| 01 | ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง {หรือ เมื่อพระเจ้าทรงเริ่มเนรมิตสร้าง} ฟ้าและแผ่นดิน |
| 02 | แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น |
| 03 | พระเจ้าตรัสว่า "จงเกิดความสว่าง" ความสว่างก็เกิดขึ้น |
| 04 | พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และทรงแยกความสว่างออกจากความมืด |
| 05 | พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า วัน และความมืดนั้นว่า คืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันแรก |
| 06 | พระเจ้าตรัสว่า "จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน" |
| 07 | พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ก็เป็นดังนั้น |
| 08 | พระเจ้าจึงทรงเรียกภาคพื้นนั้นว่า ฟ้า มีเวลาเย็น และเวลาเช้า เป็นวันที่สอง |
| 09 | พระเจ้าตรัสว่า "น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่แห่งเดียวกันที่แห้งจงปรากฏขึ้น" ก็เป็นดังนั้น |
| 10 | พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่าแผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี |
| 11 | พระเจ้าตรัสว่า "แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ผักหญ้าที่มีเมล็ดและต้นไม้ที่ออกผล มีเมล็ดในผลตามชนิดของมันบน แผ่นดิน" ก็เป็นดังนั้น |
| 12 | แผ่นดินก็เกิดพืช คือผักหญ้าที่มีเมล็ดตามชนิดของมัน และต้นไม้ที่ออกผลมีเมล็ดในผลตามชนิดของมัน พระเจ้า ทรงเห็นว่าดี |
| 13 | มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่สาม |
| 14 | พระเจ้าตรัสว่า "จงมีดวงสว่างบนฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้ดวงสว่างเป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี |
| 15 | และให้เป็นดวงสว่างบนฟ้า เพื่อส่องสว่างบนแผ่นดิน" ก็เป็นดังนั้น |
| 16 | พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงสว่างขนาดใหญ่ไว้สองดวง ให้ดวงใหญ่ครองวัน ดวงเล็กครองคืน พระองค์ทรงสร้างดวง ดาวต่างๆด้วย |
| 17 | พระเจ้าทรงตั้งดวงสว่างเหล่านี้ไว้บนฟ้า ให้ส่องสว่างบนแผ่นดิน |
| 18 | ให้ครองวันและคืน และแยกความสว่างออกจากความมืด พระเจ้าทรงเห็นว่าดี |
| 19 | มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่สี่ |
| 20 | พระเจ้าตรัสว่า "น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต และนกจงบินไปมาข้ามฟ้าเหนือแผ่นดิน" |
| 21 | พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสัตว์ที่มีชีวิตนานาชนิด ซึ่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำ เป็นฝูงๆตามชนิดของมัน และนกต่างๆตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี |
| 22 | พระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่สัตว์เหล่านั้นว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้น จนเต็มน้ำในทะเล และให้นกทวีมากขึ้นบน แผ่นดิน" |
| 23 | มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่ห้า |
| 24 | พระเจ้าตรัสว่า "แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน คือสัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ป่าตามชนิด ของมัน" ก็เป็นดังนั้น |
| 25 | พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมัน และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินตาม ชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี |
| 26 | แล้วพระเจ้าตรัสว่า "ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา ให้ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศและ ฝูงสัตว์ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป และสัตว์ต่างๆที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน" |
| 27 | พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ตามพระฉายาของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง |
| 28 | พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ตรัสแก่เขาว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จง ครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน" |
| 29 | พระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิด เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมัน แก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า |
| 30 | ฝ่ายสัตว์ทั้งหลายบนแผ่นดิน นกทั้งปวงในอากาศ และบรรดาสัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดินทุกสิ่งทุกอย่างที่มีลม ปราณนั้น เราให้พืชเขียวสดทั้งปวงเป็นอาหาร" ก็เป็นดังนั้น |
| 31 | พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันที่หก |
| 01 | ฟ้าและแผ่นดิน และบริวารทั้งสิ้น ที่มีอยู่ในนั้น พระเจ้าทรงสร้างสำเร็จดังนี้แหละ |
| 02 | วันที่เจ็ด พระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ที่ทรงกระทำมานั้น ในวันที่เจ็ดนั้นก็ทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ที่ได้ ทรงกระทำ |
| 03 | พระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่วันที่เจ็ด ทรงตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะในวันนั้นพระองค์ทรงหยุดพักจาก การงานทั้งปวง ที่พระองค์ทรงกระทำในการเนรมิตสร้าง |
| 04 | เรื่องฟ้าสวรรค์และแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสร้างมีดังนี้ ในวันที่พระเจ้าทรงสร้างแผ่นดินและฟ้าสวรรค์ |
| 05 | ต้นไม้ตามทุ่งนายังไม่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน และพืชตามทุ่งนาก็ยังไม่งอกขึ้นเลย เพราะพระเจ้ายังมิได้ทรงทำให้ฝนตก บนแผ่นดิน ทั้งยังไม่มีมนุษย์ที่จะทำไร่ไถนา |
| 06 | แต่มีน้ำพลุ่งขึ้นมาจากแผ่นดิน ทำให้พื้นดินเปียกทั่วไป |
| 07 | พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน ระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต |
| 08 | พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ที่เอเดน ทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นมานั้นอยู่ที่นั่น |
| 09 | แล้วพระเจ้าทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่งามน่าดูและที่น่ากิน เป็นอาหารงอกขึ้นจากดิน มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นหนึ่งอยู่ ท่ามกลางสวนนั้น กับต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วต้นหนึ่งด้วย |
| 10 | มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลจากเอเดนรดสวนนั้น จากที่นั่นก็แยกออกเป็นสี่สาย |
| 11 | ชื่อแม่น้ำสายที่หนึ่งคือปิโชน เป็นแม่น้ำที่ไหลรอบแผ่นดินฮาวิลาห์ที่นั่นมีแร่ทองคำ |
| 12 | ทองคำที่เมืองนั้นเป็นทองคำเนื้อดี และมียางไม้ตะคร้ำและโมรา |
| 13 | ชื่อแม่น้ำสายที่สองคือกิโฮน ไหลรอบแผ่นดินคูช |
| 14 | ชื่อแม่น้ำสายที่สามคือไทกริส ไหลไปทางทิศตะวันออกของเมืองอัสซีเรีย และแม่น้ำสายที่สี่ชื่อยูเฟรติส |
| 15 | พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน |
| 16 | พระเจ้าจึงทรงบัญชาแก่มนุษย์นั้นว่า "บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด |
| 17 | เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะ ต้องตายแน่" |
| 18 | พระเจ้าตรัสว่า "ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียวเราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น" |
| 19 | พระเจ้าจึงทรงปั้นบรรดาสัตว์ในท้องทุ่งและนกในท้องฟ้าให้เกิดขึ้นจากดิน แล้วทรงนำมายังชายนั้น เพื่อดูว่าเขาจะ เรียกชื่อมันว่าอะไร ชายนั้นตั้งชื่อสัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตว่าอย่างไร สัตว์นั้นก็มีชื่ออย่างนั้น |
| 20 | ชายนั้นจึงตั้งชื่อบรรดาสัตว์ใช้งานและนกในอากาศและบรรดาสัตว์ป่า แต่ชายนั้นยังหามีคู่อุปถัมภ์ที่สมกับตนไม่ |
| 21 | แล้วพระเจ้าจึงทรงกระทำให้ชายนั้นหลับสนิท ขณะที่เขาหลับสนิทอยู่ พระองค์ทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของ เขาออกมา แล้วทำให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูกอย่างเดิม |
| 22 | ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น |
| 23 | ชายจึงว่า "นี่แหละกระดูกจากกระดูกของเรา เนื้อจากเนื้อของเรา จะต้องเรียกว่าหญิง {ตรงนี้ฮีบรูเล่นคำ} ถ้าจะ ให้คงรูปจะแปลเป็นอย่างนี้ก็ได้ "จะต้องเรียกว่า ชายา เพราะชายานี้ออกมาจากชาย" เพราะหญิงนี้ออกมาจากชาย" |
| 24 | เพราะเหตุนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน |
| 25 | ทั้งผู้ชายและภรรยาของเขาเปลือยกายอยู่และไม่อายกัน |
| 01 | ในบรรดาสัตว์ป่าที่พระเจ้าทรงสร้างนั้น งูฉลาดกว่าหมด มันถามหญิงนั้นว่า "จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า 'อย่ากิน ผลจากต้นไม้ใดๆ ในสวนนี้' |
| 02 | หญิงนั้นจึงตอบงูว่า "ผลของต้นไม้ต่างๆ ในสวนนี้เรากินได้ |
| 03 | เว้นแต่ผลของต้นไม้ที่อยู่กลางสวนนั้น พระเจ้าตรัสห้ามว่า 'อย่ากินหรือถูกต้องเลย มิฉะนั้นจะตาย' |
| 04 | งูจึงพูดกับหญิงนั้นว่า "เจ้าจะไม่ตายจริงดอก |
| 05 | เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว" |
| 06 | เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน และน่าดูด้วย ทั้งเป็นต้นไม้ที่มุ่งหมายจะให้เกิดปัญญา จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน แล้วส่งให้สามีกินด้วย เขาก็กิน |
| 07 | ตาของเขาทั้งสองคนก็สว่างขึ้น จึงสำนึกว่าตนเปลือยกายอยู่ ก็เอาใบมะเดื่อมาเย็บเป็นเครื่องปกปิดร่างไว้ |
| 08 | เวลาเย็นวันนั้น เขาทั้งสองได้ยินเสียงพระเจ้าเสด็จดำเนินอยู่ในสวน ชายนั้นกับภรรยาก็หลบไปซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้น ไม้ในสวนนั้น ให้พ้นจากพระพักตร์พระเจ้า |
| 09 | พระเจ้าทรงเรียกชายนั้นและตรัสถามเขาว่า "เจ้าอยู่ที่ไหน" |
