นเครื่องเผาบูชา" พ่อลูกทั้งสองก็เดินต่อ ไปด้วยกัน
09 เมื่อเขาทั้งสองมาถึงที่ซึ่งพระเจ้าตรัสบอกเขาไว้ อับราฮัมก็สร้างแท่นบูชาที่นั่น เรียงฟืนเป็นระเบียบ แล้วมัดอิส อัคบุตรชายวางไว้บนแท่นบูชาบนฟืน
10 แล้วอับราฮัมก็ยื่นมือจับมีดจะฆ่าบุตรชาย
11 แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า "อับราฮัม อับราฮัม" และท่านตอบว่า "พระเจ้าข้า"
12 ทูตสวรรค์ว่า "อย่าแตะต้องเด็กนั้นหรือกระทำอะไรเขาเลย เพราะบัดนี้เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้า มิได้หวงบุตรชายของเจ้า แต่ยอมถวายบุตรชายคนเดียวของเจ้าให้เรา"
13 อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัว นั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย
14 อับราฮัมจึงเรียกสถานที่นั้นว่า เยโฮวาห์ยิเรห์ {แปลว่า พระเจ้าจะทรงจัดหาไว้ให้} อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า " จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์"
15 ทูตของพระเจ้าเรียกอับราฮัมครั้งที่สองมาจากฟ้าสวรรค์ว่า
16 "พระเจ้าตรัสว่า เราปฏิญาณในนามของเราว่า เพราะเจ้ากระทำอย่างนี้และมิได้หวงบุตรชายของเจ้า คือบุตรชายคน เดียวของเจ้า
17 เราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสาย ของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์
18 ประชาชาติทั้งหลายทั่วโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เหตุว่าเจ้าฟังเสียงของเรา"
19 อับราฮัมจึงกลับไปพบคนใช้หนุ่มของท่าน แล้วพากันกลับไปยังเมืองเบเออร์เชบา อับราฮัมก็อาศัยอยู่ที่เบเออร์เชบา
20 หลังจากเหตุการณ์เหล่านี้ มีคนมาบอกอับราฮัมว่า "มิลคาห์บังเกิดบุตรให้แก่นาโฮร์ น้องชายของท่านด้วยแล้ว
21 คืออูสบุตรหัวปี บูสน้องของเขา เคมูเอลบิดาของอารัม
22 เคเสด ฮาโซ ปิลดาช ยิดลาฟและเบธูเอล"
23 เบธูเอลเป็นบิดาของนางเรเบคาห์ทั้งแปดนี้มิลคาห์บังเกิดให้นาโฮร์ น้องชายของอับราฮัม
24 ยิ่งกว่านั้นอีกภรรยาน้อยของเขาชื่อเรอูมาห์บังเกิดกาฮัม ทาหาช และมาอาคาห์

ปฐมกาล 23

01 ซาราห์มีอายุหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดปี ซาราห์มีชีวิตถึงอายุนี้
02 แล้วซาราห์ก็สิ้นชีวิตที่เมืองคีริยาทอารบา (คือเฮโบรน) ในแคว้นคานาอัน อับราฮัมไว้ทุกข์ให้ซาราห์และร้องไห้คิด ถึงนาง
03 อับราฮัมยืนขึ้นหน้าศพพูดกับคนฮิตไทต์ว่า
04 "ข้าพเจ้าเป็นคนต่างด้าวและเป็นคนมาอาศัยอยู่ท่ามกลางท่าน ขอท่านให้ที่ดินท่ามกลางท่านเป็นสุสาน เพื่อข้าพเจ้า จะได้ฝังผู้ตายของข้าพเจ้าให้พ้นสายตาไป"
05 คนฮิตไทต์ตอบอับราฮัมว่า
06 "นายโปรดฟังพวกเรา ท่านเป็นเจ้านายของพระเจ้าท่ามกลางเรา ขอให้ฝังผู้ตายของท่านในอุโมงค์ฝังศพที่ดีที่สุดของ เราเถิด ไม่มีผู้ใดในพวกเราที่จะหวงสุสานของเขาไว้ไม่ให้ท่าน หรือขัดขวางท่านมิให้ฝังผู้ตายของท่าน"
07 อับราฮัมก็ลุกขึ้นคำนับคนฮิตไทต์ชาวแคว้นนั้น
08 และพูดกับพวกเขาว่า "ถ้าท่านยินยอมให้ข้าพเจ้าฝังผู้ตายของข้าพเจ้าให้พ้นสายตาไปแล้ว ขอท่านฟังข้าพเจ้าเถิดและ วิงวอนเอโฟรนบุตรโศหาร์เพื่อข้าพเจ้า
09 ขอให้เขาให้ถ้ำมัคเป-ลาห์ ซึ่งเขาถือกรรมสิทธิ์นั้นแก่ข้าพเจ้า มันอยู่ที่ปลายนาของเขา ขอให้เขาขายให้ข้าพเจ้าเต็ม ตามราคาต่อหน้าท่านให้เป็นกรรมสิทธิ์สำหรับใช้เป็นสุสาน"
10 ฝ่ายเอโฟรนนั่งอยู่ระหว่างคนฮิตไทต์ เอโฟรนคนฮิตไทต์จึงตอบอับราฮัมให้บรรดาคนฮิตไทต์ผู้ที่เข้าไปที่ประตูเมือง ฟังว่า
11 "อย่าเลย นายโปรดฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าให้นานั้นแก่ท่านและให้ถ้ำที่อยู่ในนานั้นแก่ท่านด้วย ข้าพเจ้าให้แก่ท่านต่อ หน้าประชาชนของข้าพเจ้า ขอเชิญฝังผู้ตายของท่านเถิด"
12 อับราฮัมก็คำนับชาวแคว้นนั้น
13 และท่านพูดกับเอโฟรนให้ชาวแคว้นนั้นฟังว่า "แต่ถ้าท่านยินยอม ขอฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเต็มใจให้ค่าของนานั้น ขอรับเงินจากข้าพเจ้าเถิด เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฝังผู้ตายของข้าพเจ้าที่นั่น"
14 เอโฟรนตอบอับราฮัมว่า
15 "นายขอฟังข้าพเจ้า ที่ดินแปลงหนึ่งมีราคาเป็นเงินสี่ร้อยเชเขล {หน่วยน้ำหนักเงิน ประมาณเท่ากับ14.5กรัม} สำหรับท่านกับข้าพเจ้าก็ไม่เท่าไร ฝังผู้ตายของท่านเถิด"
16 อับราฮัมก็ตกลงกับเอโฟรน แล้วอับราฮัมก็ชั่งเงินให้เอโฟรนตามจำนวนที่เขาบอกให้คนฮิตไทต์ฟังแล้ว คือเงินสี่ ร้อยเชเขล ตามน้ำหนักที่พวกพ่อค้าใช้กันในเวลานั้น
17 นาของเอโฟรนในมัคเป-ลาห์ซึ่งอยู่หน้ามัมเร มีนากับถ้ำซึ่งอยู่ในนั้น และต้นไม้ทั้งสิ้นซึ่งอยู่ในนาตลอดทั่วบริเวณ นั้น เอโฟรนก็โอน
18 ให้แก่อับราฮัมเป็นกรรมสิทธิ์ต่อหน้าคนฮิตไทต์ คือต่อหน้าบรรดาผู้ที่เข้าไปที่ประตูเมืองของเขา
19 ต่อมาอับราฮัมก็ฝังศพซาราห์ ภรรยาของตนในถ้ำที่นามัคเป-ลาห์หน้ามัมเร (คือเฮโบรน) ในแคว้นคานาอัน
20 นาและถำ้ซึ่งอยู่ในนั้น คนฮิตไทต์โอนให้แก่อับราฮัมเป็นกรรมสิทธิ์เพื่อใช้เป็นสุสาน

ปฐมกาล 24

01 ฝ่ายอับราฮัมก็ชราแล้ว มีอายุมากทีเดียว และพระเจ้าทรงอำนวยพระพรอับราฮัมทุกประการ
02 อับราฮัมพูดกับคนใช้ของท่านที่มีอาวุโสที่สุดในบ้าน ผู้ดูแลทรัพย์สมบัติของท่านว่า "เอามือเจ้าวางไว้ใต้ขาอ่อนของ เรา
03 แล้วเราจะให้เจ้าสาบานในพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ และพระเจ้าแห่งพิภพโลก ว่าเจ้าจะไม่หา ภรรยาให้บุตรชายของเราจากบุตรหญิงของคนคานาอัน ที่เราอาศัยอยู่ท่ามกลางเขานี้
04 แต่จะไปยังประเทศและหมู่ญาติของเราเพื่อหาภรรยาคนหนึ่งให้แก่อิสอัคบุตรชายของเรา"
05 คนใช้ก็เรียนท่านว่า "เผื่อหญิงนั้นอาจจะไม่ยอมมากับข้าพเจ้ายังแคว้นนี้ ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้ามิต้องนำบุตรชายของท่าน กลับไปยังดินแดนซึ่งท่านจากมานั้นหรือ"
06 อับราฮัมพูดกับเขาว่า "ระวังอย่าพาบุตรชายของเรากลับไปที่นั่น
07 พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ทรงนำเรามาจากบ้านบิดาเรา และจากบ้านเกิดเมืองนอนของเรา พระองค์ตรัส กับเราและทรงปฏิญาณว่า 'เราจะมอบแผ่นดินนี้ให้แก่เชื้อสายของเจ้า' พระองค์จะทรงใช้ทูตของพระองค์ไปข้างหน้าเจ้า เจ้าจงหาภรรยาคนหนึ่งให้บุตรชายของเราจากที่นั่น
08 ถ้าหญิงนั้นไม่ยอมมากับเจ้า เจ้าก็จะพ้นจากคำสาบานของเรานี้ แต่เจ้าอย่าพาบุตรชายของเรากลับไปที่นั่นก็แล้วกัน"
09 คนใช้จึงเอามือของเขาวางใต้ขาอ่อนของอับราฮัมนายของตน และสาบานต่อท่านตามเรื่องนี้
10 คนใช้นำอูฐสิบตัวของนายมาแล้วออกเดินทางไป โดยนำเอาของมีค่าต่างๆ จากนายติดมือไปด้วย เขาไปยังเมโส โปเตเมีย ถึงเมืองของนาโฮร์
11 เขาให้อูฐคุกเข่าลงที่ริมบ่อน้ำข้างนอกเมือง เวลาเย็นซึ่งเป็นเวลาที่ผู้หญิงออกมาตักน้ำ
12 เขาอธิษฐานว่า "ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ขอทรงประทานความสำเร็จแก่ข้าพระ องค์ในวันนี้ และขอทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่อับราฮัมนายของข้าพระองค์
13 ข้าพระองค์กำลังยืนอยู่ที่ริมน้ำพุ และบรรดาบุตรหญิงของชาวเมืองนี้กำลังออกมาตักน้ำ
14 ขอให้หญิงสาวคนที่ข้าพระองค์พูดกับนางว่า 'โปรดลดเหยือกของเธอลง ให้ฉันดื่มน้ำ' และผู้ซึ่งตอบว่า 'เชิญดื่ม เถิดและดิฉันจะให้น้ำอูฐของท่านกินด้วย' นั้น เป็นคนที่พระองค์ทรงกำหนดให้เป็นภรรยาอิสอัคผู้รับใช้ของพระองค์ อย่างนี้ข้าพระองค์จะทราบได้ว่า พระองค์ทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่นายของข้าพระองค์"
15 เขาอธิษฐานยังไม่ทันเสร็จ เรเบคาห์ผู้ที่เกิดแก่เบธูเอลบุตรชายของมิลคาห์ภรรยาของนาโฮร์ น้องชายของอับราฮัม ก็ แบกไหน้ำของเธอเดินออกมา
16 หญิงสาวนั้นงามมาก เป็นพรหมจารียังไม่มีชายใดสมสู่เธอ ลงไปที่น้ำพุเติมน้ำเต็มเหยือกแล้วก็ขึ้นมา
17 คนใช้นั้นก็วิ่งไปต้อนรับเธอ แล้วพูดว่า "ขอน้ำจากเหยือกน้ำของเธอให้ฉันดื่มสักหน่อย"
18 เธอตอบว่า "นาย เชิญดื่มเถิด" แล้วเธอก็รีบลดเหยือกของเธอลงมาถือไว้ และให้เขาดื่ม
19 เมื่อให้เขาดื่มเสร็จแล้ว เธอจึงว่า "ดิฉันจะตักน้ำให้อูฐของท่านกินจนอิ่มด้วย"
20 เธอรีบเทน้ำในเหยือกของเธอใส่ราง แล้ววิ่งไปตักน้ำที่บ่ออีก เธอตักน้ำให้อูฐทั้งหมดของเขา
21 ชายนั้นเพ่งดูเธอเงียบๆ เพื่อตรึกตรองดูว่าพระเจ้าทรงให้การเดินทางของตนบังเกิดผลหรือไม่
22 เมื่ออูฐกินน้ำเสร็จแล้ว ชายนั้นก็ให้แหวนทองคำหนักครึ่งเชเขล และกำไลสำหรับข้อมือเธอคู่หนึ่ง ทองหนักสิบเช เขล
23 และพูดว่า "ขอบอกฉันว่าเธอเป็นบุตรหญิงของใคร ในบ้านบิดาของเธอนั้นมีที่ให้เราพักอาศัยบ้างไหม"
24 เธอตอบเขาว่า "ดิฉันเป็นบุตรหญิงของเบธูเอลบุตรชายของมิลคาห์และนาโฮร์"
25 เธอพูดเสริมว่า "เรามีทั้งฟางและเสบียงพอ และมีที่ให้พักด้วย"
26 ชายนั้นก็กราบลงนมัสการพระเจ้า
27 และอธิษฐานว่า "สาธุการแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ผู้มิได้ทรงทอดทิ้งความรักมั่นคง และความเที่ยงธรรมของพระองค์ต่อนาย ส่วนข้าพระองค์นั้นพระเจ้าทรงนำมาตามทางจนถึงบ้านหมู่ญาติของนายข้า พระองค์"
28 แล้วหญิงสาวนั้นก็วิ่งไปบอกคนในครอบครัวของมารดาถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
29 เรเบคาห์มีพี่ชายคนหนึ่งชื่อ ลาบัน ลาบันวิ่งไปหาชายนั้นที่น้ำพุ
30 เมื่อท่านเห็นแหวนและกำไลที่ข้อมือน้องสาว และเมื่อท่านได้ยินคำของเรเบคาห์น้องสาวว่า "ชายนั้นพูดกับฉัน อย่างนี้" ท่านก็ไปหาชายนั้น และพบเขากำลังยืนอยู่กับอูฐที่น้ำพุ
31 ท่านพูดว่า "ข้าแต่ท่านผู้รับพระพรของพระเจ้า เชิญเข้ามาเถิด ท่านยืนอยู่ข้างนอกทำไม เพราะข้าพเจ้าเตรียมบ้าน และเตรียมที่สำหรับอูฐแล้ว"
32 ชายนั้นจึงเข้าไปในบ้าน ลาบันก็แก้อูฐ ให้ฟางและอาหารสำหรับอูฐ ให้น้ำล้างเท้าเขาและคนที่มากับเขา
33 แล้วลาบันจัดอาหารมาเลี้ยงเขา แต่เขาว่า "ข้าพเจ้าจะไม่รับประทาน จนกว่าข้าพเจ้าจะพูดถึงธุระที่ข้าพเจ้าได้รับ มอบหมายมานั้นให้ท่านฟังเสียก่อน" ลาบันก็ว่า "เชิญพูดเถิด"
34 เขาจึงพูดว่า "ข้าพเจ้าเป็นคนใช้ของอับราฮัม
35 พระเจ้าทรงอำนวยพระพรแก่นายข้าพเจ้าอย่างมากมายท่านก็เจริญ พระองค์ทรงประทานฝูงแพะแกะ และฝูงโค เงินและทอง คนใช้ชายหญิง อูฐและลา
36 ซาราห์ภรรยานายข้าพเจ้าได้บุตรชายคนหนึ่งให้แก่นายเมื่อนางแก่แล้ว และนายก็ยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้บุตร
37 นายให้ข้าพเจ้าปฏิญาณว่า 'เจ้าอย่าหาภรรยาให้แก่บุตรชายของเราจากบุตรหญิงของคนคานาอัน ซึ่งเราอาศัยอยู่ในดิน แดนของเขานี้
38 แต่เจ้าจงไปยังบ้านบิดาของเราและไปยังหมู่ญาติของเรา และหาภรรยาคนหนึ่งให้แก่บุตรชายของเรา'
39 ข้าพเจ้าพูดกับนายว่า 'หญิงนั้นอาจจะไม่ยอมมากับข้าพเจ้า'
40 แต่ท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า 'พระเจ้าผู้ซึ่งเราดำเนินอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์จะทรงส่งทูตของพระองค์ไปกับเจ้า และ ให้ทางของเจ้าบังเกิดผล เจ้าจงหาภรรยาคนหนึ่งให้บุตรชายของเรา จากหมู่ญาติของเราและจากบ้านบิดาของเรา
41 แล้วเจ้าจะพ้นจากคำสาบานของเรา เมื่อเจ้ามาถึงหมู่ญาติของเราแล้ว ถ้าเขาไม่ยอมให้หญิงนั้น เจ้าก็พ้นจากคำ สาบานของเรา'
42 "วันนี้ข้าพเจ้ามาถึงบ่อน้ำและทูลว่า 'ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรง โปรดให้ทางที่ข้าพระองค์ไปนั้นเกิดผล
43 เวลานี้ ข้าพระองค์กำลังยืนอยู่ที่น้ำพุ ขอให้หญิงสาวที่ออกมาตักน้ำ ผู้ซึ่งข้าพระองค์จะพูดด้วยว่า "ขอน้ำให้ฉัน ดื่มจากเหยือกของเธอสักหน่อย"
44 และผู้ซึ่งจะตอบข้าพระองค์ว่า "เชิญดื่มเถิด และดิฉันจะตักน้ำให้อูฐของท่านด้วย" เป็นหญิงที่พระเจ้าทรงกำหนด ตัวไว้ให้เป็นภรรยาบุตรชายของนายข้าพระองค์'
45 "ก่อนที่ข้าพเจ้าจะพูดในใจจบก็พอดีเรเบคาห์แบกเหยือกของเธอเดินออกมาเธอลงไปตักน้ำที่น้ำพุ ข้าพเจ้าพูดกับเธอ ว่า 'ขอน้ำฉันดื่มหน่อย'
46 เธอก็รีบลดเหยือกของเธอจากบ่าของเธอและว่า 'เชิญดื่มเถิด แล้วดิฉันจะให้น้ำแก่อูฐของท่านด้วย' ข้าพเจ้าจึงดื่ม เธอก็ตักน้ำให้อูฐกินด้วย
47 แล้วข้าพเจ้าถามเธอว่า 'เธอเป็นบุตรหญิงของใคร' เธอตอบว่า 'เป็นบุตรหญิงของเบธูเอลบุตรชายของนาโฮร์และนาง มิลคาห์' ข้าพเจ้าจึงใส่แหวนที่จมูกของเธอและสวมกำไลที่ข้อมือเธอ
48 แล้วข้าพเจ้าก็กราบลงนมัสการพระเจ้า และถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายข้าพเจ้า ผู้ทรงนำ ข้าพเจ้ามาตามทางที่ถูก เพื่อหาบุตรหญิงของญาตินายให้บุตรชาย
49 บัดนี้ถ้าท่านยอมแสดงความภักดีและจริงใจต่อนายข้าพเจ้าแล้ว ขอกรุณาบอกข้าพเจ้า ถ้ามิฉะนั้นก็ขอบอกข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะหันไปทางขวาหรือทางซ้าย"
50 ลาบันและเบธูเอลจึงตอบว่า "สิ่งนี้มาจากพระเจ้า เราจะพูดดีหรือร้ายกับท่านก็ไม่ได้
51 ดูเถิด เรเบคาห์ก็อยู่ต่อหน้าท่าน พาเธอไปเถิด และให้เธอเป็นภรรยาบุตรชายนายของท่าน ดังที่พระเจ้าตรัสแล้ว"
52 เมื่อคนใช้ของอับราฮัมได้ยินถ้อยคำของท่าน ก็กราบลงถึงดินต่อพระพักตร์พระเจ้า
53 แล้วก็นำเอาเครื่องอาภรณ์ ซึ่งทำด้วยเงินด้วยทองออกมา พร้อมกับเสื้อผ้ามอบให้แก่เรเบคาห์ เขายังมอบของอันมีค่า ให้แก่พี่ชายและมารดาของเธอด้วย
54 แล้วเขากับคนที่มากับเขาก็รับประทานและดื่ม และค้างคืนที่นั่น เมื่อพวกเขาลุกขึ้นในเวลาเช้า คนใช้นั้นก็กล่าวว่า "ขอให้ข้าพเจ้ากลับไปหานายข้าพเจ้าเถิด"
55 พี่ชายและมารดาของเธอว่า "ขอให้หญิงสาวอยู่กับเราสักหน่อยก่อน อย่างน้อยสักสิบวันแล้วเธอจะไปก็ได้"
56 แต่เขาพูดกับเขาทั้งสองว่า "อย่าหน่วงข้าพเจ้าไว้เลย เพราะพระเจ้าทรงให้ทางของข้าพเจ้าเกิดผลแล้วขอให้ข้าพเจ้า ออกเดินทาง เพื่อข้าพเจ้าจะได้กลับไปหานายข้าพเจ้า"
57 เขาทั้งสองก็ว่า "เราจะเรียกหญิงสาวมาถามดู"
58 เขาทั้งสองก็เรียกเรเบคาห์มาหาและพูดกับเธอว่า "เจ้าจะไปกับชายคนนี้หรือไม่" เธอตอบว่า "ฉันจะไป"
59 เขาจึงส่งเรเบคาห์น้องสาวกับพี่เลี้ยงของเธอไปพร้อมกับคนใช้ของอับราฮัมและคนของท่าน
60 พวกเขาอวยพรเรเบคาห์ และกล่าวแก่เธอว่า "น้องเอ๋ย ขอให้เจ้าเป็นมารดาคนนับแสนนับล้าน และขอให้เชื้อสาย ของเจ้าได้ประตูเมืองของคนที่เกลียดชังเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์"
61 แล้วเรเบคาห์และเหล่าสาวใช้ของเธอก็ขึ้นอูฐไปกับชายนั้น คนใช้ก็พาเรเบคาห์ไป
62 ฝ่ายอิสอัคมาจากเบเออลาไฮรอย ไปอาศัยอยู่ที่เนเกบ
63 เวลาเย็นอิสอัคออกไปที่ทุ่งนาเพื่อจะสงบอารมณ์ เงยหน้าขึ้นมองไปเห็นมีอูฐเดินมา
64 เรเบคาห์เงยหน้าขึ้น เมื่อแลเห็นอิสอัคเธอก็ลงจากอูฐ
65 และพูดกับคนใช้นั้นว่า "ชายคนโน้นที่กำลังเดินผ่านทุ่งนามาหาเรานั้นคือใคร" คนใช้นั้นตอบว่า "นายข้าพเจ้าเอง" เธอจึงหยิบผ้าคลุมหน้ามาคลุม
66 คนใช้บอกให้อิสอัคทราบทุกอย่างที่เขาได้กระทำไป
67 อิสอัคก็พาเธอเข้ามาในเต็นท์ของซาราห์มารดาของท่านและรับเรเบคาห์ไว้ เธอก็เป็นภรรยาของท่าน และท่านก็รัก เธอ อิสอัคก็ได้รับความเล้าโลม ภายหลังที่มารดาของท่านสิ้นชีวิตแล้ว

ปฐมกาล 25

01 อับราฮัมได้ภรรยาอีกคนหนึ่งชื่อเคทูราห์
02 นางก็ให้บุตรหลายคนแก่ท่านชื่อ ศิมราน โยกชาน เมดาน มีเดียน อิชบากและชูอาห์
03 โยกชานเป็นบิดาของเชบาและเดดาน บุตรชายของเดดาน คือ อัสชูริม เลทูชิมและเลอุมมิม
04 บุตรชายของมีเดียนคือเอฟาห์ เอเฟอร์ ฮาโนค อาบีดาและเอลดาอาห์ ทั้งหมดนี้เป็นบุตรหลานของนางเคทูราห์
05 อับราฮัมได้มอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดแก่อิสอัค
06 แต่อับราฮัมให้ของขวัญแก่บุตรหลานของพวกภรรยาน้อยของท่าน เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านให้พวกเขาแยกไปจาก อิสอัคบุตรชายของท่าน ไปทางทิศตะวันออกยังประเทศตะวันออก
07 อายุของอับราฮัม คือหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าปี
08 อับราฮัมสิ้นใจ เมื่อแก่หง่อมแล้ว เป็นคนชรามีอายุมาก เขาก็ฝังศพท่านรวมอยู่กับบรรพบุรุษของท่าน
09 อิสอัคและอิชมาเอลบุตรชายของอับราฮัมก็ฝังท่านไว้ในถ้ำมัคเป-ลาห์ ในนาของเอโฟรนบุตรชายของโศหาร์คนฮิต ไทต์ซึ่งอยู่หน้ามัมเร
10 เป็นนาที่อับราฮัมซื้อมาจากคนฮิตไทต์ เขาก็ฝังอับราฮัมไว้ที่นั่น อยู่กับซาราห์ภรรยาของท่าน
11 หลังจากที่อับราฮัมสิ้นชีวิตแล้ว พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่อิสอัคบุตรของท่าน อิสอัคอาศัยอยู่ที่เบเออลาไฮรอย
12 ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของอิชมาเอล บุตรชายของอับราฮัม ซึ่งเกิดจากนางฮาการ์คนอียิปต์สาวใช้ของซาราห์
13 ต่อไปนี้เป็นชื่อบรรดาบุตรชายของอิชมาเอล ตามลำดับกำเนิดคือ เนบาโยธบุตรหัวปีของอิชมาเอล เคดาร์ อัดบี เอล มิบสัม
14 มิชมา ดูมาห์ มัส-สา
15 ฮาดัด เทมา เยทูร์ นาฟิชและเคเดมาห์
16 คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของอิชมาเอล ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อของพวกเขาตามชนบท และตามค่ายของเขา เจ้านายสิบสอง คนตามเผ่าของเขา
17 (อายุอิชมาเอล คือหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดปี ท่านสิ้นใจและเขาฝังท่านร่วมอยู่กับบรรพบุรุษของท่าน)
18 พวกเขาอาศัยอยู่ตั้งแต่เมืองฮาวิลาห์จนถึงเมืองชูร์ ซึ่งอยู่หน้าอียิปต์ไปทางทิศเมืองอัสซีเรีย เขาพำนักอยู่ตรงหน้า ประชาชนของเขา
19 ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของอิสอัคบุตรชายของอับราฮัม คือ อับราฮัมเป็นบิดาของอิสอัค
20 อิสอัคมีอายุสี่สิบปี เมื่อท่านได้ภรรยา คือ เรเบคาห์บุตรหญิงของเบธูเอล คนอารัมชาวเมืองปัดดานอารัม น้องสาว ของลาบันคนอารัม
21 อิสอัคอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อภรรยาของท่าน เพราะนางเป็นหมัน พระเจ้าประทานตามคำอธิษฐานของท่าน เรเบ คาห์ภรรยาของท่านก็ตั้งครรภ์
22 เด็กก็เบียดเสียดกันอยู่ในครรภ์ของนาง นางจึงพูดว่า "ถ้าเป็นเช่นนี้ ฉันจะมีชีวิตอยู่ทำไม" นางจึงไปทูลถามพระ เจ้า
23 พระเจ้าตรัสกับนางว่า "ชนสองชาติอยู่ในครรภ์ของเจ้า และประชาชนสองพวกเกิดจากเจ้า จะต้องแยกกัน พวก หนึ่งจะแข็งแรงกว่าอีกพวกหนึ่ง พี่จะรับใช้น้อง"
24 เมื่อกำหนดคลอดของนางมาถึงแล้วก็มีลูกแฝดอยู่ในครรภ์ของนาง
25 คนแรกคลอดออกมาตัวแดงมีขนอยู่ทั่วตัวหมด เขาจึงตั้งชื่อว่า เอซาว
26 ภายหลังน้องของเขาก็คลอดออกมามือของเขาจับซ่นเท้าของเอซาวไว้ เขาจึงตั้งชื่อว่ายาโคบ {แปลว่า เขาจับซ่นเท้า หรือ เขาหลอก (ดู27:36)} เมื่อนางคลอดลูกแฝดนั้นอิสอัคมีอายุได้หกสิบปี
27 เมื่อเด็กชายทั้งสองนั้นโตขึ้นแล้ว เอซาวก็เป็นพรานมือแม่น เป็นชาวทุ่ง ฝ่ายยาโคบเป็นคนเงียบๆ อยู่กับบ้าน
28 อิสอัครักเอซาว เพราะท่านรับประทานเนื้อที่เขาล่ามา แต่นางเรเบคาห์รักยาโคบ
29 วันหนึ่งขณะที่ยาโคบต้มอาหารอยู่ เอซาวกลับมาจากท้องทุ่งหิวจัดอดอยาก
30 เอซาวพูดกับยาโคบว่า "ขอให้ข้ากินของแดงนั้น ของแดงนั้นน่ะ เพราะเราหิวจัด" (เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกชื่อว่าเอ โดม) {แปลว่า แดง}
31 ยาโคบว่า "ขายสิทธิบุตรหัวปีของพี่ให้ฉันก่อนซี"
32 เอซาวว่า "ดูซิ ข้ากำลังจะตายอยู่แล้วสิทธิบุตรหัวปีจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ข้า"
33 ยาโคบว่า "สาบานให้ฉันก่อน" เอซาวจึงสาบานให้และขายสิทธิบุตรหัวปีของตนแก่ยาโคบ
34 ยาโคบจึงให้ขนมปังและถั่วแดงต้มแก่เอซาว เขาก็กินและดื่ม แล้วลุกไป ดังนี้เอซาวก็ดูหมิ่นสิทธิบุตรหัวปีของตน