| 10 | ชายนั้นทูลว่า "ข้าพระองค์ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ในสวนก็เกรงกลัว เพราะข้าพระองค์เปลือยกายอยู่ จึงได้ ซ่อนตัวเสีย" |
| 11 | พระองค์จึงตรัสว่า "ใครเล่าบอกเจ้าว่าเจ้าเปลือยกาย เจ้ากินผลไม้ที่เราห้ามมิให้กินนั้นแล้วหรือ" |
| 12 | ชายนั้นทูลว่า "หญิงที่พระองค์ประทานให้อยู่กินกับข้าพระองค์นั้น ส่งผลไม้นั้นให้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงรับ ประทาน" |
| 13 | พระเจ้าตรัสถามหญิงว่า "เจ้าทำอะไรไป" หญิงนั้นทูลว่า "งูล่อลวงข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงได้รับประทาน" |
| 14 | พระเจ้าจึงตรัสแก่งูว่า "เพราะเหตุที่เจ้าทำเช่นนี้ เจ้าจะต้องถูกสาปแช่งมากกว่า สัตว์ใช้งานและสัตว์ป่าทั้งปวง จะ ต้องเลื้อยไปด้วยท้อง จะต้องกินผงคลีดินจนตลอดชีวิต |
| 15 | เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของ เจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ |
| 16 | พระองค์ตรัสแก่หญิงนั้นว่า "เราจะเพิ่มความทุกข์ลำบากขึ้นมากมาย ในเมื่อเจ้ามีครรภ์และคลอดบุตร ถึงกระนั้น เจ้ายังปรารถนาสามี และเขาจะปกครองตัวเจ้า" |
| 17 | พระองค์จึงตรัสแก่อาดัม {แปลว่า มนุษย์} ว่า"เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่น ดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต |
| 18 | แผ่นดินจะให้ต้นไม้และพืชที่มีหนามแก่เจ้าและเจ้าจะกินพืชต่างๆ ของทุ่งนา |
| 19 | เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า จนเจ้ากลับเป็นดินไป เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน เจ้าเป็นผงคลีดิน และจะ ต้องกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม" |
| 20 | ชายนั้นเรียกภรรยาของตนว่าเอวา {ศัพท์นี้เหมือนคำที่แปลว่า มีชีวิตอยู่} เพราะนางเป็นมารดาของปวงชนที่มีชีวิต |
| 21 | พระเจ้าทรงทำเสื้อด้วยหนังสัตว์ให้อาดัมกับเอวาสวมปกปิดกาย |
| 22 | แล้วพระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิดมนุษย์มาเป็นเหมือนผู้หนึ่งในพวกเราแล้ว โดยที่รู้สำนึกในความดีและความชั่ว บัดนี้ อย่าปล่อยให้เขายื่นมือไปหยิบผลต้นไม้แห่งชีวิตมากิน แล้วมีอายุยืนชั่วนิรันดร์" |
| 23 | เพราะเหตุนั้นพระเจ้าจึงทรงขับไล่เขาออกไปจากสวนเอเดน ให้ไปทำไร่ทำสวนในที่ดินที่ตัวถือกำเนิดมานั้น |
| 24 | พระองค์ทรงไล่ชายนั้นออกไป และทรงตั้งพวกเครูบ {หมายถึง ทูตสวรรค์ จำพวกหนึ่ง} ทางด้านทิศตะวันออก แห่งสวนเอเดน และตั้งกระบี่เพลิงอันหนึ่งที่หมุนได้รอบทิศไว้เฝ้าทางที่จะเข้าไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิตนั้น |
| 01 | ฝ่ายชายนั้นสมสู่อยู่กับเอวาภรรยาของตน นางก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชื่อคาอิน นางจึงกล่าวว่า "พระเจ้าทรง โปรดให้ฉันได้ผู้ชายคนหนึ่ง" |
| 02 | ต่อมานางก็ให้กำเนิดน้องชายของเขาชื่ออาแบล อาแบลเป็นคนเลี้ยงแกะ ส่วนคาอินเป็นคนทำไร่ไถนา |
| 03 | อยู่มาวันหนึ่งคาอินนำพืชผลที่เกิดจากไร่นามาถวายพระเจ้า |
| 04 | ส่วนอาแบลก็นำแกะหัวปีจากฝูงและไขมันของแกะมาถวาย พระเจ้าทรงพอพระทัยอาแบลและเครื่องบูชาของเขา |
| 05 | แต่คาอินกับเครื่องบูชาของเขานั้น พระองค์ไม่พอพระทัย คาอินก็โกรธแค้นนัก หน้าบูดบึ้งอยู่ |
| 06 | พระเจ้าจึงตรัสถามคาอินว่า "เจ้าโกรธเคืองหน้าบูดบึ้งอยู่ทำไม |
| 07 | ถ้าเจ้าทำดี เราก็จะพอใจรับเจ้ามิใช่หรือ ถ้าเจ้าทำไม่ดี บาปก็หมอบอยู่ที่ประตู อยากตะครุบเจ้า เจ้าจะต้องเอาชนะ บาปนั้นให้ได้" |
| 08 | ฝ่ายคาอินก็พูดชวนอาแบลน้องชายของตนว่า "เราไปนากันเถอะ" เมื่ออยู่ที่นาด้วยกัน คาอินก็โถมเข้าฆ่าอาแบลน้อง ชายของตนเสีย |
| 09 | พระเจ้าตรัสถามคาอินว่า "อาแบลน้องชายของเจ้าอยู่ที่ไหน" คาอินจึงทูลว่า "ข้าพระองค์ไม่ทราบ ข้าพระองค์หรือ เป็นผู้ดูแลน้อง" |
| 10 | พระองค์ตรัสว่า "เจ้าทำอะไรไป โลหิตของน้องเจ้าส่งเสียงร้องฟ้องขึ้นมาจากดิน |
| 11 | บัดนี้เจ้าจะต้องถูกสาปจากที่ดินที่ได้อ้าปากรับโลหิตน้องจากมือเจ้า |
| 12 | ต่อไปเมื่อเจ้าทำนาจะไม่เกิดผลมาก เจ้าจะต้องหลบหนีและพเนจรไปในโลก" |
| 13 | ฝ่ายคาอินทูลพระเจ้าว่า "โทษของข้าพระองค์หนักเหลือที่ข้าพระองค์จะทนได้ |
| 14 | ดูเถิดวันนี้พระองค์ทรงขับไล่ข้าพระองค์ออกจากที่ดินพ้นจากพระพักตร์พระองค์ไป ข้าพระองค์จะต้องหลบหนี และพเนจรไปในโลก ใครพบข้าพระองค์ก็จะฆ่าข้าพระองค์เสีย" |
| 15 | พระเจ้าตรัสแก่คาอินว่า "ไม่ได้ ผู้ใดฆ่าคาอิน จะมีโทษเจ็ดเท่า" แล้วพระเจ้าทรงทำเครื่องหมายไว้ที่ตัวคาอิน เพื่อ ว่าเมื่อใครพบจะได้ไม่ฆ่า |
| 16 | คาอินออกไปพ้นพระพักตร์พระเจ้าไปอยู่เมืองโนด {แปลว่า พเนจร} ทิศตะวันออกของเอเดน |
| 17 | คาอินสมสู่อยู่กับภรรยาของตนนางก็ตั้งครรภ์ และให้กำเนิดบุตรชายชื่อเอโนค คาอินสร้างเมืองขึ้นเมืองหนึ่ง เรียก ชื่อเมืองนั้นว่า เอโนค ตามชื่อบุตรของตน |
| 18 | เอโนคมีบุตรชื่ออิราด อิราดมีบุตรชื่อเมหุยาเอล เมหุยาเอลมีบุตรชื่อเมธูชาเอล และเมธูชาเอลมีบุตรชื่อลาเมค |
| 19 | ส่วนลาเมคได้ภรรยาสองคน คนหนึ่งชื่ออาดาห์ คนหนึ่งชื่อศิลลาห์ |
| 20 | นางอาดาห์มีบุตรชื่อยาบาล เขาเป็นต้นตระกูลของคนที่อาศัยในเต็นท์และเลี้ยงสัตว์ |
| 21 | น้องชายของเขาชื่อยูบาล เขาเป็นต้นตระกูลของคนที่มีฝีมือดีดพิณเขาคู่และเป่าปี่ |
| 22 | นางศิลลาห์มีบุตรชายด้วย ชื่อทูบัลคาอิน เป็นช่างทำเครื่องมือทองสัมฤทธิ์และเหล็กต่างๆ ทูบัลคาอินมีน้องสาวชื่อ นาอามาห์ |
| 23 | ลาเมคพูดกับภรรยาของตนว่า "อาดาห์และศิลลาห์จงฟังเสียงของเรา ภรรยาลาเมคเอ๋ย จงสดับฟังถ้อยคำของเรา เรา ฆ่าชายคนหนึ่ง เพราะทำให้เราบาดเจ็บ หนุ่มคนหนึ่ง เพราะตีเรา |
| 24 | หากทำแก่คาอิน ต้องมีโทษเจ็ดเท่าแล้ว เมื่อทำแก่ลาเมคก็ต้องมีโทษเจ็ดสิบเจ็ดเท่า" |
| 25 | อาดัมได้สมสู่อยู่กับภรรยาของตนอีก นางก็ให้กำเนิดบุตรชาย เรียกชื่อว่า เสท เพราะ "พระเจ้าทรงโปรดให้ฉันมี บุตรอีกคนหนึ่งแทนอาแบลเพราะคาอินฆ่าอาแบลเสีย" |
| 26 | ฝ่ายเสทก็มีบุตร ชื่อ เอโนช คราวนั้นมนุษย์เริ่มต้นนมัสการโดยออกพระนามพระเยโฮวาห์ |
| 01 | ต่อไปนี้เป็นหนังสือลำดับพงศ์พันธุ์ของอาดัม เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์นั้น พระองค์ทรงสร้างตามพระฉายาของ พระเจ้า |
| 02 | พระองค์ทรงสร้างเป็นชายและหญิง แล้วทรงอำนวยพระพรแก่เขา และทรงเรียกว่ามนุษย์ในวันที่พระองค์ได้ทรง สร้างนั้น |
| 03 | เมื่ออาดัมอยู่มาได้ร้อยสามสิบปี จึงมีบุตรชายคนหนึ่งตามอย่างตามฉายาของเขาชื่อเสท |
| 04 | ตั้งแต่อาดัมมีบุตรคือเสทแล้ว ก็มีอายุอีกแปดร้อยปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 05 | รวมอายุของอาดัมได้เก้าร้อยสามสิบปีจึงสิ้นชีวิต |
| 06 | เสทอยู่มาได้ร้อยห้าปีจึงมีบุตรชายชื่อ เอโนช |
| 07 | ตั้งแต่เสทมีบุตรคือ เอโนชแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยเจ็ดปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 08 | รวมอายุเสทได้เก้าร้อยสิบสองปีจึงสิ้นชีวิต |
| 09 | เอโนชอยู่มาได้เก้าสิบปีจึงมีบุตรชื่อเคนัน |
| 10 | ตั้งแต่เอโนชมีบุตรคือเคนันแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยสิบห้าปีมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 11 | รวมอายุเอโนชได้เก้าร้อยห้าปีจึงสิ้นชีวิต |
| 12 | เคนันอยู่มาได้เจ็ดสิบปีจึงมีบุตรชื่อมาหะลาเลล |
| 13 | ตั้งแต่เคนันมีบุตรคือมาหะลาเลลแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยสี่สิบปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 14 | รวมอายุเคนันได้เก้าร้อยสิบปีจึงสิ้นชีวิต |
| 15 | มาหะลาเลลอยู่มาได้หกสิบห้าปี จึงมีบุตรชื่อยาเรด |
| 16 | ตั้งแต่มาหะลาเลลมีบุตรคือยาเรดแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยสามสิบปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 17 | รวมอายุมาหะลาเลลได้แปดร้อยเก้าสิบห้าปีจึงสิ้นชีวิต |
| 18 | ยาเรดอยู่มาได้ร้อยหกสิบสองปีจึงมีบุตรชื่อเอโนค |
| 19 | ตั้งแต่ยาเรดมีบุตรคือเอโนคแล้ว ก็มีชีวิตอีกแปดร้อยปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 20 | รวมอายุยาเรดได้เก้าร้อยหกสิบสองปีจึงสิ้นชีวิต |
| 21 | เอโนคอยู่มาได้หกสิบห้าปี จึงมีบุตรชื่อเมธูเสลาห์ |
| 22 | ตั้งแต่เอโนคมีบุตรคือเมธูเสลาห์แล้ว ก็ดำเนินกับพระเจ้าสามร้อยปี และมีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 23 | รวมอายุเอโนคได้สามร้อยหกสิบห้าปี |
| 24 | เอโนคดำเนินกับพระเจ้า แล้วหายหน้าไป เพราะพระเจ้าทรงรับเขาไป |
| 25 | เมธูเสลาห์อยู่มาได้ร้อยแปดสิบเจ็ดปี จึงมีบุตรชายชื่อลาเมค |
| 26 | ตั้งแต่เมธูเสลาห์มีบุตรคือลาเมคแล้ว ก็มีชีวิตอีกเจ็ดร้อยแปดสิบสองปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 27 | รวมอายุเมธูเสลาห์ได้เก้าร้อยหกสิบเก้าปีจึงสิ้นชีวิต |
| 28 | ลาเมคอยู่มาได้ร้อยแปดสิบสองปี จึงมีบุตรชายคนหนึ่ง |
| 29 | เขาตั้งชื่อบุตรว่า โนอาห์ กล่าวว่า "ผู้นี้จะช่วยแบ่งเบาการงานเรา และช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยยากจากมือเรา จาก ที่ดินซึ่งพระเจ้าทรงแช่งสาปไว้" |
| 30 | ตั้งแต่ลาเมคมีบุตรคือโนอาห์แล้ว ก็มีชีวิตอีกห้าร้อยเก้าสิบห้าปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 31 | รวมอายุลาเมคได้เจ็ดร้อยเจ็ดสิบเจ็ดปีจึงสิ้นชีวิต |
| 32 | โนอาห์มีอายุได้ห้าร้อยปี จึงมีบุตรชายชื่อเชม ฮามและยาเฟท |
| 01 | มนุษย์เริ่มทวีมากขึ้นบนแผ่นดินและมีบุตรหญิง |
| 02 | บุตรชายของพระเจ้าเห็นว่าบุตรหญิงของมนุษย์งามดี ก็เลือกและรับไว้เป็นภรรยา |
| 03 | พระเจ้าจึงตรัสว่า "วิญญาณของเราจะไม่สถิตอยู่ในมนุษย์ตลอดกาล เพราะมนุษย์เป็นแต่เนื้อหนัง อายุของเขาจะไม่ เกินร้อยยี่สิบปี" |
| 04 | ในคราวนั้นมีคนเนฟิล {คือ พวกมนุษย์ยักษ์} อยู่บนแผ่นดิน เมื่อบุตรพระเจ้าได้สมสู่อยู่กับบุตรหญิงของมนุษย์ และมีบุตร พวกนี้เป็นคนแกล้วกล้าในโบราณกาล เป็นคนมีชื่อเสียง |
| 05 | พระเจ้าทรงเห็นว่าความชั่วช้าของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน และทรงเห็นว่าเค้าความคิดในใจของเขาล้วนเป็นเรื่องร้าย เสมอไป |
| 06 | พระเจ้าจึงเสียพระทัยที่ได้สร้างมนุษย์ไว้บนแผ่นดินและโทมนัส |
| 07 | พระเจ้าจึงตรัสว่า "เราจะกวาดล้างมนุษย์ที่เราได้สร้างมานี้ไปเสียจากแผ่นดิน ทั้งมนุษย์สัตว์กับบรรดาสัตว์เลื้อยคลาน และนกในอากาศด้วย เพราะว่าเราเสียใจที่ได้สร้างมา" |
| 08 | แต่โนอาห์เป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรพระเจ้า |
| 09 | ต่อไปนี้คือพงศ์พันธุ์ของโนอาห์ โนอาห์เป็นคนชอบธรรม ดีพร้อมในสมัยของเขา โนอาห์ดำเนินกับพระเจ้า |
| 10 | โนอาห์มีบุตรสามคน ชื่อเชม ฮาม และยาเฟท |
| 11 | คนทั้งโลกเสื่อมทรามไปในสายพระเนตรของพระเจ้า และแผ่นดินก็เต็มไปด้วยความทารุณ |
| 12 | พระเจ้าทอดพระเนตรแผ่นดินก็ทรงเห็นว่าเสื่อมทราม เพราะบรรดามนุษย์ประพฤติตนเสื่อมทรามบนแผ่นดิน |
| 13 | พระเจ้าจึงตรัสแก่โนอาห์ว่า "เราตัดสินใจแล้วว่า จะให้บรรดามนุษย์ถึงความพินาศเสียที ด้วยเหตุว่าโลกเต็มไปด้วย ความทารุณเพราะการกระทำของมนุษย์ ดูเถิดเราจะทำลายพวกเขาพร้อมกับแผ่นดินโลก |
| 14 | เจ้าจงต่อนาวาด้วยไม้สนโกเฟอร์ แล้วทำเป็นห้องๆ และยาชันทั้งข้างในข้างนอก |
| 15 | จงต่อนาวานั้นตามแบบนี้ คือยาวสามร้อยศอก กว้างห้าสิบศอก สูงสามสิบศอก |
| 16 | จงทำช่อง {หรือ หลังคา} ข้างบนนาวาให้สูงศอกหนึ่ง จงตั้งประตูนาวาที่ด้านข้าง และทำดาดฟ้าชั้นล่าง ชั้นที่ สองและที่สาม |
| 17 | เพราะดูเถิด เราเองจะเป็นผู้ทำให้น้ำท่วมแผ่นดิน จะทำลายมนุษย์และสัตว์ที่มีลมปราณทั้งปวงใต้ฟ้า ทุกสิ่งที่อยู่ บนแผ่นดินจะตายสิ้น |
| 18 | แต่เราจะตั้งพันธสัญญาไว้กับเจ้า ให้เจ้าเข้าอยู่ในนาวา ทั้งบุตรภรรยาและบุตรสะใภ้ |
| 19 | จงนำบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตทั้งตัวผู้และตัวเมียทุกชนิด อย่างละคู่เข้าไปไว้ในนาวา เพื่อให้มีชีวิตรอดอยู่กับเจ้า |
| 20 | นกตามชนิดของมัน สัตว์ตามชนิดของมัน สัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดินตามชนิดของมันทุกๆ ชนิดอย่างละคู่ต้อง ไปกับเจ้า เพื่อให้รอดชีวิตอยู่ได้ |
| 21 | เจ้าจงสะสมเสบียงอาหารไว้ทุกอย่าง เป็นอาหารของเจ้าบ้างของสัตว์เหล่านั้นบ้าง" |
| 22 | พระเจ้าทรงบัญชาให้โนอาห์ทำอย่างไร โนอาห์ก็ทำอย่างนั้นทุกประการ |
| 01 | แล้วพระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ว่า "เจ้าจงเข้าไปในนาวาหมดทั้งครัวเรือนของเจ้า เพราะในชั่วอายุคนรุ่นนี้เราเห็นเจ้าเป็นผู้ ชอบธรรม |
| 02 | จงเอาบรรดาสัตว์ที่สะอาดไปด้วยทุกชนิดอย่างละเจ็ดคู่ทั้งตัวผู้และตัวเมีย และสัตว์ที่ไม่สะอาดอย่างละคู่ทั้งตัวผู้และ ตัวเมีย |
| 03 | นกในอากาศอย่างละเจ็ดคู่ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เพื่อจะช่วยชีวิตสัตว์ไว้ให้สืบพันธุ์ทั่วพื้นแผ่นดิน |
| 04 | เพราะว่าอีกเจ็ดวันเราจะทำให้ฝนตกบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน บรรดาสัตว์ที่มีชีวิตซึ่งเราสร้างมานั้น เราจะทำลาย ล้างเสียจากพื้นแผ่นดิน" |
| 05 | โนอาห์ก็ทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชาตนทุกประการ |
| 06 | เมื่อน้ำท่วมแผ่นดินนั้น โนอาห์มีอายุได้หกร้อยปี |
| 07 | โนอาห์กับบุตรภรรยาและบุตรสะใภ้พากันเข้าไปในนาวานั้นเพื่อให้พ้นน้ำท่วม |
| 08 | สัตว์ประเภทไม่มลทินและประเภทมลทินกับนกและสัตว์ทุกชนิดที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน |
| 09 | ก็เข้าไปในนาวากับโนอาห์เป็นคู่ๆ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย ดังที่พระเจ้าได้ทรงบัญชาโนอาห์ไว้ |
| 10 | ครั้นล่วงไปเจ็ดวัน น้ำก็ท่วมแผ่นดิน |
| 11 | เมื่อโนอาห์มีอายุได้หกร้อยปีในเดือนที่สองวันที่สิบเจ็ดของเดือนนั้น ในวันนั้นเองน้ำจากบาดาลก็พลุ่งขึ้นมาตามธาร ทุกสาย และช่องฟ้าก็เปิด |
| 12 | ฝนตกบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน |
| 13 | วันเดียวกันนั้นโนอาห์กับบุตรชื่อเชม ฮาม และยาเฟท และภรรยาของตน กับบุตรสะใภ้สามคนได้พากันเข้าไป ในนาวา |
| 14 | คนเหล่านั้นกับบรรดาสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานทั้งปวง ตามชนิดของมัน และบรรดาสัตว์เลื้อยคลาน บนแผ่นดินตามชนิดของมัน และบรรดานกตามชนิดของมัน คือนกทุกอย่าง |
| 15 | บรรดาสัตว์ที่มีลมปราณก็เข้าไปในนาวากับโนอาห์เป็นคู่ๆ |
| 16 | สัตว์ทั้งหลายที่เข้าไปนั้นมีทั้งตัวผู้และตัวเมียทุกอย่าง ต่างเข้าไปตามที่พระเจ้าทรงบัญชา แล้วพระเจ้าทรงปิดประตู นาวาเสีย |
| 17 | น้ำท่วมแผ่นดินตลอดสี่สิบวันน้ำทวีขึ้นหนุนนาวาให้สูงเหนือแผ่นดิน |
| 18 | น้ำทวีมากขึ้นบนแผ่นดิน ส่วนนาวาก็ลอยขึ้นบนผิวน้ำ |
| 19 | น้ำยิ่งทวีมากขึ้นบนแผ่นดิน ท่วมภูเขาสูงสุดที่อยู่ใต้ฟ้าทุกแห่งหมด |
| 20 | น้ำท่วมเหนือภูเขาเกินขึ้นไปอีกสิบห้าศอก |
| 21 | บรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน คือนก สัตว์ใช้งาน สัตว์ป่า กับบรรดาฝูงสัตว์เล็กๆ ที่อยู่บนแผ่นดิน และ มนุษย์ทั้งปวงก็ตายสิ้น |
| 22 | บรรดาสัตว์ที่มีลมหายใจเข้าออกทางจมูก คือสัตว์ที่อาศัยอยู่บนบกก็ตายสิ้น |
| 23 | พระองค์ทรงทำลายล้างสัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตอยู่บนแผ่นดินตั้งแต่มนุษย์ สัตว์และสัตว์เลื้อยคลาน ตลอดจนถึงนกใน อากาศ พวกเหล่านี้ถูกทำลายล้างเสียจากโลก เหลืออยู่แต่โนอาห์และบรรดาผู้ที่อยู่กับเขาในนาวา |
| 24 | น้ำท่วมแผ่นดินอยู่ถึงหนึ่งร้อยห้าสิบวัน |
| 01 | พระเจ้าทรงระลึกถึงโนอาห์กับบรรดาสัตว์ป่า และสัตว์ใช้งานที่อยู่กับโนอาห์ในนาวา จึงทรงทำให้ลมพัดมาเหนือ แผ่นดิน น้ำก็ลดลง |
| 02 | ตาน้ำทั้งหลายของน้ำบาดาลและช่องฟ้าทั้งหมดก็ปิด ฝนจากฟ้าก็หยุด |
| 03 | น้ำก็ลดลงจากแผ่นดินเรื่อยไป เมื่อล่วงไปหนึ่งร้อยห้าสิบวันแล้วน้ำก็ลดลง |
| 04 | ณวันที่สิบเจ็ดของเดือนที่เจ็ด นาวาก็ค้างอยู่บนเทือกเขาอารารัต |
| 05 | น้ำนั้นลดลงเรื่อยไปจนถึงเดือนที่สิบ ในวันที่หนึ่งเดือนที่สิบ ยอดภูเขาก็โผล่ขึ้นมา |
| 06 | เมื่อครบสี่สิบวันแล้ว โนอาห์ก็เปิดหน้าต่างที่ทำไว้ในนาวา |
| 07 | ปล่อยกาไปตัวหนึ่ง กาก็บินไปมาจนน้ำลดแห้งจากแผ่นดิน |
| 08 | โนอาห์ก็ปล่อยนกพิราบตัวหนึ่ง เพราะอยากรู้ว่าน้ำลดลงหมดไปจากแผ่นดินแล้วหรือยัง |
| 09 | แต่นกพิราบนั้นไม่พบที่ที่จะจับอาศัยอยู่ได้ เพราะน้ำยังท่วมพื้นแผ่นดินอยู่ จึงบินกลับมาหาโนอาห์ที่นาวา โนอาห์ จึงยื่นมือออกไปจับนกพิราบนั้นเข้ามาไว้ด้วยกันในนาวา |
| 10 | โนอาห์คอยอยู่อีกเจ็ดวัน จึงปล่อยนกพิราบไปจากนาวาอีก |
| 11 | ครั้นเวลาเย็นนกพิราบก็กลับมายังโนอาห์ และคาบใบมะกอกเทศเขียวสดมา โนอาห์จึงรู้ว่าน้ำลดจากแผ่นดินแล้ว |
| 12 | โนอาห์คอยอยู่อีกเจ็ดวันจึงปล่อยนกพิราบไป นกนั้นไม่กลับมาหาโนอาห์อีกเลย |
| 13 | เมื่อถึงวันที่หนึ่งของเดือนที่หนึ่ง ปีที่หกร้อยเอ็ด น้ำก็แห้งจากแผ่นดิน โนอาห์เปิดหลังคาที่ปิดนาวาแลดูเห็นว่าพื้น ดินแห้ง |
| 14 | ครั้นถึงวันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนที่สองแผ่นดินก็แห้งแล้ว |
| 15 | พระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ว่า |
| 16 | "เจ้าจงออกไปจากนาวาเถิด ทั้งภรรยาของเจ้าบุตรชายของเจ้า และบุตรสะใภ้ของเจ้าด้วย |
| 17 | จงพาสรรพสัตว์ที่มีชีวิต ที่อยู่กับเจ้าทุกชนิด คือนก สัตว์และสัตว์เลื้อยคลานให้ออกมา เพื่อจะได้เกิดพืชพันธุ์มาก มายทวีขึ้นบนแผ่นดิน" |
| 18 | โนอาห์ก็ออกไปพร้อมกับบุตรภรรยาและบุตรสะใภ้ |
| 19 | บรรดาสัตว์ที่มีชีวิตและทุกสิ่งที่เลื้อยคลาน กับบรรดานกและสัตว์ที่เคลื่อนไหวไปมาบนแผ่นดินก็ออกไปจากนาวา ตามพันธุ์ของมัน |
| 20 | โนอาห์สร้างแท่นบูชาพระเจ้าและเลือกเอาสัตว์และนกประเภทไม่มลทินบางตัวมาเผาบูชาถวายที่แท่นนั้น |
| 21 | พระเจ้าทรงได้กลิ่นที่พอพระทัยแล้ว ทรงดำริในพระทัยว่า "เราจะไม่สาปแผ่นดินอีกต่อไป แม้ว่ามนุษย์ไม่ดี ถึง เค้าความคิดในใจของมนุษย์ล้วนแต่ชั่วตั้งแต่เด็กมา เราจะไม่ประหารสิ่งทั้งหลายที่มีชีวิตเหมือนอย่างที่เราได้กระทำ แล้วนั้นอีก |
| 22 | โลกยังดำรงอยู่ตราบใด จะมีฤดูหว่านกับฤดูเกี่ยว เวลาเย็นกับเวลาร้อน ฤดูร้อนกับฤดูหนาว และมีวันและคืน เรื่อยไปตราบนั้น" |
| 01 | พระเจ้าทรงอวยพระพรโนอาห์และบุตรทั้งหลายของเขา ตรัสแก่เขาว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน |
| 02 | บรรดาสัตว์บนแผ่นดิน บรรดานกในอากาศ บรรดาสัตว์ที่เลื้อยคลานอยู่บนแผ่นดินและปลาทั้งสิ้นในทะเลจะกลัว พวกเจ้า เรามอบสัตว์ทั้งปวงไว้ในมือของพวกเจ้า |
| 03 | ทุกสิ่งที่มีชีวิตเคลื่อนไหวไปมาจะเป็นอาหารของเจ้า เราจะยกของทุกอย่างให้แก่เจ้า ดังที่เรายกต้นผักเขียวสดให้แก่ เจ้าแล้ว |
| 04 | แต่อย่ากินเนื้อพร้อมกับชีวิตของมันคือเลือดของมัน |
| 05 | โลหิตที่เป็นชีวิตของเจ้านั้นเราจะทวง เราจะทวงจากสัตว์ทั้งปวง และเราจะทวงจากมนุษย์ด้วย เราจะทวงชีวิต มนุษย์จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน |
| 06 | ผู้ใดฆ่ามนุษย์ให้โลหิตไหล มนุษย์จะฆ่าผู้นั้นให้โลหิตไหลเหมือนกัน เพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ ตามพระฉายา ของพระองค์ |
| 07 | เจ้าจงมีลูกดกทวีมากขึ้น จงบังเกิดอุดมในแผ่นดินโลกและทวีมากขึ้นในนั้น" |
| 08 | พระเจ้าจึงตรัสแก่โนอาห์และบุตรทั้งหลายว่า |
| 09 | "นี่แน่ะ เราเองเป็นผู้ตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าและกับพงศ์พันธุ์ของเจ้า |
| 10 | และกับบรรดาสัตว์มีชีวิตที่อยู่กับเจ้าด้วย ทั้งนกและสัตว์ใช้และสารพัดสัตว์ป่าดินที่อยู่กับเจ้า บรรดาสัตว์ที่ออก จากนาวาคือสัตว์ป่าทั้งหลายในโลก |