ปฐมกาล 26

01 อยู่มาเกิดกันดารอาหารในดินแดนนั้น นอกเหนือการกันดารอาหารครั้งก่อนในสมัยอับราฮัม อิสอัคไปยังเก-ราร์ยัง อาบีเมเลคพระราชาแห่งชาวฟีลิสเตีย
02 พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านและตรัสว่า "อย่าไปอียิปต์เลย อาศัยในแผ่นดินซึ่งเราจะบอกให้เจ้าเถิด
03 อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ แล้วเราจะอยู่กับเจ้าและอวยพรเจ้า เพราะว่าเราจะให้ดินแดนเหล่านี้ทั้งหมดแก่เจ้า และแก่เชื้อ สายของเจ้า เราจะทำให้คำสาบานซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้กับอับราฮัมบิดาของเจ้านั้นสำเร็จ
04 เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้นดังดาวบนฟ้า และจะให้ดินแดนเหล่านี้ทั้งหมด แก่เชื้อสายของเจ้า ประชาชาติทั้ง หลายในโลกจะได้รับพรก็เพราะเชื้อสายของเจ้า
05 เพราะว่าอับราฮัมได้ฟังเสียงเรา และได้รักษาคำกำชับของเรา บัญญัติของเรา กฎเกณฑ์ของเรา และพระธรรมของเรา "
06 อิสอัคจึงอาศัยอยู่ในแคว้นเก-ราร์
07 เมื่อคนเมืองนั้นถามท่านเรื่องภรรยาของท่าน ท่านจึงว่า "เธอเป็นน้องสาวของข้าพเจ้า"เพราะท่านกลัวที่จะพูดว่า " ภรรยาของข้าพเจ้า" คิดไปว่า "มิฉะนั้นแล้วคนเมืองนี้จะฆ่าฉันเพื่อแย่งเอาเรเบคาห์" เพราะว่านางมีรูปงาม
08 เมื่อท่านอยู่ที่นั่นนานแล้ว อาบีเมเลคกษัตริย์ชาวฟีลิสเตียทรงมองตามช่องพระแกล เห็นอิสอัคกำลังหยอกเรเบคาห์ ภรรยาของตน
09 อาบีเมเลคจึงทรงเรียกอิสอัคมาเฝ้า และตรัสว่า "แน่ะนางเป็นภรรยาของเจ้า ทำไมเจ้าจะพูดว่า 'เธอเป็นน้องสาวของ ข้าพระบาท' อิสอัคทูลพระองค์ว่า "เพราะข้าพระบาทคิดว่า 'มิฉะนั้นข้าจะตายเพราะนาง'
10 อาบีเมเลคตรัสว่า "ท่านทำอะไรแก่พวกเราดังนี้ ประชาชนคนหนึ่งอาจจะเข้าไปนอนกับภรรยาของเจ้าง่ายๆแล้วเจ้า จะนำกรรมชั่วมาสู่พวกเรา"
11 อาบีเมเลคจึงทรงตักเตือนประชาชนทั้งปวงว่า "ผู้ใดแตะต้องชายคนนี้หรือภรรยาของเขา จะต้องถูกประหารชีวิต"
12 อิสอัคได้หว่านพืชในดินแดนนั้น ในปีเดียวกันนั้นก็เก็บผลได้หนึ่งร้อยเท่า พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่ท่าน
13 อิสอัคก็จำเริญมีกำไรทวียิ่งขึ้นจนท่านเป็นคนมั่งมีมาก
14 ท่านมีฝูงแพะ แกะ และฝูงโคเป็นกรรมสิทธิ์ และมีบริวารมากมาย ชาวฟีลิสเตียจึงอิจฉาท่าน
15 (ฝ่ายชาวฟีลิสเตียได้อุดและเอาดินถมบ่อทุกบ่อ ซึ่งคนใช้ของบิดาท่านขุดไว้ ในสมัยอับราฮัมบิดาของท่าน)
16 อาบีเมเลคตรัสกับอิสอัคว่า "ไปเสียจากเราเถิด เพราะท่านมีกำลังมากกว่าพวกเรา"
17 อิสอัคจึงออกจากที่นั่น ไปตั้งค่ายอยู่ที่ลำห้วยเก-ราร์และอาศัยอยู่ที่นั่น
18 อิสอัคขุดบ่อน้ำซึ่งขุดไว้ในสมัยของอับราฮัมบิดาของท่านอีก เพราะหลังจากที่อับราฮัมได้สิ้นชีพแล้ว ชาวฟีลิสเตีย ได้อุดเสีย แล้วท่านก็ตั้งชื่อตามชื่อที่บิดาของท่านตั้งไว้
19 แต่เมื่อคนใช้ของอิสอัคขุดในหุบเขาและพบน้ำพุ
20 คนเลี้ยงสัตว์ของเมืองเก-ราร์ก็มาทะเลาะกับคนเลี้ยงสัตว์ของอิสอัคอ้างว่า "น้ำนั้นเป็นของเรา" ท่านจึงเรียกชื่อบ่อน้ำ นั้นว่า เอเสก {แปลว่า การชิงดี} เพราะเขาทั้งหลายมาทะเลาะกับท่าน
21 แล้วพวกเขาก็ขุดบ่อน้ำอีกบ่อหนึ่ง และทะเลาะกันเรื่องบ่อนั้นด้วย ท่านจึงเรียกชื่อบ่อนั้นว่าสิตนาห์ {แปลว่า ความเป็นศัตรูกัน}
22 ท่านย้ายจากที่นั่นไปขุดอีกบ่อหนึ่ง แล้วเขาก็มิได้ทะเลาะกันเรื่องบ่อนั้น ท่านจึงเรียกชื่อบ่อนั้นว่า เรโหโบท {แปลว่า ที่กว้างขวาง} กล่าวว่า "เพราะบัดนี้พระเจ้าประทานที่อยู่แก่เรา และเราจะกินผลดกในดินแดนนั้น"
23 อิสอัคก็ออกจากที่นั่นไปยังเบเออร์เชบา
24 พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านในคืนเดียวกันนั้น ตรัสว่า "เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัมบิดาของเจ้า อย่ากลัวเลย เพราะ เราอยู่กับเจ้าและจะอวยพรเจ้า และทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น เพราะเห็นแก่อับราฮัมผู้รับใช้ของเรา"
25 ท่านจึงสร้างแท่นบูชาที่นั่น และนมัสการออกพระนามพระเจ้า และตั้งเต็นท์ของท่านที่นั่น คนใช้ของอิสอัคขุดบ่อ น้ำอีกบ่อหนึ่งที่นั่นด้วย
26 ฝ่ายอาบีเมเลคออกจากเก-ราร์พร้อมกับอาหุสซัทสหายของพระองค์ กับฟีโคล์ผู้บัญชาการทหารของพระองค์ไปหา ท่าน
27 อิสอัคทูลถามเขาทั้งหลายว่า "ไฉนท่านจึงมาหาข้าพเจ้า เมื่อท่านเกลียดชังข้าพเจ้า และขับไล่ข้าพเจ้าไปจากท่าน"
28 พวกเขาตอบว่า "เราเห็นชัดเจนแล้วว่าพระเจ้าทรงสถิตกับท่าน เราจึงว่า ขอให้กระทำสัตย์สาบานระหว่างท่านและ เราทั้งหลาย และขอให้เรากระทำพันธสัญญากับท่าน
29 เพื่อว่าท่านจะไม่ทำอันตรายแก่เรา ดังที่เรามิได้แตะต้องท่าน และไม่ได้กระทำสิ่งใดแก่ท่านเว้นแต่ความดี และได้ ส่งท่านไปอย่างสันติ บัดนี้ท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงอำนวยพระพร"
30 ท่านจึงจัดการเลี้ยงให้แก่พวกเขา และเขาก็ได้กินและดื่ม
31 ครั้นรุ่งเช้าทั้งสองฝ่ายก็ตื่นแต่มืด และกระทำสัตย์สาบานต่อกัน อิสอัคส่งพวกเขาไป พวกเขาก็จากท่านไปอย่าง สันติ
32 ในวันนั้นเองคนใช้ของอิสอัคมาบอกท่านถึงเรื่องบ่อน้ำ ซึ่งเขาได้ขุดและกล่าวแก่ท่านว่า "เราพบน้ำแล้ว"
33 ท่านเรียกบ่อนั้นว่า ชิบาห์ เมืองนั้นจึงมีชื่อว่า เบเออร์เชบา จนทุกวันนี้
34 เมื่อเอซาวมีอายุสี่สิบปี ท่านรับยูดิธบุตรหญิงของเบเออรีคนฮิตไทต์ และบาเสมัทบุตรหญิงของเอโลนคนฮิตไทต์ เป็นภรรยา
35 หญิงเหล่านั้นทำให้ชีวิตอิสอัคและเรเบคาห์ขมขื่น

ปฐมกาล 27

01 เมื่ออิสอัคแก่ตามัว ท่านก็เรียกเอซาวบุตรคนโตของท่านมา และกล่าวแก่เขาว่า "ลูกเอ๋ย" เขาตอบว่า "ขอรับ"
02 ท่านว่า "ดูเถิด พ่อแก่แล้ว พ่อไม่รู้วันตายของพ่อ
03 เจ้าจงเอาอาวุธของเจ้า คือแล่งธนูและคันธนูออกไปที่ท้องทุ่ง หาเนื้อมาให้พ่อ
04 จัดเตรียมอาหารอร่อยมาให้พ่อ อย่างที่พ่อชอบนั้น และนำมาให้พ่อกิน เพื่อจะได้อวยพรแก่เจ้าก่อนพ่อตาย"
05 เมื่ออิสอัคพูดกับเอซาวบุตรชายนั้น นางเรเบคาห์แอบฟังอยู่ เมื่อเอซาวออกไปท้องทุ่งเพื่อหาเนื้อมา
06 เรเบคาห์จึงพูดกับยาโคบบุตรของนางว่า "แม่ได้ยินพ่อของเจ้าพูดกับเอซาวพี่ชายของเจ้าว่า
07 'จงนำเนื้อมาให้พ่อและจัดอาหารอร่อยให้พ่อกิน และเราจะอวยพรเจ้าต่อพระพักตร์พระเจ้าก่อนพ่อตาย'
08 เพราะฉะนั้น ลูกเอ๋ยจงฟังคำของแม่ตามที่แม่สั่งเจ้า
09 ไปที่ฝูงแพะแกะ นำลูกแพะดีๆสองตัวมาให้แม่ แม่จะเอามันปรุงอาหารอร่อยให้พ่อเจ้า อย่างที่ท่านชอบ
10 และเจ้าจะต้องนำไปให้พ่อเจ้ารับประทานเพื่อว่าท่านจะอวยพรเจ้าก่อนท่านสิ้นชีวิต"
11 ยาโคบพูดกับเรเบคาห์มารดาของตนว่า "ดูเถิด เอซาวพี่ของฉันเป็นคนมีขนดก และฉันเป็นคนเกลี้ยงเกลา
12 พ่อของฉันคงจะคลำตัวฉัน และเห็นว่าฉันหลอกลวงท่าน แล้วนำการสาปแช่งมาเหนือฉันเอง หาใช่นำพรมาไม่"
13 มารดาพูดกับเขาว่า "ลูกเอ๋ย ขอให้การสาปแช่งของเจ้าตกอยู่กับแม่เถิด เชื่อฟังคำของแม่เท่านั้น ไปเอาลูกแพะมา ให้แม่เถิด"
14 เขาจึงไปจับเอามาให้มารดา มารดาของเขาได้จัดอาหารอร่อยอย่างที่พ่อของเขาชอบนั้น
15 แล้วเรเบคาห์นำเสื้ออย่างดีที่สุดของเอซาวบุตรชายคนโตของนาง ซึ่งอยู่กับนางในเรือนมาสวมให้ยาโคบบุตรคนเล็ก ของนาง
16 เอาหนังแพะหุ้มมือและคอที่เกลี้ยงเกลาของเขา
17 แล้วนางก็มอบอาหารอร่อยและขนมปัง ซึ่งนางจัดทำนั้นให้ยาโคบบุตรชายของนางถือไป
18 เขาจึงเข้าไปหาบิดาและพูดว่า "พ่อครับ" และท่านว่า "พ่ออยู่นี่ ลูกเอ๋ย เจ้าคือใคร"
19 ยาโคบตอบบิดาของตนว่า "ลูกเป็นเอซาวบุตรหัวปีของพ่อ ลูกทำตามที่พ่อสั่งลูกแล้ว เชิญลุกขึ้นนั่งรับประทาน เนื้อที่ลูกหามาเถิด เพื่อพ่อจะได้อวยพรแก่ลูก"
20 แต่อิสอัคพูดกับบุตรชายของตนว่า "ลูกเอ๋ย เจ้าทำอย่างไรจึงพบมันเร็วนัก" เขาตอบว่า "เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระ เจ้าของพ่อทรงบันดาลให้ลูก"
21 แล้วอิสอัคจึงพูดกับยาโคบว่า "ลูกเอ๋ย มาใกล้ๆพ่อจะได้คลำดูเจ้า เพื่อจะได้รู้ว่าเจ้าเป็นเอซาวบุตรชายของพ่อแน่ หรือไม่"
22 ยาโคบจึงเข้าไปใกล้อิสอัคบิดา อิสอัคคลำตัวเขาแล้วพูดว่า "เสียงก็เป็นเสียงของยาโคบ แต่มือเป็นมือของเอซาว"
23 ท่านก็จับผิดไม่ได้ เพราะมือของเขามีขนดก เหมือนมือเอซาวพี่ชายของเขา ท่านจึงอวยพรแก่เขา
24 ท่านถามว่า "เจ้าเป็นเอซาวบุตรชายของพ่อจริงหรือ" เขาตอบว่า "ใช่ครับ"
25 ท่านจึงว่า "นำแกงมาให้พ่อ พ่อจะได้กินเนื้อที่บุตรชายของพ่อหามา แล้วอวยพรเจ้า" ยาโคบจึงนำมันมาให้ท่าน ท่านก็รับประทาน ยาโคบนำเหล้าองุ่นมาให้ท่านและท่านก็ดื่ม
26 แล้วอิสอัคบิดาของเขาจึงพูดกับเขาว่า "ลูกเอ๋ยเข้ามาใกล้และจุบพ่อ"
27 เขาจึงเข้ามาใกล้และจุบท่าน และท่านก็ดมกลิ่นที่เสื้อของเขา และอวยพรเขาว่า "ดูซิ กลิ่นลูกชายข้า เหมือนกลิ่น ท้องทุ่ง ซึ่งพระเจ้าทรงอวยพระพร
28 ขอพระเจ้าทรงประทานน้ำค้างจากฟ้าแก่เจ้า และประทานความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน ทั้งพืชและเหล้าองุ่นใหม่ มากมายแก่เจ้า
29 ขอให้ชนชาติทั้งหลายรับใช้เจ้า ขอให้ประชาชาติกราบไหว้เจ้า ขอให้เป็นเจ้านายเหนือพี่น้อง และบุตรชายมารดา ของเจ้ากราบไหว้เจ้า ผู้ใดแช่งสาปเจ้าก็ขอให้ผู้นั้นถูกสาป และผู้ใดอวยพรเจ้าก็ขอให้ผู้นั้น ได้รับพร"
30 พออิสอัคอวยพรยาโคบเสร็จ และยาโคบออกไปพ้นหน้าอิสอัคบิดา เอซาวพี่ชายก็กลับจากการล่าเนื้อ
31 เขาเตรียมอาหารอร่อยนำมาให้บิดา เขาพูดกับบิดาว่า "ขอพ่อลุกขึ้นรับประทานเนื้อที่ลูกชายหามา เพื่อจะได้อวยพร ลูก"
32 อิสอัค บิดาพูดกับเขาว่า "เจ้าคือใคร" เขาตอบว่า "ฉันคือลูกชาย ลูกหัวปีของพ่อ คือเอซาว"
33 พอได้ฟังดังนั้น อิสอัคก็ตัวสั่น พูดว่า "ใครเล่าที่ไปล่าเนื้อ แล้วนำมาให้พ่อ พ่อกินหมดแล้วก่อนเจ้ามาถึง และ พ่ออวยพรเขาแล้ว เป็นที่แน่ว่า เขาจะได้รับพร"
34 เมื่อเอซาวได้ยินบิดากล่าวเช่นนั้นก็ร้องออกมาเสียงดังด้วยความขมขื่น และพูดกับบิดาว่า "คุณพ่อครับ ขออวยพร ผม ขออวยพรผมด้วย"
35 แต่ท่านพูดว่า "น้องเจ้าเข้ามาหลอกพ่อ เอาพรของเจ้าไปเสียแล้ว"
36 เอซาวพูดว่า "เขามีชื่อว่ายาโคบก็ถูกต้องแล้วมิใช่หรือ เพราะเขาหลอกฉันสองหนเข้านี่แล้ว เขาเอาสิทธิบุตรหัวปี ของฉันไป และคราวนี้เขาเอาพรของฉันไปอีกด้วย" แล้วเขาพูดว่า "พ่อมิได้สงวนพรไว้ให้ฉันบ้างหรือ"
37 อิสอัคตอบเอซาวว่า "พ่อตั้งให้เขาเป็นนายเหนือเจ้า และมอบพี่น้องของเขาให้เป็นคนใช้ของเขา ทั้งพืชและเหล้า องุ่นพ่อก็จัดให้เขา ลูกเอ๋ย พ่อจะทำอะไรให้เจ้าได้อีกเล่า"
38 เอซาวพูดกับบิดาว่า "พ่อครับ พ่อมีพรแต่เพียงพรเดียวเท่านั้นหรือ พ่อครับ ขออวยพรลูก ขออวยพรลูกด้วย" แล้วเอซาวก็ตะเบ็งเสียงร้องไห้
39 อิสอัคบิดาของเขาจึงตอบว่า "ที่อาศัยของเจ้าจะอยู่ห่างจากความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน และห่างจากน้ำค้างจากฟ้า เบื้องบน
40 แต่เจ้าจะมีชีวิตอยู่ด้วยดาบ และเจ้าจะรับใช้น้องชายของเจ้า แต่เมื่อเจ้าสลัดหลุดไปได้ เจ้าจะหักแอกของเขาออก จากคอของเจ้า"
41 ฝ่ายเอซาวเกลียดชังยาโคบ เพราะบิดาประสาทพรแก่เขา เอซาวรำพึงในใจว่า "วันไว้ทุกข์พ่อใกล้เข้ามาแล้ว วัน นั้นข้าจะฆ่ายาโคบน้องชายของข้าเสีย"
42 แต่คำของเอซาวบุตรชายคนโตไปถึงหูของเรเบคาห์ นางให้คนไปเรียกยาโคบบุตรชายคนเล็กของนางมา และพูด กับเขาว่า "ดูเถิด เอซาวพี่ชายของเจ้าปลอบใจตนเองด้วยแผนการจะฆ่าเจ้า
43 เพราะฉะนั้นลูกเอ๋ยฟังคำแม่ หนีไปหาลาบันพี่ชายของแม่ที่เมืองฮาราน
44 และอยู่กับเขาชั่วคราวจนกว่าความเกรี้ยวกราดของพี่ชายเจ้าจะคลายลง
45 จนกว่าความโกรธของพี่ชายเจ้าจะคลายลง และเขาลืมสิ่งที่ทำแก่เขา แล้วแม่จะส่งให้คนไปพาเจ้ากลับมาจากที่นั่น แม่ไม่อยากสูญเสียลูกทั้งสองคนในวันเดียวกัน"
46 เรเบคาห์พูดกับอิสอัคว่า "ฉันเบื่อชีวิตของฉันเหลือเกิน เพราะหญิงฮิตไทต์ ถ้ายาโคบแต่งงานกับหญิงฮิตไทต์ หญิงดินแดนนี้ ชีวิตฉันจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ฉันเล่า"

ปฐมกาล 28

01 แล้วอิสอัคก็เรียกยาโคบมาอวยพรให้ และกำชับเขาว่า "อย่าแต่งงานกับหญิงคานาอัน
02 แต่ไปเมืองปัดดานอารัม ไปยังบ้านเบธูเอลบิดาของแม่เจ้า ที่นั่นเจ้าจงแต่งงานกับบุตรหญิงคนหนึ่งของลาบันพี่ชาย แม่ของเจ้า
03 ขอพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงอวยพระพรแก่เจ้า และโปรดให้เจ้ามีลูกดกทวียิ่งขึ้น จนได้เป็นมวลชนชาติทั้งหลาย
04 ขอพระองค์ทรงประทานพรของอับราฮัมแก่เจ้า และแก่เชื้อสายของเจ้าด้วย เพื่อเจ้าจะได้กรรมสิทธิ์ดินแดนซึ่งเจ้า อาศัยอยู่นี้ ซึ่งพระเจ้าทรงประทานแก่อับราฮัม"
05 อิสอัคก็ส่งยาโคบไปอย่างนี้ ยาโคบก็ไปปัดดานอารัมไปหาลาบัน บุตรชายของเบธูเอลคนอารัมพี่ชายของเรเบคาห์ มารดาของยาโคบและเอซาว
06 ฝ่ายเอซาวเห็นว่าอิสอัคอวยพรยาโคบ และส่งเขาไปยังปัดดานอารัมเพื่อหาภรรยาจากที่นั่น และเมื่ออิสอัคอวยพรเขา นั้นท่านกำชับเขาว่า "เจ้าอย่าแต่งงานกับหญิงคานาอันเลย"
07 ยาโคบเชื่อฟังบิดามารดา และไปยังปัดดานอารัม
08 เมื่อเอซาวเห็นว่าหญิงคานาอันไม่เป็นที่พอใจอิสอัคบิดาของตน
09 จึงไปหาอิชมาเอลและรับมาหะลัทบุตรหญิงของอิชมาเอลบุตรชายของอับราฮัม น้องสาวของเนบาโยทมาเป็นภรรยา นอกเหนือภรรยาซึ่งเขามีอยู่แล้ว
10 ยาโคบออกจากเมืองเบเออร์เชบาเดินไปยังเมืองฮาราน
11 เขามาถึงที่แห่งหนึ่ง และพักอยู่ที่นั่นในคืนนั้น เพราะดวงอาทิตย์ตกแล้ว เขาเอาหินก้อนหนึ่งมาหนุนศีรษะ แล้ว นอนลงที่นั่น
12 เขาฝันว่ามีบันไดอันหนึ่งตั้งขึ้นบนแผ่นดินโลก ยอดถึงฟ้าสวรรค์ ทูตทั้งหลายของพระเจ้ากำลังขึ้นลงอยู่บนนั้น
13 พระเจ้าประทับยืนอยู่เหนือบันได {หรือ ข้างๆเขา} และตรัสว่า "เราคือเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมบิดาของเจ้า และพระเจ้าของอิสอัค แผ่นดินซึ่งเจ้านอนอยู่นั้นเราจะให้แก่เจ้าและเชื้อสายของเจ้า
14 เชื้อสายของเจ้าจะเป็นเหมือนผงคลีบนแผ่นดิน เจ้าจะแผ่กว้างออกไปทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ทางทิศเหนือ และทิศใต้ บรรดาพงศ์พันธุ์ของมนุษย์โลกจะได้รับพรเพราะเจ้าและเพราะเชื้อสายของเจ้า
15 เราอยู่กับเจ้า และจะพิทักษ์รักษาเจ้าทุกแห่งหนที่เจ้าไป และจะนำเจ้ากลับมายังดินแดนนี้ เพราะเราจะไม่ทอดทิ้ง เจ้า จนกว่าเราจะได้ทำสิ่งซึ่งเราพูดกับเจ้าไว้นั้นแล้ว"
16 ยาโคบตื่นขึ้นและพูดว่า "พระเจ้าทรงสถิตณที่นี้แน่ทีเดียว แต่ข้าหารู้ไม่"
17 เขากลัวและพูดว่า "สถานที่นี้ศักดิ์สิทธิ์นัก สถานที่นี้มิใช่อื่นไกลเป็นที่ประทับของพระเจ้า และประตูฟ้าสวรรค์"
18 ยาโคบจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด เอาก้อนหินซึ่งใช้หนุนศีรษะ ตั้งขึ้นเป็นเสาศักดิ์สิทธิ์ และเทน้ำมันบนยอดเสานั้น
19 เขาเรียกสถานที่นั้นว่าเบธเอล {แปลว่า ที่ประทับของพระเจ้า} แต่ก่อนเมืองนั้นชื่อลูส
20 แล้วยาโคบปฏิญาณว่า "ถ้าพระเจ้าทรงอยู่กับข้าพระองค์ ทรงพิทักษ์รักษาในทางที่ข้าพระองค์ไป ประทานอาหาร ให้ข้าพระองค์รับประทาน และเสื้อผ้าให้ข้าพระองค์สวม
21 จนข้าพระองค์กลับมาบ้านบิดาของข้าพระองค์โดยสวัสดิภาพแล้ว พระเยโฮวาห์จะทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์
22 และก้อนหินซึ่งข้าพระองค์ตั้งไว้เป็นเสาศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นที่ประทับของพระเจ้า และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงประทาน แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะถวายหนึ่งในสิบแก่พระองค์"