| 11 | เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่าจะไม่ทำลายบรรดามนุษย์และสัตว์โดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำ มาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป" |
| 12 | พระเจ้าตรัสว่า "นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา ซึ่งเราตั้งไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า ทั้งบรรดาสัตว์มีชีวิตที่ อยู่กับเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ |
| 13 | คือเราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก |
| 14 | เมื่อเราให้มีเมฆเหนือแผ่นดิน และมีรุ้งขึ้นที่เมฆนั้น |
| 15 | เราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้า และบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตแล้วน้ำจะไม่ท่วมทำลายบรรดาสัตว์โลก อีกเลย |
| 16 | เมื่อมีรุ้งที่เมฆ เราจะดูรุ้งนั้น และระลึกถึงพันธสัญญาถาวรระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต ซึ่งอยู่บน แผ่นดินโลก" |
| 17 | พระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ว่า "นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาที่เราได้ตั้งไว้ระหว่างเรากับบรรดาสัตว์โลกซึ่งอยู่ บนแผ่นดิน" |
| 18 | บุตรของโนอาห์ซึ่งออกมาจากนาวา ชื่อ เชม ฮาม และยาเฟท ฮามเป็นบิดาของคานาอัน |
| 19 | สามคนนี้เป็นบุตรชายของโนอาห์ มนุษย์จึงกระจายออกไปทั่วโลกจากคนเหล่านี้ |
| 20 | โนอาห์เริ่มเป็นชาวไร่และทำสวนองุ่น |
| 21 | ท่านได้ดื่มเหล้าองุ่นเมา แล้วก็นอนเปลือยกายอยู่ที่เต็นท์ของท่าน |
| 22 | ฮามผู้เป็นบิดาคานาอันเห็นบิดาของตนเปลือยกายอยู่ จึงบอกพี่น้องทั้งสองที่อยู่ภายนอก |
| 23 | เชมกับยาเฟทก็เอาผ้าพาดบ่าแล้วทั้งสองคนก็เดินหันหลังเข้าไปปกปิดกายของบิดาที่เปลือยอยู่ โดยมิได้หันหน้าดู กายของบิดาที่เปลือยอยู่นั้น |
| 24 | เมื่อโนอาห์สร่างเมาแล้ว รู้ว่าบุตรสุดท้องทำกับท่านอย่างไร |
| 25 | จึงพูดว่า "คานาอันจงถูกแช่ง ให้เป็นทาสแสนเลวของพี่น้อง" |
| 26 | ท่านกล่าวด้วยว่า "ขอพระเจ้าของข้าพระองค์ ทรงอวยพระพรแก่เชม และให้คานาอันเป็นทาสของเขาเถิด |
| 27 | ขอพระเจ้าทรงเพิ่มพูนยาเฟทให้ทวียิ่งขึ้น ให้เขาอาศัยอยู่ในเต็นท์ของเชม และให้คานาอันเป็นทาสของเขาเถิด" |
| 28 | ตั้งแต่หลังน้ำท่วมโนอาห์มีชีวิตต่อไปอีกสามร้อยห้าสิบปี |
| 29 | รวมอายุโนอาห์ได้เก้าร้อยห้าสิบปีจึงสิ้นชีวิต |
| 01 | ต่อไปนี้เป็นพงศ์พันธุ์บุตรทั้งหลายของโนอาห์ คือ เชม ฮาม และยาเฟท ซึ่งมีบุตรสืบมาหลังน้ำท่วม |
| 02 | บุตรของยาเฟทชื่อโกเมอร์ มาโกก มาดัย ยาวาน ทูบัล เมเชค และทิราส |
| 03 | บุตรของโกเมอร์ชื่อ อัชเคนัส รีฟาท และโทการมาห์ |
| 04 | บุตรของยาวานชื่อเอลีชาห์ ทารชิช คิทธิม และโดดานิม |
| 05 | จากพงศ์พันธุ์เหล่านี้ประชาชนตามฝั่งทะเลแผ่ไพศาลออกไปในแผ่นดินของเขา ตามภาษาตามตระกูลตามชาติของเขา |
| 06 | บุตรของฮามชื่อคูช อียิปต์ พูต และคานาอัน |
| 07 | บุตรของคูชชื่อเส-บา ฮาวิลาห์ สับทาห์ ราอามาห์ และสับเทคา ส่วนบุตรของราอามาห์ชื่อเชบาและเดดาน |
| 08 | คูชมีบุตรชื่อนิมโรด นิมโรดเริ่มเป็นคนแกล้วกล้าบนแผ่นดิน |
| 09 | นิมโรดเป็นพรานใหญ่ยิ่งต่อพระพักตร์พระเจ้า เพราะฉะนั้นจึงมีคำสุภาษิตว่า "เหมือนกับนิมโรดพรานใหญ่ยิ่งต่อ พระพักตร์พระเจ้า" |
| 10 | อาณาจักรแรกๆ ของนิมโรดนั้น คือเมืองบาบิโลน เมืองเอเรก และเมืองอัคคัด เมืองทั้งสามนี้อยู่ในแผ่นดินชินาร์ |
| 11 | นิมโรดไปจากประเทศนั้นยังแผ่นดินอัสซีเรีย สร้างเมืองนีเนเวห์ เมืองเรโหโบทอีร์เมืองคาลาห์ |
| 12 | และเมืองเรเสนซึ่งอยู่ระหว่างเมืองนีเนเวห์กับเมืองคาลาห์ เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่ |
| 13 | อียิปต์มีบุตรชื่อลูดิม อานามิม เลหะบิม นัฟทูฮิม |
| 14 | ปัทรุสิม คัสลูฮิม (ผู้เป็นต้นตระกูลคนฟีลิสเตีย) และคนคัฟโทริม |
| 15 | คานาอันมีบุตรหัวปีชื่อไซดอนกับน้องชายชื่อเฮท |
| 16 | กับคนเยบุส คนอาโมไรต์ คนเกอร์กาชี |
| 17 | คนฮีไวต์ คนอารคี คนสินี |
| 18 | ตระกูลอารวัด ชาวเศเมอร์ และตระกูลฮามัธ ภายหลังตระกูลของคนคานาอันก็แยกย้ายกันไป |
| 19 | เขตของคนคานาอันยื่นจากเมืองไซดอน ไปทางเมืองเก-ราร์ จนถึงเมืองกาซา และไปทางเมืองโสโดม โกโมราห์ อัดมาห์ และเศโบยิมจนถึงเมืองลาชา |
| 20 | คนเหล่านี้เป็นพงศ์พันธุ์ของฮาม ตามตระกูลตามภาษาตามเมือง ตามชาติของเขา |
| 21 | ฝ่ายเชมพี่ชายใหญ่ของยาเฟทเป็นบิดาของชนเอเบอร์ เขามีบุตรหลายคนด้วย |
| 22 | บุตรของเชมนั้นชื่อเอลาม อัสชูร อารปัคชาด ลูด และอารัม |
| 23 | บุตรอารัมชื่ออูส ฮูล เกเธอร์ และมัช |
| 24 | อารปัคชาดมีบุตรชื่อเชลาห์ ส่วนเชลาห์มีบุตรชื่อเอเบอร์ |
| 25 | เอเบอร์มีบุตรสองคน คนหนึ่งชื่อเพเลก {แปลว่า การแบ่ง} ด้วยว่าในคราวอายุของเพเลกนั้น เขาแบ่งแผ่นดินกัน และน้องชายของเพเลกชื่อโยกทาน |
| 26 | โยกทานมีบุตรชื่ออัลโมดัด เชเลฟ ฮาซารมาเวท เยราห์ |
| 27 | ฮาโดรัม อุซาล ดิคลาห์ |
| 28 | โอบาล อาบีมาเอล เชบา |
| 29 | โอฟีร์ ฮาวิลาห์ และโยฉบับ คนเหล่านี้เป็นบุตรของโยกทาน |
| 30 | ดินแดนที่พวกเขาอาศัยอยู่เริ่มจากเมืองเมชาไปทางเสฟาร์ถึงถิ่นเทือกเขาทางทิศตะวันออก |
| 31 | คนเหล่านี้เป็นพงศ์พันธุ์ของเชม ตามตระกูลตามภาษาตามเมือง และตามชาติของเขา |
| 32 | นี่แหละเป็นพงศ์พันธุ์ที่สืบมาจากบุตรของโนอาห์ ตามลำดับสกุลวงศ์ ตามชาติของเขา และจากคนเหล่านี้ประชา ชาติทั้งหลายในโลก ก็แผ่ไพศาลออกไปภายหลังน้ำท่วม |
| 01 | คนทั้งหลายทั่วโลกพูดภาษาเดียวกัน และมีศัพท์สำเนียงเดียวกัน |
| 02 | เมื่อพากันอพยพไปทิศตะวันออก ก็พบทุ่งราบในแดนเมืองชินาร์ จึงตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นั่น |
| 03 | แล้วต่างคนต่างก็พูดกันว่า "มาเถิด เราจงทำอิฐ เผาให้สุกแข็ง" เขาจึงมีอิฐใช้ต่างหิน และมียางมะตอยใช้ต่างปูนสอ |
| 04 | เขาทั้งหลายจึงว่า "มาเถิด เราจงสร้างเมืองขึ้นและก่อหอให้ยอดเทียมฟ้า ให้เราทำชื่อเสียงไว้ มิฉะนั้นเราจะต้อง กระจัดกระจายไปทั่วพื้นแผ่นดิน" |
| 05 | พระเจ้าเสด็จลงมาทอดพระเนตรเมือง และหอที่มนุษย์ก่อสร้างขึ้นนั้น |
| 06 | แล้วพระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิด คนเหล่านี้เป็นชนชาติเดียว มีภาษาเดียว นี่เป็นเพียงเบื้องต้นของสิ่งที่เขาจะทำ และเขา ตั้งใจจะทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น |
| 07 | มาเถิด เราจงลงไป ทำให้ภาษาของเขาวุ่นวายต่างกันไป อย่าให้เขาพูดเข้าใจกันได้" |
| 08 | พระเจ้าจึงทรงทำให้เขากระจัดกระจายจากที่นั่นไปทั่วพื้นแผ่นดิน คนเหล่านั้นก็เลิกสร้างเมืองนั้น |
| 09 | เหตุฉะนี้จึงเรียกเมืองนั้นว่าบาเบล {คล้ายคำ "บาลัล" ในฮีบรู แปลว่า วุ่นวาย} เพราะว่าที่นั่นพระเจ้าทรงทำให้ ภาษาของเขาวุ่นวายไป และพระเจ้าทรงทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปทั่วพื้นแผ่นดิน |
| 10 | ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของเชม เมื่อเชมมีอายุได้ร้อยปีก็มีบุตรชื่ออารปัคชาดหลังน้ำท่วมสองปี |
| 11 | ตั้งแต่เชมมีบุตรคืออารปัคชาดแล้ว ก็มีอายุต่อไปอีกห้าร้อยปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 12 | เมื่ออารปัคชาด มีอายุได้สามสิบห้าปี ก็มีบุตรชื่อเชลาห์ |
| 13 | ตั้งแต่อารปัคชาดมีบุตรคือเชลาห์แล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสี่ร้อยสามปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 14 | เมื่อเชลาห์มีอายุได้สามสิบปีก็มีบุตรชื่อเอเบอร์ |
| 15 | ตั้งแต่เชลาห์มีบุตรคือเอเบอร์แล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสี่ร้อยสามปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 16 | เมื่อเอเบอร์มีอายุได้สามสิบสี่ปี ก็มีบุตรชื่อเปเลก |
| 17 | ตั้งแต่เอเบอร์มีบุตรคือเปเลกแล้ว ก็มีชีวิตต่อไปได้อีกสี่ร้อยสามสิบปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 18 | เมื่อเปเลกมีอายุได้สามสิบปีก็มีบุตรชื่อเรอู |
| 19 | ตั้งแต่เปเลกมีบุตรคือเรอูแล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสองร้อยเก้าปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 20 | เมื่อเรอูมีอายุได้สามสิบสองปี ก็มีบุตรชื่อเสรุก |
| 21 | ตั้งแต่เรอูมีบุตรคือเสรุกแล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสองร้อยเจ็ดปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 22 | เมื่อเสรุกมีอายุได้สามสิบปี ก็มีบุตรชื่อนาโฮร์ |
| 23 | ตั้งแต่เสรุกมีบุตรคือนาโฮร์แล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกสองร้อยปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 24 | เมื่อนาโฮร์มีอายุได้ยี่สิบเก้าปี ก็มีบุตรชื่อเทราห์ |
| 25 | ตั้งแต่นาโฮร์มีบุตรคือเทราห์แล้ว ก็มีชีวิตต่อไปอีกร้อยสิบเก้าปี มีบุตรชายหญิงอีกหลายคน |
| 26 | เมื่อเทราห์มีอายุได้เจ็ดสิบปีก็มีบุตร ชื่ออับราม นาโฮร์ และฮาราน |
| 27 | ต่อไปนี้เป็นเชื้อสายของเทราห์ เทราห์มีบุตรชื่อ อับราม นาโฮร์ และฮาราน ฮารานก็มีบุตรชื่อโลท |
| 28 | ส่วนฮารานสิ้นชีวิตก่อนเทราห์ผู้เป็นบิดาในแผ่นดินที่ตนบังเกิด คือเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย |
| 29 | อับรามกับนาโฮร์ต่างก็ได้ภรรยา ภรรยาของอับรามชื่อซาราย ภรรยาของนาโฮร์ชื่อมิลคาห์ มิลคาห์เป็นบุตรีของฮา ราน ฮารานเป็นบิดาของมิลคาห์ และอิสคาห์ |
| 30 | ฝ่ายนางซารายนั้นเป็นหมัน หามีบุตรไม่ |
| 31 | เทราห์ก็พาอับรามบุตรของตนกับโลทหลานชาย คือบุตรของฮารานและนางซารายบุตรสะใภ้ คือภรรยาของอับราม ออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย จะเข้าไปในแผ่นดินคานาอัน แต่เมื่อเขาทั้งหลายมาถึงเมืองฮารานแล้วก็อาศัยอยู่ที่นั่น |
| 32 | รวมอายุเทราห์ได้สองร้อยห้าปี เทราห์ก็สิ้นชีวิตในเมืองฮาราน |