ปฐมกาล 29

01 ยาโคบเดินทางมาถึงดินแดนของประชาชนชาวตะวันออก
02 เมื่อเขามองไป ก็เห็นบ่อน้ำบ่อหนึ่งในทุ่งนา มีฝูงแพะแกะสามฝูงนอนอยู่ข้างบ่อนั้น เพราะคนเลี้ยงแกะเคยตักน้ำ จากบ่อนั้นให้ฝูงแพะแกะกิน หินที่ปิดปากบ่อนั้นก็ใหญ่
03 เมื่อฝูงแพะแกะมาพร้อมกันที่นั่นแล้ว คนเลี้ยงแกะก็กลิ้งหินออกจากปากบ่อตักน้ำให้ฝูงแพะแกะกิน แล้วเอาหินปิด ปากบ่อนั้นเสียดังเดิม
04 ยาโคบถามเขาว่า "พี่น้องเอ๋ย ท่านมาจากไหน" เขาตอบว่า "เรามาจากเมืองฮาราน"
05 ยาโคบจึงถามเขาว่า "ท่านรู้จักลาบันบุตรชายนาโฮร์หรือไม่" เขาตอบว่า "รู้จัก"
06 ยาโคบถามเขาว่า "ลาบันสบายดีหรือ" เขาตอบว่า "สบายดี นั่นแน่ะ บุตรสาวของเขาชื่อ ราเชล กำลังมาพร้อมกับ ฝูงแพะแกะ"
07 ยาโคบจึงว่า "เวลานี้ยังวันอยู่มาก ยังไม่ถึงเวลาที่จะให้ฝูงแพะแกะมารวมกัน จงเอาน้ำให้แพะแกะเหล่านี้กิน แล้ว ให้ไปกินหญ้าอีก"
08 แต่เขาตอบว่า "ไม่ได้ จนกว่าแพะแกะทุกๆฝูงจะมาพร้อมกัน และให้กลิ้งหินออกจากปากบ่อน้ำก่อนแล้วเราจึงจะ เอาน้ำให้ฝูงแพะแกะกิน"
09 เมื่อยาโคบกำลังพูดกับเขาอยู่ ราเชลก็มาถึงพร้อมกับฝูงแพะแกะของบิดา เพราะเธอเป็นผู้เลี้ยงมัน
10 ครั้นยาโคบแลเห็นราเชลบุตรีของลาบันพี่ชายมารดาของตน และฝูงแพะแกะของลาบันพี่ชายมารดาของตน ก็ไป กลิ้งหินออกจากปากบ่อน้ำ เอาน้ำให้ฝูงแพะแกะของลาบันพี่ชายมารดาของตนกิน
11 ยาโคบจุบราเชลแล้วร้องไห้
12 ยาโคบบอกราเชลว่าเขาเป็นญาติของบิดาเธอ และเป็นบุตรชายของนางเรเบคาห์ เธอก็วิ่งไปบอกบิดาของเธอ
13 ครั้นลาบันได้ยินข่าวถึงยาโคบบุตรน้องสาวของตน ก็วิ่งไปพบและกอดจุบยาโคบพามาบ้าน ยาโคบก็เล่าเรื่องเหล่า นี้ทั้งหมดให้ลาบันฟัง
14 ลาบันจึงพูดกับเขาว่า "เจ้าเป็นเลือดเนื้อของเราแท้ๆ" ยาโคบก็พักอยู่กับเขาเดือนหนึ่ง
15 แล้วลาบันพูดกับยาโคบว่า "เพราะเจ้าเป็นญาติของเรา จึงไม่ควรที่เจ้าจะทำงานให้เราเปล่าๆ เจ้าจะเรียกค่าจ้างเท่า ไร จงบอกมาเถิด"
16 ลาบันมีบุตรีสองคน พี่สาวชื่อเลอาห์ น้องสาวชื่อราเชล
17 นางสาวเลอาห์นั้นตาเชื่อมซึม แต่นางสาวราเชลนั้นรูปร่างสละสลวยและงามน่าดู
18 ยาโคบก็รักใคร่นางสาวราเชล เขาบอกลาบันว่า "ฉันจะรับใช้การงานให้ท่านเจ็ดปี เพื่อได้ราเชลลูกสาวคนเล็กของ ท่าน"
19 ลาบันจึงว่า "ให้เรายกบุตรีให้เจ้านั้นดีกว่าจะยกให้คนอื่น จงอยู่กับเราเถิด"
20 ยาโคบก็รับใช้อยู่เจ็ดปีเพื่อได้นางสาวราเชล เห็นเป็นเหมือนน้อยวันเพราะเขารักเธอ
21 ยาโคบบอกลาบันว่า "เวลาที่กำหนดไว้ก็ครบแล้ว ขอให้ภรรยาฉันเถิด ฉันจะได้เข้าไปหาเธอ"
22 ลาบันจึงเชิญชาวบ้านมาพร้อมกัน แล้วจัดการเลี้ยง
23 ครั้นเวลาค่ำลาบันก็พาเลอาห์บุตรีมามอบให้แก่ยาโคบ และยาโคบก็เข้าไปหาเธอ
24 (ลาบันยกศิลปาห์สาวใช้ของตนให้เป็นสาวใช้ของนางเลอาห์)
25 พอรุ่งขึ้นยาโคบก็เห็นว่า เป็นนางเลอาห์จึงกล่าวแก่ลาบันว่า "ทำไมลุงทำกับฉันเช่นนี้ ฉันรับใช้ลุงเพื่อได้ราเชลมิ ใช่หรือ ทำไมลุงจึงล่อลวงฉันเล่า"
26 ลาบันจึงตอบว่า "ในเมืองเราไม่มีธรรมเนียมที่จะยกน้องสาวให้ก่อนพี่หัวปี
27 ขอให้ครบเจ็ดวัน {ดู วนฉ14:12} ของหญิงนี้ก่อน แล้วเราจะยกคนนั้นให้ด้วย เพื่อตอบแทนที่เจ้าจะได้รับใช้ลุง อีกเจ็ดปี"
28 ยาโคบก็ยอม และรอจนครบเจ็ดวันของนาง แล้วลาบันก็ยกราเชลบุตรีให้เป็นภรรยา
29 (ลาบันยกบิลฮาห์สาวใช้ของตนให้เป็นสาวใช้ของนางราเชล)
30 ฝ่ายยาโคบก็เข้าไปหาราเชลด้วยเขารักราเชลมากกว่า เลอาห์ เขาจึงรับใช้ลาบันต่อไปอีกเจ็ดปี
31 พระเจ้าทรงเห็นว่ายาโคบชังเลอาห์ จึงทรงเบิกครรภ์ของนาง แต่ราเชลนั้นเป็นหมัน
32 นางเลอาห์ตั้งครรภ์คลอดบุตรเป็นชาย และตั้งชื่อว่า รูเบน {แปลว่า "ดูซิ บุตรชายแน่ะ"} ด้วยนางว่า "เพราะ พระเจ้าทอดพระเนตรความทุกข์ใจของข้าพเจ้า บัดนี้สามีจะรักข้าพเจ้าแน่ๆ"
33 นางเลอาห์ตั้งครรภ์มีบุตรชายอีกคนหนึ่งและว่า "เหตุพระเจ้าทรงได้ยิน {ฮีบรู ว่า ชามา} ว่าข้าพเจ้าเป็นที่ชัง พระ องค์จึงทรงประทานบุตรชายคนนี้ให้แก่ข้าพเจ้าด้วย" นางตั้งชื่อว่า สิเมโอน
34 นางตั้งครรภ์และมีบุตรชายอีกคนหนึ่ง นางกล่าวว่า "ครั้งนี้สามีจะสนิทสนม {ฮีบรู ว่า ลาวาห์} กับข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามีบุตรชายกับเขาสามคนแล้ว" เหตุนี้จึงตั้งชื่อเขาว่า เลวี
35 นางตั้งครรภ์และมีบุตรชายอีกคนหนึ่ง นางกล่าวว่า "ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะสรรเสริญ {ฮีบรูว่า โฮดาห์ คล้ายกับยูดาห์} พระเจ้า" เหตุนี้นางจึงตั้งชื่อเขาว่า ยูดาห์ ต่อไปนางก็หยุดมีบุตร

ปฐมกาล 30

01 เมื่อนางราเชลเห็นว่าตนไม่มีบุตรกับยาโคบ ก็อิจฉาพี่สาว นางพูดกับยาโคบว่า "ขอให้ฉันมีบุตรด้วยหาไม่ฉันจะตาย "
02 ยาโคบโกรธนางราเชล จึงว่า "เราเป็นเหมือนพระเจ้าผู้ไม่ให้เจ้ามีบุตรหรือ"
03 นางจึงบอกว่า "บิลฮาห์สาวใช้ของฉันอยู่นี่ จงเข้าไปหาเขาเถิด เขาจะได้มีบุตรเลี้ยงไว้ที่ตักของฉัน ฉันจะได้มีบุตร ด้วยอาศัยหญิงคนนี้"
04 นางจึงยกบิลฮาห์สาวใช้ของตนให้เป็นภรรยาของยาโคบ ยาโคบก็เข้าไปหานาง
05 บิลฮาห์ก็ตั้งครรภ์กับยาโคบและมีบุตรชาย
06 นางราเชลว่า "พระเจ้าผู้ทรงตัดสินเรื่องข้าพเจ้า ได้ทรงสดับฟังเสียงข้าพเจ้าทูลจึงประทานบุตรชายแก่ข้าพเจ้า" เหตุ ฉะนี้นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าดาน {แปลว่า เขาพิพากษาแล้ว}
07 บิลฮาห์สาวใช้ของนางราเชลตั้งครรภ์อีก และคลอดบุตรชายคนที่สองให้แก่ยาโคบ
08 นางราเชลจึงว่า "ข้าพเจ้าปล้ำสู้ {ฮีบรู ว่า นิฟทาล} กับพี่สาวของข้าพเจ้าเสียใหญ่โต และข้าพเจ้าได้ชัยชนะแล้ว" นางจึงให้ชื่อบุตรนั้นว่า นัฟทาลี
09 เมื่อนางเลอาห์เห็นว่าตนหยุดคลอดบุตร จึงยกศิลปาห์สาวใช้ของตนให้เป็นภรรยาของยาโคบ
10 ศิลปาห์สาวใช้ของเลอาห์ก็มีบุตรชายให้แก่ยาโคบ
11 นางเลอาห์ว่า "โชคดีจริงๆ" จึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า กาด {แปลว่า โชคดี}
12 แล้วศิลปาห์สาวใช้ของเลอาห์ ก็คลอดบุตรชายคนที่สองให้แก่ยาโคบ
13 เลอาห์ก็ว่า "ข้าพเจ้ามีความสุขเพราะพวกสตรีจะเรียกข้าพเจ้าว่าเป็นสุข" นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า อาเชอร์ {แปลว่า สุข}
14 ในฤดูเกี่ยวข้าวสาลี รูเบนออกไปที่นาพบมะเขือดูดาอิมจึงเก็บผลมาให้นางเลอาห์มารดา ราเชลจึงพูดกับเลอาห์ว่า " ขอมะเขือดูดาอิมของบุตรชายของพี่ให้ฉันบ้าง"
15 นางเลอาห์ตอบว่า "ที่น้องแย่งสามีของฉันไปแล้วนั้นยังน้อยไปหรือ จึงจะมาเอามะเขือดูดาอิมของบุตรชายฉันด้วย" ราเชลตอบว่า "ถ้าให้มะเขือดูดาอิมของบุตรชายแก่ฉัน คืนวันนี้ฉันจะให้สามีไปนอนกับพี่"
16 ครั้นยาโคบกลับมาจากนาเวลาเย็น นางเลอาห์ก็ออกไปต้อนรับบอกว่า "เข้ามาหาฉันเถิด เพราะฉันให้มะเขือดูดาอิม ของบุตรเป็นสินจ้างท่านแล้ว" คืนวันนั้นยาโคบก็นอนกับนาง
17 พระเจ้าทรงสดับฟังนางเลอาห์ นางก็ตั้งครรภ์ และให้บุตรชายคนที่ห้าแก่ยาโคบ
18 ฝ่ายนางเลอาห์ว่า "พระเจ้าทรงประทานสินจ้าง {ฮีบรู ว่า ซาคาร} นั้นให้แก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ายกหญิงคนใช้ ให้สามี" นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า อิสสาคาร์
19 ต่อไปเลอาห์ก็ตั้งครรภ์อีก และให้บุตรชายคนที่หกแก่ยาโคบ
20 แล้วนางเลอาห์จึงว่า พระเจ้าทรงประทานของดีให้ข้าพเจ้า บัดนี้สามีคงจะให้เกียรติ {ฮีบรู ว่า ศาบัล} ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้ให้บุตรชายแก่เขาหกคนแล้ว" นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า เศบูลุน
21 ต่อมาภายหลังนางก็มีบุตรีคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่าดีนาห์
22 พระเจ้าทรงระลึกถึงและสดับฟังราเชล ทรงให้นางหายเป็นหมัน
23 นางก็ตั้งครรภ์มีบุตรชาย นางจึงกล่าวว่า "พระเจ้าทรงโปรดยกความอดสูของข้าพเจ้าไปแล้ว"
24 นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า โยเซฟ {แปลว่า พระองค์ทรงเพิ่ม} กล่าวว่า "ขอพระเจ้าทรงโปรดเพิ่มบุตรชายอีกคน หนึ่งให้ข้าพเจ้า"
25 เมื่อนางราเชลคลอดโยเซฟแล้ว ยาโคบก็พูดกับลาบันว่า "ขอให้ข้าพเจ้ากลับไปบ้านเกิดเมืองบิดรเถิด
26 ข้าพเจ้าทำงานเพื่อได้ภรรยาและบุตรแล้ว ขอมอบภรรยากับบุตรให้ข้าพเจ้าพาไป เพราะท่านรู้ว่าข้าพเจ้าได้รับใช้ ท่านเสร็จแล้ว"
27 แต่ลาบันตอบว่า "ถ้าเป็นที่พอใจเจ้า ลุงสังเกตเหตุการณ์ก็รู้ว่า พระเจ้าได้ทรงอวยพรเราเพราะเจ้า
28 เจ้าจะเรียกค่าจ้างเท่าไรก็บอกมาเถิดลุงจะให้"
29 ยาโคบตอบว่า "ฉันรับใช้ลุงอย่างไร และสัตว์ของลุงอยู่กับฉันดีอย่างไร ลุงก็ทราบอยู่แล้ว
30 เพราะว่าก่อนฉันมานั้นลุงมีแต่น้อย แต่บัดนี้ก็มีทวีขึ้นเป็นอันมาก ฉันจะก้าวไปทางไหน พระเจ้าทรงอวยพระพร แก่ลุง ทีนี้ฉันจะบำรุงครอบครัวของตนเองเมื่อไรได้เล่า"
31 ลาบันจึงถามว่า "ลุงควรจะให้อะไรเจ้า" ยาโคบตอบว่า "ลุงไม่ต้องให้อะไรฉันดอก แต่หากว่าลุงตกลง ฉันจะ เลี้ยงระวังสัตว์ของลุงต่อไป
32 คือวันนี้ฉันจะไปตรวจดูฝูงสัตว์ของลุงทั้งฝูง ฉันจะคัดแกะที่มีจุดและแกะด่างทุกตัวออกจากฝูง และคัดแกะดำ ออกทุกตัวจากฝูงแกะ และแพะด่างกับแพะที่มีจุดออกจากฝูงแพะ ให้สัตว์เหล่านี้เป็นค่าจ้างของฉัน
33 ความซื่อตรงของฉันในการคัดแพะแกะจะปรากฏในภายหน้า คือเมื่อลุงมาตรวจดูค่าจ้างของฉัน ถ้าพบตัวไม่มีจุด และที่ไม่ด่างอยู่ในฝูงแกะ หรือตัวที่ไม่ดำในฝูงลูกแกะ ก็ให้ถือเสียว่าฉันยักยอกสัตว์เหล่านี้มา"
34 ลาบันจึงตอบว่า "ดีแล้ว ตกลงตามที่เจ้าพูดนั้นเถิด"
35 วันนั้นลาบันก็คัดแพะตัวผู้ที่ลายและที่ด่าง และแพะตัวเมียที่มีจุดและที่ด่าง แพะขาวทั้งหมดและลูกแกะดำทั้ง หมด มามอบให้บุตรชายของเขาเลี้ยง
36 เขาแยกสัตว์ออกไปทั้งหมดห่างจากยาโคบเป็นระยะทางสามวัน สัตว์ของลาบันที่เหลืออยู่นั้นยาโคบก็เลี้ยงไว้
37 ยาโคบเอากิ่งไม้สดจากต้นไค้ ต้นเสลา และต้นเปลน มาปอกเปลือกออกเป็นรอยขาวๆ ให้เห็นไม้สีขาว
38 เขาวางไม้ที่ปอกเปลือกไว้ในร่องตรงหน้าฝูงสัตว์ คือในรางน้ำที่ฝูงสัตว์มากินน้ำ เมื่อมันมากินน้ำ มันก็อยากติดสัด
39 ฝูงสัตว์ก็สมจรกันที่ไม้นั้น ดังนั้นฝูงสัตว์จึงมีลูกที่ลายมีจุดและด่าง
40 ยาโคบก็แยกลูกแกะออกจากฝูง ให้ฝูงนั้นอยู่ตรงหน้าแกะลายและแกะดำทุกตัวในฝูงของลาบัน แต่ฝูงสัตว์ของตน นั้นอยู่ต่างหากไม่ให้ปะปนกับฝูงสัตว์ของลาบัน
41 อยู่มาเมื่อสัตว์ที่แข็งแรงในฝูงจะสมจร ยาโคบก็จัดไม้วางไว้ที่รางน้ำให้ฝูงสัตว์เห็น เพื่อให้มันสมจรกันกลางไม้นั้น
42 ฝ่ายสัตว์ที่อ่อนแอ ยาโคบก็ไม่ใส่ไม้นั้นไว้ เหตุฉะนั้นสัตว์ที่อ่อนแอจึงตกเป็นของลาบัน แต่สัตว์ที่แข็งแรงเป็นของ ยาโคบ
43 ยาโคบก็มั่งมีมากขึ้น มีฝูงแพะแกะฝูงใหญ่ คนใช้ชายหญิง และฝูงอูฐฝูงลา

ปฐมกาล 31

01 ยาโคบได้ยินบุตรชายของลาบันบ่นว่า "ยาโคบแย่งทรัพย์ของบิดาเราไปหมด เขาได้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้มาจาก ทรัพย์สมบัติของบิดาเรา"
02 ยาโคบสังเกตดูลาบันเห็นว่าเขาไม่มองหน้าเอาทีเดียว ไม่เหมือนแต่ก่อน
03 พระเจ้าตรัสสั่งยาโคบว่า "จงกลับไปยังดินแดนบิดาและญาติพี่น้องของเจ้าเถิด เราจะอยู่กับเจ้า"
04 ยาโคบก็ให้คนไปเรียกนางราเชลและนางเลอาห์ให้มาที่ทุ่งนาที่เลี้ยงฝูงสัตว์
05 แล้วบอกนางทั้งสองว่า "ฉันเห็นว่าบิดาเจ้าไม่มองหน้าฉันเอาทีเดียว ไม่เหมือนแต่ก่อน แต่พระเจ้าของบิดาฉันสถิต กับฉัน
06 เจ้าทั้งสองรู้แล้วว่า ฉันรับใช้บิดาของเจ้าด้วยเต็มกำลัง
07 บิดาของเจ้ายังบิดพริ้วต่อฉัน และเปลี่ยนค่าจ้างของฉันเสียสิบครั้งแล้ว แต่พระเจ้ามิได้ทรงอนุญาตให้เขาทำความ เสียหายแก่ฉัน
08 เมื่อบิดาบอกว่า 'สัตว์ที่ด่างเป็นค่าจ้างของเจ้า' สัตว์ทุกตัวก็มีลูกด่าง เมื่อบิดาบอกว่า 'สัตว์ตัวที่ลายเป็นค่าจ้างของเจ้า ' สัตว์ทุกตัวก็มีลูกลายหมด
09 ดังนี้แหละพระเจ้าจึงทรงยกสัตว์ของบิดาเจ้าประทานให้แก่ฉัน
10 ครั้นมาในฤดูที่สัตว์เหล่านั้นอยากติดสัด ฉันแหงนหน้าขึ้นดู ก็เห็นในความฝันว่า แพะตัวผู้ที่สมจรกับฝูงสัตว์นั้น เป็นแพะลาย แพะด่าง และแพะลายเป็นแถบๆ
11 ในความฝันนั้นทูตสวรรค์เรียกฉันว่า 'ยาโคบเอ๋ย' ฉันตอบว่า 'พระเจ้าข้า'
12 ท่านบอกว่า 'เงยหน้าขึ้นดู แพะตัวผู้ที่สมจรกับฝูงสัตว์นั้น เป็นสัตว์ลายด่างและลายเป็นแถบๆ เพราะเราเห็นทุกสิ่ง ที่ลาบันทำกับเจ้า
13 เราเป็นพระเจ้าแห่งเบธเอลที่เจ้าเจิมเสาศักดิ์สิทธิ์ไว้และปฏิญาณ บัดนี้จงลุกขึ้นออกจากดินแดนนี้ และกลับไปยัง ดินแดนที่เจ้าเกิดมา'
14 นางราเชลกับนางเลอาห์จึงตอบว่า "เรายังมีส่วนทรัพย์มรดกในบ้านบิดาเราอีกหรือไม่
15 บิดานับเราเหมือนแขกเมืองมิใช่หรือ เพราะบิดาขายเรา ทั้งยังกินเงินของเราหมด
16 ทรัพย์สมบัติทั้งปวงที่พระเจ้าทรงเอามาจากบิดาของเรา นั่นแหละเป็นของของเรากับลูกหลานของเรา บัดนี้พระเจ้า ตรัสสั่งท่านอย่างไร ก็ขอให้ทำอย่างนั้นเถิด"
17 ดังนั้น ยาโคบจึงเตรียมตัว ให้บุตรภรรยาขึ้นขี่อูฐ
18 แล้วต้อนสัตว์เลี้ยงทั้งหมดของเขาไป ขนข้าวของทั้งสิ้นที่เขาได้กำไรมา สัตว์เลี้ยงที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเขา ที่เขา หามาได้ในเมืองปัดดานอารัม เดินทางกลับไปหาอิสอัคบิดาของเขาในแคว้นคานาอัน
19 เวลานั้นลาบันออกไปตัดขนแกะ ฝ่ายราเชลก็ลักรูปเคารพประจำบ้านของบิดาไปด้วย
20 ฝ่ายยาโคบก็เอาเปรียบลาบันคนอารัม ในการที่มิได้บอกให้รู้ว่าตนตั้งใจจะหนี
21 ยาโคบเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดหนีข้ามแม่น้ำยูเฟรติสบ่ายหน้าไปยังถิ่นเทือกเขากิเลอาด
22 ครั้นถึงวันที่สาม มีคนไปบอกลาบันว่ายาโคบหนีไปแล้ว
23 ลาบันก็พาญาติพี่น้องออกติดตามไปเจ็ดวันก็ทันยาโคบในถิ่นเทือกเขากิเลอาด
24 แต่ในกลางคืนพระเจ้าทรงมาปรากฏแก่ลาบันคนอารัมในความฝัน ตรัสแก่เขาว่า "ระวังอย่าพูดกับยาโคบเลย ไม่ว่า ดีหรือร้าย"
25 ลาบันตามมาทันยาโคบ ยาโคบตั้งเต็นท์อยู่ที่ถิ่นเทือกเขา ส่วนลาบันกับญาติพี่น้อง ตั้งอยู่ถิ่นเทือกเขากิเลอาด
26 ลาบันกล่าวกับยาโคบว่า "ทำไมเจ้าโกงเราอย่างนี้ พาบุตรีของเราหนีมาเหมือนเชลยศึก
27 เหตุไฉนเจ้าจึงหนีเรามาอย่างลับๆ แอบมาโดยไม่บอกให้เรารู้ ถ้าเรารู้เราก็จะจัดส่งเจ้าไปด้วยความร่าเริงยินดี โดย ให้มีการขับร้องด้วยรำมะนาและพิณเขาคู่
28 ทำไมเจ้าไม่ยอมให้เราจุบลาบุตรชายและบุตรีของเราเล่า นี่เจ้าทำอย่างโง่เขลาแท้ๆ
29 เจ้าอยู่ในกำมือเราแล้ว เราจะทำอันตรายแก่เจ้าก็ได้ แต่คืนวานนี้พระเจ้าของบิดาเจ้าตรัสว่า 'ระวังอย่าพูดดี หรือร้าย กับยาโคบเลย'
30 บางทีเจ้าหนีมา เพราะคิดถึงบ้านบิดาเจ้ามาก แต่ทำไมเจ้าถึงลักรูปพระของเรามา"
31 ยาโคบจึงตอบลาบันว่า "เพราะว่าข้าพเจ้าเกรงว่าท่านจะริบบุตรีของท่านคืนจากข้าพเจ้าเสีย
32 ส่วนพระของท่านนั้นถ้าพบที่คนไหน ก็อย่าไว้ชีวิตผู้นั้นเลย ค้นดูต่อหน้าญาติพี่น้องของเรา ท่านพบสิ่งใดที่เป็น ของท่าน ก็เอาไปเถิด" ยาโคบไม่รู้ว่าราเชลลักรูปเหล่านั้นมา
33 ลาบันจึงเข้าไปในเต็นท์ของยาโคบ เต็นท์ของเลอาห์ และเต็นท์สาวใช้ทั้งสองคนนั้น แต่หาไม่พบ จึงออกจาก เต็นท์ของเลอาห์ แล้วเข้าไปในเต็นท์ของราเชล
34 ส่วนราเชลเอารูปเคารพประจำบ้านเหล่านั้นซ่อนไว้ในกูบอูฐและนั่งทับไว้ ลาบันได้คลำดูทั่วเต็นท์ ก็หาไม่พบ
35 ราเชลก็พูดกับบิดาว่า "ขอพ่ออย่าโกรธเลยที่ดิฉันลุกขึ้นต้อนรับไม่ได้ ด้วยว่าดิฉันกำลังลำบากตามธรรมดาของผู้ หญิง" ดังนั้นลาบันก็ค้นดูแล้ว แต่ไม่พบรูปเคารพประจำบ้านเลย
36 ส่วนยาโคบก็โกรธและต่อว่าลาบัน ยาโคบกล่าวกับลาบันว่า "ฉันทำผิดต่อท่านประการใด ฉันทำบาปอะไร ท่าน จึงติดตามฉันมาดังนี้
37 ท่านคลำดูของของฉันทั้งหมดแล้ว ท่านพบอะไรที่เป็นของมาจากบ้านของท่าน ก็เอามาตั้งไว้ที่นี่ ตรงหน้าญาติพี่ น้องทั้งสองฝ่าย ให้เขาตัดสินความระหว่างเราทั้งสอง
38 ฉันอยู่กับท่านมายี่สิบปีแล้ว แกะและแพะมิได้แท้งลูก และแกะตัวผู้ในฝูงของท่าน ฉันก็มิได้กิน
39 ที่สัตว์ร้ายกัดฉีกกินเสีย ฉันก็มิได้นำมาให้ท่าน ฉันเองสู้ใช้ให้ ที่ถูกขโมยไปในเวลากลางวันหรือกลางคืน ท่านก็ หักจากฉันทั้งนั้น
40 เวลากลางวันแดดก็เผาฉัน เวลากลางคืนความหนาวก็ผลาญฉัน ฉันนอนไม่หลับ
41 ฉันอาศัยอยู่ในเรือนของท่านยี่สิบปีแล้ว ฉันได้รับใช้ท่านสิบสี่ปีเพื่อได้บุตรีสองคนของท่าน และรับใช้ท่านหกปี เพื่อได้ฝูงสัตว์ของท่าน ท่านยังเปลี่ยนค่าจ้างสิบครั้ง
42 ถ้าพระเจ้าของบิดาฉัน พระเจ้าของอับราฮัมและซึ่งอิสอัคยำเกรง ไม่ทรงสถิตอยู่กับฉันแล้ว ครั้งนี้ท่านคงให้ฉันไป ตัวเปล่าเป็นแน่ พระเจ้าทรงเห็นความทุกข์ใจของฉัน และการงานตรากตรำที่มือฉันทำ จึงทรงห้ามท่านเมื่อคืนวานนี้"
43 แล้วลาบันตอบยาโคบว่า "บุตรีเหล่านี้ก็เป็นบุตรีของเรา เด็กเหล่านี้ก็เป็นเด็กของเรา ฝูงสัตว์ทั้งฝูงนี้ก็เป็นของเรา ของทั้งสิ้นที่เจ้าเห็นก็เป็นของเรา วันนี้เราจะกระทำอะไรแก่ลูกสาวของเราหรือแก่เด็กๆที่เกิดมาจากเขา
44 มาเถิด ให้เราทำพันธสัญญาทั้งเจ้ากับเรา ให้พันธสัญญานั้นเป็นพยานระหว่างเจ้ากับเรา"
45 ฝ่ายยาโคบก็เอาศิลาก้อนหนึ่งตั้งไว้เป็นเสาศักดิ์สิทธิ์
46 แล้วยาโคบจึงพูดกับญาติพี่น้องว่า "เก็บก้อนหินมา" เขาเก็บก้อนหินมากองสุมไว้ แล้วก็กินเลี้ยงกันที่กองหินนั้น
47 ลาบันจึงตั้งชื่อกองหินนั้นว่า เยการ์สหดูธา {ภาษาอารัม แปลว่า กองพยาน} แต่ยาโคบตั้งชื่อว่า กาเลเอด {ภาษา ฮีบรู แปลว่า กองพยาน}
48 ลาบันกล่าวว่า "วันนี้กองศิลานี้จะเป็นพยานระหว่างเรากับเจ้า" เหตุฉะนี้เขาจึงตั้งชื่อว่า กาเลเอด
49 และมิสปาห์ {แปลว่า ด่านยาม} เพราะเขากล่าวว่า "พระเจ้าทรงเฝ้าอยู่ระหว่างเจ้ากับเรา เมื่อเราจากกันไป
50 ถ้าเจ้าข่มเหงบุตรีของเรา หรือเจ้าได้ภรรยาอื่นนอกจากบุตรีของเรา แม้ว่าจะไม่มีใครอยู่กับเราก็จริง แต่จงจำไว้เถิด ว่า พระเจ้าทรงเป็นพยานระหว่างเจ้ากับเรา"
51 ลาบันบอกยาโคบว่า "ดูกองหินและเสาหินนี้ ที่เราตั้งไว้ระหว่างเจ้ากับเรา
52 หินกองนี้เป็นพยาน และเสานั้นก็เป็นพยานว่า เราจะไม่ข้ามกองหินนี้ไปหาเจ้า และเจ้าจะไม่ข้ามกองหินนี้และเสา นี้มาหาเรา เพื่อทำอันตรายกัน
53 ให้พระเจ้าของอับราฮัมและพระเจ้าของนาโฮร์ ซึ่งเป็นพระเจ้าของบิดาของเขาทั้งสองทรงตัดสินความระหว่างเรา" ยาโคบก็สาบานโดยอ้างถึงผู้ที่อิสอัคบิดาของตนยำเกรง
54 ยาโคบถวายเครื่องบูชาบนภูเขา และเรียกญาติพี่น้องของตนมารับประทานขนมปัง พวกเขารับประทานขนมปังและ อยู่ที่บนภูเขาตลอดคืนวันนั้น
55 ลาบันตื่นขึ้นแต่เช้ามืด จูบหลานและบุตรีอวยพรแก่เขา แล้วก็ออกเดินทางกลับไปบ้าน

ปฐมกาล 32

01 เมื่อยาโคบเดินทางไปเหล่าทูตของพระเจ้าพบเขา
02 เมื่อยาโคบเห็นทูตสวรรค์เหล่านั้นจึงว่า "นี่แหละกองทัพของพระเจ้า" จึงเรียกสถานที่นั้นว่า "มาหะนาอิม" {ในที่นี้ หมายว่า กองทัพสองกองทัพ}
03 ยาโคบส่งผู้สื่อสารหลายคนล่วงหน้าไปหาเอซาวพี่ชายที่ในแคว้นเสอีร์ที่เมืองเอโดมตั้งอยู่
04 สั่งเขาว่า "จงไปบอกเอซาวเจ้านายของเราว่า ยาโคบผู้รับใช้ของท่านกล่าวดังนี้ 'ข้าพเจ้าไปอาศัยอยู่กับลาบันจนบัดนี้
05 ข้าพเจ้ามีฝูงโค ฝูงลา ฝูงแพะแกะ มีคนใช้ชายหญิง ข้าพเจ้าใช้คนมาเรียนใต้เท้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้เป็นที่โปรดปราน ในสายตาของใต้เท้า'"
06 ผู้สื่อสารนั้นกลับมาบอกยาโคบว่า "ข้าพเจ้าไปพบเอซาวพี่ชายของท่านแล้ว เขากำลังจะมาพบท่าน มีพวกสี่ร้อยคน"
07 ยาโคบมีความกลัวและเป็นห่วงยิ่งนัก จึงให้แบ่งคนทั้งหลายที่มาด้วย และฝูงแพะแกะ ฝูงโค ฝูงอูฐ ออกเป็นสอง พวก
08 คิดว่า "ถ้าเอซาวมาถึงพวกหนึ่งและทำลายเสีย พวกที่เหลือจะหนีไปได้
09 ยาโคบอธิษฐานว่า "ข้าแต่พระเจ้าของอับราฮัมปู่ของข้าพระองค์ และพระเจ้าของอิสอัคบิดาของข้าพระองค์ ข้าแต่ พระเจ้าผู้ตรัสสั่งข้าพระองค์ไว้ว่า 'กลับไปยังเมือง และยังญาติพี่น้องของเจ้า เราจะช่วยให้เจ้าได้ดี'นั้น
10 ข้าพระองค์ไม่สมควรจะรับความรักมั่นคง และความซื่อสัตย์แม้เล็กน้อยที่สุด ที่พระองค์ทรงโปรดประทานแก่ผู้รับ ใช้ของพระองค์ ด้วยว่าข้าพระองค์ข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้เมื่อมีแต่ไม้เท้า และบัดนี้ข้าพระองค์มีผู้คนเป็นสองพวก
11 ขอพระองค์ทรงโปรดช่วยกู้ข้าพระองค์ให้พ้นจากเงื้อมมือพี่ชายข้าพระองค์ คือจากเงื้อมมือของเอซาว เพราะข้าพระ องค์กลัวเขา เกรงว่าเขาจะมาฆ่าพวกข้าพระองค์ทั้งสิ้น คือแม่ๆกับลูกๆ
12 แต่พระองค์ตรัสไว้แล้วว่า 'เราจะทำดีแก่เจ้าและช่วยให้เชื้อสายของเจ้าดุจเม็ดทรายที่ทะเลนับไม่ถ้วน เพราะมีมาก'
13 คืนวันนั้นยาโคบพักอยู่ที่นั่นและคัดเอาทรัพย์สมบัติที่มีอยู่นั้นให้เป็นของกำนัลแก่เอซาวพี่ชายของตน
14 คือแพะตัวเมียสองร้อย แพะผู้ยี่สิบ แกะตัวเมียสองร้อย แกะตัวผู้ยี่สิบ
15 อูฐแม่ลูกอ่อนสามสิบกับลูกวัวตัวเมียสี่สิบ วัวตัวผู้สิบ ลาตัวเมียยี่สิบ ลาตัวผู้สิบ
16 ยาโคบมอบสิ่งเหล่านี้ไว้ในความดูแลของคนใช้ แต่ละฝูงอยู่ต่างหาก และสั่งพวกคนใช้ว่า "ล่วงหน้าไปก่อนเรา และให้หมู่เหล่านี้ไว้ระยะห่างกันหน่อย"
17 ยาโคบสั่งหมู่ที่ขึ้นหน้าว่า "เมื่อเอซาวพี่ชายของเรามาพบเจ้า และถามเจ้าว่า 'เจ้าเป็นคนของใคร เจ้าไปไหน และ ของที่อยู่ข้างหน้าเจ้านี้เป็นของใคร'
18 เจ้าจงตอบว่า 'ของเหล่านี้เป็นของยาโคบผู้รับใช้ของท่าน เป็นของกำนัลส่งมาให้เอซาวเจ้านายของข้าพเจ้า และยิ่ง กว่านั้นอีก ยาโคบตามมาข้างหลัง'"
19 ยาโคบสั่งหมู่ที่สองและหมู่ที่สาม และบรรดาผู้ที่ติดตามหมู่เหล่านั้นทำนองเดียวกันว่า "เมื่อเจ้าพบเอซาว จงกล่าว แก่เขาเช่นเดียวกัน
20 และเสริมว่า 'ยิ่งกว่านั้นอีก ยาโคบผู้รับใช้ของท่านกำลังตามมาข้างหลังพวกเรา' เพราะยาโคบคิดว่า "ข้าคงจะระ งับโทษะของเอซาวได้ด้วยของกำนัลที่ส่งล่วงหน้าไป และภายหลังเมื่อข้าเห็นหน้าเขา บางทีเขาจะคืนดีกับข้า"
21 ดังนั้นของกำนัลต่างๆจึงล่วงหน้าไปก่อน ส่วนตัวเขาคืนนั้นยังค้างอยู่ในค่าย
22 กลางคืนนั้นเอง ยาโคบก็ลุกขึ้น พาภรรยาทั้งสอง สาวใช้ทั้งสองและลูกสิบเอ็ดคน ข้ามที่ท่าลุยข้ามแม่น้ำยับบอก
23 ยาโคบส่งครอบครัวข้ามลำธารไป และส่งทรัพย์สมบัติทั้งหมดข้ามไปด้วย
24 ยาโคบอยู่ที่นั่นแต่ผู้เดียว มีบุรุษผู้หนึ่งมาปล้ำกับเขาจนเวลารุ่งสาง
25 เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นว่าจะเอาชนะยาโคบไม่ได้ ก็ถูกต้องที่ข้อต่อตะโพกของยาโคบขณะที่ปล้ำสู้กัน ข้อต่อตะโพกของ ยาโคบก็เคล็ด
26 บุรุษนั้นจึงว่า "ปล่อยให้เราไปเถิดเพราะใกล้สว่างแล้ว" แต่ยาโคบตอบว่า "ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจาก ท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า"
27 บุรุษผู้นั้นจึงถามยาโคบว่า "เจ้าชื่ออะไร" ยาโคบตอบว่า "ข้าพเจ้าชื่อยาโคบ"
28 บุรุษนั้นจึงว่า "เขาจะไม่เรียกเจ้าว่ายาโคบต่อไป แต่จะเรียกว่า อิสราเอล {แปลว่า เขาผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า หรือพระ เจ้าทรงปล้ำสู้} เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ"
29 ยาโคบจึงถามบุรุษผู้นั้นว่า "ขอท่านบอกข้าพเจ้าว่าท่านชื่ออะไร" แต่บุรุษนั้นกล่าวว่า "เหตุไฉนเจ้าจึงถามชื่อเรา" แล้วก็อวยพรยาโคบที่นั่น
30 ยาโคบจึงเรียกสถานที่นั้นว่า เปนีเอล {แปลว่า พระพักตร์พระเจ้า} กล่าวว่า "เพราะข้าพเจ้าได้เห็นพระพักตร์พระ เจ้า แล้วยังมีชีวิตอยู่"
31 เมื่อยาโคบผ่านเปนูเอล {ชะรอย จะเป็นเปนีเอลนั่นเอง} ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว เขาเดินโขยกเขยกเพราะเจ็บตะโพก
32 เหตุฉะนี้คนอิสราเอลจึงไม่กินเส้นเอ็นที่ตะโพก ซึ่งอยู่ที่ข้อต่อตะโพกนั้นจนทุกวันนี้ เพราะพระองค์ทรงถูกต้องข้อ ต่อตะโพกของยาโคบตรงเส้นเอ็นที่ตะโพก

ปฐมกาล 33

01 ยาโคบเงยหน้าขึ้นดูก็เห็นเอซาวกำลังมาพร้อมกับพวกสี่ร้อยคน ยาโคบจึงแบ่งเด็กๆให้นางเลอาห์ นางราเชลและสาว ใช้ทั้งสอง
02 เขาให้สาวใช้กับลูกอยู่ข้างหน้า ถัดมาเลอาห์กับลูก ส่วนราเชลกับโยเซฟอยู่ท้ายสุด
03 ตัวเขาเองเดินออกหน้าไปก่อน กราบลงถึงดินเจ็ดหน จนเข้ามาใกล้พี่ชายของเขา
04 แต่เอซาววิ่งออกไปต้อนรับ กอดและซบหน้าลงที่คอจุบเขา ต่างก็ร้องไห้
05 เมื่อเอซาวเงยหน้าขึ้นแลเห็นพวกผู้หญิงกับลูกๆจึงถามว่า "คนที่อยู่กับเจ้านี้คือใคร" ยาโคบตอบว่า "คือลูกๆที่พระ เจ้าโปรดประทานให้แก่ข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่าน"
06 แล้วสาวใช้ทั้งสองคนกับลูกๆก็เข้ามาใกล้และกราบลง
07 เลอาห์กับลูกของเขาก็เข้ามาใกล้และกราบลงด้วย ที่สุดโยเซฟและราเชลก็เข้ามาใกล้และกราบลง
08 เอซาวถามว่า "ผู้คนและฝูงสัตว์เหล่านี้ทั้งหมดที่เราพบนั้นสำหรับอะไร" ยาโคบตอบว่า "เพื่อข้าพเจ้าจะได้ถูกใจใต้ เท้า"
09 เอซาวพูดว่า "น้องเอ๋ย ข้ามีพออยู่แล้ว เก็บของของเจ้าไว้เองเถิด"
10 ยาโคบตอบว่า "มิได้ ข้าพเจ้าขอที ถ้าข้าพเจ้าถูกใจท่านแล้ว ขอรับของกำนัลนั้นจากมือข้าพเจ้า เพราะแท้จริงเมื่อ ข้าพเจ้าเห็นหน้าท่านก็เหมือนเห็นพระพักตร์ของพระเจ้า เพราะท่านต้อนรับข้าพเจ้าอย่างดี
11 ข้าพเจ้าอ้อนวอน ขอท่านรับของขวัญที่นำมาให้ท่าน เพราะพระเจ้า ทรงโปรดกรุณาข้าพเจ้าและข้าพเจ้าก็มีพอเพียง แล้ว" เขาอ้อนวอนอย่างนี้เอซาวจึงรับไว้
12 เอซาวพูดว่า "ให้เราเก็บเต็นท์ออกเดินไปกันเถิด ข้าจะนำหน้าเจ้า"
13 แต่ยาโคบตอบเขาว่า "ใต้เท้าย่อมทราบอยู่แล้วว่าเด็กๆของข้าพเจ้านั้นอ่อนแอ ข้าพเจ้ายังเป็นกังวลถึงฝูงแพะแกะ และโคที่มีลูกอ่อนยังกินนมอยู่ ถ้าจะต้อนให้เดินเกินไปสักวันหนึ่งฝูงสัตว์ก็จะตายหมด
14 ขอใต้เท้าล่วงหน้าผู้รับใช้ของท่านไปก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะตามไปช้าๆตามกำลังของสัตว์ซึ่งอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้าและ ตามกำลังของเด็ก จนกว่าข้าพเจ้าจะไปพบใต้เท้าที่เสอีร์"
15 เอซาวจึงกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้นให้คนที่มากับเราไปกับเจ้าบ้าง" ยาโคบตอบว่า "ไม่จำเป็นเลย ขอให้ข้าพเจ้าได้รับ ความเอ็นดูจากใต้เท้าก็พอแล้ว"
16 ในวันนั้น เอซาวก็กลับไปถึงเสอีร์
17 ส่วนยาโคบเดินทางไปถึงสุคคท {แปลว่า เพิง} เขาสร้างบ้านอยู่ที่นั่น และสร้างเพิงให้สัตว์ของเขา ฉะนั้นเขาจึง เรียกที่นั้นว่า สุคคท
18 ยาโคบเดินทางจากปัดดานอารัมมาถึงเมืองเชเคม ในแคว้นคานาอันอย่างปลอดภัย เขาตั้งเต็นท์อยู่หน้าเมืองนั้น
19 ยาโคบซื้อที่ดิน แปลงที่ตั้งเต็นท์อยู่นั้น จากบุตรชายของฮาโมร์ บิดาของเชเคมเป็นเงินหนึ่งร้อยเหรียญ
20 ยาโคบสร้างแท่นบูชาที่นั่น เรียกแท่นนั้นว่า เอลเอโลเฮอิสราเอล {แปลว่า พระเจ้าคือพระเจ้าของอิสราเอล}

ปฐมกาล 34

01 ฝ่ายดีนาห์บุตรีของยาโคบกับนางเลอาห์นั้น ออกไปเยี่ยมผู้หญิงในถิ่นนั้น
02 เมื่อเชเคมบุตรชายฮาโมร์คนฮีไวต์ผู้เป็นเจ้าเมืองเห็นนางสาวดีนาห์ ก็เอาไปหลับนอนทำอนาจาร
03 จิตใจของเชเคมก็ผูกพันอยู่กับดีนาห์บุตรียาโคบ รักเธอพูดจาเล้าโลมเอาใจเธอ
04 เชเคมจึงพูดกับฮาโมร์บิดาว่า "ขอหญิงสาวนี้ให้เป็นภรรยาข้าพเจ้าเถิด"
05 ยาโคบได้ข่าวว่าผู้นั้นทำลายความบริสุทธิ์ของดีนาห์ลูกสาวของตน แต่พวกบุตรของท่านอยู่กับฝูงสัตว์ที่ในนา ยาโ คบจึงนิ่งคอยให้พวกลูกกลับมาบ้าน
06 ฮาโมร์บิดาของเชเคมก็ไปหายาโคบพูดจาปรึกษากัน
07 เมื่อพวกลูกของยาโคบได้ยินข่าวนั้นก็กลับมาจากนา ต่างก็เป็นเดือดเป็นแค้นที่เชเคมสบประมาทพวกอิสราเอล โดย ข่มขืนบุตรีของยาโคบ ซึ่งเป็นความผิดอย่างหนัก
08 ฮาโมร์ก็พูดจาปรึกษากับพวกเขาว่า "จิตใจเชเคมบุตรชายของเรานี้ผูกพันรักใคร่ ลูกสาวของท่านมาก ขอหญิงนั้น เป็นภรรยาบุตรชายของเราเถิด
09 และเชิญพวกท่านจงทำการสมรสกับพวกเรา ยกบุตรีของท่านให้พวกเรา และรับบุตรีของเราให้พวกท่าน
10 พวกท่านจะได้อยู่กับพวกเรา เราจะเปิดประตูเมืองนี้ให้ท่าน เชิญอาศัยเป็นที่ค้าขาย และเชิญหาสมบัติในเมืองนี้"
11 เชเคมบอกบิดาและพวกพี่ชายของหญิงนั้นว่า "เห็นแก่ข้าพเจ้าเถิด ท่านจะเรียกเท่าไรข้าพเจ้าก็จะให้
12 ท่านจะเอาเงินสินสอดและของขวัญสักเท่าไรก็ตามใจ ท่านจะเรียกเท่าไร ข้าพเจ้าจะให้ แต่ขอยกหญิงนั้นเป็น ภรรยาข้าพเจ้า"
13 เพราะเหตุที่เชเคมทำลายความบริสุทธิ์ของดีนาห์น้องสาว บุตรชายของยาโคบจึงหลอกเชเคม และฮาโมร์บิดาของ เชเคม
14 โดยตอบว่า "เราจะยกน้องสาวของเราให้แก่คนที่ยังไม่ได้เข้าสุหนัตนั้นไม่ได้ จะเป็นที่อับอายขายหน้าแก่เรา
15 เราจะยอมก็ต่อเมื่อท่านถือตามเรา คือยอมเหมือนพวกเรา โดยให้ผู้ชายทุกคนเข้าสุหนัต
16 เราจึงจะยอมยกบุตรีของเราให้แก่พวกท่าน แล้วจะรับบุตรีของพวกท่านเป็นภรรยาของพวกเรา แล้วเราจะอยู่กับ ท่านเป็นชนชาติเดียวกัน
17 แต่หากว่าท่านทั้งหลายไม่ฟังคำเรา ไม่เข้าสุหนัต เราจะเอาบุตรีของเราไปเสีย"
18 ถ้อยคำของเขาเป็นที่พอใจฮาโมร์และเชเคมบุตรชายของฮาโมร์
19 หนุ่มคนนั้นไม่รีรอที่จะทำตามเพราะเขาชอบบุตรีของยาโคบ เขาเป็นคนมีเกียรติ มากกว่าใครๆ ในครอบครัวของ บิดา
20 ฮาโมร์กับเชเคมบุตรชายจึงออกไปที่ประตูเมืองบอกชาวเมืองว่า
21 "คนเหล่านี้เป็นมิตรกับพวกเรา ให้เขาอาศัยค้าขายในดินแดนนี้ เพราะดินแดนนี้กว้างขวางพอให้เขาอยู่ได้ เราจงรับ บุตรีของเขาเป็นภรรยาพวกเรา และยกบุตรีของเราให้เขา
22 พวกเขาจะยอมอยู่เป็นชนชาติเดียวกับเราได้ตามเงื่อนไขนี้เท่านั้น คือพวกเราที่เป็นชายทุกคนจะยอมเข้าสุหนัต เหมือนเขา
23 ฝูงสัตว์เลี้ยงและทรัพย์สมบัติของเขา กับฝูงสัตว์ใช้ทั้งสิ้นของเขาก็จะเป็นของเราด้วยมิใช่หรือ ขอแต่ให้เรายอม กระทำดังนั้น เขาจะยอมอยู่กับเรา"
24 ชาวเมืองก็เห็นชอบกับฮาโมร์และเชเคม ชาวเมืองที่เป็นชายก็เข้าสุหนัต
25 ครั้นอยู่มาถึงวันที่สาม คนเหล่านั้นกำลังเจ็บอยู่ บุตรชายสองคนของยาโคบชื่อ สิเมโอนและเลวี เป็นพี่ชายของดี นาห์ ก็ถือดาบแอบเข้าไปในเมือง ฆ่าผู้ชายในเมืองนั้นเสียสิ้น
26 เขาฆ่าฮาโมร์และเชเคมบุตรชายเสียด้วยดาบ และพาดีนาห์ออกจากบ้านเชเคมไปเสีย
27 พวกลูกชายของยาโคบเข้าไปตามบ้านคนตาย และปล้นเมืองนั้น เพราะคนเมืองนั้นทำลายความบริสุทธิ์ของน้อง สาว
28 เขาริบเอาฝูงแพะ แกะ ฝูงโค ฝูงลา และข้าวของทั้งปวงในเมืองและในนาไป
29 เอาทรัพย์สมบัติไป และจับบุตรภรรยาของคนเหล่านั้นไปเป็นเชลย และริบของในบ้านไปเสียทั้งสิ้น
30 ฝ่ายยาโคบจึงพูดกับสิเมโอนและเลวีว่า "เจ้าทำให้เราเดือดร้อน โดยทำให้เราเป็นที่เกลียดชังแก่คนถิ่นนี้ คือคนคา นาอันกับคนเปริสซี เรามีผู้คนน้อยนัก ถ้าพวกนั้นรุมโจมตีพวกเรา ก็จะทำให้เราและครอบครัวพินาศสิ้น"
31 แต่เขาตอบว่า "มันจะทำกับน้องสาวเราเหมือนหญิงแพศยาได้หรือ"

ปฐมกาล 35

01 พระเจ้าตรัสแก่ยาโคบว่า "ลุกขึ้นไปเบธเอล และอาศัยอยู่ที่นั่น ทำแท่นที่นั่นบูชาพระเจ้าผู้สำแดงพระองค์แก่เจ้าเมื่อ เจ้าหนีไปจากเอซาวพี่ชายของเจ้า"
02 ดังนั้นยาโคบจึงบอกครอบครัว และคนทั้งปวงที่อยู่ด้วยกันว่า "จงทิ้งพระต่างด้าวที่อยู่ท่ามกลางเจ้าเสียให้หมด ชำระตัว และเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม
03 ให้พวกเราไปเบธเอล ที่นั่นข้าจะทำแท่นบูชาพระเจ้าผู้ทรงตอบข้าในวันที่ข้ามีความทุกข์ใจ และทรงอยู่กับข้าใน สถานที่ทุกแห่งที่ข้าไปนั้น"
04 คนทั้งหลายเอาพระต่างด้าวทั้งหมดที่มีอยู่ กับตุ้มหูที่หูของเขามาให้ยาโคบ ยาโคบก็ฝังไว้ใต้ต้นก่อที่อยู่ใกล้เมือง เชเคม
05 เมื่อพวกเขายกเดินไป หัวเมืองที่อยู่รอบข้างต่างมีความเกรงกลัวพระเจ้า ชาวเมืองจึงมิได้ไล่ตามบรรดาบุตรชายของ ยาโคบ
06 ยาโคบมาถึงตำบลลูส (คือเบธเอล) ซึ่งอยู่ในแคว้นคานาอัน ทั้งตัวเขาและทุกคนที่อยู่กับเขา
07 ที่นั่นยาโคบสร้างแท่นบูชาไว้ และเรียกตำบลนั้นว่าเอลเบเธล {แปลว่า พระเจ้าแห่งเบธเอล} เหตุว่าที่นั่น พระเจ้า ทรงสำแดงพระองค์แก่ยาโคบเมื่อครั้งหนีพี่ชายไป
08 ฝ่ายพี่เลี้ยงของนางเรเบคาห์ ชื่อเดโบราห์ก็ถึงแก่ความตาย เขาฝังศพไว้ใต้ต้นก่อใต้เบธเอล เขาเรียกต้นไม้นั้นว่าอัล โลนบาคูท {แปลว่า ต้นก่อแห่งการคร่ำครวญ}
09 เมื่อยาโคบออกจากปัดดานอารัม พระเจ้าก็ทรงสำแดงพระองค์แก่ยาโคบอีก และทรงอวยพรเขา
10 พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า "เจ้ามีชื่อว่ายาโคบ เขาจะไม่เรียกเจ้าว่ายาโคบต่อไป แต่จะมีชื่อว่าอิสราเอล" ดังนั้นคนจึง เรียกเขาว่าอิสราเอล
11 พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า "เราเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เจ้าจงเกิดผู้คนทวีมากขึ้น ประชาชาติหนึ่งและหลายประชา ชาติจะเกิดมาจากเจ้า กษัตริย์หลายองค์จะออกมาจากเจ้า
12 ดินแดนนี้ที่เราให้แก่อับราฮัมและอิสอัคแล้วเราจะให้แก่เจ้า และเราจะให้ดินแดนนี้แก่เชื้อสายของเจ้าสืบต่อไป"
13 พระเจ้าเสด็จขึ้นไปจากยาโคบณที่ที่พระเจ้าตรัสแก่เขา
14 ยาโคบก็ปักเสาศักดิ์สิทธิ์ไว้ที่นั่นที่พระองค์ตรัสแก่ตน เป็นเสาหินศักดิ์สิทธิ์ เขาก็เอาเครื่องดื่มบูชาเทลงบนเสา และเทน้ำมันบนนั้น
15 ยาโคบเรียกตำบลที่พระเจ้าตรัสแก่ตนว่า เบธเอล
16 พวกเขาไปจากเบธเอลยังไม่ทันถึงเอฟราธาห์ นางราเชลจะคลอดบุตรก็เจ็บครรภ์นัก
17 ขณะที่นางเจ็บครรภ์นัก หญิงผดุงครรภ์บอกว่า "อย่ากลัว ท่านจะได้บุตรชายอีกคนหนึ่ง"
18 เมื่อชีวิตใกล้ดับ (เพราะนางถึงแก่ความตาย) นางเรียกบุตรนั้นว่า เบนโอนี {แปลว่า บุตรชายแห่งความระทม} แต่บิดาเรียกว่า เบนยามิน {แปลว่า บุตรชายแห่งมือขวาของข้าพเจ้า} หรือบุตรชายแห่งทิศใต้
19 นางราเชลก็สิ้นชีวิต เขาฝังศพไว้ริมทางที่จะไปบ้านเอฟราธาห์ (คือเบธเลเฮม)
20 ยาโคบเอาเสาหินปักไว้ณที่ฝังศพซึ่งเป็นเสาหินณที่ฝังศพนางราเชลจนทุกวันนี้
21 อิสราเอลก็ยกเดินต่อไปอีก ไปตั้งเต็นท์อยู่เลยหอคอยชื่อเอเดอร์
22 อยู่มาเมื่ออิสราเอลอาศัยอยู่ที่แคว้นนั้น รูเบนไปนอนกับนางบิลฮาห์ภรรยาน้อยของบิดา อิสราเอลก็รู้เรื่องนี้ ฝ่ายบุตร ชายของยาโคบมีสิบสองคน
23 บุตรชายนางเลอาห์ชื่อรูเบน (เป็นบุตรหัวปีของยาโคบ) สิเมโอน เลวี ยูดาห์ อิสสาคาร์ และเศบูลุน
24 บุตรชายนางราเชลชื่อโยเซฟ และเบนยามิน
25 บุตรชายนางบิลฮาห์ สาวใช้ของราเชลชื่อ ดาน และนัฟทาลี
26 บุตรชายของนางศิลปาห์สาวใช้ของเลอาห์ชื่อกาดและอาเชอร์ คนเหล่านี้เป็นบุตรของยาโคบ เกิดที่ปัดดานอารัม
27 ฝ่ายยาโคบกลับมาหาอิสอัคบิดาของตนที่มัมเร คือที่เมืองคีริยาทอารบา (คือเฮโบรน) ที่อับราฮัมและอิสอัคเคยอาศัย ก่อน
28 อิสอัคมีอายุหนึ่งร้อยแปดสิบปี
29 ก็สิ้นลมหายใจ ท่านชราและแก่หง่อมมากเมื่อสิ้นชีวิต และไปอยู่ร่วมบรรพบุรุษของท่าน เอซาวและยาโคบบุตร ชายก็นำท่านไปฝังเสีย