| 01 | พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงออกจากเมืองจากญาติพี่น้องจากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้ |
| 02 | เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับ พร |
| 03 | เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า" |
| 04 | ฝ่ายอับรามก็ไปตามพระดำรัสของพระเจ้าโลทก็ไปด้วย เมื่ออับรามออกจากเมืองฮารานนั้น อายุได้เจ็ดสิบห้าปี |
| 05 | อับรามพานางซารายภรรยาของตนกับโลทบุตรของน้องชายและทรัพย์สมบัติที่ได้สะสมไว้ ทั้งบรรดาผู้คนที่ได้ไว้ที่ เมืองฮารานนั้นออกเดินทางไปยังแผ่นดินคานาอัน เมื่อไปถึงแคว้นคานาอันแล้ว |
| 06 | อับรามก็เดินผ่านเขตแดนมาถึงสถานที่เมืองเชเคม คือ ที่ต้นก่อหลวงณโมเรห์ คราวนั้นคนคานาอันอยู่ที่แผ่นดินนั้น |
| 07 | พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ให้ปรากฏแก่อับราม ตรัสว่า "ดินแดนนี้เราจะยกให้พงศ์พันธุ์ของเจ้า" อับรามสร้างแท่นที่ นั่นถวายบูชาแก่พระเจ้าผู้สำแดงพระองค์ให้ปรากฏแก่ท่าน |
| 08 | อับรามย้ายไปจากที่นั่น มาถึงภูเขาทางทิศตะวันออกของเมืองเบธเอล จึงตั้งเต็นท์อยู่ที่นั่น ให้เมืองเบธเอลอยู่ทางทิศ ตะวันตกและเมืองอัยอยู่ทิศตะวันออก ส่วนท่านสร้างแท่นบูชาพระเจ้าที่นั่น และนมัสการออกพระนามพระเจ้า |
| 09 | แล้วอับรามก็เดินทางต่อไป ยกเต็นท์เดินทางเรื่อยไปเป็นระยะๆ ยังเนเกบ {ที่ใต้ เมืองใต้} |
| 10 | เกิดกันดารอาหารที่แคว้นคานาอัน อับรามจึงไปอาศัยอยู่ที่ประเทศอียิปต์ ด้วยว่าในคานาอันอดอยากอาหารนัก |
| 11 | เมื่อใกล้จะเข้าอียิปต์ อับรามก็พูดกับนางซารายภรรยาว่า "ฉันรู้ว่าเจ้าเป็นหญิงรูปงาม |
| 12 | เมื่อคนอียิปต์เห็นเจ้า เขาจะว่า 'หญิงคนนี้เป็นภรรยาของเขา' แล้วก็จะฆ่าฉันเสีย แต่จะไว้ชีวิตเจ้า |
| 13 | ขอให้บอกว่าเจ้าเป็นน้องสาวของฉัน เพื่อฉันจะได้รับการต้อนรับอย่างดีเพราะเจ้า และเขาจะไว้ชีวิตฉันเพราะเจ้า" |
| 14 | เมื่ออับรามเข้าไปในอียิปต์แล้ว คนอียิปต์ก็เห็นว่านางมีรูปร่างงามนัก |
| 15 | เมื่อพวกเจ้านายของฟาโรห์ {พระราชาทุกๆ องค์ของอียิปต์ มิใช่พระนามเฉพาะ} เห็นนางแล้วก็ทูลยกย่องนางนั้น ให้ฟาโรห์ทราบ เขาจึงพานางไปอยู่ในวังของฟาโรห์ |
| 16 | ฝ่ายฟาโรห์ก็โปรดปรานอับรามมาก เพราะเห็นแก่นางนั้น อับรามก็ได้แกะ วัว ลาผู้ ทาส ทาสี ลาตัวเมีย และอูฐ จำนวนมาก |
| 17 | แต่พระเจ้าทรงทำให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงต่างๆ แก่ฟาโรห์ และราชวงศ์ของท่าน เพราะเรื่องนางซารายภรรยาของอับ ราม |
| 18 | ฟาโรห์จึงเรียกอับรามมา ตรัสว่า "ทำไมเจ้าทำแก่เราอย่างนี้เล่า ทำไมเจ้ามิได้บอกเราว่านางเป็นภรรยาของเจ้า |
| 19 | ทำไมเจ้าว่า 'เธอเป็นน้องสาวของข้าพระบาท' เราจึงเลี้ยงนางไว้เพื่อเป็นภรรยาของเรา นี่แน่ะภรรยาของเจ้า จงรับ ไปแล้วออกไปเถิด" |
| 20 | ฟาโรห์จึงรับสั่งให้พวกคนใช้เอาใจใส่อับราม พวกคนใช้จึงนำอับรามเดินทางกลับไป พร้อมกับภรรยาและทรัพย์ สมบัติทั้งหมดของท่าน |
| 01 | อับรามกับภรรยาจึงออกไปจากแผ่นดินอียิปต์ พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติไปถึงเนเกบ โลทก็ไปด้วย |
| 02 | อับรามมั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยฝูงสัตว์และเงินทองเป็นอันมาก |
| 03 | ท่านเดินทางเป็นระยะๆ ต่อไปจากเนเกบจนมาถึงเมืองเบธเอล ที่เต็นท์ของท่านตั้งอยู่คราวก่อน ระหว่างกลางเมือง เบธเอลกับเมืองอัย |
| 04 | คือที่ที่เมื่อก่อนท่านสร้างแท่นไว้ อับรามนมัสการออกพระนามพระเจ้าที่นั่น |
| 05 | ฝ่ายโลทที่ไปกับอับรามนั้น มีฝูงแพะ แกะ และฝูงโคกับเต็นท์ด้วย |
| 06 | ที่ดินที่นั่นไม่กว้างขวางพอให้เขาทั้งสองอยู่ด้วยกันหมดได้ เพราะฝูงสัตว์ของเขาทั้งสองมีอยู่มาก จึงอยู่ด้วยกันไม่ได้ |
| 07 | คนเลี้ยงสัตว์ของอับรามกับคนเลี้ยงสัตว์ของโลทก็วิวาทกัน เวลานั้นพวกคานาอันและคนเปริสซียังอาศัยอยู่ที่นั่น |
| 08 | อับรามจึงพูดกับโลทว่า "เราอย่าวิวาทกันเลย อย่าให้คนเลี้ยงสัตว์ของเจ้ากับคนเลี้ยงสัตว์ของเราวิวาทกันเพราะเรา เป็นญาติสนิท |
| 09 | ที่ดินทั้งหมดอยู่ตรงหน้าเจ้ามิใช่หรือ จงแยกไปจากเราเถิด ถ้าเจ้าไปทางซ้าย เราก็จะไปทางขวา หรือเจ้าจะไปทาง ขวาเราก็จะไปทางซ้าย" |
| 10 | โลทเงยหน้าแลดูที่ลุ่มแม่น้ำจอร์แดนทางทิศเมืองโศอาร์ เห็นว่ามีน้ำบริบูรณ์อยู่ทุกแห่งเหมือนพระอุทยานของพระ เจ้า เหมือนแผ่นดินอียิปต์ นี่เป็นสภาพก่อนพระเจ้าทรงทำลายเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ |
| 11 | โลทจึงเลือกที่ลุ่มแม่น้ำจอร์แดนทั้งหมดเป็นส่วนของตน โลทออกเดินทางไปทิศตะวันออกเขาทั้งสองจึงแยกกันไป |
| 12 | อับรามอาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอัน ส่วนโลท อาศัยอยู่ท่ามกลางหัวเมืองในที่ลุ่มแม่น้ำ และย้ายเต็นท์ไปตั้งถึงเมือง โสโดม |
| 13 | ชาวเมืองโสโดมเป็นคนชั่วช้าทำบาปผิดต่อพระเจ้าเป็นอันมาก |
| 14 | เมื่อโลทจากอับรามไปแล้ว พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงเงยหน้าแลดูสถานที่ ตั้งแต่เจ้าอยู่นี้ไปทางทิศเหนือ ทิศ ใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก |
| 15 | ดินแดนทั้งหมดที่เจ้าแลเห็นนี้เราจะยกให้เจ้าและพงศ์พันธุ์ของเจ้าต่อไปเป็นนิตย์ |
| 16 | เราจะกระทำให้เชื้อสายของเจ้ามากเหมือนผงคลีดิน ผู้ใดนับผงคลีดินได้ก็จะนับเชื้อสายของเจ้าได้ |
| 17 | เจ้าจงลุกขึ้นเดินเที่ยวไปตลอดดินแดนนี้ให้ทั่วทั้งด้านยาวด้านกว้างเถิด ด้วยว่าเราจะยกดินแดนนี้ให้เจ้า" |
| 18 | อับรามจึงยกเต็นท์มาอาศัยอยู่ที่หมู่ต้นก่อหลวงของมัมเร ซึ่งอยู่ที่ตำบลเฮโบรนแล้วสร้างแท่นถวายบูชาพระเจ้าที่นั่น |
| 01 | ในสมัยอัมราเฟลกษัตริย์เมืองชินาร์ อารีโอคกษัตริย์เมืองเอลลาสาร์ เคโดร์ลาโอเมอร์กษัตริย์เมืองเอลาม และทิดาล กษัตริย์เมืองโกยิม |
| 02 | กษัตริย์เหล่านี้ทำสงครามรบสู้กับเบ-รากษัตริย์เมืองโสโดม กับบิรชากษัตริย์เมืองโกโมราห์ กับชินาบกษัตริย์เมืองอัด มาห์ กับเชเมเบอร์กษัตริย์เมืองเศโบยิม และกับกษัตริย์เมืองเบ-ลา (คือโศอาร์) |
| 03 | กษัตริย์เมืองเหล่านี้รวมทัพกันณที่ราบสิดดิม (คือทะเลเกลือ) |
| 04 | กษัตริย์เหล่านี้ยอมขึ้นแก่กษัตริย์เคโดร์ลาโอเมอร์สิบสองปี แต่ในปีที่สิบสามก็กบฏ |
| 05 | ในปีที่สิบสี่ เคโดร์ลาโอเมอร์กับกษัตริย์ที่รวมอยู่กับท่านนั้น ก็ยกมารบชนะคนเรฟาอิมที่เมืองอัชทาโรทคารนาอิม กับคนศูซิมที่เมืองฮามกับคนเอมิมที่เมืองชาเวห์-คีริยาธาอิม |
| 06 | ชาวโฮรีที่ภูเขาเสอีร์ซึ่งเป็นของตน จนถึงเมืองเอลปารานใกล้ถิ่นทุรกันดาร |
| 07 | แล้วกลับมาถึงเมืองเอนมิสปัท (คือคาเดช) รบชนะหมด เมืองของคนอามาเลขและทั้งคนอาโมไรต์ที่ตั้งอยู่ณฮาซาโ ซนทามาร์ |
| 08 | แล้วกษัตริย์เมืองโสโดม กษัตริย์เมืองโกโมราห์ กษัตริย์เมืองอัดมาห์ กษัตริย์เมืองเศโบยิมและกษัตริย์เมืองเบ-ลา (คือ โศอาร์) ก็ออกไปในที่ราบสิดดิม |
| 09 | ปะทะกับเคโดร์ลาโอเมอร์กษัตริย์เมืองเอลาม ทิดาลกษัตริย์เมืองโกยิม อัมราเฟลกษัตริย์เมืองชินาร์ และอารีโอค กษัตริย์เมืองเอลลาสาร์ กษัตริย์สี่องค์ต่อสู้กับห้าองค์ |
| 10 | ที่ราบสิดดิมนั้นมีบ่อยางมะตอยเต็มไปหมด เมื่อกษัตริย์เมืองโสโดม และกษัตริย์เมืองโกโมราห์หนีมา บางคนใน พวกนั้นก็ตกลงไป ส่วนผู้ที่เหลือนั้นก็หนีไปยังภูเขา |
| 11 | ข้าศึกเก็บข้าวของและเสบียงอาหารของชาวเมืองโสโดมและชาวเมืองโกโมราห์ไปสิ้น แล้วก็ไป |
| 12 | เขาได้จับโลท (บุตรของน้องชายอับราม) ซึ่งอยู่ที่เมืองโสโดมและข้าวของของเขาไปด้วย |
| 13 | มีคนหนึ่งหนีมาจากที่รบนั้นบอกให้อับรามคนฮีบรูรู้ เพราะอับรามอาศัยอยู่ที่หมู่ต้นก่อหลวงของมัมเร คนอาโมไรต์ พี่น้องของเอชโคล์และอาเนอร์ คนเหล่านี้เป็นไมตรีกับอับราม |
| 14 | เมื่ออับรามได้ยินว่าพวกข้าศึกจับญาติสนิทไปได้ จึงนำพลชำนาญศึกที่เกิดในบ้านของตน สามร้อยสิบแปดคนไล่ ตามไปทันที่เมืองดาน |
| 15 | อับรามจึงแยกพลของตนออกเป็นกองๆในกลางคืน ทั้งท่านและผู้รับใช้ของท่านก็เข้าตีพวกข้าศึก ไล่ไปถึงเมืองโฮ บาห์เหนือเมืองดามัสกัส |
| 16 | แล้วท่านนำข้าวของกลับคืนมาหมด และนำโลทญาติสนิทของท่านกลับ พร้อมกับข้าวของของเขากับผู้หญิงและ ประชาชนด้วย |
| 17 | เมื่ออับรามกลับจากการรบชนะกษัตริย์เคโดร์ลาโอเมอร์ และกษัตริย์ทั้งหลายที่ร่วมกำลังกันนั้นแล้ว กษัตริย์เมืองโส โดมก็ออกมารับอับรามณที่ราบชาเวห์ (คือที่ราบของกษัตริย์) |
| 18 | เมลคีเซเดคผู้เป็นทั้งกษัตริย์เมืองซาเลม และปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุด ก็นำขนมปังกับเหล้าองุ่นมาให้ |
| 19 | แล้วอวยพรท่าน "ขอพระเจ้าผู้สูงสุดผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินจงโปรดให้อับรามได้รับพระพรเถิด |
| 20 | สาธุการแด่พระเจ้าผู้สูงสุด ผู้ทรงมอบศัตรูทั้งหลายไว้ในเงื้อมมือของท่าน" อับรามก็ยกหนึ่งในสิบจากข้าวของนั้น ถวายแก่กษัตริย์เมลคีเซเคด |
| 21 | ฝ่ายกษัตริย์เมืองโสโดมตรัสแก่อับรามว่า "ขอคืนคนให้แก่เรา แต่ข้าวของนั้นท่านจงเอาไปเถิด" |
| 22 | อับรามกล่าวแก่กษัตริย์เมืองโสโดมว่า "ข้าพเจ้ายกมือสาบานตัวต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าผู้สูงสุด ผู้ทรง สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน |
| 23 | ว่า แม้เส้นด้ายหรือสายรัดรองเท้า หรือสิ่งใดๆ ที่เป็นของของท่าน ข้าพเจ้าก็จะไม่รับเพื่อมิให้ท่านพูดได้ว่า 'เราได้ บำรุงอับรามให้มั่งมี' |
| 24 | ข้าพเจ้าจะไม่รับอะไรเลย เว้นแต่เสบียงอาหารที่คนของข้าพเจ้าได้รับประทานเท่านั้น กับส่วนของคนที่ไปกับ ข้าพเจ้า คืออาเนอร์ เอชโคล์ และมัมเร ให้เขารับส่วนของเขาไปเถิด" |
| 01 | อยู่มาพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงอับรามด้วยนิมิตว่า "อับรามเอ๋ย เจ้าอย่ากลัวเลย เราเป็นโล่ของเจ้า บำเหน็จของเจ้า จะยิ่งใหญ่" |