ปฐมกาล 36

01 ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของเอซาว (คือ เอโดม)
02 เอซาวได้หญิงคนคานาอันมาเป็นภรรยา คืออาดาห์ บุตรเอโลนคนฮิตไทต์ และโอโฮลีบามาห์บุตรีอานาห์ผู้เป็นบุตร ศิเบโอนคนฮีไวต์
03 กับบาเสมัท บุตรีอิชมาเอลเป็นน้องสาวของเนบาโยท
04 ฝ่ายนางอาดาห์มีบุตรชายให้เอซาวชื่อเอลีฟัส นางบาเสมัทมีบุตรชายชื่อเรอูเอล
05 และนางโอโฮลีบามาห์มีบุตรชายชื่อ เยอูช ยาลาม และโคราห์ คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของเอซาวที่เกิดในแคว้นคา นาอัน
06 เอซาวพาภรรยาบุตรชายหญิงและคนทั้งปวงในครอบครัวของตนกับฝูงสัตว์ และทรัพย์สิ่งของที่ได้มาในแคว้นคานา อัน แยกจากยาโคบผู้น้องไปที่เมืองอื่น
07 เพราะทรัพย์สมบัติของทั้งสองมีมาก จะอยู่ด้วยกันมิได้ ดินแดนที่เขาอาศัยนั้น ไม่พอให้เขาเลี้ยงฝูงสัตว์
08 เอซาวจึงไปอยู่ในถิ่นเทือกเขาเสอีร์ เอซาวคือเอโดม
09 ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของเอซาว บิดาคนเอโดม ชาวเมืองเทือกเขาเสอีร์
10 ชื่อบุตรชายของเอซาว คือเอลีฟัส บุตรนางอาดาห์ ภรรยาเอซาว เรอูเอล บุตรนางบาเสมัทภรรยาเอซาว
11 ฝ่ายบุตรชายของเอลีฟัสชื่อเทมาน โอมาห์ เศโฟ กาทาม และเคนัส
12 (ทิมนาเป็นภรรยาน้อยของเอลีฟัสบุตรเอซาวนางมีบุตรด้วยกันกับเอลีฟัทชื่ออามาเลข) คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของอา ดาห์ภรรยาเอซาว
13 ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของเรอูเอล คือนาหาท เศ-ราห์ ชัมมาห์ และมิสซาห์ คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของบาเสมัท ภรรยาของเอซาว
14 ต่อไปนี้เป็นบุตรชายภรรยาของเอซาว คือนางโอโฮลีบามาห์ บุตรีอานาห์ ผู้เป็นบุตรชายศิเบโอน นางมีบุตรชายกับ เอซาวชื่อ เยอูช ยาลาม และโคราห์
15 ต่อไปนี้เป็นเจ้านายในบรรดาบุตรชายของเอซาว บรรดาบุตรของเอลีฟัส บุตรหัวปีของเอซาวคือเจ้านายเทมาน เจ้า นายโอมาร์ เจ้านายเศโฟ เจ้านายเคนัส
16 เจ้านายโคราห์ เจ้านายกาทาม เจ้านายอามาเลข คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเอลีฟัสในแคว้นเอโดม พวกเขาเป็นลูก หลานของนางอาดาห์
17 ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของเรอูเอล ผู้เป็นบุตรชายของเอซาว คือเจ้านายนาหาท เจ้านายเศ-ราห์ เจ้านายชัมมาห์ และ เจ้านายมิสซาห์ คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเรอูเอลในแคว้นเอโดม พวกเขาเป็นลูกหลานของนางบาเสมัทภรรยาของเอ ซาว
18 ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของนางโอโฮลีบามาห์ภรรยาของเอซาว คือเจ้านายเยอูช เจ้านายยาลาม และเจ้านายโคราห์ คน เหล่านี้เป็นเจ้านายเกิดจากนางโอโฮลีบามาห์บุตรีของอานาห์ ภรรยาเอซาว
19 คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของเอซาว (คือเอโดม) และคนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเขา
20 ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของเสอีร์ คนโฮรี ชาวแคว้นนั้นคือโลทาน โชบาล ศิเบโอน อานาห์
21 ดีโชน เอเซอร์ และดีชาน คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของคนโฮรี ผู้เป็นบุตรของเสอีร์ ในแคว้นเอโดม
22 บุตรชายของโลทานชื่อโฮรีและเฮมาน และน้องสาวของโลทานชื่อทิมนา
23 ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของโชบาล คืออัลวาน มานาฮาท เอบาล เชโฟ และโอนัม
24 ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของศิเบโอนคืออัยยาห์ และอานาห์ อานาห์นั้นเป็นผู้ที่ได้พบน้ำพุร้อนในถิ่นทุรกันดาร เมื่อ เลี้ยงฝูงลาของศิเบโอนบิดาของเขา
25 ต่อไปนี้เป็นบุตรของอานาห์ คือดีโชน และโอโฮลีบามาห์ผู้เป็นบุตรีของอานาห์
26 ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของดีโชน คือ เฮมดาน เอชบาน อิธราน และเคราน
27 ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของเอเซอร์ คือ บิลฮาน ศาวาน และอาขาน
28 ต่อไปนี้เป็นบุตรชายของดีชาน คืออูศ และอารัน
29 ต่อไปนี้เป็นเจ้านายของคนโฮรี คือเจ้านายโลทาน เจ้านายโชบาล เจ้านายศิเบโอน เจ้านายอานาห์
30 เจ้านายดีโชน เจ้านายเอเซอร์ เจ้านายดีชาน คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของคนโฮรี ตามพงศ์พันธุ์ของเขาในแคว้นเสอีร์
31 ต่อไปนี้เป็นกษัตริย์ที่ครอบครองในแคว้นเอโดม ก่อนที่คนอิสราเอลมีกษัตริย์ครอบครอง
32 เบลาบุตรชายเบโอร์ครอบครองในเอโดม เมืองหลวงของท่านชื่อดินฮาบาห์
33 เมื่อเบลาสิ้นพระชนม์แล้วโยฉบับบุตรชายเศ-ราห์ชาวเมืองโบสราห์ขึ้นครอบครองแทน
34 เมื่อโยฉบับสิ้นพระชนม์แล้วหุชามชาวแผ่นดินของคนเทมานขึ้นครอบครองแทน
35 เมื่อหุชามสิ้นพระชนม์แล้ว ฮาดัดบุตรชายของเบดัดผู้รบชนะคนมีเดียนในประเทศโมอับขึ้นครอบครองแทน เมือง หลวงของท่านชื่ออาวีท
36 เมื่อฮาดัดสิ้นพระชนม์แล้ว สัมลาห์ชาวเมืองมัสเรคาห์ขึ้นครอบครองแทน
37 เมื่อสัมลาห์สิ้นพระชนม์แล้ว ชาอูลชาวเมืองเรโหโบทอยู่ที่แม่น้ำยูเฟรติสขึ้นครอบครองแทน
38 เมื่อชาอูลสิ้นพระชนม์แล้ว บาอัลฮานัน บุตรชายอัคโบร์ขึ้นครอบครองแทน
39 เมื่อบาอัลฮานันบุตรชายอัคโบร์สิ้นพระชนม์แล้ว ฮาดาร์ขึ้นครอบครองแทน เมืองหลวงของท่านชื่อปาอู และมเหสี ของท่านชื่อเมเหทาเบล บุตรีมัทเรดผู้เป็นบุตรีของเมซาหับ
40 ต่อไปนี้เป็นชื่อเจ้านายของเอซาว ตามตระกูลและตามที่ตามชื่อคือเจ้านายทิมนา เจ้านายอัลวาห์ เจ้านายเยเธท
41 เจ้านายโอโฮลีบามาห์ เจ้านายเอลาห์ เจ้านายปิโนน
42 เจ้านายเคนัส เจ้านายเทมาน เจ้านายมิบซาร์
43 เจ้านายมักดีเอล และเจ้านายอิราม คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเอโดม (คือเอซาวบิดาของคนเอโดม) ตามที่อยู่ของ ท่าน ในแคว้นที่เป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน

ปฐมกาล 37

01 ฝ่ายยาโคบมาอยู่ในดินแดนที่บิดาของท่านอาศัยนั้นคือ แคว้นคานาอัน
02 ต่อไปนี้เป็นประวัติครอบครัวของยาโคบ เมื่อโยเซฟอายุได้สิบเจ็ดปีไปเลี้ยงสัตว์อยู่กับพวกพี่ชาย เขาเป็นเด็กหนุ่ม อยู่กับบุตรของนางบิลฮาห์ และศิลปาห์ภรรยาบิดาของตน โยเซฟเอาความผิดของพี่ชายมาเล่าให้บิดาฟัง
03 ฝ่ายอิสราเอลรักโยเซฟมากกว่าบุตรทั้งหมดของท่าน เพราะโยเซฟเกิดมาเมื่อบิดาแก่แล้ว บิดาทำเสื้อยาวมีแขนให้แก่ โยเซฟ
04 เมื่อพวกพี่ชายเห็นว่าบิดารักโยเซฟมากกว่าตน ก็ชังโยเซฟและพูดดีกับเขาไม่ได้
05 คราวหนึ่งโยเซฟฝัน แล้วเล่าให้พวกพี่ชายฟัง พวกพี่ชายยิ่งชังโยเซฟมากขึ้น
06 โยเซฟเล่าว่า "ฟังความฝันซึ่งฉันฝันเห็นซิ
07 พวกเรากำลังมัดฟ่อนข้าวอยู่ในนา ทันใดนั้น ฟ่อนข้าวของฉันตั้งขึ้นยืนตรง แต่ฟ่อนข้าวของพวกพี่ๆ มาแวดล้อม กราบไหว้ฟ่อนข้าวของฉัน"
08 พวกพี่ชายจึงถามโยเซฟว่า "เจ้าจะปกครองเรากระนั้นหรือ เจ้าจะมีอำนาจครอบครองเราหรือ" พวกพี่ชายก็ยิ่งชังโย เซฟมากขึ้นอีกเพราะความฝัน และเพราะคำของเขา
09 ต่อมาโยเซฟก็ฝันอีก จึงเล่าให้พี่ชายฟังว่า "ฉันฝันอีกครั้งหนึ่ง เห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวสิบเอ็ดดวง กำลังกราบไหว้ฉัน"
10 เมื่อเล่าให้บิดาและพวกพี่ชายกับน้องฟัง บิดาก็เตือนโยเซฟว่า "ความฝันที่เจ้าได้ฝันเห็นนั้นหมายความว่าอะไร เรา กับมารดาและพี่น้องของเจ้าจะมาซบหน้าลงถึงดินกราบไหว้เจ้ากระนั้นหรือ"
11 พวกพี่ชายอิจฉาโยเซฟ บิดาก็นิ่งตรองเรื่องนี้อยู่แต่ในใจ
12 ฝ่ายพวกพี่ชายพากันไปเลี้ยงแพะแกะของบิดาที่เมืองเชเคม
13 อิสราเอลจึงพูดกับโยเซฟว่า "พี่ชายของเจ้าเลี้ยงแพะแกะอยู่ที่เมืองเชเคม มิใช่หรือ มา พ่อจะใช้เจ้าไปหาพี่ชาย" โยเซฟตอบว่า "ฉันพร้อมแล้ว"
14 บิดาจึงสั่งเขาว่า "ไปดูพี่ชายของเจ้าและฝูงสัตว์ซิว่าสบายดีหรือไม่ แล้วกลับมาบอกพ่อ" บิดาใช้เขาไปจากที่ราบเฮ โบรน เขาก็มายังเมืองเชเคม
15 ชายคนหนึ่งพบโยเซฟเดินไปเดินมาในท้องนา จึงถามว่า "เจ้าหาอะไร"
16 โยเซฟตอบว่า "ฉันหาพี่ชายของฉัน โปรดบอกฉันทีว่า เขาเลี้ยงสัตว์อยู่ที่ไหน"
17 คนนั้นตอบว่า "เขาไปแล้ว เพราะเราได้ยินเขาพูดกันว่า 'ให้เราไปเมืองโดธานกันเถิด'" โยเซฟตามไปพบเขาที่เมือง โดธาน
18 เมื่อพวกพี่ชายเห็นโยเซฟแต่ไกลยังมาไม่ถึง เขาก็พากันคิดปองร้ายจะฆ่าเสีย
19 เขาพูดกันว่า "เจ้าช่างฝันมานี่แล้ว
20 มาเถิด ให้พวกเราฆ่ามันเสีย แล้วทิ้งลงไว้ในบ่อบ่อหนึ่ง เราจะว่าสัตว์ร้ายกัดกินมันเสียแล้ว เราจะดูว่าความฝันนั้น จะเป็นจริงได้อย่างไร"
21 ฝ่ายรูเบนพอได้ยินดังนั้น ก็อยากช่วยโยเซฟให้พ้นมือพวกพี่ชายจึงพูดว่า "เราอย่าฆ่ามันเลย"
22 รูเบนเตือนเขาว่า "อย่าทำให้โลหิตไหล จงทิ้งมันในบ่อนี้ในถิ่นทุรกันดาร อย่าแตะต้องน้องเลย" ทั้งนี้เพื่อจะช่วย น้องให้พ้นมือเขา แล้วจะได้ส่งกลับไปยังบิดา
23 ครั้นโยเซฟมาถึงพวกพี่ชาย เขาก็จับโยเซฟถอดเสื้อออกเสีย คือเสื้อยาวมีแขนที่สวมอยู่
24 แล้วเอาโยเซฟไปทิ้งลงในบ่อ บ่อนั้นไม่มีน้ำ
25 ขณะที่นั่งรับประทานอยู่เขาเงยหน้าขึ้น เห็นคนอิชมาเอลบรรทุกต่างมาจากเมืองกิเลอาด มีฝูงอูฐบรรทุกยางไม้ พิมเสนและเปลือกไม้ชะมดเอาเดินทางไปยังอียิปต์
26 ยูดาห์จึงพูดกับน้องว่า "หากเราฆ่าน้องและซ่อนโลหิตไว้จะมีประโยชน์อันใดเล่า
27 มาเถิด ให้เราขายน้องแก่พวกอิชมาเอลโดยไม่แตะต้องเขา เพราะเขาก็เป็นน้องและเป็นเลือดเนื้อของเราเหมือนกัน" พี่น้องทั้งปวงก็เชื่อ
28 ขณะนั้นพวกพ่อค้าชาวมีเดียนกำลังผ่านมา เขาก็ฉุดโยเซฟขึ้นจากบ่อ ขายให้แก่คนอิชมาเอลเป็นเงินยี่สิบเชเขล คนอิชมาเอลก็พาโยเซฟไปยังอียิปต์
29 ฝ่ายรูเบนเมื่อกลับมาถึงบ่อนั้นเห็นว่าโยเซฟมิได้อยู่ในบ่อนั้น ก็ฉีกเสื้อผ้า
30 แล้วกลับไปหาพวกน้องบอกว่า "เด็กนั้นหายไปเสียแล้ว แล้วฉันจะไปที่ไหนเล่า"
31 พวกเขาก็เอาเสื้อของโยเซฟมา และฆ่าแพะผู้ตัวหนึ่ง จุ่มเสื้อของโยเซฟลงในเลือด
32 แล้วก็ส่งเสื้อยาวที่มีแขนนั้นไปยังบิดา บอกว่า "พวกเราได้พบเสื้อตัวนี้ ขอพ่อจงพิจารณาดูว่า ใช่เสื้อลูกของพ่อ หรือไม่"
33 บิดาตรวจดูแล้วร้องว่า "นี่เป็นเสื้อลูกเรา สัตว์ร้ายกัดกินเขาเสียแล้ว โยเซฟลูกเราย่อยยับเสียแล้วเป็นแน่"
34 ยาโคบก็ฉีกเสื้อผ้าเอาผ้ากระสอบคาดเอว ไว้ทุกข์ให้บุตรหลายวัน
35 ฝ่ายบุตรชายหญิงทั้งหมดก็พากันมาปลอบโยนบิดา แต่ท่านไม่ยอมรับการปลอบโยน กล่าวว่า "อย่าเลย เราจะโศก เศร้าถึงลูกเราจนกว่าเราจะตามลงไปยังแดนคนตาย" บิดาของเขาร้องไห้คิดถึงเขาดังนี้
36 ในระหว่างนั้นคนมีเดียนก็ขายโยเซฟในอียิปต์ไว้กับโปทิฟาร์ ขุนนางผู้หนึ่งของฟาโรห์ผู้บัญชาการทหารรักษาพระ องค์

ปฐมกาล 38

01 ครั้งนั้นยูดาห์ลงไปจากพวกพี่น้อง ไปอาศัยอยู่กับคนอดุลลาม คนหนึ่งชื่อฮีราห์
02 ยูดาห์เห็นบุตรีคนคานาอันคนหนึ่งที่นั่น บิดาหญิงนั้นชื่อชูวา จึงแต่งงานกับหญิงนั้นและเข้าไปหานาง
03 หญิงนั้นก็ตั้งครรภ์มีบุตรชาย บิดาจึงตั้งชื่อว่าเอร์
04 หญิงนั้นก็ตั้งครรภ์อีกมีบุตรชาย ชื่อโอนัน
05 นางมีบุตรชายอีกคนหนึ่ง ชื่อเช-ลาห์ นางอยู่ที่เคซิบเมื่อนางมีเขา
06 ยูดาห์ก็ได้หาหญิงคนหนึ่งชื่อทามาร์ให้เป็นภรรยาเอร์บุตรหัวปีของตน
07 เอร์บุตรหัวปีของยูดาห์เป็นคนชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า พระเจ้าจึงทรงประหารเขาเสีย
08 ยูดาห์จึงบอกโอนันว่า "เข้าไปหาภรรยาพี่ชายของเจ้าเถิด และทำหน้าที่ของน้องผัว เพื่อจะได้สืบพันธุ์พี่ชายไว้"
09 โอนันรู้ว่าพันธุ์จะไม่ได้นับเป็นของตน เมื่อเขาเข้าไปหาภรรยาของพี่ชาย จึงทำให้น้ำกามตกดินเสีย ด้วยเกรงว่าจะ สืบพันธุ์ให้แก่พี่ชาย
10 ในพระเนตรพระเจ้า สิ่งที่โอนันได้กระทำนั้นผิด พระองค์จึงทรงประหารชีวิตเขาเสีย
11 ยูดาห์จึงบอกทามาร์บุตรสะใภ้ว่า "กลับไปบ้านบิดาจนกว่าเช-ลาห์บุตรของเราจะโต" ยูดาห์กลัวว่าเขาจะตายเสีย เหมือนพี่ชาย นางทามาร์จึงไปอาศัยอยู่กับบิดาของนาง
12 อยู่มาภรรยาของยูดาห์ ผู้เป็นบุตรีชูวาก็ตาย เมื่อยูดาห์ค่อยบรรเทาความโศก จึงขึ้นไปหาคนตัดขนแกะของตนที่ บ้านทิมนาท กับเพื่อนชื่อฮีราห์ เป็นคนอดุลลาม
13 มีคนมาบอกนางทามาร์ว่า "ดูเถิด พ่อผัวของเจ้าไปบ้านทิมนาทจะตัดขนแกะ"
14 นางจึงผลัดเสื้อสำหรับหญิงม่ายออกเสีย เอาผ้าคลุมหน้าห่มตัวไว้ไปนั่งอยู่ที่ทางเข้าบ้านเอนาอิม ริมทางที่จะไปบ้าน ทิมนาท ด้วยนางเห็นว่าเช-ลาห์โตขึ้นแล้ว แต่นางยังมิได้เป็นภรรยาของเขา
15 เมื่อยูดาห์เห็นนางก็คิดว่าเป็นหญิงโสเภณี เพราะนางได้เอาผ้าคลุมหน้าไว้
16 ยูดาห์จึงเข้าไปพูดกับหญิงริมทางนั้นว่า "มาเถิด ให้เราเข้านอนด้วย" เพราะไม่ทราบว่านางเป็นบุตรสะใภ้ของตน นางจึงว่า "ท่านจะให้อะไรสำหรับการที่เข้าหาฉัน"
17 ยูดาห์ตอบว่า "เราจะส่งลูกแพะจากฝูงมาให้เจ้าตัวหนึ่ง" นางก็ถามว่า "ท่านจะให้ของมัดจำไว้ก่อนจนกว่าจะส่งลูก แพะนั้นมาได้ไหม"
18 ยูดาห์ถามว่า "เจ้าจะเอาอะไรเป็นของมัดจำ" นางจึงตอบว่า "จะขอแหวนตรากับเชือก ทั้งไม้พลองที่มือท่านด้วย" ยูดาห์ก็ให้ และเข้าไปหานาง นางก็ตั้งครรภ์กับเขา
19 นางจึงลุกขึ้นไปเสียและเอาผ้าคลุมหน้านั้นออก นุ่งห่มเสื้อผ้าสำหรับหญิงม่ายอีก
20 ฝ่ายยูดาห์ฝากลูกแพะมากับเพื่อนคนอดุลลามให้ไถ่ของมัดจำ จากมือหญิงนั้น แต่เขาหานางไม่พบ
21 เขาจึงถามคนที่อยู่ตำบลนั้นว่า "หญิงโสเภณีที่อยู่เอนาอิมริมทางนี้ไปไหน" เขาตอบว่า 'หญิงโสเภณีที่นี่ไม่มี'"
22 เพื่อนก็กลับไปบอกยูดาห์ว่า "ฉันหาไม่พบ ทั้งชาวตำบลนั้นก็ว่า "หญิงโสเภณีที่นี่ไม่มี"
23 ยูดาห์จึงว่า "ให้หญิงนั้นเก็บของนั้นไว้เถิด มิฉะนั้นคนจะหัวเราะเยาะเรา เราฝากลูกแพะตัวนี้ไปให้ แต่ท่านก็หา หญิงนั้นไม่พบ"
24 อยู่มาอีกประมาณสามเดือน มีคนมาบอกยูดาห์ว่า "ทามาร์บุตรสะใภ้ของท่านคบผู้ชายยิ่งกว่านั้นอีก ดูเถิดนางมี ครรภ์เพราะการแพศยาแล้ว" ยูดาห์จึงสั่งว่า "พานางออกมานี่ จับคลอกไฟเสีย"
25 เมื่อเขากำลังพานางออกมา นางก็ส่งคนไปหาพ่อผัวบอกว่า "ข้าพเจ้ามีครรภ์กับคนที่เป็นเจ้าของสิ่งนี้" และนางว่า " ขอท่านพิจารณาดูแหวนตรา เชือก และไม้พลอง เหล่านี้ว่าเป็นของผู้ใด"
26 ยูดาห์รับไปพิจารณาดูรู้แล้วก็ว่า "หญิงคนนี้ชอบธรรมยิ่งกว่าเรา เหตุว่าเรามิได้ยกเขาให้แก่เช-ลาห์บุตรของเรา" ฝ่ายยูดาห์ก็มิได้สมสู่กับนางต่อไปอีก
27 อยู่มาเมื่อถึงเวลากำหนดคลอดบุตร ก็มีลูกแฝดอยู่ในครรภ์
28 เมื่อจะคลอดนั้นบุตรคนหนึ่งยื่นมือออกมาก่อน หญิงผดุงครรภ์จึงเอาด้ายแดงผูกไว้ที่ข้อมือและกล่าวว่า "คนนี้ คลอดก่อน"
29 เมื่อบุตรนั้นหดมือเข้าไป บุตรอีกคนหนึ่งก็คลอดออกมาก่อน หญิงผดุงครรภ์จึงร้องว่า "อาไร้ แหวกออกมาได้" เหตุฉะนี้จึงเรียกบุตรนั้นว่า เปเรศ {แปลว่า ช่องแหวก}
30 ภายหลังบุตรที่มีด้ายแดงผูกข้อมือนั้นก็คลอด จึงให้ชื่อว่า เศ-ราห์ {แปลว่า แดงเข้ม}

ปฐมกาล 39

01 โยเซฟถูกพาไปยังอียิปต์ แล้วโปทิฟาร์ข้าราชสำนักของฟาโรห์ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ เป็นคนอียิปต์ ซื้อโย เซฟไว้จากมือคนอิชมาเอลผู้พาเขามาที่นั่น
02 พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ โยเซฟจึงเจริญรวดเร็ว เขาอยู่ในบ้านคนอียิปต์นายของเขา
03 นายก็เห็นว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ และพระเจ้าทรงโปรดให้การงานทุกอย่างที่กระทำเจริญขึ้นมากในมือของ โยเซฟ
04 โยเซฟรับใช้ถูกใจนาย นายก็ตั้งให้เป็นผู้ดูแลการงานในบ้าน และมอบทรัพย์สิ่งของทั้งปวงไว้ในความดูแลของโย เซฟทั้งสิ้น
05 ตั้งแต่โปทิฟาร์ตั้งโยเซฟให้เป็นผู้ดูแลการงานในบ้าน และทรัพย์สิ่งของทั้งปวงของท่านแล้ว พระเจ้าก็ได้ทรงอำนวย พระพรให้แก่ครอบครัวของคนอียิปต์นั้นเพราะเห็นแก่โยเซฟ ทั้งทรงอวยพรให้สิ่งของทั้งปวงซึ่งเขามีอยู่ในบ้าน และ ในนาให้เจริญขึ้น
06 นายมอบของทุกอย่างของเขาไว้ในความดูแลของโยเซฟ เมื่อมีโยเซฟแล้ว เขาก็มิได้เอาใจใส่สิ่งใดเลย เว้นแต่อาหาร ที่ท่านรับประทาน
07 โยเซฟนั้นเป็นคนสวยหน้าตาคมคาย อยู่มาภายหลังภรรยาของนายมองดูโยเซฟด้วยความปฏิพัทธ์ และชวนว่า "มา นอนกับฉันเถิด"
08 แต่โยเซฟไม่ยอม จึงตอบแก่ภรรยาของนายว่า "คิดดูเถิด เมื่อมีข้าพเจ้า นายก็มิได้ห่วงสิ่งใดซึ่งอยู่ในบ้านเรือน ได้ มอบของทุกอย่างที่มีอยู่ไว้ในมือข้าพเจ้า
09 ในบ้านนี้นายก็ไม่ใหญ่กว่าข้าพเจ้า นายมิได้หวงสิ่งใดจากข้าพเจ้า ยกเสียแต่ตัวท่านเพราะเป็นภรรยาของนาย ข้าพเจ้าจะทำความผิดใหญ่หลวงนี้อันเป็นบาปต่อพระเจ้าอย่างไรได้"
10 แม้นางชวนโยเซฟวันแล้ววันเล่า โยเซฟก็ไม่ยอมนอนกับนางหรืออยู่ด้วยกัน
11 วันหนึ่งโยเซฟเข้าไปในบ้านเพื่อทำธุระการงานของเขา ไม่มีชายประจำบ้านคนใดอยู่ในนั้น
12 นางก็คว้าเสื้อผ้าโยเซฟเหนี่ยวรั้งไว้ แล้วพูดว่า "มานอนอยู่กับฉันเถิด" แต่โยเซฟทิ้งเสื้อผ้าไว้ในมือนางหนีไปข้าง นอก
13 เมื่อนางเห็นว่าโยเซฟทิ้งเสื้อผ้าไว้ในมือของนาง หนีไปข้างนอกแล้ว
14 นางก็ร้องเรียกชายประจำบ้านของตนมาบอกว่า "ดูซิ นายเอาคนชาติฮีบรูมาไว้ทำความหยาบคายแก่เรา มันเข้ามา หาจะนอนกับฉันแต่ฉันร้องเสียงดัง
15 เมื่อมันได้ยินฉันร้องขึ้น มันก็ทิ้งเสื้อผ้าไว้กับฉันหนีไปข้างนอก"
16 แล้วนางก็เก็บเสื้อผ้าไว้ใกล้ตัวจนนายกลับมาบ้าน
17 แล้วนางก็บอกกับนายดังนี้ว่า "อ้ายบ่าวชาติฮีบรูที่ท่านนำมาไว้นั้นเข้ามาหาจะทำหยาบคายแก่ฉัน
18 เมื่อฉันร้องขึ้น มันก็ทิ้งเสื้อผ้าไว้กับฉันหนีไปข้างนอก"
19 ครั้นนายได้ฟังคำภรรยาบอกว่า "บ่าวของท่านทำกับฉันดังนั้น" ก็โกรธนัก
20 จึงเอาโยเซฟไปจำไว้ในคุกที่ที่ขังนักโทษหลวง โยเซฟก็ต้องจำอยู่ที่นั่น
21 แต่ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ และทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่เขา ทรงโปรดให้พัศดีเมตตาปรานีเขา
22 พัศดีก็มอบนักโทษทั้งปวงที่ในเรือนจำไว้ในความดูแลของโยเซฟ การงานที่ทำในที่นั้นทุกอย่างโยเซฟเป็นผู้รับผิด ชอบ
23 พัศดีไม่ได้เอาใจใส่การงานใดๆที่โยเซฟดูแล เพราะเหตุพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่านและการงานใดๆที่ท่านกระทำ พระเจ้าก็ทรงโปรดให้เจริญ

ปฐมกาล 40

01 ต่อมาพนักงานน้ำองุ่นของกษัตริย์แห่งอียิปต์ และพนักงานขนมของพระองค์ทำผิดต่อเจ้านาย คือกษัตริย์แห่งอียิปต์
02 ฟาโรห์ทรงกริ้วข้าราชการทั้งสองนั้น คือหัวหน้าพนักงานน้ำองุ่น และหัวหน้าพนักงานขนม
03 จึงให้จำคุกไว้ในบ้านของผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ในคุกที่โยเซฟติดอยู่นั้น
04 ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์สั่งโยเซฟให้รับใช้สองคนนั้น โยเซฟก็ปรนนิบัติเขา พนักงานทั้งสองติดคุกอยู่พัก หนึ่ง
05 คืนหนึ่งข้าราชการทั้งสองนั้นฝันไป คือพนักงานน้ำองุ่นและพนักงานขนมของกษัตริย์อียิปต์ที่ต้องจำอยู่ในคุกนั้น ต่างคนต่างฝันคนละเรื่อง ความฝันของต่างคนก็มีความหมายต่างกัน
06 ครั้นเวลาเช้าโยเซฟเข้ามาหา เห็นข้าราชการทั้งสองนั้น เขามีหน้าโศกเศร้า
07 จึงถามข้าราชการที่ถูกจำอยู่ในคุกที่บ้านนายของตนว่า "ทำไมวันนี้ท่านจึงหน้าเศร้า"
08 เขาตอบว่า "เราทั้งสองฝันไปและไม่มีผู้ใดจะแก้ฝันได้" โยเซฟบอกเขาว่า "พระเจ้าเท่านั้นแก้ฝันได้มิใช่หรือ ขอ ท่านเล่าให้ข้าพเจ้าฟังเถิด"
09 พนักงานน้ำองุ่นก็เล่าความฝันของตนให้โยเซฟฟังว่า "เราฝันเห็นเถาองุ่นอยู่ตรงหน้า
10 เถาองุ่นนั้นมีสามกิ่ง พองอกใบอ่อนดอกตูม ก็มีดอกบานออกมา และช่อองุ่นก็สุก
11 จอกของฟาโรห์อยู่ในมือเรา แล้วเราเก็บลูกองุ่นนั้นบีบให้น้ำลงในจอกของฟาโรห์ และวางจอกน้ำองุ่นนั้นในพระ หัตถ์ของฟาโรห์"
12 โยเซฟบอกข้าราชการนั้นว่า "ขอแก้ฝันดังนี้ คือกิ่งสามกิ่งนั้นได้แก่สามวัน
13 ภายในสามวันฟาโรห์จะทรงยกศีรษะของท่านขึ้น และจะทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเหมือนแต่ก่อน ท่านจะได้ถวาย จอกนั้นแก่ฟาโรห์อีก ดังที่ได้กระทำมาแต่ก่อนเมื่อเป็นพนักงานน้ำองุ่น
14 เมื่อท่านมีความสุขแล้วขอให้ระลึกถึงข้าพเจ้าและแสดงความเมตตาปรานีแก่ข้าพเจ้า ช่วยทูลฟาโรห์ให้ข้าพเจ้าได้ ออกจากบ้านนี้
15 เพราะอันที่จริงเขาลักข้าพเจ้ามาจากแคว้นฮีบรู และที่นี่ก็เหมือนกัน ข้าพเจ้าไม่ได้ทำผิดอะไรที่ควรต้องติดคุกใต้ดิน นี้"
16 เมื่อหัวหน้าพนักงานขนมเห็นว่า คำแก้ความฝันนั้นดี จึงเล่าให้โยเซฟฟังว่า "เราฝันด้วย เห็นมีกระจาดขนมสามใบ ตั้งอยู่บนศีรษะเรา
17 ในกระจาดใบนั้นมีขนมสารพัดสำหรับฟาโรห์ เป็นของของพนักงานขนม แล้วมีนกมากินของในกระจาดที่ตั้งอยู่ บนศีรษะเรา"
18 โยเซฟตอบว่า "ขอแก้ฝันดังนี้ คือกระจาดสามใบนั้นได้แก่สามวัน
19 ภายในสามวัน ฟาโรห์จะทรงยกศีรษะของท่านขึ้นให้พ้นตัว และแขวนท่านไว้ที่ต้นไม้ ฝูงนกจะมากินเนื้อท่าน"
20 ครั้นถึงวันที่สามเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของฟาโรห์ พระองค์จึงทรงจัดการเลี้ยง ข้าราชการทั้งปวงของพระ องค์ แล้วทรงปล่อยหัวหน้าพนักงานน้ำองุ่น และหัวหน้าพนักงานขนมเข้ามาอยู่ท่ามกลางพวกข้าราชการ
21 ฝ่ายหัวหน้าพนักงานน้ำองุ่นนั้นได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งเดิม เขาก็วางจอกในพระหัตถ์ของฟาโรห์เช่นแต่ก่อน
22 ส่วนหัวหน้าพนักงานขนมนั้นให้แขวนเสีย สมจริงดังที่โยเซฟแก้ฝันไว้
23 แต่หัวหน้าพนักงานน้ำองุ่นนั้น มิได้ระลึกถึงโยเซฟ กลับลืมเขาเสีย

ปฐมกาล 41

01 ครั้นอยู่มาอีกสองปีเต็ม ฟาโรห์ก็สุบินว่าทรงยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำไนล์
02 มีโคเจ็ดตัวอ้วนพีงามน่าดูขึ้นมาจากแม่น้ำไนล์นั้น กินใบอ้ออยู่
03 แล้วมีโคอีกเจ็ดตัวซูบผอมน่าเกลียด ตามขึ้นมาจากแม่น้ำไนล์ มายืนอยู่กับโคอ้วนพีที่ชายฝั่งแม่น้ำไนล์
04 โคที่ซูบผอมน่าเกลียดก็กินโคอ้วนพีงามน่าดูเจ็ดตัวนั้นเสีย แล้วฟาโรห์ก็ตื่นบรรทม
05 พระองค์ก็บรรทมหลับไปสุบินครั้งที่สองว่า ต้นข้าวต้นเดียวมีรวงเจ็ดรวงเป็นข้าวเมล็ดเต่งงามดี
06 แล้วมีรวงข้าวเจ็ดรวงงอกขึ้นมาภายหลัง เป็นข้าวลีบและเกรียมเพราะลมตะวันออก
07 รวงข้าวลีบเจ็ดรวงนั้นได้กลืนกินรวงข้าวงามดีนั้นเสีย แล้วฟาโรห์ก็ตื่นบรรทมก็รู้ว่าเป็นพระสุบิน
08 ครั้นเวลารุ่งเช้า พระองค์มีพระทัยเศร้าโศก จึงรับสั่งให้เรียกโหรและปราชญ์ทั้งปวงของอียิปต์มาเฝ้า แล้วฟาโรห์ทรง เล่าพระสุบินให้เขาฟัง แต่ไม่มีผู้ใดทูลแก้พระสุบินนั้นถวายแก่ฟาโรห์ได้
09 ครั้งนั้นหัวหน้าพนักงานน้ำองุ่นจึงทูลฟาโรห์ว่า "บัดนี้ข้าพระบาทระลึกถึงความผิดพลั้งของข้าพระบาทได้
10 คือฟาโรห์ทรงพระพิโรธแก่ข้าราชการ ทรงจำข้าพระบาทไว้ในคุกที่บ้านผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ด้วยกัน กับหัวหน้าพนักงานขนม
11 ข้าพระบาททั้งสองฝันในคืนเดียวกัน ทั้งข้าพระบาทและเขา ความฝันของต่างคนมีความหมายต่างกัน
12 มีชายหนุ่มชาติฮีบรูคนหนึ่งเป็นบ่าวของผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ติดคุกอยู่ด้วยกัน เมื่อข้าพระบาททั้งสอง เล่าความฝันให้เขาฟัง ชายนั้นก็แก้ฝันให้ข้าพระบาท เขาแก้ฝันให้แต่ละคนตามความฝันของตน
13 เขาแก้ฝันให้ข้าพระบาททั้งสองอย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น คือฟาโรห์ทรงตั้งข้าพระบาทไว้ในตำแหน่งเดิม แต่ฝ่ายเขา นั้นถูกแขวนตาย"
14 ฟาโรห์จึงรับสั่งให้เรียกโยเซฟมา เขาก็รีบไปเบิกตัวโยเซฟออกมาจากคุกใต้ดิน ครั้นโยเซฟโกนศีรษะผลัดเสื้อผ้า แล้วก็เข้าเฝ้าฟาโรห์
15 ฟาโรห์ตรัสแก่โยเซฟว่า "เราฝันไป หามีผู้ใดแก้ฝันได้ไม่ เราได้ยินว่า เมื่อเจ้าได้ฟังความฝัน เจ้าก็แก้ฝันได้"
16 โยเซฟจึงทูลตอบฟาโรห์ว่า "การแก้ฝันมิได้อยู่ที่ข้าพระบาท พระเจ้าต่างหากจะประทานคำตอบอันควรแก่ฟาโรห์"
17 ฟาโรห์จึงตรัสแก่โยเซฟว่า "ในความฝันของเรานั้น เรายืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำไนล์
18 โคเจ็ดตัวอ้วนพีงามน่าดูขึ้นมาจากแม่น้ำไนล์ กินใบอ้ออยู่
19 แล้วโคอีกเจ็ดตัวตามขึ้นมา ไม่งามน่าเกลียดมากและซูบผอม เราไม่เคยเห็นมีโคเลวอย่างนี้ทั่วแผ่นดินอียิปต์เลย
20 โคที่ซูบผอมไม่งามนั้นกินโคอ้วนพีเจ็ดตัวแรกนั้นเสียหมด
21 เมื่อกินหมดแล้วหามีใครรู้ว่ามันกินเข้าไปไม่ เพราะยังผอมอยู่เหมือนแต่ก่อน แล้วเราก็ตื่นขึ้น
22 ในความฝันของเรา เรายังเห็นต้นข้าวต้นหนึ่ง มีรวงเจ็ดรวงงอกขึ้นมา เป็นข้าวเมล็ดเต่งและงามดี
23 กับเห็นข้าวอีกเจ็ดรวงงอกขึ้นมาภายหลังเป็นข้าวเหี่ยวลีบ และเกรียมเพราะลมตะวันออก
24 รวงข้าวลีบนั้นกลืนกินรวงข้าวดีเจ็ดรวงนั้นเสีย เราเล่าความฝันนี้ให้โหรฟัง แต่ไม่มีใครอธิบายได้"
25 โยเซฟจึงทูลฟาโรห์ว่า "พระสุบินของฟาโรห์มีความหมายอันเดียวกัน พระเจ้าทรงสำแดงให้ฟาโรห์ทราบสิ่งที่พระ องค์จะทรงกระทำ
26 โคอ้วนพีเจ็ดตัวนั้นคือเจ็ดปี และรวงข้าวดีเจ็ดรวงนั้นก็คือเจ็ดปี เป็นความฝันอันเดียวกัน
27 โคเจ็ดตัวซูบผอมน่าเกลียดที่ขึ้นมาภายหลังคือเจ็ดปี กับรวงข้าวเจ็ดรวงลีบและเกรียมเพราะลมตะวันออกนั้น คือ เจ็ดปีที่กันดารอาหารด้วย
28 เป็นจริงอย่างที่ข้าพระบาททูลฟาโรห์ คือพระเจ้าทรงสำแดงให้ฟาโรห์รู้สิ่งที่พระองค์จะทรงกระทำ
29 จะมีอาหารบริบูรณ์ทั่วประเทศอียิปต์ถึงเจ็ดปี
30 หลังจากนั้นจะบังเกิดการกันดารอาหารอีกเจ็ดปี จนประชาชนจะลืม ความอุดมสมบูรณ์ในประเทศอียิปต์เสีย การ กันดารอาหารจะล้างผลาญแผ่นดิน
31 เพราะการกันดารอาหารที่เกิดขึ้นตามมานี้ ประชาชนจึงจำความอุดมสมบูรณ์ในแผ่นดินไม่ได้ ด้วยว่าการกันดาร อาหารนั้นรุนแรงนัก
32 ที่ฟาโรห์สุบินสองครั้งนั้น ก็หมายว่าสิ่งนั้นพระเจ้าทรงกำหนดไว้แล้ว และพระเจ้าจะทรงให้บังเกิดในเร็วๆนี้
33 เพราะฉะนั้นขอฟาโรห์เลือกคนที่มีความคิดดี มีปัญญา ตั้งให้ดูแลประเทศอียิปต์
34 ขอฟาโรห์ทำดังนี้คือจัดพนักงานไว้ทั่วแผ่นดิน และเก็บผลหนึ่งในห้าส่วนแห่งประเทศอียิปต์ไว้ ตลอดเจ็ดปีที่อุดม สมบูรณ์นั้น
35 ให้คนเหล่านั้นเก็บอาหารในปีที่อุดมเหล่านั้นซึ่งจะมาถึงนั้นไว้ และสะสมข้าวด้วยอำนาจของฟาโรห์ไว้เป็นอาหาร ในหัวเมือง และให้เขาตุนไว้
36 อาหารนี้จะได้เป็นเสบียงสำรองในแผ่นดินระหว่างเจ็ดปีที่กันดารอาหาร ซึ่งจะเกิดขึ้นในประเทศอียิปต์ ดังนี้แผ่น ดินจะไม่พินาศเสียไปเพราะกันดารอาหาร"
37 ฝ่ายฟาโรห์และข้าราชการทั้งปวงก็เห็นชอบในข้อเสนอนี้
38 ฟาโรห์ตรัสกับบรรดาข้าราชการว่า "เราจะหาคนที่มีพระวิญญาณพระเจ้าอยู่ในตัวเหมือนคนนี้ได้หรือ"
39 ฟาโรห์จึงตรัสกับโยเซฟว่า "เพราะพระเจ้าได้ทรงสำแดงเรื่องนี้ทั้งสิ้นแก่ท่าน จะหาผู้ใดที่มีความคิดดีและมีปัญญา เหมือนท่านก็ไม่ได้
40 เราจะตั้งท่านไว้ให้ดูแลราชสำนัก และให้ประชาชนทั้งหลายของเราปฏิบัติตามคำของท่าน เว้นแต่ฝ่ายพระที่นั่งเท่า นั้นเราจะเป็นใหญ่กว่าท่าน"
41 ฟาโรห์ตรัสกับโยเซฟอีกว่า "เราตั้งท่านให้ดูแลทั่วประเทศอียิปต์แล้ว"
42 ฟาโรห์ทรงถอดธำมรงค์ตราออกจากพระหัตถ์ สวมให้โยเซฟ กับให้สวมเสื้อผ้าป่านเนื้อละเอียด และสวมสร้อยทอง คำให้ที่คอ
43 ให้โยเซฟใช้รถหลวงคันที่สอง มีคนร้องประกาศข้างหน้าว่า "คุกเข่าลงเถิด" ดังนี้แหละ พระองค์ทรงตั้งเขาให้ดูแล ทั่วประเทศอียิปต์
44 ยิ่งกว่านั้นอีกฟาโรห์ ตรัสกับโยเซฟว่า "เราคือฟาโรห์ เราจะมิให้คนทั่วแผ่นดินอียิปต์ยกมือยกเท้าได้ เว้นแต่ท่าน จะอนุญาต"
45 ฟาโรห์ให้นามโยเซฟว่า ศาเฟนาทปาเนอาห์ และประทานอาเสนัทบุตรีโปทิเฟราปุโรหิตเมืองโอนให้เป็นภรรยา โย เซฟก็ออกไปสำรวจทั่วประเทศอียิปต์
46 เมื่อโยเซฟเข้าเฝ้าฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์นั้น ท่านอายุได้สามสิบปีแล้วท่านก็ออกจากที่เข้าเฝ้าฟาโรห์เที่ยวไปทั่ว ประเทศอียิปต์
47 ในเจ็ดปีที่อุดมสมบูรณ์นั้น ดินก็ออกผลมากมาย
48 โยเซฟเก็บอาหารทั้งเจ็ดปีซึ่งมีอยู่ในประเทศอียิปต์ไว้หมด สะสมไว้ในหัวเมือง ผลที่เกิดขึ้นในนารอบหัวเมืองใด ก็เก็บไว้ในหัวเมืองนั้น
49 โยเซฟสะสมข้าวไว้ดุจเม็ดทรายในทะเลมากมายจนต้องหยุดคิดบัญชี เพราะนับไม่ถ้วน
50 ก่อนถึงปีกันดารอาหาร โยเซฟมีบุตรชายสองคน ซึ่งนางอาเสนัทบุตรีโปทิเฟรา ปุโรหิตเมืองโอนมีให้ท่าน
51 โยเซฟเรียกลูกหัวปีว่า มนัสเสห์ {แปลว่า การทำให้ลืม} "เพราะว่าพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพเจ้าลืมความยาก ลำบากทั้งปวง และบรรดาพงศ์พันธุ์ของบิดาเสีย"
52 บุตรที่สองท่านเรียกชื่อว่า เอฟราอิม {จากคำฮีบรู หมายความว่า มีลูกดก} "เพราะว่าพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพเจ้ามี พงศ์พันธุ์ทวีขึ้นในดินแดนที่ข้าพเจ้าได้รับความทุกข์ใจ"
53 เจ็ดปีที่อุดมสมบูรณ์ในประเทศอียิปต์ก็ล่วงไป
54 จึงเกิดกันดารอาหารเจ็ดปี ดั่งที่โยเซฟทำนายไว้ การกันดารอาหารนั้น เกิดทั่วแคว้นทั้งหลายแต่ทั่วประเทศอียิปต์ ยังมีอาหารอยู่
55 เมื่อชาวอียิปต์อดอยากอาหาร ประชาชนก็ร้องทูลขออาหารต่อฟาโรห์ ฟาโรห์ก็รับสั่งแก่ชาวอียิปต์ทั้งหลายว่า "ไป หาโยเซฟ ท่านบอกอะไร ก็จงทำตาม"
56 การกันดารอาหารแผ่ไปทั่วแผ่นดิน โยเซฟก็เปิดฉางออกขายข้าวแก่ชาวอียิปต์ เพราะการกันดารอาหารในแผ่นดินรุน แรงมาก
57 ยิ่งกว่านั้นทั้งโลกก็มายังประเทศอียิปต์หาโยเซฟเพื่อซื้อข้าว เพราะการกันดารอาหารร้ายแรงทั่วโลก

ปฐมกาล 42

01 เมื่อยาโคบรู้ว่ามีข้าวในอียิปต์ จึงพูดกับพวกลูกของตนว่า "มานั่งมองดูกันอยู่ทำไมเล่า"
02 ยาโคบพูดต่อไปว่า "เราได้ยินว่ามีข้าวในอียิปต์ไปซื้อข้าวจากที่นั่นมาให้เรา เพื่อเราจะได้มีกินไม่อดตาย"
03 พี่ชายของโยเซฟสิบคนก็ไปซื้อข้าวที่อียิปต์
04 แต่เบนยามินน้องชายของโยเซฟนั้นยาโคบไม่ให้ไปกับพี่ชาย ด้วยกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่เขา
05 ดังนี้บรรดาบุตรชายของอิสราเอลก็ไปซื้อข้าวพร้อมกับคนทั้งหลายที่ไป เพราะการกันดารอาหารก็เกิดในแคว้นคานา อัน
06 ฝ่ายโยเซฟเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ท่านเป็นผู้ที่ขายข้าวให้แก่บรรดาราษฎร พวกพี่ชายของโยเซฟก็มากราบไหว้ ท่าน ก้มหน้าลงถึงดิน
07 เมื่อโยเซฟเห็นพวกพี่ของตนก็รู้จักแต่ทำเป็นไม่รู้จัก และพูดจาดุดันกับเขา ท่านถามเขาว่า "พวกเจ้ามาจากไหน" เขาตอบว่า "มาจากแคว้นคานาอันเพื่อซื้ออาหาร"
08 โยเซฟรู้จักพวกพี่ แต่พวกพี่หารู้จักท่านไม่
09 โยเซฟระลึกถึงความฝันที่เห็นแต่ก่อนถึงเรื่องเขา ท่านกล่าวแก่พวกพี่ว่า "พวกเจ้าเป็นคนสอดแนม แอบมาดูความ อ่อนแอของบ้านเมือง"
10 พวกเขาจึงตอบว่า "นาย มิใช่เช่นนั้น ข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านมาซื้ออาหาร
11 ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบุตรร่วมบิดาเดียวกัน เป็นคนซื่อสัตย์ ผู้รับใช้ของท่านมิใช่คนสอดแนม"
12 โยเซฟบอกเขาอีกว่า "ไม่จริง พวกเจ้ามาดูความอ่อนแอของบ้านเมือง"
13 พวกพี่จึงตอบว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้รับใช้ของท่านเป็นพี่น้องสิบสองคนเป็นบุตรร่วมบิดาเดียวกัน อยู่ในแคว้นคา นาอัน น้องสุดท้องยังอยู่กับบิดา แต่น้องอีกคนหนึ่งเสียๆ แล้ว"
14 โยเซฟตอบเขาว่า "ที่เราว่าพวกเจ้าเป็นคนสอดแนมนั้นจริงแน่ๆ
15 เราจะทดลองพวกเจ้าดังนี้ โดยพระชนม์ฟาโรห์ พวกเจ้าจะไปจากที่นี่ไม่ได้ เว้นแต่น้องสุดท้องมาที่นี่
16 พวกเจ้าต้องอยู่ในคุกก่อน ให้คนหนึ่งในพวกเจ้าไปพาน้องมา เพื่อพิสูจน์ถ้อยคำของเจ้า ว่า เจ้าพูดจริงหรือไม่ มิ ฉะนั้นโดยพระชนม์ฟาโรห์ พวกเจ้าเป็นคนสอดแนมแน่"
17 แล้วโยเซฟก็ขังพวกพี่ชายไว้ด้วยกันในคุกสามวัน
18 ในวันที่สามโยเซฟบอกเขาว่า "ทำดังนี้แล้วจะรอดชีวิต เพราะเรายำเกรงพระเจ้า
19 ถ้าพวกเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์ จงให้คนหนึ่งในพวกเจ้าถูกจำอยู่ในคุก คนอื่นนำข้าวไปเพื่อบรรเทาการกันดารอาหารที่ บ้านของเจ้า
20 แล้วพาน้องสุดท้องมาหาเรา ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าพวกเจ้าพูดจริง แล้วพวกเจ้าจะไม่ตาย" พวกพี่ชายก็ยอม
21 พวกพี่ชายจึงพูดกันว่า "ที่จริงเรามีความผิดเรื่องน้องเรา เพราะเราได้เห็นความทุกข์ใจของน้องเมื่อเขาอ้อนวอนเรา แต่แล้วมิได้ฟัง เพราะฉะนั้นความทุกข์ใจทั้งนี้จึงบังเกิดแก่เรา"
22 ฝ่ายรูเบนพูดกับน้องทั้งหลายว่า "ข้าห้ามเจ้าแล้วมิใช่หรือ ว่าอย่าทำบาปผิดต่อเด็กนั้น แต่พวกเจ้าไม่ฟัง เหตุฉะนั้น การพิพากษาเรื่องโลหิตของน้องจึงมาถึง"
23 พี่ชายไม่รู้ว่าโยเซฟฟังออก เพราะว่าเมื่อพูดกันมีคนเป็นล่าม
24 โยเซฟก็ออกไปร้องไห้ แล้วกลับมาพูดกับเขาอีก ท่านเอาสิเมโอนออกมามัดไว้ต่อหน้าพวกเขา
25 โยเซฟบัญชาให้ใส่ข้าวในถุงของพี่ชายให้เต็ม และใส่เงินของแต่ละคนไว้ในกระสอบของทุกคนด้วย และให้ เสบียงไปกินกลางทาง คนใช้ก็ทำตาม
26 เมื่อพวกเขาบรรทุกข้าวใส่หลังลาเสร็จแล้ว ก็ออกเดินทางไป
27 ครั้นคนหนึ่งเปิดกระสอบออกจะเอาข้าวให้ลากินณที่หยุดพัก ก็เห็นเงินอยู่ที่ปากกระสอบนั้น
28 ผู้นั้นจึงบอกแก่พี่น้องว่า "แน่ะ เงินของฉันกลับคืนมาอยู่ที่ปากกระสอบของฉัน" พี่น้องตกใจ ตัวสั่น หันหน้าเข้า หากันพูดกันว่า "ที่พระเจ้าทรงกระทำดังนี้แก่เราจะเป็นอย่างไรหนอ"
29 เมื่อเขากลับไปพบยาโคบบิดาของเขาในแคว้นคานาอัน เขาเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแก่ตนให้บิดาฟัง
30 "ท่านผู้นั้นเป็นเจ้านายของประเทศพูดจาดุดันกับพวกฉัน เหมาเอาว่าพวกฉันเป็นผู้สอดแนมดูบ้านเมือง
31 พวกฉันเรียนว่า 'ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นคนซื่อสัตย์ หาได้เป็นคนสอดแนมไม่
32 ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบุตรร่วมบิดาเดียวกัน มีพี่น้องสิบสองคนแต่น้องคนหนึ่งเสียๆแล้ว น้องสุดท้องยังอยู่กับบิดา ในแคว้นคานาอัน'
33 แล้วท่านผู้เป็นเจ้านายของประเทศนั้นตอบว่า 'เพื่อจะรู้ว่าพวกเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์ ให้ทำดังนี้ คือให้คนหนึ่งในพวก พี่น้องอยู่กับเรา พวกเจ้าเอาข้าวไปเพื่อบรรเทาการกันดารอาหารที่บ้านของเจ้า แล้วออกเดินทางไปเถิด
34 จงพาน้องสุดท้องมาหาเรา เราจึงจะรู้แน่ว่าพวกเจ้ามิได้เป็นคนสอดแนม แต่เป็นคนซื่อสัตย์ แล้วเราจะปล่อยพี่ชาย ไป พวกเจ้ายังจะได้ค้าขายในประเทศนี้'"
35 ครั้นพวกเขาแก้กระสอบข้าวออก ก็เห็นห่อเงินของแต่ละคนอยู่ในกระสอบของตน เมื่อเวลาพวกเขากับบิดาเห็นห่อ เงินดังนั้นก็ตกใจ
36 ฝ่ายยาโคบบิดาจึงพูดว่า "พวกเจ้าทำให้เราพลัดพรากจากลูกของเรา โยเซฟก็เสียไปแล้ว สิเมโอนก็เสียไปแล้ว แล้วยังจะเอาเบนยามินไปอีกคน เราต้องทนความทุกข์เหล่านี้ทั้งหมด"
37 รูเบนจึงบอกบิดาว่า "ถ้าลูกไม่พาเบนยามินกลับมาให้พ่อ พ่อจงเอาบุตรชายทั้งสองคนของลูกฆ่าเสีย จงมอบเบนยา มินไว้ในความดูแลของลูกเถิด ลูกจะนำกลับมาหาพ่ออีก"
38 ยาโคบบอกว่า "เราไม่ยอมให้ลูกของเราไปกับเจ้า เพราะพี่ชายก็ตายเสียแล้ว เหลือแต่เบนยามินคนเดียว ถ้าเกิด อันตรายแก่ลูกเราในเวลาเดินทางไปกับเจ้า เจ้าจะพาผมหงอกของเราลงสู่แดนคนตายด้วยความทุกข์"