| 02 | อับรามทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้า พระองค์จะทรงโปรดประทานอะไรแก่ข้าพระองค์ ด้วยว่าข้าพระองค์ยังไม่มีบุตรเลย และเอลีเยเซอร์ชาวเมืองดามัสกัสคนนี้ จะเป็นผู้รับมรดกของข้าพระองค์" |
| 03 | อับรามทูลอีกว่า "พระองค์มิได้ทรงประทานบุตรให้แก่ข้าพระองค์ แล้วคนที่เกิดในบ้านของข้าพระองค์ก็จะเป็นผู้รับ มรดกของข้าพระองค์" |
| 04 | ครั้นแล้วพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงอับรามว่า "คนนี้จะไม่ได้เป็นผู้รับมรดกของเจ้า แต่บุตรชายของเจ้าเองจะเป็นผู้ รับมรดกของเจ้า" |
| 05 | พระองค์จึงพาอับรามออกมากลางแจ้งแล้วตรัสว่า "มองดูฟ้า ถ้าเจ้านับดาวทั้งหลายได้ ก็นับไปเถิด" แล้วพระองค์ ตรัสว่า "พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะมากมายเช่นนั้น" |
| 06 | อับรามก็เชื่อพระเจ้า ความเชื่อนั้นพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน |
| 07 | แล้วพระองค์ตรัสแก่อับรามว่า "เราคือพระเจ้าที่พาเจ้าออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย เพื่อจะยกดินแดนนี้ให้เป็น กรรมสิทธิ์ของเจ้า" |
| 08 | อับรามทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จะรู้ได้อย่างไรว่าจะได้ดินแดนนี้เป็นกรรมสิทธิ์" |
| 09 | พระองค์จึงตรัสแก่อับรามว่า "เอาลูกวัวตัวเมียอายุสามปีแพะตัวเมียอายุสามปี และแกะตัวผู้อายุสามปี นกเขาตัวหนึ่ง กับนกพิราบโตตัวหนึ่งมาให้เรา" |
| 10 | อับรามจึงนำสัตว์เหล่านี้มาถวายและผ่ากลางตัววางข้างละซีกตรงกันแต่นกนั้นหาได้ผ่าไม่ |
| 11 | ครั้นฝูงเหยี่ยวบินลงมาที่เนื้อสัตว์เหล่านั้น อับรามก็ไล่ไปเสีย |
| 12 | เมื่อเวลาอาทิตย์ใกล้จะตก อับรามก็นอนหลับสนิท เวลานั้นความกลัวและความมืดอย่างยิ่งก็มาทับถมอับราม |
| 13 | พระองค์จึงตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงรู้แน่เถิดว่าพงศ์พันธุ์ของเจ้าจะเป็นคนต่างด้าวในดินแดนซึ่งมิใช่ที่ของเขา และ เขาจะต้องรับใช้ชาวเมืองนั้น ชาวเมืองนั้นจะบีบบังคับเขาถึงสี่ร้อยปี |
| 14 | ส่วนประเทศที่เขารับใช้อยู่นั้น เราจะพิพากษาลงโทษ ต่อมาพงศ์พันธุ์ของเจ้าจะออกมา มีทรัพย์สมบัติมาก |
| 15 | ฝ่ายเจ้าจะไปตามปู่ย่าตายายของเจ้าโดยผาสุก เจ้าจะตายเวลาชรามากแล้วเขาจะฝังศพเจ้าไว้ |
| 16 | ในชั่วอายุที่สี่ พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะกลับมาที่นี่อีก ด้วยว่าความชั่วลามกของคนอาโมไรต์ยังไม่ครบถ้วน" |
| 17 | ครั้นดวงอาทิตย์ตกและค่ำมืดก็มีเตาที่ควันพลุ่งอยู่ และคบเพลิงเลื่อนลอยมาระหว่างกลางซีกสัตว์เหล่านั้น |
| 18 | ในวันนั้นพระเจ้าทรงกระทำพันธสัญญาไว้กับอับรามว่า "เรามอบดินแดนนี้ให้เชื้อสายของเจ้าแล้ว ตั้งแต่แม่น้ำ อียิปต์ไปถึงแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำยูเฟรติส |
| 19 | ทั้งแผ่นดินคนเคไนต์ คนเคนัส และคนขัดโมไนต์ |
| 20 | กับคนฮิตไทต์ คนเปริสซี คนเรฟาอิม |
| 21 | คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเกอร์กาชีและคนเยบุสด้วย |
| 01 | ฝ่ายนางซารายภรรยาของอับรามไม่มีบุตรให้ท่าน นางมีหญิงคนใช้ชาวอียิปต์คนหนึ่งชื่อฮาการ์ |
| 02 | นางซารายจึงพูดกับอับรามว่า "ดูเถิด พระเจ้าไม่ทรงโปรดให้ฉันมีบุตร ขอจงเข้าไปหาคนใช้ของฉันเถิด บางทีฉัน จะได้บุตรโดยนางนั้น" อับรามก็ฟังเสียงนางซาราย |
| 03 | เมื่ออับรามอยู่ในแคว้นคานาอันได้สิบปีแล้ว นางซารายภรรยาก็ยกฮาการ์คนอียิปต์หญิงคนใช้ของตนให้เป็นภรรยา ของอับรามสามีของนาง |
| 04 | อับรามเข้าไปหานางฮาการ์ นางก็ตั้งครรภ์ เมื่อนางรู้ว่าตั้งครรภ์แล้วก็ดูหมิ่นนายผู้หญิง |
| 05 | นางซารายจึงบ่นต่ออับรามว่า "ให้ความทุกข์ของฉันตกอยู่กับท่านเถิด ฉันให้หญิงคนใช้ไว้ในอ้อมอกของท่าน แต่ เมื่อหญิงนั้นรู้ว่าตัวตั้งครรภ์แล้ว ก็ดูหมิ่นฉัน ขอพระเจ้าทรงตัดสินเรื่องของฉันกับท่านเถิด" |
| 06 | อับรามพูดกับนางซารายว่า "ดูเถิดหญิงคนใช้ของเจ้าอยู่ในอำนาจของเจ้า จงกระทำแก่เขาตามที่เจ้าเห็นควรเถิด" นาง ซารายเคี่ยวเข็ญหญิงนั้น จนนางหนีไปให้พ้นหน้า |
| 07 | ทูตพระเจ้าพบหญิงนั้นที่น้ำพุในถิ่นทุรกันดาร ข้างทางที่จะไปเมืองชูร์ |
| 08 | จึงถามว่า "ฮาการ์ หญิงคนใช้ของนางซาราย เจ้ามาจากไหนและเจ้าจะไปไหน" นางทูลตอบว่า "ข้าพระองค์หนีมา ให้พ้นหน้านางซาราย นายของข้าพระองค์" |
| 09 | ทูตของพระเจ้าจึงสั่งว่า "กลับไปหานายผู้หญิงของเจ้า และยอมอยู่ใต้บังคับเขาเถิด" |
| 10 | ทูตพระเจ้ากล่าวแก่หญิงนั้นว่า "เราจะให้พงศ์พันธุ์ของเจ้าทวีมากขึ้นจนนับไม่ถ้วน" |
| 11 | ทูตพระเจ้ากล่าวแก่นางอีกว่า "นี่แน่ะเจ้ามีครรภ์แล้ว จะคลอดบุตรชาย และจะตั้งชื่อบุตรนั้นว่าอิชมาเอล {แปลว่า พระเจ้าทรงรับฟัง} เพราะพระเจ้าทรงรับฟังความทุกข์ร้อนของเจ้า |
| 12 | บุตรนั้นจะเป็นดังลาป่า มือเขาจะต่อสู้คนทั้งปวง และมือคนทั้งปวงจะต่อสู้เขา เขาจะอาศัยตรงหน้าพี่น้องของเขา" |
| 13 | นางฮาการ์จึงเรียกพระนามพระเจ้าผู้ตรัสแก่ตนว่า "พระองค์เป็นพระเจ้า ผู้ให้เห็น" และพูดว่า "ข้าพเจ้าได้เห็นพระ องค์ที่นี่ แล้วยังมีชีวิตอยู่ได้อีกจริงหรือ" |
| 14 | เหตุฉะนี้จึงเรียกชื่อบ่อน้ำนั้นว่าเบเออลาไฮรอย {แปลว่า บ่อของผู้หนึ่งที่เห็นและยังมีชีวิต} อยู่ระหว่างเมืองคาเดช กับเมืองเบเรด |
| 15 | นางฮาการ์มีบุตรชายกับอับราม อับรามตั้งชื่อบุตรที่นางฮาการ์คลอดนั้นว่าอิชมาเอล |
| 16 | เมื่อนางฮาการ์คลอดอิชมาเอลให้แก่อับรามนั้น อายุอับรามได้แปดสิบหกปี |
| 01 | เมื่ออายุอับรามได้เก้าสิบเก้าปี พระเจ้าทรงปรากฏแก่อับรามและตรัสแก่ท่านว่า "เราเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ จง ดำเนินอยู่ต่อหน้าเราและเป็นคนดีพร้อม |
| 02 | เราจะทำพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้า เราจะทวีพงศ์พันธุ์ของเจ้าให้มากขึ้นอย่างยิ่ง" |
| 03 | อับรามก็กราบลงถึงดิน พระเจ้าตรัสแก่ท่านว่า |
| 04 | "นี่พันธสัญญาของเรากับเจ้า เจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย |
| 05 | ชื่อของเจ้าจะมิใช่อับราม {แปลว่า บิดา} ผู้เป็นที่ยกย่องอีกต่อไป เจ้าจะมีชื่อใหม่คืออับราฮัม {ในที่นี้หมายความว่า บิดาของมวลชน} เพราะเราให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย |
| 06 | เราจะกระทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากอย่างยิ่ง เราจะกระทำเจ้าให้เป็นชนหลายชาติ และกษัตริย์หลายองค์จะเกิดมาจาก เจ้า |
| 07 | เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้ระหว่างเรากับเจ้า และเชื้อสายของเจ้าที่สืบมาตลอดชั่วชาตพันธุ์ของเขาให้เป็นพัน ธสัญญานิรันดร์ คือเป็นพระเจ้าแก่เจ้า และแก่เชื้อสายของเจ้าที่สืบมา |
| 08 | เราจะให้ดินแดนที่เจ้าอาศัยอยู่นี้ คือแผ่นดินคานาอันทั้งสิ้นแก่เจ้าและแก่เชื้อสายของเจ้าที่จะสืบมา ให้เป็นกรรมสิทธิ์ นิรันดร์ และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา" |
| 09 | พระเจ้าตรัสแก่อับราฮัมว่า "เจ้าเองก็ดี เชื้อสายของเจ้าที่สืบตลอดชั่วชาตพันธุ์ของเขาก็ดี จงรักษาพันธสัญญาของเรา |
| 10 | นี่เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเจ้าจะต้องรักษาระหว่างเรากับเจ้า และเชื้อสายของเจ้าที่จะสืบมา คือผู้ชายทุกคนจะต้อง เข้าสุหนัต |
| 11 | เจ้าจงเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเจ้า นี่จะเป็นหมายสำคัญของพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า |
| 12 | ผู้ชายที่มีอายุแปดวันต้องเข้าสุหนัต คือชายทุกคนตลอดชั่วชาตพันธุ์ของเจ้า เป็นคนที่เกิดในบ้านของเจ้าก็ดี หรือที่ เอาเงินซื้อมาจากคนต่างด้าวใดๆ ซึ่งมิใช่พงศ์พันธุ์ของเจ้าก็ดี |
| 13 | ทั้งผู้ที่เกิดในบ้านของเจ้าและที่เอาเงินของเจ้าซื้อมาจะต้องเข้าสุหนัต ดังนี้แหละพันธสัญญาของเราจะได้อยู่ที่เนื้อของ เจ้า เป็นพันธสัญญานิรันดร์ |
| 14 | ชายใดๆที่มิได้เข้าสุหนัต มิได้เข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาต จะต้องถูกตัดออกจากชนชาติของเขา เขาได้ ละเมิดพันธสัญญาของเรา" |
| 15 | พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า "ส่วนซารายภรรยาของเจ้านั้น เจ้าอย่าเรียกนางว่า ซาราย แต่จงเรียกนางว่า ซาราห์ |
| 16 | เราจะอวยพรแก่นาง และยิ่งกว่านั้นอีก โดยนางนี่แหละ เราจะให้บุตรชายคนหนึ่งแก่เจ้าเราจะอำนวยพรแก่นาง และนางจะให้กำเนิดแก่ชนหลายชาติ กษัตริย์ของชนหลายชาติจะมาจากนาง" |
| 17 | และอับราฮัมก็ซบหน้าลงหัวเราะคิดในใจว่า "ชายผู้มีอายุหนึ่งร้อยปีแล้วจะมีบุตรได้หรือ ซาราห์ผู้มีอายุเก้าสิบปีแล้ว จะคลอดบุตรหรือ" |
| 18 | และอับราฮัมทูลพระเจ้าว่า "โอ ขอให้อิชมาเอลมีชีวิตอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์" |
| 19 | พระเจ้าตรัสว่า "มิใช่ แต่ซาราห์ภรรยาของเจ้าจะคลอดบุตรชายคนหนึ่งให้เจ้า และเจ้าจงตั้งชื่อเขาว่า อิสอัค {แปล ว่า เขาหัวเราะ} เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับเขา เป็นพันธสัญญานิรันดร์แก่เชื้อสายของเขาซึ่งตามเขามา |
| 20 | ฝ่ายอิชมาเอลนั้นเราฟังเจ้าแล้ว เราจะอำนวยพรแก่เขา และกระทำให้เขามีพงศ์พันธุ์มากอย่างยิ่ง เขาจะเป็นบิดาของ เจ้านายสิบสององค์ และเราจะกระทำให้เขาเป็นชาติใหญ่ชาติหนึ่ง |
| 21 | ฝ่ายพันธสัญญาของเรา เราจะตั้งไว้กับอิสอัคผู้ซึ่งซาราห์จะคลอดให้แก่เจ้าปีหน้าในฤดูนี้" |
| 22 | เมื่อพระองค์ตรัสกับท่านเสร็จแล้ว พระเจ้าก็เสด็จจากอับราฮัมขึ้นไป |
| 23 | อับราฮัมจึงเอาอิชมาเอลบุตรชายของตน และทุกคนที่เกิดในบ้านของท่าน หรือที่เอาเงินของท่านซื้อมา คือผู้ชายทุก คนในบรรดาผู้ชายที่อยู่ในบ้านของอับราฮัม ให้เขาเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเขาในวันนั้นทีเดียว ดังที่ พระเจ้าตรัสไว้กับท่าน |
| 24 | อับราฮัมมีอายุเก้าสิบเก้าปี เมื่อท่านเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของท่าน |
| 25 | และอิชมาเอลบุตรชายของท่านอายุสิบสามปี เมื่อเขาเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเขา |
| 26 | อับราฮัมและอิชมาเอลบุตรชายของท่านเข้าสุหนัตในวันนั้นทีเดียว |
| 27 | พวกผู้ชายทุกคนที่อยู่ในบ้านของท่าน คือพวกที่เกิดในบ้านและที่เอาเงินซื้อมาจากคนต่างด้าวก็เข้าสุหนัตพร้อมกับ ท่าน |
| 01 | พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านที่หมู่ต้นก่อหลวงที่มัมเร ขณะที่ท่านนั่งอยู่ที่ประตูเต็นท์เวลาแดดร้อน |
| 02 | ท่านเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นชายสามคนยืนอยู่ข้างหน้าท่าน เมื่อท่านเห็นเขาทั้งสามท่านก็วิ่งจากประตูเต็นท์ไปต้อนรับ เขากราบลงถึงดิน |
| 03 | พูดว่า "เจ้านายของข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้าเป็นที่โปรดปรานในสายตาของท่าน ขออย่าผ่านผู้รับใช้ของท่านไปเสียเลย |
| 04 | ข้าพเจ้าจะเอาน้ำมานิดหน่อยให้ท่านล้างเท้า และพักใต้ต้นไม้ |
| 05 | ข้าพเจ้าจะไปเอาอาหารหน่อยหนึ่งมาให้ ท่านจะได้พักผ่อนหายเหนื่อยเสียก่อน แล้วจึงค่อยเดินทางต่อไป ไหนๆ ท่านก็มายังผู้รับใช้ของท่านแล้ว" เขาทั้งสามจึงว่า "ทำตามที่เจ้ากล่าวนี้เถิด" |
| 06 | อับราฮัมรีบเข้าไปในเต็นท์หานางซาราห์ กล่าวว่า "เร็วๆหน่อยเอาแป้งละเอียดสามถังนวดแล้วทำขนม" |
| 07 | แล้วอับราฮัมวิ่งไปที่ฝูงสัตว์ เอาลูกโคตัวหนึ่ง ยังอ่อนและดี มอบให้คนใช้รีบปรุงเป็นอาหาร |
| 08 | ท่านเอาเนย น้ำนมและลูกโคที่เขาปรุงแล้วนั้นมาวางต่อหน้าเขาทั้งสาม และท่านยืนอยู่ข้างเขาทั้งสามที่ใต้ต้นไม้ เมื่อเขาทั้งสามรับประทาน |
| 09 | เขาทั้งสามถามท่านว่า "ซาราห์ภรรยาของเจ้าอยู่ที่ไหน" ท่านตอบว่า "นางอยู่ที่ในเต็นท์" |
| 10 | เขาว่า "ปีหน้าเราจะกลับมาหาเจ้าอีกแน่นอน ซาราห์ภรรยาของเจ้าจะมีบุตรชายคนหนึ่ง" นางซาราห์ฟังอยู่ที่ประตู เต็นท์ข้างหลังท่าน |
| 11 | ฝ่ายอับราฮัมและซาราห์นั้นชราแล้ว และประจำเดือนของซาราห์ก็หมดไปแล้ว |
| 12 | นางซาราห์ก็หัวเราะอยู่แต่ในใจ กล่าวว่า "ฉันแก่แล้ว สามีของฉันก็แก่แล้ว ฉันยังจะยินดีอีกหรือ" |
| 13 | พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า "ทำไมนางซาราห์หัวเราะ และกล่าวว่า 'ฉันแก่แล้วจะคลอดบุตรชายจริงๆหรือ' |
| 14 | มีสิ่งใดที่อัศจรรย์เกินฤทธิ์พระเจ้าจะทำได้ พอถึงเวลากำหนดเราจะกลับมาหาเจ้า ฤดูนี้ปีหน้า และซาราห์จะมีบุตร ชายคนหนึ่ง" |
| 15 | แต่นางซาราห์ปฏิเสธว่า "ข้าพระองค์มิได้หัวเราะพระเจ้าข้า" เพราะนางกลัว พระองค์ตรัสว่า "อย่ามุสาเจ้าหัวเราะ จริงๆ" |
| 16 | แล้วบุรุษเหล่านั้นก็ออกจากที่นั่น เดินไปจนเห็นเมืองโสโดม และอับราฮัมก็ตามไปส่งด้วย |
| 17 | พระเจ้าตรัสว่า "ควรหรือที่เราจะซ่อนสิ่งซึ่งเราจะกระทำนั้นมิให้อับราฮัมรู้ |
| 18 | เพราะอับราฮัมจะเป็นประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมาก และประชาชาติทั้งหลายในโลกจะได้รับพรก็เพราะท่าน |
| 19 | เพราะเราเลือกเขาแล้ว เพื่อเขาจะได้กำชับลูกหลาน และครอบครัวที่สืบมา ให้รักษาพระมรรคาของพระเจ้า โดย ทำความชอบธรรมและความยุติธรรม เพื่อว่าพระเจ้าจะได้ประทานสิ่งซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้แล้วให้แก่อับราฮัม" |
| 20 | พระเจ้าได้ตรัสว่า "เสียงร้องกล่าวโทษเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์นั้นดังเหลือเกิน และบาปของเขาก็หนักมาก |
| 21 | เราจะลงไปดูว่าพวกเขากระทำผิดจริงตามคำร้องทุกข์ที่มาถึงเรานั้นหรือไม่ ถ้าไม่เราก็จะรู้" |
| 22 | บุรุษเหล่านั้นจึงออกจากที่นั่นเดินตรงไปยังเมืองโสโดม แต่อับราฮัมยังยืนเฝ้าพระเจ้าอยู่ |
| 23 | อับราฮัมได้เข้ามาใกล้ กราบทูลว่า "พระองค์จะทรงทำลายผู้ชอบธรรมพร้อมกับคนอธรรมหรือ |
| 24 | สมมุติว่ามีคนชอบธรรมห้าสิบคนอยู่ในเมืองนั้น พระองค์จะยังทรงทำลายเมืองนั้นไม่ยับยั้งอาชญาเพราะเห็นแก่คน ชอบธรรมห้าสิบคนที่อยู่ในเมืองนั้นหรือ |
| 25 | ขอพระองค์อย่าคิดที่จะกระทำเช่นนั้นเลย อย่าคิดที่จะฆ่าคนชอบธรรมพร้อมกับคนอธรรม ทำกับคนชอบธรรม อย่างเดียวกับคนอธรรม ขอพระองค์อย่าทรงทำเช่นนั้นเลย พระองค์ผู้พิพากษาสากลโลกจะไม่กระทำสิ่งที่ยุติธรรมหรือ " |
| 26 | พระเจ้าตรัสว่า "ที่โสโดมถ้าเราพบคนชอบธรรมในเมืองห้าสิบคนเราจะไม่ลงอาชญาในเมืองนั้นทั้งเมืองเพราะเห็นแก่ เขา" |
| 27 | อับราฮัมทูลตอบว่า "ขอประทานโทษที่ข้าพระองค์บังอาจกราบทูลต่อพระเจ้า ข้าพระองค์ผู้เป็นเพียงผงคลีและขี้เถ้า |
| 28 | สมมุติว่าในห้าสิบคนนั้นขาดไปห้าคน พระองค์จะยังทรงทำลายเมืองนั้นทั้งเมืองเพราะขาดห้าคนหรือ" และพระ องค์ตรัสว่า "เราจะไม่ทำลาย ถ้าเราพบคนชอบธรรมสี่สิบห้าคนที่นั่น" |
| 29 | ท่านก็ทูลพระองค์อีกว่า "สมมุติว่าพระองค์ทรงพบสี่สิบคนที่นั่น" พระองค์ตรัสตอบว่า "เพราะเห็นแก่สี่สิบคนเรา จะไม่กระทำ" |
| 30 | ท่านจึงทูลว่า "ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่าทรงพระพิโรธเลย ข้าพระองค์จะขอกราบทูล สมมุติพระองค์ทรงพบเพียง สามสิบคนที่นั่น" พระองค์ตรัสตอบว่า "เราจะไม่ลงอาชญา ถ้าเราพบสามสิบที่นั่น" |
| 31 | ท่านทูลว่า "ขอประทานโทษที่ข้าพระองค์บังอาจกราบทูลต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า สมมุติว่าทรงพบเพียงยี่สิบคนที่นั่น" พระองค์ตรัสตอบว่า "เพราะเห็นแก่ยี่สิบคน เราจะไม่ทำลายเมืองนั้น" |
| 32 | ท่านทูลว่า "ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่าทรงพระพิโรธเลย ข้าพระองค์ขอกราบทูลอีกครั้งนี้ครั้งเดียว สมมุติว่า ทรง พบเพียงสิบคนที่นั่น" พระองค์ตรัสตอบว่า "เพราะเห็นแก่สิบคนเราจะไม่ทำลายเมืองนั้น" |
| 33 | เมื่อพระองค์ตรัสกับอับราฮัมจบลงแล้ว พระเจ้าก็เสด็จไป ส่วนอับราฮัมก็กลับไปบ้าน |
| 01 | ฝ่ายทูตสวรรค์สององค์นั้นมาถึงเมืองโสโดมในเวลาเย็น โลทกำลังนั่งอยู่ที่ประตูเมืองโสโดม เมื่อโลทเห็นท่านทั้งสอง เขาก็ลุกขึ้นไปต้อนรับและกราบลงถึงดิน |
| 02 | กล่าวว่า "เจ้านายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน ขอท่านแวะไปบ้านข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านค้างสักคืนหนึ่ง ล้างเท้าของท่าน แล้วค่อยลุกขึ้นแต่เช้าเดินทางต่อไป" ท่านทั้งสองตอบว่า "อย่าเลย เราจะค้างคืนที่ลานเมือง" |
| 03 | แต่โลทก็รบเร้าชักชวนท่านทั้งสอง ท่านจึงไปกับเขาเข้าไปในบ้านของเขา โลทก็จัดการเลี้ยง ปิ้งขนมไร้เชื้อ ท่าน ทั้งสองก็รับประทาน |
| 04 | ท่านทั้งสองยังไม่ทันเข้านอน พวกผู้ชายเมืองนั้น คือชายชาวเมืองโสโดมทั้งหนุ่มและแก่หมดทั้งเมืองจนถึงคนสุด ท้ายพากันมาล้อมเรือนนั้นไว้ |
| 05 | พวกเขาร้องเรียกโลทว่า "ชายที่เข้ามาหาเจ้าคืนนี้อยู่ที่ไหน จงนำเขาออกมาให้เรา เราจะได้สมสู่กับเขา" |
| 06 | โลทก็ออกทางประตูไปหาชายเหล่านั้น แล้วปิดประตูเสีย |
| 07 | กล่าวว่า "พี่น้องของข้าเอ๋ย ข้าขอเสียทีเถอะ อย่ากระทำการโหดร้ายเช่นนี้เลย |
| 08 | ดูเถิด ข้ามีลูกสาวสองคนยังไม่เคยสมสู่กับชายเลย ข้าจะนำออกมาให้ท่าน ท่านจะทำแก่เขาอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ เถิด แต่ขออย่าทำอะไรกับชายเหล่านี้เลย เพราะเขามาอยู่ใต้ร่มชายคาของข้าแล้ว" |
| 09 | แต่พวกนั้นร้องว่า "ถอยไป" และขู่ว่า "เจ้าคนนี้มาขออาศัยอยู่ แล้วยังมาตั้งตัวเป็นตุลาการ เราจะทำกับเจ้าให้เจ็บ เสียยิ่งกว่าทำแก่คนเหล่านั้นอีก" พวกนั้นผลักโลทโดยแรง และเข้ามาใกล้จะพังประตู |
| 10 | แต่แขกทั้งสองนั้นยื่นมือออกไปดึงตัวโลทเข้ามาในบ้านแล้วปิดประตูเสีย |
| 11 | ท่านทั้งสองทำให้พวกคนที่อยู่หน้าประตูบ้านนั้นตาบอดหมด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็เที่ยวคลำหาประตูจนอ่อนใจ |
| 12 | แล้วแขกทั้งสองจึงพูดกับโลทว่า "ที่นี่เจ้ามีใครอีกหรือ บุตรเขย บุตรชาย บุตรหญิง คนของเจ้าในเมืองนี้ จงนำ ออกไปจากที่นี้ให้หมด |
| 13 | เรากำลังจะทำลายเมืองนี้แล้ว เพราะเสียงร้องกล่าวโทษประชาชนของเมืองนี้ต่อพระเจ้าดังนักหนา และพระเจ้าทรง ใช้เรามาทำลายเมืองนี้เสีย" |
| 14 | โลทจึงออกไปพูดกับบุตรเขย ผู้ที่จะแต่งงานกับบุตรหญิงของตนว่า "ลุกขึ้นออกจากที่นี้เถิด เพราะพระเจ้ากำลังจะ ทำลายเมืองนี้" แต่บุตรเขยของเขากลับหาว่าโลทล้อเล่น |
| 15 | ครั้งเวลารุ่งเช้า ทูตสวรรค์จึงชักชวนโลทว่า "ลุกขึ้นพาภรรยาของเจ้า และบุตรหญิงทั้งสองของเจ้าผู้อยู่ที่นี่ไปเสีย เกรงว่าเมื่อเมืองนี้ถูกลงอาชญาให้พินาศ เจ้าจะเสียชีวิตไปด้วย" |
| 16 | แต่โลทยังรีรอ ดังนั้นชายทั้งสองจึงคว้ามือเขาและภรรยา และบุตรหญิงทั้งสอง ด้วยพระกรุณาคุณของพระเจ้าที่มี ต่อเขา ท่านทั้งสองนำเขาออกมาเสียนอกเมือง |
| 17 | เมื่อท่านทั้งสองพาเขาออกมาแล้ว ท่านพูดว่า "หนีเอาชีวิตรอดเถิด อย่าเหลียวหลังหรือหยุดณที่ใดในลุ่มน้ำ หนีไป ที่เนินเขา มิฉะนั้นเจ้าจะเสียชีวิต" |
| 18 | โลทเรียนท่านทั้งสองว่า "อย่าเลยนาย |
| 19 | ดูเถิด ผู้รับใช้ของท่านเป็นที่โปรดปรานในสายตาของท่านแล้ว และท่านได้สำแดงความกรุณาอันยิ่งใหญ่ในการ ช่วยชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะหนีไปที่เนินเขาไม่ได้ เกรงว่าภัยภิบัตินั้นจะตามทัน และข้าพเจ้าจะตายเสีย |
| 20 | ดูซิเมืองโน้นอยู่ใกล้พอที่จะหนีไปถึงได้ และเป็นเมืองเล็ก ขอให้ข้าพเจ้าหนีไปที่นั่น เมืองนั้นเป็นเมืองเล็กๆ แล้ว ชีวิตของข้าพเจ้าจะรอด" |
| 21 | ทูตสวรรค์พูดกับเขาว่า "เราอนุญาตเรื่องนี้ คือเราจะไม่ทำลายเมืองที่เจ้าพูดถึงนั้นเสีย |
| 22 | รีบเถิด หนีไปที่นั่น เพราะเราจะทำอะไรไม่ได้จนกว่าเจ้าจะไปถึงที่นั่น" ฉะนั้นเขาจึงเรียกชื่อเมืองนั้นว่าโศอาร์ {แปลว่า เล็กน้อย} |
| 23 | เมื่อโลทมาถึงเมืองโศอาร์ตะวันก็ขึ้นแล้ว |
| 24 | แล้วพระเจ้าทรงให้กำมะถันและไฟจากพระเจ้าตกจากฟ้าลงมาบนเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ |
| 25 | และพระองค์ทรงขยี้เมืองเหล่านั้น ลุ่มน้ำทั้งหมด ชาวเมืองทั้งสิ้นและพืชต่างๆ |
| 26 | ส่วนภรรยาของโลทผู้อยู่ข้างหลังโลทเหลียวกลับไปมองดู นางจึงกลายเป็นเสาเกลือไป |