ปฐมกาล 43

01 การกันดารอาหารในแผ่นดินร้ายแรงยิ่ง
02 อยู่มาเมื่อครอบครัวยาโคบกินข้าวที่ได้มาจากประเทศอียิปต์หมดแล้ว บิดาจึงบอกแก่บุตรชายว่า "ไปซื้ออาหารมาอีก หน่อย"
03 แต่ยูดาห์ตอบบิดาว่า "ท่านกำชับพวกลูกอย่างเด็ดขาดว่า 'ถ้าไม่ได้น้องชายมาด้วย พวกเจ้าจะไม่เห็นหน้าเราอีก'
04 ถ้าพ่อใช้ให้น้องไปกับพวกลูก ลูกจะลงไปซื้ออาหารให้พ่อ
05 แต่ถ้าแม้พ่อไม่ให้น้องไป พวกลูกจะไม่ไป เพราะเจ้านายท่านบัญชาแก่พวกลูกว่า 'ถ้าไม่ได้น้องมาด้วยจะไม่ได้เห็น หน้าเราอีก'"
06 อิสราเอลจึงว่า "เหตุไฉนเจ้าจึงไปบอกท่านว่ามีน้องชายอีกคนหนึ่ง ทำให้เราได้รับความช้ำใจเช่นนี้"
07 เขาจึงตอบว่า "เจ้านายท่านซักไซ้ไต่ถามถึงพวกลูก และญาติพี่น้องของพวกลูกว่า 'บิดายังอยู่หรือ เจ้ามีน้องอีกคน หนึ่งหรือเปล่า' พวกลูกก็ตอบตามคำถามนั้น จะล่วงรู้ได้อย่างไรว่าท่านจะสั่งว่า 'พาน้องของเจ้ามา'"
08 ยูดาห์จึงพูดกับอิสราเอลบิดาของเขาว่า "ขอพ่อให้เด็กนั้นไปกับฉัน เราจะได้ออกเดินทางไปเพื่อจะได้มีอาหารกินไม่ ตาย ทั้งพวกลูกและพ่อกับลูกอ่อนทั้งหลายของเราด้วย
09 ลูกรับประกันน้องคนนี้ พ่อจะเรียกร้องให้ลูกรับผิดชอบได้ ถ้าลูกไม่นำเขากลับมาหาพ่อ และส่งเขาต่อหน้าพ่อ ก็ ขอให้ลูกรับผิดต่อพ่อตลอดชีวิต
10 ถ้าพวกลูกไม่ช้าอยู่เช่นนี้ ก็คงจะได้กลับมาเป็นครั้งที่สองแล้ว"
11 ฝ่ายอิสราเอลบิดาจึงบอกบุตรชายทั้งหลายว่า "ถ้าอย่างนั้นให้ทำดังนี้คือ เอาผลิตผลอย่างดีที่มีในแคว้นนี้คือ พิมเสน บ้าง น้ำผึ้งบ้าง ยางไม้และเปลือกไม้ชะมด มะม่วงหิมพานต์และจาวอัลมันด์ {ผลไม้ชนิดหนึ่ง} จาวกินได้ ใส่ ภาชนะไปเป็นของกำนัลแก่ท่าน
12 เอาเงินไปสองเท่า คือเงินที่ติดมาในปากกระสอบนั้นก็ให้ติดมือกลับไปด้วย เพราะบางทีเขาเผลอไป
13 จงพาน้องชายของเจ้ากลับไปหาเจ้านายท่าน
14 ขอพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์โปรดให้เจ้านายท่านกรุณาแก่พวกเจ้า และปล่อยพี่ชายกับเบนยามินกลับมา หากว่าเรา จะต้องเสียใจเพราะบุตรจากไปก็ตามเถิด"
15 คนเหล่านั้นก็เอาของกำนัลและเงินสองเท่าติดมือไปพร้อมกับเบนยามิน แล้วพากันเดินทางไปยังประเทศอียิปต์ และเข้าเฝ้าโยเซฟ
16 เมื่อโยเซฟเห็นเบนยามินมากับพี่ชาย จึงสั่งคนต้นเรือนว่า "จงพาคนเหล่านี้เข้าไปในบ้าน ให้ฆ่าสัตว์และจัดโต๊ะไว้ เพราะคนเหล่านี้จะมารับประทานด้วยกันกับเราในเวลาเที่ยง"
17 คนต้นเรือนก็ทำตามคำโยเซฟสั่ง และพาคนเหล่านั้นเข้าไปในบ้านโยเซฟ
18 คนเหล่านั้นก็กลัวเพราะเขาพาเข้าไปในบ้านโยเซฟ จึงพูดกันว่า "คงเป็นเพราะเงินที่ติดมาในกระสอบครั้งก่อนนั้น เขาจึงพาพวกเรามาที่นี่ เพื่อเจ้านายท่านจะหาเหตุใส่เราจับกุมเรา จับเราเป็นทาส ทั้งจะริบเอาลาด้วย"
19 พวกเขาเข้าไปหาคนต้นเรือนของโยเซฟ และพูดกับเขาที่ประตูบ้าน
20 เขากล่าวว่า "นายขอรับ ข้าพเจ้าทั้งหลายลงมาครั้งก่อนเพื่อซื้ออาหาร
21 ครั้นข้าพเจ้าทั้งหลายไปถึงที่พัก เปิดกระสอบออก ก็เห็นเงินของแต่ละคนอยู่ในปากกระสอบของตน เงินนั้นยังอยู่ ครบน้ำหนัก ข้าพเจ้าจึงได้นำเงินนั้นติดมือกลับมาให้
22 ข้าพเจ้าเอาเงินอีกส่วนหนึ่งติดมือมาเพื่อจะซื้ออาหารอีก เงินที่อยู่ในกระสอบนั้นผู้ใดใส่ไว้ข้าพเจ้าไม่ทราบเลย"
23 คนต้นเรือนจึงตอบว่า "อย่าเป็นห่วงเลย อย่ากลัวเลย พระเจ้าของท่านและพระเจ้าของบิดาท่านบันดาลให้มีทรัพย์ อยู่ในกระสอบเพื่อท่าน เงินของท่านนั้นเราได้รับแล้ว" คนต้นเรือนก็พาสิเมโอนออกมาหาเขา
24 เมื่อคนต้นเรือนพาคนเหล่านั้นเข้าไปในบ้านของโยเซฟแล้ว ก็เอาน้ำให้เขาล้างเท้า และจัดหญ้าฟางให้ลาเขากิน
25 พวกพี่ชายก็จัดเตรียมของกำนัลไว้คอยท่าโยเซฟซึ่งจะมาในเวลากลางวัน เพราะเขาได้ยินว่าเขาจะรับประทานอาหาร กันที่นั่น
26 เมื่อโยเซฟกลับมาบ้าน เขาก็ยกของกำนัลที่มีนั้นมาให้โยเซฟในบ้านแล้วกราบลงถึงดิน
27 โยเซฟถามถึงทุกข์สุขของเขาและกล่าวว่า "บิดาผู้ชราที่พวกเจ้ากล่าวถึงครั้งก่อนนั้นสบายดีหรือ ยังมีชีวิตอยู่หรือ"
28 เขาตอบว่า "บิดาของข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านอยู่สบายดี ยังมีชีวิตอยู่" แล้วเขาก็น้อมลงกราบไหว้อีก
29 โยเซฟมองดูเบนยามินน้องชายมารดาเดียวกัน แล้วถามว่า "คนนี้เป็นน้องสุดท้องที่พวกเจ้าบอกแก่เราครั้งก่อนหรือ" โยเซฟกล่าวว่า "ลูกเอ๋ย ขอให้พระเจ้าทรงเมตตาแก่เจ้า"
30 แล้วโยเซฟรีบออกไป เพราะรักน้องจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ ท่านเข้าไปในห้อง ร้องไห้อยู่ที่นั่น
31 โยเซฟล้างหน้าแล้วกลับออกมาแข็งใจกลั้นน้ำตาสั่งว่า "ยกอาหารมาเถิด"
32 พวกคนใช้ก็ยกส่วนของโยเซฟมาตั้งไว้เฉพาะท่าน ส่วนของพี่น้องก็เฉพาะพี่น้อง ส่วนของคนอียิปต์ที่จะมารับ ประทานด้วยนั้นก็เฉพาะเขา เพราะคนอียิปต์ถือ จะรับประทานร่วมกับคนฮีบรูไม่ได้
33 พวกพี่น้องก็นั่งตรงหน้าโยเซฟ เรียงตั้งแต่พี่ใหญ่ผู้มีสิทธิบุตรหัวปี ลงมาจนถึงน้องสุดท้องตามวัย พี่น้องทั้งหลาย มองดูตากันด้วยความประหลาดใจ
34 แล้วโยเซฟก็ส่งของรับประทานให้พี่น้องเหล่านั้น แต่ของที่ส่งให้เบนยามินนั้นมากกว่าของพี่ชายถึงห้าเท่าพวกเขาก็ กินดื่มกับโยเซฟจนอิ่มหนำสำราญใจ

ปฐมกาล 44

01 โยเซฟสั่งคนต้นเรือนของท่านว่า "จัดอาหารใส่กระสอบของคนเหล่านี้ให้เต็มตามที่จะขนไปได้ และเอาเงินของเขา ใส่ไว้ในปากกระสอบของทุกคน
02 ใส่จอกของเรา คือจอกเงินนั้นไว้ในปากกระสอบของคนสุดท้องกับเงินค่าข้าวของเขาด้วย" คนต้นเรือนก็ทำตามที่โย เซฟสั่ง
03 ครั้นเวลารุ่งเช้าคนต้นเรือนก็ให้คนเหล่านั้นออกเดินไปพร้อมกับลาของเขา
04 เมื่อพี่น้องออกไปจากเมืองยังไม่สู้ไกลนัก โยเซฟสั่งคนต้นเรือนว่า "ลุกขึ้นไปตามคนเหล่านั้น เมื่อไปทันแล้วให้ ถามว่า 'ทำไมพวกเจ้าจึงทำความชั่ว ตอบความดีเล่า ทำไมจึงขโมยจอกเงินของเรามา
05 จอกนั้นเป็นจอกเฉพาะที่เจ้านายของข้าใช้ดื่ม และใช้ทำนายมิใช่หรือ เจ้าทำเช่นนี้ผิดมาก'"
06 คนต้นเรือนตามไปทัน แล้วว่าแก่พี่น้องตามที่โยเซฟบอก
07 คนเหล่านั้นจึงตอบว่า "เหตุไฉนเจ้านายของข้าพเจ้าจึงว่าอย่างนี้ ผู้รับใช้ของท่านจะทำเช่นนั้นหาได้ไม่
08 ดูเถิด เงินที่ข้าพเจ้าพบในปากกระสอบนั้น ข้าพเจ้ายังได้นำมาจากเมืองคานาอันคืนแก่ท่าน ข้าพเจ้าทั้งหลายจะลัก เงินทองไปจากบ้านเจ้านายของท่านทำไมเล่า
09 หากท่านพบของนั้นที่ใครในพวกข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่าน ก็ให้ผู้นั้นตายเถิด ยิ่งกว่านั้นข้าพเจ้าทั้งหลายยอมเป็นทาส เจ้านายของข้าพเจ้าด้วย"
10 คนต้นเรือนจึงว่า "ให้เป็นไปตามคำที่ท่านว่า ถ้าเราพบของนั้นที่ผู้ใด ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสของเรา แต่ท่านทั้ง หลายหามีความผิดไม่"
11 พวกเขาทุกคนจึงรีบยกกระสอบของตนวางลงบนดินและเปิดกระสอบของตนออก
12 คนต้นเรือนก็ค้นดูตั้งแต่คนหัวปีจนถึงคนสุดท้อง ก็พบจอกนั้นในกระสอบของเบนยามิน
13 พวกพี่ก็ฉีกเสื้อผ้า และบรรทุกขึ้นหลังลากลับมายังเมือง
14 ฝ่ายยูดาห์กับพวกพี่น้องก็มาบ้านโยเซฟ โยเซฟยังอยู่ที่นั่น พวกเขากราบลงถึงดินต่อหน้า
15 โยเซฟจึงถามเขาว่า "พวกเจ้าทำอะไรนี่ พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าคนอย่างเราทำนายได้"
16 ยูดาห์ตอบว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายจะตอบอย่างไรกับนาย ข้าพเจ้าจะพูดอย่างไร หรือจะแก้ตัวอย่างไรได้ พระเจ้าทรง ทราบความผิดของพวกข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านแล้ว ข้าแต่ท่าน พวกข้าพเจ้ายอมเป็นทาสของท่าน ทั้งข้าพเจ้าทั้งหลาย กับคนที่เขาพบจอกอยู่ในมือนั้นด้วย"
17 แต่โยเซฟตอบว่า "เราจะไม่ทำดังนั้น เฉพาะคนที่เขาพบจอกในมือนั้นจะเป็นทาสของเรา ส่วนพวกเจ้าจงกลับไป หาบิดาโดยสันติเถิด"
18 ยูดาห์จึงเข้าไปใกล้โยเซฟ เรียนว่า "นายขอรับ ข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่าน ขอกราบเรียนท่านสักคำหนึ่ง ขอท่านอย่า ได้ถือโกรธข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านเลย เพราะท่านก็เป็นเหมือนฟาโรห์
19 ท่านถามข้าพเจ้าทั้งหลายผู้รับใช้ของท่านว่า 'เจ้ายังมีบิดาหรือน้องชายอยู่หรือ'
20 พวกข้าพเจ้าตอบนายว่า 'ข้าพเจ้าทั้งหลายมีบิดาที่ชราแล้ว มีบุตรคนหนึ่งเกิดเมื่อบิดาชรา เป็นน้องเล็ก พี่ชายของ เด็กนั้นก็ตายเสียแล้ว บุตรของมารดานั้นยังอยู่แต่คนนี้คนเดียว บิดารักเด็กคนนี้มาก'
21 แล้วท่านสั่งข้าพเจ้าทั้งหลายผู้รับใช้ของท่านว่า 'พาน้องคนนั้นมาที่นี่ให้เราดู'
22 ข้าพเจ้าทั้งหลายเรียนนายว่า 'เด็กหนุ่มคนนี้จะพรากจากบิดาไม่ได้ ถ้าจากบิดาไป บิดาจะตาย'
23 ท่านบอกข้าพเจ้าทั้งหลายผู้รับใช้ของท่านว่า 'ถ้าเจ้าทั้งหลายไม่พาน้องสุดท้องมาด้วยกัน จะไม่เห็นหน้าเราอีกเลย'
24 ครั้นข้าพเจ้าไปหาบิดาผู้รับใช้ของท่านแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายก็นำถ้อยคำของนายไปเล่าให้บิดาฟัง
25 อยู่มาบิดาสั่งข้าพเจ้าทั้งหลายว่า 'พวกเจ้าจงกลับไปซื้ออาหารมาให้พวกเราหน่อย'
26 ข้าพเจ้าทั้งหลายว่า 'เราไปไม่ได้ ถ้าน้องสุดท้องไปด้วย เราจึงจะไป เพราะเราจะเห็นหน้าท่านนั้นไม่ได้ เว้นแต่ น้องสุดท้องอยู่กับเรา'
27 บิดาผู้รับใช้ของท่านจึงบอกข้าพเจ้าทั้งหลายว่า 'เจ้ารู้ว่าภรรยาของเราให้บุตรเราสองคน
28 บุตรคนหนึ่งก็จากเราไปแล้ว เราเข้าใจว่าสัตว์ร้ายกัดกินเสีย เราไม่ได้เห็นบุตรนั้นจนบัดนี้
29 ถ้าพวกเจ้าเอาเด็กคนนี้ไปจากเราด้วย และเขาเป็นอันตรายขึ้น พวกเจ้าก็จะทำให้เราซึ่งมีผมหงอกลงสู่แดนคนตาย ด้วยความโศกเศร้า'
30 เหตุฉะนั้น หากข้าพเจ้ากลับไปหาบิดาผู้รับใช้ของท่าน และเด็กหนุ่มนั้นมิได้กลับไปกับข้าพเจ้า
31 เมื่อบิดาเห็นเด็กนั้นไม่อยู่กับพวกข้าพเจ้า บิดาก็จะตาย เพราะชีวิตของท่านติดอยู่กับชีวิตของเด็ก ผู้รับใช้ของท่าน จะเป็นเหตุให้บิดาผู้รับใช้ของท่านผู้มีผมหงอกลงสู่แดนคนตายด้วยความโศกเศร้า
32 ข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านรับประกันน้องไว้ต่อบิดาว่า 'ถ้าข้าพเจ้าไม่พาน้องกลับมา ข้าพเจ้าจะรับผิดต่อบิดาตลอดชีวิต '
33 เพราะฉะนั้น ขอโปรดให้ข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านอยู่แทนน้องโดยเป็นทาสของนาย ขอให้น้องกลับไปกับพวกพี่เถิด
34 ถ้าน้องมิได้อยู่กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะกลับไปหาบิดาอย่างไรได้ น่ากลัวว่าจะเห็นเหตุร้ายอุบัติขึ้นแก่บิดาข้าพเจ้า"

ปฐมกาล 45

01 โยเซฟอดกลั้นต่อหน้าบรรดาผู้ที่ยืนอยู่ต่อไปอีกมิได้ก็ร้องสั่งว่า "ให้ทุกคนออกไปเสียเถิด" จึงไม่มีผู้ใดยืนอยู่ด้วย เมื่อโยเซฟแจ้งให้พี่น้องรู้จักตัวท่าน
02 แล้วโยเซฟร้องไห้เสียงดัง จนคนอียิปต์ทั้งหลายได้ยิน และคนในสำนักพระราชวังฟาโรห์ได้ยิน
03 โยเซฟบอกพวกพี่น้องว่า "เราคือโยเซฟ บิดาเรายังมีชีวิตอยู่หรือ" ฝ่ายพวกพี่น้องไม่รู้ที่จะตอบประการใด เพราะตก ใจกลัวที่เผชิญหน้ากับโยเซฟ
04 โยเซฟจึงบอกพี่ชายว่า "เชิญเข้ามาใกล้เราเถิด" เขาก็เข้ามาใกล้ แล้วโยเซฟว่า "เราคือโยเซฟน้องที่พี่ขายมายังอียิปต์
05 แต่บัดนี้อย่าเสียใจไปเลย อย่าโกรธตัวเองที่ขายเรามาที่นี่ เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้เราให้มาก่อนหน้าพี่ เพื่อจะได้ช่วย ชีวิต
06 เพราะมีการกันดารอาหารในแผ่นดินสองปีแล้ว ยังอีกห้าปีจะไถนาหรือเกี่ยวข้าวไม่ได้เลย
07 พระเจ้าทรงใช้เรามาก่อนพี่ เพื่อสงวนคนที่เหลือส่วนหนึ่งบนแผ่นดินไว้ให้พี่ และช่วยชีวิตของพี่ไว้ด้วยการช่วยกู้ อันใหญ่หลวง {หรือ "และช่วยคนที่รอดตายเป็นอันมากให้คงชีวิตอยู่เพื่อท่าน"}
08 ฉะนั้นมิใช่พี่เป็นผู้ให้เรามาที่นี่ แต่พระเจ้าทรงให้มา พระองค์ทรงโปรดให้เราเป็นเหมือนตัวบิดาฟาโรห์ เป็นเจ้าใน ราชวังทั้งสิ้น และเป็นผู้ครอบครองประเทศอียิปต์ทั้งหมด
09 รีบไปหาบิดาเราบอกท่านว่า "โยเซฟบุตรของท่านพูดดังนี้ว่า พระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพเจ้าเป็นเจ้าเหนืออียิปต์ทั้งสิ้น ขอไปหาลูก อย่าได้ช้า
10 พ่อจะได้อาศัยอยู่ในเมืองโกเชน และพ่อจะได้อยู่ใกล้ลูก ทั้งตัวพ่อกับลูกหลาน และฝูงแพะแกะฝูงโค และทรัพย์ ทั้งหมดของพ่อ
11 ลูกจะบำรุงรักษาพ่อที่นั่น ด้วยยังจะกันดารอาหารอีกห้าปี มิฉะนั้นพ่อและครอบครัวของพ่อและผู้คนที่พ่อมีอยู่จะ ยากจนไป'
12 นี่แน่ะนัยน์ตาพี่และนัยน์ตาของเบนยามินน้องของฉันได้เห็นว่าเป็นปากของฉันเองที่ได้พูดกับพี่
13 พี่จงเล่าให้บิดาของเราฟังถึงยศศักดิ์ที่ฉันมีอยู่ในอียิปต์ และที่พี่ได้เห็นนั้นทุกประการ พี่จงรีบพาบิดาเรามาที่นี่เถิด'
14 โยเซฟกอดคอเบนยามินผู้น้องแล้วร้องไห้ เบนยามินก็กอดคอโยเซฟร้องไห้เหมือนกัน
15 โยเซฟจึงจุบพี่ชายทั้งปวงและร้องไห้พี่น้องก็สนทนากับโยเซฟ
16 ข่าวว่า "พี่น้องของโยเซฟมา" ไปถึงราชวังฟาโรห์ ฟาโรห์กับข้าราชการก็พากันยินดี
17 ฟาโรห์รับสั่งกับโยเซฟว่า "พูดกับพี่น้องของท่านว่า 'ทำดังนี้ คือเอาของบรรทุกสัตว์กลับไปแคว้นคานาอัน
18 พาบิดาและครอบครัวของเจ้ามาหาเรา เราจะประทานของดีที่สุดในแผ่นดินอียิปต์ให้พวกเจ้า พวกเจ้าจะได้รับ ประทานผลอันอุดมบริบูรณ์ของประเทศนี้'
19 ส่วนท่านจงสั่งเขาด้วยว่า 'ทำดังนี้ เอารถจากประเทศอียิปต์ไปรับเด็กเล็กๆ และภรรยาของพี่กับนำบิดามา
20 อย่าเสียดายทรัพย์สมบัติเลย เพราะของดีที่สุดทั่วประเทศอียิปต์เป็นของพี่แล้ว'"
21 บรรดาบุตรของอิสราเอลก็ทำตาม โยเซฟจัดรถให้เขาตามรับสั่งของฟาโรห์ กับให้เสบียงรับประทานตามทาง
22 โยเซฟให้เสื้อมีราคาคนละสำรับ แต่ให้เงินแก่เบนยามินสามร้อยเหรียญกับเสื้อมีราคาห้าสำรับ
23 โยเซฟฝากของต่อไปนี้ให้บิดา คือลาสิบตัวบรรทุกของดีที่สุดในประเทศอียิปต์ และลาตัวเมียอีกสิบตัวบรรทุกข้าว กล้อง ขนมปัง และเสบียงอาหารสำหรับให้บิดารับประทานตามทาง
24 แล้วโยเซฟก็ส่งพี่น้องไป เมื่อเขาจะจากไป โยเซฟสั่งเขาว่า "อย่าเดือดดาลกันตามทาง"
25 พวกพี่น้องก็พากันออกจากอียิปต์ ไปเมืองคานาอันไปหายาโคบบิดา
26 บอกบิดาว่า "โยเซฟยังมีชีวิตอยู่เป็นผู้ครอบครองประเทศอียิปต์ทั้งหมด" แต่ยาโคบงงงันเพราะยังไม่เชื่อเขา
27 เขาจึงเล่าคำของโยเซฟให้บิดาฟังทุกประการ เมื่อยาโคบเห็นรถที่โยเซฟส่งมารับตน จิตใจของท่านก็ฟื้นแช่มชื่นขึ้น
28 อิสราเอลจึงว่า "เราอิ่มใจแล้ว โยเซฟลูกเรายังมีชีวิตอยู่ เราจะไปเห็นลูกก่อนเราตาย"

ปฐมกาล 46

01 อิสราเอลเดินทางไปพร้อมกับทรัพย์สมบัติทั้งหมด เมื่อถึงตำบลเบเออร์เชบา ก็ถวายเครื่องบูชาแก่พระเจ้าของอิสอัคบิ ดาของตน
02 พระเจ้าตรัสแก่อิสราเอลโดยนิมิตในเวลากลางคืนว่า "ยาโคบ ยาโคบเอ๋ย" ยาโคบทูลว่า "พระเจ้าข้า"
03 พระองค์จึงตรัสว่า "เราคือพระเจ้า คือพระเจ้าของบิดาเจ้า อย่ากลัวที่จะไปอียิปต์ เพราะเราจะให้เจ้าเป็นประชาชาติ ใหญ่ที่นั่น
04 เราจะไปกับเจ้าถึงอียิปต์ และเราจะพาเจ้ากลับมาอีกด้วยแน่ และโยเซฟจะเอามือปิดตาเจ้า"
05 ยาโคบก็ยกไปจากเบเออร์เชบา บรรดาบุตรอิสราเอลก็ให้ยาโคบบิดาขึ้นรถที่ฟาโรห์ส่งมารับไปกับลูกหลานเล็กๆและ ภรรยาของเขา
06 เขาพาสัตว์และทรัพย์ที่เขาได้มาในแคว้นคานาอันนั้นไปอียิปต์ด้วยทั้งยาโคบกับบรรดาพงศ์พันธุ์ของท่าน
07 ท่านพาลูกหลานชายหญิงและพงศ์พันธุ์ทั้งหมดของท่านเข้าไปในอียิปต์ด้วย
08 ต่อไปนี้เป็นชื่อเชื้อสายของอิสราเอลที่เข้าไปในอียิปต์ ทั้งยาโคบและบุตรชายของท่าน คือรูเบนบุตรหัวปีของยาโคบ
09 และบุตรของรูเบนคือ ฮาโนค ปัลลู เฮสโรน และคารมี
10 บุตรของสิเมโอน คือเยมูเอล ยามีน โอหาด ยาคีน และโศหาร์ กับชาอูล บุตรของหญิงคนคานาอัน
11 บุตรเลวีคือ เกอร์โชน โคฮาท และเมรารี
12 บุตรยูดาห์คือ เอร์ โอนัน เช-ลาห์ เปเรศ เศ-ราห์ แต่เอร์และโอนันได้ถึงแก่กรรมในเมืองคานาอัน บุตรเปเรศ คือ เฮสโรน และฮามูล
13 บุตรอิสสาคาร์ คือ โทลา ปูวาห์ โยบ และชิมโรน
14 บุตรเศบูลุน คือ เสเรด เอโลน และยาเลเอล
15 (พวกเหล่านี้เป็นบุตรของนางเลอาห์ ซึ่งนางมีให้ยาโคบในปัดดานอารัม กับบุตรีชื่อ ดีนาห์ บุตรชายหญิงหมดด้วย กันมีสามสิบสามคน)
16 บุตรของกาด คือ ศิฟีโยน ฮักกี ชูนี เอสโบน เอรี อาโรดี และอาเรลี
17 บุตรอาเชอร์คือ อิมนาห์ อิชวาห์ และเบรีอาห์ กับเสราห์น้องสาว บุตรเบรีอาห์คือ เฮเบอร์ และมัลคีเอล
18 (พวกเหล่านี้เป็นลูกหลานของศิลปาห์ ผู้ที่ลาบันยกให้แก่นางเลอาห์บุตรีของตน และบุตรสิบหกคนนี้นางมีให้ยาโ คบ)
19 บุตรของนางราเชลภรรยายาโคบคือ โยเซฟและเบนยามิน
20 มนัสเสห์กับเอฟราอิมเกิดแก่โยเซฟในแผ่นดินอียิปต์ สองคนนี้นางอาเสนัท บุตรีโปทิเฟรา ปุโรหิตเมืองโอนมีให้ ท่าน
21 บุตรเบนยามิน คือเบลา เบเคอร์ อัชเบล เก-รา นาอามาน เอไฮ โรช มัปปิม หุปปิม และอาร์ด
22 (พวกเหล่านี้เป็นลูกหลานของนางราเชล ที่เกิดแก่ยาโคบมีสิบสี่คนด้วยกัน)
23 บุตรของดานคือ หุชิม
24 บุตรของนัฟทาลีคือ ยาเซเอล กูนี เยเซอร์ และชิลเลม
25 (พวกเหล่านี้เป็นลูกหลานของนางบิลฮาห์ผู้ที่ลาบันยกให้แก่ นางราเชลบุตรีของตนและบุตรเจ็ดคนนี้นางมีให้ยาโ คบ)
26 บรรดาคนของยาโคบซึ่งเป็นลูกหลานของท่านที่ลงไปอียิปต์นั้น ไม่นับภรรยาของบุตรยาโคบมีหกสิบหกคนด้วย กัน
27 บุตรของโยเซฟซึ่งเกิดแก่ท่านในอียิปต์มีสองคนนับคนทั้งปวงในวงศ์ของยาโคบที่เข้ามาในอียิปต์ได้เจ็ดสิบคน
28 ยาโคบให้ยูดาห์ล่วงหน้าไปหาโยเซฟเพื่อจะนำไปยังเมืองโกเชน แล้วพวกเขาก็มาถึงแคว้นโกเชน
29 โยเซฟก็จัดรถไปยังเมืองโกเชนรับอิสราเอลบิดาของตน พอเห็นบิดาท่านก็กอดคอบิดาไว้ ร้องไห้เป็นเวลานาน
30 อิสราเอลพูดกับโยเซฟว่า "พ่อจะตายก็ตามเถิด เพราะพ่อได้เห็นหน้าเจ้าแล้ว และรู้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่"
31 โยเซฟจึงบอกพี่น้องและครอบครัวของบิดาว่า "เราจะขึ้นไปทูลฟาโรห์ว่า 'พี่น้องและครอบครัวของบิดาผู้เคยอยู่ใน แคว้นคานาอันนั้นมาหาข้าพระบาทแล้ว
32 คนเหล่านั้นเป็นผู้เลี้ยงแกะเคยเลี้ยงสัตว์ เขาพาฝูงแพะแกะฝูงวัวกับทรัพย์สมบัติของเขามาด้วย'
33 เมื่อฟาโรห์จะรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าแล้วจะถามว่า 'พวกเจ้าเคยทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไร'
34 ท่านทั้งหลายจงทูลว่า 'ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทเคยเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่เป็นเด็กมาจนทุกวันนี้ ทั้งข้าพระบาทและบรรพ บุรุษของข้าพระบาท' เพื่อท่านทั้งหลายจะได้อาศัยอยู่ในเมืองโกเชน เหตุว่าชาวอียิปต์เกลียดชังคนที่เลี้ยงแพะแกะยิ่ง นัก"

ปฐมกาล 47

01 โยเซฟเข้าไปทูลฟาโรห์ว่า "บิดาและพี่น้องของข้าพระบาท กับฝูงแพะแกะฝูงโคและทรัพย์สมบัติของเขาทั้งสิ้นมา จากแคว้นคานาอันแล้ว เวลานี้อยู่ในเมืองโกเชน"
02 โยเซฟเลือกคนจากหมู่พี่น้องพาไปเฝ้าฟาโรห์
03 ฟาโรห์ตรัสถามพี่น้องของโยเซฟว่า "พวกเจ้าเคยทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไร" เขาทูลฟาโรห์ว่า "ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาท เป็นผู้เลี้ยงแพะแกะ ทั้งพวกข้าพระบาทและบรรพบุรุษของพวกข้าพระบาท"
04 เขาทูลฟาโรห์อีกว่า "พวกข้าพระบาทมาอาศัยอยู่ในแคว้นนี้ เพราะไม่มีทุ่งหญ้าจะเลี้ยงสัตว์ของข้าพระบาทผู้รับใช้ ของฝ่าพระบาท เพราะเหตุว่าในแคว้นคานาอันนั้นกันดารอาหารนัก เหตุฉะนี้ขอโปรดให้ข้าพระบาทผู้รับใช้ของฝ่าพระ บาทอาศัยอยู่ในเมืองโกเชนเถิด"
05 ฟาโรห์จึงตรัสแก่โยเซฟว่า "บิดาและพี่น้องมาหาท่านแล้ว
06 ท่านมีประเทศอียิปต์อยู่ต่อหน้า ให้บิดาและพี่น้องของท่านตั้งหลักแหล่งอยู่ในดินแดนดีที่สุด คือให้เขาอยู่ในเมือง โกเชน แล้วในพวกพี่น้องนั้น ถ้าท่านเห็นผู้ใดเป็นคนสามารถ จงตั้งผู้นั้นให้เป็นหัวหน้ากองเลี้ยงสัตว์ของเรา"
07 โยเซฟก็พายาโคบบิดาของท่านเข้าเฝ้าฟาโรห์ ยาโคบก็ถวายพระพรแก่ฟาโรห์
08 ฟาโรห์จึงตรัสถามยาโคบว่า "อายุท่านได้เท่าไร"
09 ยาโคบทูลตอบฟาโรห์ว่า "ข้าพระบาทดำรงชีวิตร่อนเร่พเนจรนับได้ร้อยสามสิบปี ชีวิตของข้าพระบาทสั้นและร้าย ไม่เท่าอายุบรรพบุรุษของข้าพระบาทที่ดำรงชีวิตไปๆ มาๆ อยู่นั้น"
10 ยาโคบถวายพระพรแก่ฟาโรห์ แล้วทูลลาไปจากพระพักตร์ของฟาโรห์
11 ฝ่ายโยเซฟให้บิดาและบรรดาพี่น้องของตนอยู่และถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศอียิปต์ ในดินแดนที่ดีที่สุด คือใน เมืองราเมเสส ตามรับสั่งของฟาโรห์
12 โยเซฟเลี้ยงดูบิดาและพวกพี่น้องรวมทั้งครอบครัวของบิดา ให้มีอาหารรับประทานตามจำนวนคนในครอบครัว
13 ครั้งนั้นทั่วแผ่นดินขาดอาหารเพราะการกันดารอาหารร้ายแรง จนราษฎรอียิปต์และราษฎรคานาอันหิวโหยเพราะการ กันดารอาหาร
14 โยเซฟรวบรวมเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายข้าวในอียิปต์และแคว้นคานาอัน และนำเงินไปไว้ในราชวังฟาโรห์
15 เมื่อเงินในประเทศอียิปต์และแคว้นคานาอันหมดแล้ว ชาวอียิปต์ทั้งปวงมากราบเรียนโยเซฟว่า "ขออาหารให้พวก ข้าพเจ้ารับประทานเถิด เหตุใดพวกข้าพเจ้าจะต้องอดตายต่อหน้าท่านเพราะเงินหมดเล่า"
16 โยเซฟจึงบอกว่า "ถ้าเงินหมดแล้ว จงเอาสัตว์ของเจ้ามาให้เรา เราจะให้ข้าวแลกกับสัตว์"
17 เขาก็นำสัตว์มาให้โยเซฟ โยเซฟก็ให้อาหารแก่เขาแลกกับม้าแพะแกะโคและลา ในปีนั้นท่านจ่ายอาหารแลกกับสัตว์ ต่างๆของเขา
18 เมื่อปีนั้นล่วงไปแล้ว เขาก็มาหาท่านในปีต่อไปกราบเรียนว่า "พวกข้าพเจ้าขอบอกนายตามตรงว่า เงินของข้าพเจ้า หมดแล้ว และฝูงสัตว์ของข้าพเจ้าก็เป็นของนายด้วย ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใดเหลือต่อหน้าท่านเลย เว้นแต่ตัวข้าพเจ้ากับที่ ดินไร่นาเท่านั้น
19 เหตุใดข้าพเจ้าทั้งหลาย จะต้องอดตายต่อหน้าท่านเล่า ทั้งตัวข้าพเจ้ากับที่ดินของข้าพเจ้าด้วย ขอท่านโปรดซื้อตัว ข้าพเจ้ากับที่ดินไร่นาแลกกับอาหาร ข้าพเจ้ากับที่ดินไร่นาจะเป็นทาสของฟาโรห์ ขอท่านโปรดให้พันธุ์ข้าวแก่ข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้มีชีวิตต่อไปและไม่ตาย และที่ดินก็จะไม่ร้างเปล่า"
20 โยเซฟก็ซื้อที่ดินทั้งหมดในอียิปต์ให้แก่ฟาโรห์ เพราะคนอียิปต์ทุกคนต้องขายไร่นาของตน เนื่องจากการกันดาร อาหารรุนแรงยิ่งนัก เพราะฉะนั้นแผ่นดินจึงตกเป็นของฟาโรห์
21 ส่วนประชาชนอียิปต์นั้นโยเซฟให้เป็นทาสทั่วบ้านทั่วเมือง
22 เว้นแต่ที่ดินของพวกปุโรหิตเท่านั้นโยเซฟไม่ได้ซื้อ เพราะปุโรหิตได้รับปันส่วนจากฟาโรห์ และดำรงชีวิตอาศัย ตามส่วนที่ฟาโรห์พระราชทาน เหตุฉะนี้เขาจึงไม่ได้ขายที่ดินของเขา
23 โยเซฟชี้แจงแก่ประชาชนทั้งปวงว่า "ดูเถิดวันนี้เราซื้อตัวพวกเจ้ากับที่ดินของเจ้า ให้เป็นของหลวงแล้ว นี่เราจะให้ พันธุ์ข้าวแก่พวกเจ้า เอาไปหว่านเถิด
24 เมื่อได้ผลแล้วจงถวายส่วนหนึ่งในห้าส่วนแก่ฟาโรห์เก็บสี่ส่วนไว้เป็นของตน สำหรับใช้เป็นพันธุ์ข้าวบ้างเป็นอาหาร สำหรับเจ้าและครอบครัวกับเด็กเล็กบ้าง"
25 คนทั้งหลายก็ตอบว่า "ท่านช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ ขอให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้รับความเมตตาจากนายเถิด ข้าพเจ้าทั้ง หลายยอมเป็นทาสของฟาโรห์"
26 โยเซฟตั้งเป็นกฎหมายในประเทศอียิปต์ตราบเท่าทุกวันนี้ว่า ให้ฟาโรห์ได้ส่วนหนึ่งในห้าส่วน เว้นแต่ที่ดินของ ปุโรหิตเท่านั้นไม่ตกเป็นของฟาโรห์
27 พวกอิสราเอลอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์ ณ เมืองโกเชน เขายึดที่ดินเป็นของเขา และมีลูกหลานทวีขึ้นมากมาย
28 ยาโคบมีชีวิตอยู่ในแผ่นดินอียิปต์สิบเจ็ดปี รวมอายุยาโคบได้ร้อยสี่สิบเจ็ดปี
29 อิสราเอลเมื่อใกล้จะสิ้นชีพจึงเรียกโยเซฟบุตรชายมาสั่งว่า "ถ้าเจ้ายังนับถือเรา ขอให้เอามือเจ้าวางไว้ใต้ขาอ่อนของเรา และสัญญาว่าจะประพฤติด้วยความภักดีและสัตย์ซื่อต่อเรา คืออย่าฝังศพเราไว้ในอียิปต์
30 เมื่อเราล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของเราแล้ว จงนำเราออกจากอียิปต์ไปฝังไว้ณที่ฝังศพบิดาเราเถิด" โยเซฟก็ สัญญาว่า "ข้าพเจ้าจะกระทำตามที่ท่านสั่ง"
31 อิสราเอลจึงบอกว่า "จงสาบานตัวให้เราด้วย" โยเซฟก็สาบานให้บิดา แล้วอิสราเอลก็กราบลงที่บนหัวนอน

ปฐมกาล 48

01 ต่อมามีคนเรียนโยเซฟว่า "บิดาของท่านป่วย" โยเซฟก็พามนัสเสห์และเอฟราอิมบุตรทั้งสองของตนไป
02 มีคนบอกยาโคบว่า "โยเซฟบุตรชายมาหาท่าน" อิสราเอลก็รวบรวมกำลังลุกขึ้นนั่งบนที่นอน
03 ยาโคบจึงพูดกับโยเซฟว่า "พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ได้สำแดงพระองค์แก่พ่อที่ตำบลลูสในแคว้นคานาอัน ทรงอวย พระพรแก่พ่อ
04 และตรัสแก่พ่อว่า 'เราจะให้เจ้ามีลูกดกทวียิ่งขึ้นและเราจะทำให้เจ้าเป็นชนชาติหลายชาติ และจะยกดินแดนนี้ให้แก่ พงศ์พันธุ์ของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์เป็นนิตย์'
05 ส่วนบุตรทั้งสองของเจ้าที่เกิดแก่เจ้าในประเทศอียิปต์ ก่อนพ่อมาหาเจ้าในอียิปต์ก็เป็นบุตรของเรา เอฟราอิมและมนัส เสห์จะต้องเป็นของพ่อ เหมือนรูเบนและสิเมโอน
06 ส่วนบุตรของเจ้าที่เกิดมาภายหลังจะนับเป็นบุตรของเจ้า เขาจะได้ชื่อตามพี่ชายในการรับมรดกของเขา
07 เมื่อพ่อจากปัดดานมา ก็เศร้าใจที่ราเชลสิ้นชีวิตในแคว้นคานาอันขณะอยู่ตามทางยังห่างจากเอฟราธาห์ แล้วเราได้ฝัง ศพไว้ริมทางไปเอฟราธาห์ (คือเบธเลเฮม)"
08 อิสราเอลเห็นบุตรทั้งสองของโยเซฟจึงถามว่า "นี่ใคร"
09 โยเซฟตอบบิดาว่า "นี่เป็นบุตรที่พระเจ้าประทานแก่ลูกในเมืองนี้" อิสราเอลจึงว่า "ขอเจ้าพาบุตรทั้งสองเข้ามาเพื่อเรา จะได้ให้พรแก่เขา"
10 ตาของอิสราเอลมืดมัวไปเพราะชรา มองอะไรไม่เห็น โยเซฟพาบุตรเข้ามาใกล้บิดา อิสราเอลก็จุบกอดเขา
11 อิสราเอลบอกโยเซฟว่า "แต่ก่อนพ่อคิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าเจ้า แต่พระเจ้าทรงโปรดให้พ่อเห็นทั้งลูกของเจ้าด้วย"
12 โยเซฟเอาบุตรลงจากเข่าของท่าน แล้วกราบลงถึงดิน
13 โยเซฟจูงบุตรทั้งสองเข้าไปใกล้บิดามือขวาจับเอฟราอิมให้อยู่ข้างซ้ายอิสราเอล และมือซ้ายจับมนัสเสห์ให้อยู่ข้างขวา อิสราเอล
14 ฝ่ายอิสราเอลก็เหยียดมือขวาออกวางบนศีรษะเอฟราอิมผู้เป็นน้อง และมือซ้ายวางไว้บนศีรษะมนัสเสห์ เหยียดมือ ออกไขว้กันเช่นนั้น เพราะมนัสเสห์เป็นบุตรหัวปี
15 แล้วอิสราเอลกล่าวคำอวยพรแก่โยเซฟว่า "ขอพระเจ้าที่อับราฮัมและอิสอัคบิดาข้าพเจ้า ดำเนินอยู่เฉพาะพระพักตร์ นั้น ขอพระเจ้าผู้ทรงบำรุงเลี้ยงชีวิตข้าพเจ้า ตั้งแต่เกิดมาจนวันนี้
16 ขอทูตสวรรค์ที่ได้ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากความชั่วร้ายทั้งสิ้น โปรดอวยพรแก่เด็กทั้งสองนี้ ให้เขาสืบชื่อของข้าพเจ้า และชื่อของอับราฮัมและชื่อของอิสอัคบิดาของข้าพเจ้าไว้ และขอให้เขาเจริญขึ้นเป็นมวลชนบนแผ่นดินเถิด"
17 ฝ่ายโยเซฟเมื่อเห็นบิดาวางมือข้างขวาบนศีรษะของเอฟราอิมก็ไม่พอใจ จึงจับมือบิดาจะยกจากศีรษะเอฟราอิมวางบน ศีรษะมนัสเสห์
18 โยเซฟเตือนบิดาว่า "ไม่ถูก คุณพ่อเพราะคนนี้เป็นหัวปี ขอพ่อวางมือขวาบนศีรษะคนนี้เถิด"
19 บิดาก็ไม่ยอม ตอบว่า "พ่อรู้แล้ว ลูกเอ๋ย พ่อรู้แล้ว เขาจะเป็นคนเผ่าหนึ่งด้วย และเขาจะใหญ่โตด้วย อย่างไรก็ดี น้องชายจะใหญ่โตกว่าพี่ และพงศ์พันธุ์ของน้องนั้นจะเป็นคนหลายประชาชาติด้วยกัน"
20 วันนั้นอิสราเอลก็ให้พรแก่ทั้งสองคนว่า "พวกอิสราเอลจะใช้ชื่อเจ้าให้พรว่า "ขอพระเจ้าทรงโปรดให้ท่านเป็น เหมือนเอฟราอิม และเหมือนมนัสเสห์ เถิด'" อิสราเอลจึงให้เอฟราอิมเป็นใหญ่กว่ามนัสเสห์
21 อิสราเอลบอกโยเซฟว่า "ดูเถิด เราจะตายแล้ว แต่พระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับพวกเจ้า จะพาพวกเจ้ากลับไปสู่ดินแดน ของบรรพบุรุษของเจ้า
22 ยิ่งกว่านั้นอีก เราจะยกเนินเขาแห่งหนึ่งที่เราตีได้จากคนอาโมไรต์ ด้วยดาบและธนูของเรานั้นให้แก่เจ้า แทนที่จะ ให้พี่น้องของเจ้า"

ปฐมกาล 49

01 ยาโคบเรียกบรรดาบุตรของตนมา สั่งว่า "พวกเจ้ามาชุมนุมกันแล้วเราจะบอกเหตุที่จะบังเกิดแก่เจ้าภายหน้า
02 บุตรของยาโคบเอ๋ย จงมาประชุมกันฟัง จงฟังคำอิสราเอลบิดาของเจ้า
03 รูเบนเอ๋ย เจ้าเป็นบุตรหัวปีของเรา เป็นกำลังและเป็นผลแรกแห่งเรี่ยวแรงของเรา เป็นยอดแห่งความเย่อหยิ่งและยอด ของความรุนแรง
04 เจ้าเดือดดาลอย่างน้ำเชี่ยวจึงเป็นยอดไม่ได้ ด้วยเจ้าล่วงเข้าไปถึงที่นอนบิดาของเจ้า เจ้าทำให้ที่นอนนั้นเป็นมลทิน เจ้าล่วงเข้าไปถึงที่นอนของเรา
05 สิเมโอนกับเลวีเป็นพี่น้องกัน กระบี่ของเขาเป็นเครื่องอาวุธร้ายกาจ
06 จิตวิญญาณของเราเอ๋ย อย่าเข้าไปในที่ชุมนุมของเขา จิตใจของเราเอ๋ย อย่าเข้าร่วมในที่ประชุมของเขาเหตุว่าเขาฆ่า คนด้วยความโกรธ เขาตัดเอ็นน่องวัวตัวผู้ตามอำเภอใจเขา
07 ให้ความโกรธของเขาถูกแช่งเพราะรุนแรง ให้ความโมโหของเขาถูกสาปเพราะดุร้าย เราจะให้เขาแตกแยกกันในพวก ยาโคบ จะให้เขาพลัดพรากกันไปในคนอิสราเอล
08 ยูดาห์เอ๋ย พวกพี่น้องจะสรรเสริญเจ้า มือของเจ้าจะจับคอของศัตรู บุตรชายของบิดาจะกราบเจ้า
09 ยูดาห์เป็นลูกสิงห์ ลูกเอ๋ย เจ้าขึ้นไปจากเหยื่อ เขาก้มลง เขาหมอบลงเหมือนสิงห์ตัวผู้ และเหมือนสิงห์ตัวเมีย ใคร จะกล้าแหย่เขาให้ลุกขึ้น
10 ธารพระกรจะไม่ขาดไปจากยูดาห์ ทั้งไม้ถือของผู้ปกครองจะไม่ขาดไปจากหว่างเท้าของเขา จนกว่าชีโลห์จะมา และชนชาติทั้งหลายจะเชื่อฟังผู้นั้น
11 ผูกลาผู้ของเขาไว้ที่เถาองุ่น ผูกลูกลาไว้ที่เถาองุ่นผลแดง เขาซักผ้าของเขาด้วยเหล้าองุ่น ซักเสื้อผ้าของเขาด้วยน้ำ องุ่นสีเลือด
12 ตาเขาแดงด้วยเหล้าองุ่น ฟันขาวด้วยน้ำนม
13 เศบูลุนจะอาศัยอยู่ที่ท่าเรือริมทะเล เขาจะเป็นท่าจอดเรือ เขตแดนของเขาจะต่อกันกับเมืองไซดอน
14 ฝ่ายอิสสาคาร์เป็นตัวลามีกำลังมาก หมอบลงกลางต่างของมัน {หรือ คอกแกะ}
15 เขาเห็นว่าที่พักดี และแผ่นดินสบาย จึงย่อบ่าของตนลงรับไว้ ยอมเป็นทาสให้เขาบังคับใช้การงาน
16 ส่วนดานจะเป็นทนายของประชาชนของตน เป็นเผ่าหนึ่งในอิสราเอล
17 ดานจะเป็นงูอยู่กลางถนน เป็นงูพิษที่อยู่ในหนทางที่กัดส้นเท้าม้า ให้คนขี่ตกหงายลง
18 ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์รอคอยความรอดจากพระองค์
19 ฝ่ายกาดนั้นจะมีพวกปล้น {ฮีบรู ว่า กะดุด} ไล่ปล้นเขา แต่เขาจะกลับไล่ปล้นติดส้นพวกนั้น
20 อาหารของอาเชอร์จะบริบูรณ์ และเขาจะผลิตเครื่องเสวยสำหรับกษัตริย์
21 นัฟทาลีเป็นกวางตัวเมียที่ปล่อยปละ ผู้ให้กำเนิดลูกกวางงดงาม
22 โยเซฟเป็นกิ่งที่เกิดผล เป็นกิ่งที่เกิดผลอยู่ริมน้ำพุ มีกิ่งพาดข้ามกำแพง
23 พวกทหารธนูโจมตีเขาอย่างโหดร้าย ทั้งยิงและข่มขู่เขา
24 แต่ธนูของเขาเองยืนหยัดต่อสู้ ลำแขนของเขามีกำลังขึ้น โดยพระหัตถ์ของพระผู้ทรงเดชานุภาพของยาโคบ (โดย พระนามของผู้เลี้ยงแกะคือศิลาแห่งอิสราเอล)
25 โดยพระเจ้าของบิดาเจ้าผู้ทรงช่วยเจ้า โดยพระเจ้าองค์ทรงศักดานุภาพใหญ่ยิ่ง ผู้ทรงอวยพระพรแก่เจ้า ด้วยพรที่มา จากฟ้าเบื้องบน พรที่มาจากใต้ทะเลเบื้องล่าง พรที่มาจากนมและครรภ์
26 ส่วนพรที่มาจากบิดาของเจ้า ศักดิ์สิทธิ์มากกว่าพรที่มาจากภูเขาถาวร คือจากความสมบูรณ์แห่งเนินเขาเนืองนิตย์ ขอ พรเหล่านั้นอยู่บนศีรษะของโยเซฟ และอยู่เบื้องบนหน้าผากของผู้ที่ต้องพรากจากพี่น้อง
27 ฝ่ายเบนยามินเป็นสุนัขป่าที่ล่าเหยื่อ เวลาเช้าก็กินเหยื่อเสีย เวลาเย็นก็แบ่งปันของที่แย่งชิงไว้"
28 เผ่าเหล่านี้เป็นเผ่าทั้งสิบสองของอิสราเอล นี่เป็นถ้อยคำที่บิดากล่าวไว้เมื่ออวยพรเขา ยาโคบให้พรแก่ทุกคนอย่าง เหมาะสมกับแต่ละคน
29 ยาโคบกำชับเขาว่า "เราจะไปอยู่ร่วมกับคนของเรา จงฝังเราไว้กับบรรพบุรุษของเรา ในถ้ำที่นาของเอโฟรนคนฮิต ไทต์
30 ในถ้ำที่อยู่ในนาชื่อมัคเป-ลาห์ หน้ามัมเรในแคว้นคานาอัน ถ้ำกับนานี้อับราฮัมได้ซื้อจากเอโฟรนคนฮิตไทต์ไว้เป็น สุสาน
31 ณ ที่นั่น เขาฝังศพอับราฮัมและซาราห์ภรรยา ที่นั่นเขาได้ฝังศพอิสอัคและเรเบคาห์ภรรยา และที่นั่นเราฝังศพเลอาห์
32 นากับถ้ำที่อยู่ในนานั้นเราซื้อจากคนฮิตไทต์"
33 เมื่อยาโคบสั่งบุตรชายของตนเสร็จแล้ว ก็ยกเท้าขึ้นบนที่นอน แล้วก็สิ้นใจ และถูกรวบไปอยู่กับบรรพบุรุษของ ท่าน

ปฐมกาล 50

01 โยเซฟซบหน้าลงที่หน้าบิดาแล้วร้องไห้และจุบท่าน
02 โยเซฟบัญชาพวกหมอที่เป็นข้าราชการของตน ให้อาบยารักษาศพบิดาไว้ พวกหมอก็อาบยารักษาศพอิสราเอล
03 หมอทำงานสี่สิบวัน เพราะการอาบยารักษาศพกินเวลาสี่สิบวัน ชาวอียิปต์ก็ไว้ทุกข์ให้อิสราเอลถึงเจ็ดสิบวัน
04 เมื่อเวลาไว้ทุกข์ล่วงไปแล้ว โยเซฟก็เรียนข้าราชสำนักฟาโรห์ว่า "ถ้าข้าพเจ้าเป็นที่ชอบในสายตาของท่าน ขอไปทูล ฟาโรห์ให้ทรงทราบว่า
05 บิดาให้เราสาบานไว้ โดยกล่าวว่า 'พ่อจวนจะตายแล้ว เมื่อตายแล้วจงเอาศพพ่อไปฝังไว้ในอุโมงค์ที่พ่อได้ขุดไว้ สำหรับพ่อ ณแคว้นคานาอัน' เหตุฉะนั้น ขออนุญาตให้ข้าพเจ้าไปฝังศพบิดาแล้วข้าพเจ้าจะกลับมาอีก"
06 ฟาโรห์ก็รับสั่งว่า "ไปฝังศพบิดาของท่านตามคำที่บิดาให้ท่านสาบานไว้นั้นเถิด"
07 โยเซฟจึงไปฝังศพบิดา พวกข้าราชการของฟาโรห์ ผู้ใหญ่ในราชสำนักและบรรดาผู้ใหญ่ทั่วแผ่นดินอียิปต์ก็ตามไป ด้วย
08 กับครอบครัวทั้งหมดของโยเซฟ พวกพี่น้องและครอบครัวของบิดาท่านก็ไปด้วยเหมือนกัน เว้นแต่เด็กเล็กๆ และ ฝูงแพะแกะฝูงโคเท่านั้น เขาให้อยู่ในเมืองโกเชน
09 มีขบวนรถรบ ขบวนม้าไปกับท่านเป็นขบวนใหญ่มาก
10 เมื่อเขาพากันมาถึงลานนวดข้าวแห่งหนึ่งที่อาทาด ซึ่งอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน เขาร้องไห้คร่ำครวญเป็น อันมากตามประเพณี โยเซฟก็ไว้ทุกข์ให้บิดาเจ็ดวัน
11 เมื่อชาวแคว้นนั้นคือคนคานาอันทั้งปวงได้เห็นการไว้ทุกข์ที่ลานอาทาด จึงพูดกันว่า "นี่เป็นการไว้ทุกข์ใหญ่ของ ชาวอียิปต์" เหตุฉะนั้นเขาจึงเรียกชื่อตำบลนั้นว่า อาเบลมิสราอิม {แปลว่า ทุ่งหญ้า (หรือการไว้ทุกข์) ของอียิปต์} ตำบลนั้นอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน
12 บุตรยาโคบจัดงานศพให้บิดาตามคำที่ท่านสั่งไว้
13 คือบรรดาบุตรเชิญศพไปยังแคว้นคานาอัน แล้วฝังไว้ในถ้ำที่อยู่ในนาชื่อ มัคเป-ลาห์ เป็นนาซึ่งอับราฮัมซื้อไว้จาก เอโฟรนคนฮิตไทต์เป็นสุสาน อยู่หน้ามัมเร
14 เมื่อฝังศพบิดาแล้ว โยเซฟก็กลับมาอียิปต์ ทั้งท่านกับพวกพี่น้องและคนทั้งปวงที่ไปในงานฝังศพบิดาของท่าน
15 เมื่อพวกพี่ชายของโยเซฟเห็นว่าบิดาสิ้นชีวิตแล้ว จึงพูดว่า "น่ากลัวโยเซฟจะชังพวกเรา และจะแก้แค้นเพราะการ ประทุษร้ายที่พวกเราเคยกระทำแก่เขา"
16 พวกพี่ก็ใช้คนไปเรียนโยเซฟว่า "บิดาท่านเมื่อก่อนจะสิ้นใจนั้นสั่งไว้ว่า
17 'พวกเจ้าจงเรียนโยเซฟว่า เราขอท่านโปรดให้อภัยความผิดและบาปของพวกพี่ชายที่ประทุษร้ายท่าน' บัดนี้ขอท่าน โปรดให้อภัยความผิดของข้าพเจ้าทั้งหลายผู้รับใช้ ของพระเจ้าของบิดาท่าน" โยเซฟฟังพี่ชายเรียนดังนี้ก็ร้องไห้
18 พี่ชายก็พากันมากราบลงต่อหน้าโยเซฟแล้วว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้รับใช้ของท่าน"
19 โยเซฟจึงบอกเขาว่า "อย่ากลัวเลย เราเป็นดังพระเจ้าหรือ
20 พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้เกิดผลดีอย่างที่บังเกิดขึ้นนี้แล้ว คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก
21 ดังนั้นพี่อย่ากลัวเลย เราจะบำรุงเลี้ยงพี่ทั้งบุตรด้วย" โยเซฟพูดปลอบโยนพวกพี่น้องดังนี้ทำให้เขาอุ่นใจ
22 โยเซฟอาศัยอยู่ในอียิปต์กับครอบครัวบิดาของท่าน โยเซฟอายุยืนได้ร้อยสิบปี
23 โยเซฟได้เห็นลูกหลานเหลนของเอฟราอิม บุตรของมาร์คีผู้เป็นบุตรของมนัสเสห์ก็เกิดมาบนเข่าของโยเซฟ
24 โยเซฟจึงบอกพวกพี่น้องว่า "เราจวนจะตายแล้ว แต่พระเจ้าคงจะทรงเยี่ยมเยียนพวกท่านและจะพาออกไปจาก ประเทศนี้ ให้ถึงดินแดนที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ"
25 โยเซฟกล่าวว่า "พระเจ้าจะทรงเยี่ยมเยียนพวกท่านเป็นแน่ แล้วท่านทั้งหลายต้องนำกระดูกของเราไปจากที่นี่" แล้วท่านให้พงศ์พันธุ์อิสราเอลสาบานตัวรับรอง
26 โยเซฟสิ้นชีพเมื่ออายุได้ร้อยสิบปี เขาก็อาบยารักษาศพไว้แล้วบรรจุไว้ในโลงที่อียิปต์
Click Here