| 27 | เวลาเช้ามืดอับราฮัมออกไปยังที่ที่ท่านยืนเฝ้าพระเจ้า |
| 28 | ท่านมองลงไปทางเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ และตรงดินแดนในลุ่มน้ำ ก็เห็นแผ่นดินลุกเป็นควันพลุ่งขึ้น เหมือนควันเตาไฟใหญ่ |
| 29 | ดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงทำลายหัวเมืองในลุ่มน้ำ พระเจ้าจึงทรงระลึกถึงอับราฮัม และส่งโลทออกไปจากเมืองที่ถูก ขยี้ เมื่อพระองค์ทรงขยี้เมืองที่โลทอาศัยอยู่ |
| 30 | โลทก็ออกจากเมืองโศอาร์ และขึ้นไปอาศัยอยู่บนเนินเขากับบุตรหญิงสองคนของตน เพราะเขากลัวที่จะอยู่ในเมือง โศอาร์ เขาจึงเข้าไปอยู่ในถ้ำกับบุตรหญิงสองคนของเขา |
| 31 | คนหัวปีพูดกับน้องว่า "พ่อของเราก็แก่แล้วไม่มีชายใดในใต้หล้าจะมาสู่ขอเราตามประเพณีทั่วโลก |
| 32 | ให้เราชวนพ่อของเราดื่มเหล้าองุ่น แล้วเราจะนอนกับท่าน เพื่อเราจะสงวนพงศ์พันธุ์โดยอาศัยพ่อของเรา" |
| 33 | ในคืนวันนั้นนางก็ให้บิดาดื่มเหล้าองุ่น แล้วคนหัวปีก็เข้าไปนอนกับบิดาของนาง บิดาไม่ทราบว่านางมานอนด้วย เมื่อไรและลุกขึ้นไปเมื่อไร |
| 34 | วันรุ่งขึ้นคนหัวปีจึงพูดกับน้องว่า "เมื่อคืนนี้ข้านอนกับพ่อของข้า ให้เราทำให้ท่านดื่มเหล้าองุ่นคืนนี้อีก แล้วเจ้าจง เข้าไปนอนกับท่าน เพื่อเราจะได้สงวนพงศ์พันธุ์โดยอาศัยพ่อของเรา" |
| 35 | นางทั้งสองจึงให้บิดาของเขาดื่มเหล้าองุ่นในคืนนั้นด้วย น้องก็ไปนอนกับท่าน ท่านก็ไม่ทราบว่า นางมานอนด้วย เมื่อไร และลุกขึ้นไปเมื่อไร |
| 36 | ดังนั้นบุตรหญิงทั้งสองของโลทก็ตั้งครรภ์กับบิดาของนางเอง |
| 37 | คนหัวปีคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และตั้งชื่อว่าโมอับ เขาเป็นบรรพบุรุษของคนโมอับจนทุกวันนี้ |
| 38 | ส่วนน้องเขาก็คลอดบุตรชายคนหนึ่งด้วย และตั้งชื่อว่า เบน-อัมมี เขาเป็นบรรพบุรุษของคนอัมโมนจนทุกวันนี้ |
| 01 | อับราฮัมเดินทางจากที่นั่นไปยังแดนเนเกบ และอาศัยอยู่ระหว่างเมืองคาเดชและเมืองชูร์ ท่านไปอาศัยอยู่ในเมืองเก- ราร์ |
| 02 | อับราฮัมพูดถึงภรรยาของตนว่า 'นางเป็นน้องสาวของฉัน' อาบีเมเลคพระราชาแห่งเก-ราร์ก็ใช้คนมานำซาราห์ไป |
| 03 | แต่พระเจ้าเสด็จมาหาอาบีเมเลคทางพระสุบินในเวลากลางคืน และตรัสกับอาบีเมเลคว่า "เจ้าจะต้องตายแน่ๆ เพราะ หญิงซึ่งเจ้านำมานั้นมีสามีแล้ว" |
| 04 | ฝ่ายอาบีเมเลคยังไม่ได้เข้าใกล้นาง ท่านจึงทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้า พระองค์จะทรงประหารประชาชนที่ไม่มีผิดหรือ |
| 05 | ตัวเขาเองบอกข้าพระองค์มิใช่หรือว่า "นางเป็นน้องสาวของฉัน" และนางเองก็ว่า 'เขาเป็นพี่ชายของดิฉัน' ข้าพระ องค์กระทำดังนี้ด้วยความซื่อ และด้วยมือที่ไม่มีผิด" |
| 06 | แล้วพระเจ้าตรัสกับท่านในพระสุบินว่า "เรารู้แล้วว่าเจ้าทำดังนี้ด้วยความซื่อ ยิ่งกว่านั้นอีกเราเองที่ป้องกันเจ้ามิให้ทำ บาปต่อเรา เหตุฉะนี้ เราจึงมิได้ให้เจ้าถูกต้องหญิงนั้น |
| 07 | จงคืนภรรยาของชายนั้นไปเสีย เพราะเขาเป็นผู้เผยพระวจนะ เขาจะอธิษฐานเพื่อเจ้า แล้วเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้ แต่ถ้าเจ้า ไม่คืนนาง ก็จงรู้เถิดว่าเจ้าจะต้องตายแน่ ทั้งเจ้าเอง และทุกคนที่เป็นของเจ้า" |
| 08 | อาบีเมเลคตื่นบรรทมแต่เช้ามืด ทรงเรียกบรรดาข้าราชการของพระองค์มา และทรงรับสั่งเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง คน เหล่านั้นก็กลัวยิ่งนัก |
| 09 | อาบีเมเลคตรัสเรียกอับราฮัมมาเฝ้า และตรัสกับท่านว่า "เจ้าทำอะไรแก่เรานี่ เราได้กระทำบาปต่อเจ้าอย่างไร เจ้าจึง นำบาปใหญ่โตมายังเราและราชอาณาจักรของเรา เจ้าได้ทำสิ่งซึ่งไม่ควรจะทำแก่เรา" |
| 10 | อาบีเมเลคตรัสกับอับราฮัมว่า "เจ้าคิดอะไร เจ้าจึงทำเช่นนี้" |
| 11 | อับราฮัมทูลว่า "เพราะข้าพระบาทคิดว่า ในที่นี้ไม่มีความยำเกรงพระเจ้าเสียเลย คนเขาจะฆ่าข้าพระบาทเสียเพราะ อยากได้ภรรยาของข้าพระบาท |
| 12 | นอกจากนั้นเธอก็เป็นน้องสาวของข้าพระบาทจริงๆ เป็นบุตรหญิงของบิดาข้าพระบาท แต่ไม่ใช่บุตรหญิงของ มารดาข้าพระบาท และนางได้มาเป็นภรรยาข้าพระบาท |
| 13 | เมื่อพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพระบาทต้องพเนจรจากบ้านบิดาของข้าพระบาท ข้าพระบาทพูดกับนางว่า 'ขอเจ้าทำดัง นี้เพื่อฉัน คือเราจะไปที่ใดก็ตามขอให้กล่าวถึงฉันว่า 'เขาเป็นพี่ชายของดิฉัน" |
| 14 | อาบีเมเลคจึงทรงนำแกะ โคและทาสชายหญิงและประทานให้แก่อับราฮัม แล้วทรงคืนภรรยาให้เขาไป |
| 15 | แล้วอาบีเมเลคตรัสว่า "ดูเถิด แผ่นดินของเราก็อยู่ต่อหน้าเจ้า เจ้าจะอาศัยอยู่ที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ" |
| 16 | พระองค์ตรัสกับซาราห์ว่า "เราให้เงินหนึ่งพันแผ่นแก่พี่ชายของเจ้า เป็นค่าทำขวัญต่อหน้าทุกคนที่อยู่กับเจ้า เจ้าได้ รับการแก้ไขต่อหน้าคนทั้งปวงแล้ว" |
| 17 | อับราฮัมก็อธิษฐานต่อพระเจ้า พระเจ้าทรงรักษาอาบีเมเลค และมเหสีของพระองค์และทาสหญิงให้หาย สตรีเหล่า นั้นก็คลอดบุตร |
| 18 | เพราะว่าพระเจ้าทรงปิดครรภ์สตรีในราชสำนักของอาบีเมเลค เพราะเรื่องซาราห์ภรรยาอับราฮัม |
| 01 | พระเจ้าทรงเยี่ยมซาราห์ตามที่พระองค์ตรัสไว้ และพระเจ้าทรงกระทำแก่ซาราห์ ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ |
| 02 | ซาราห์ก็ตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่งให้อับราฮัม เมื่อท่านชราตามเวลาซึ่งพระเจ้าได้ตรัสกับท่าน |
| 03 | อับราฮัมตั้งชื่อบุตรชายที่เกิด ผู้ซึ่งซาราห์คลอดให้ท่านนั้นว่า อิสอัค |
| 04 | แล้วอับราฮัมทำพิธีเข้าสุหนัตให้แก่อิสอัคบุตรชายนั้นเมื่อมีอายุแปดวัน ดังที่พระเจ้าทรงบัญชาแก่ท่าน |
| 05 | อับราฮัมมีอายุหนึ่งร้อยปีเมื่ออิสอัคบุตรชายเกิดแก่ท่าน |
| 06 | นางซาราห์กล่าวว่า "พระเจ้าทรงกระทำให้ข้าพเจ้าหัวเราะ ทุกคนที่ได้ฟังจะพลอยหัวเราะด้วย" |
| 07 | นางกล่าวอีกว่า "ใครจะพูดกับอับราฮัมได้ว่าซาราห์จะให้เด็กกินนม แต่ดิฉันก็ได้คลอดบุตรชายคนหนึ่งให้ท่านเมื่อ ท่านชราแล้ว" |
| 08 | เด็กนั้นก็เติบโตขึ้นและหย่านมและอับราฮัมจัดการเลี้ยงใหญ่ในวันนั้นเมื่ออิสอัคหย่านม |
| 09 | แต่ซาราห์เห็นบุตรชายของฮาการ์คนอียิปต์ซึ่งนางคลอดให้อับราฮัม กำลังเล่นอยู่กับอิสอัคบุตรชาย |
| 10 | นางจึงพูดกับอับราฮัมว่า "ไล่ทาสหญิงคนนี้กับบุตรชายของนางไปเสียเถิด เพราะว่าบุตรชายของทาสหญิงคนนี้จะ เป็นผู้รับมรดกร่วมกับอิสอัคบุตรชายของฉันไม่ได้" |
| 11 | อับราฮัมกลุ้มใจ เพราะเรื่องบุตรชายของท่าน |
| 12 | แต่พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า "อย่ากลุ้มใจเพราะเรื่องเด็กนั้น และทาสหญิงของเจ้า ซาราห์ขออะไรก็จงยอมตามที่ นางขอเถิด เพราะชื่อของเจ้าจะสืบต่อไปทางเชื้อสายอิสอัค |
| 13 | ส่วนบุตรชายของทาสหญิงนั้น เราจะกระทำให้เป็นชนชาติหนึ่งด้วย เพราะเขาเป็นพงศ์พันธุ์ของเจ้า" |
| 14 | อับราฮัมจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด ให้ขนมปังและน้ำหนึ่งถุงหนังแก่ฮาการ์ ใส่บ่าให้นางพร้อมกับเด็กนั้นแล้วให้ออกจาก บ้านไป นางก็จากไปและพเนจรไปในถิ่นทุรกันดารแห่งเบเออร์เชบา |
| 15 | เมื่อน้ำในถุงหนังนั้นหมดแล้วนางก็วางเด็กนั้นไว้ใต้พุ่มไม้แห่งหนึ่ง |
| 16 | แล้วนางก็ไปนั่งอยู่ห่างออกไป ประมาณเท่ากับระยะลูกธนูตก เพราะนางพูดว่า "อย่าให้ข้าเห็นความตายของลูก เลย" ขณะที่นางนั่งอยู่แต่ไกล เด็กนั้นก็ตะเบ็งเสียงร้องไห้ |
| 17 | พระเจ้าทรงสดับเสียงร้องของเด็กนั้น และทูตของพระเจ้าจึงเรียกฮาการ์จากฟ้า กล่าวกับนางว่า "ฮาการ์ เจ้าเป็น อะไรไป อย่ากลัวเลยเพราะว่าพระเจ้าทรงสดับเสียงของเด็กณที่ที่เขาอยู่นั้นแล้ว |
| 18 | ลุกขึ้นอุ้มเด็กนั้น เอามือจับเขาไว้ให้แน่น เพราะเราจะทำให้เขาเป็นชาติใหญ่ชาติหนึ่ง" |
| 19 | แล้วพระเจ้าทรงเบิกตาของนาง นางก็เห็นบ่อน้ำแห่งหนึ่ง จึงไปเติมน้ำเต็มถุงหนัง และให้เด็กนั้นดื่ม |
| 20 | พระเจ้าทรงสถิตกับเด็กนั้น เขาเติบโตขึ้น อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร และเป็นนักธนู |
| 21 | เขาอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารแห่งปาราน มารดาก็หาภรรยาคนหนึ่งจากประเทศอียิปต์ให้เขา |
| 22 | ครั้งนั้น อาบีเมเลคและฟีโคล์ผู้บัญชาการทหารของพระองค์ พูดกับอับราฮัมว่า "พระเจ้าทรงสถิตกับท่านในทุกสิ่ง ที่ท่านกระทำ |
| 23 | เพราะฉะนั้นบัดนี้จงปฏิญาณในพระนามพระเจ้าให้แก่เราที่นี่ว่า เจ้าจะไม่หักหลังเรา ลูกหลานของเรา หรือ ชาตพันธุ์ในอนาคตของเรา แต่ดังที่เราภักดีต่อเจ้า เจ้าจงภักดีต่อเราและต่อแผ่นดินซึ่งเจ้าอาศัยอยู่นี้" |
| 24 | อับราฮัมก็ทูลว่า "ข้าพระบาทยอมปฏิญาณ" |
| 25 | เมื่ออับราฮัมร้องทุกข์ต่ออาบีเมเลค เรื่องบ่อน้ำที่ข้าราชการของอาบีเมเลคยึดเอาไป |
| 26 | อาบีเมเลคตรัสว่า "เราไม่รู้ว่าใครทำอย่างนี้ เจ้ามิได้บอกเรา เราก็ไม่รู้เรื่องจนวันนี้" |
| 27 | อับราฮัมจึงนำแกะและโคมาถวายแก่อาบีเมเลค ทั้งสองฝ่ายก็ทำพันธสัญญากัน |
| 28 | อับราฮัมได้แยกลูกแกะตัวเมียจากฝูงไว้ต่างหากเจ็ดตัว |
| 29 | อาบีเมเลคตรัสถามอับราฮัมว่า "ลูกแกะตัวเมียเจ็ดตัวที่เจ้าแยกไว้ต่างหากนั้น หมายความว่าอะไร" |
| 30 | ท่านทูลว่า "ขอฝ่าพระบาทรับลูกแกะตัวเมียเจ็ดตัวนี้จากมือข้าพระบาท เพื่อฝ่าพระบาทจะได้เป็นพยานแก่ข้าพระ บาทว่า ข้าพระบาทได้ขุดบ่อน้ำนี้" |
| 31 | เหตุฉะนี้เขาจึงเรียกที่นั้นว่า เบเออร์เชบา {แปลว่า บ่อน้ำแห่งเจ็ด หรือบ่อน้ำแห่งคำสาบาน} เพราะว่าทั้งสองได้ สาบานปฏิญาณกันไว้ |
| 32 | เขากระทำพันธสัญญากันที่เบเออร์เชบาดังนี้แหละ แล้วอาบีเมเลคและฟีโคล์ผู้บัญชาการทหารของพระองค์ก็กลับไป ยังแคว้นชาวฟีลิสเตีย |
| 33 | อับราฮัมปลูกต้นแทมริสก์ไว้ที่เบเออร์เชบา และนมัสการออกพระนามพระเยโฮวาห์ พระเจ้านิรันดร์ที่นั่น |
| 34 | อับราฮัมอาศัยอยู่ในแคว้นชาวฟีลิสเตียหลายวัน |
| 01 | ต่อมาพระเจ้าทรงลองใจอับราฮัม และตรัสกับท่านว่า "อับราฮัม" ท่านทูลว่า "พระเจ้าข้า" |
| 02 | พระองค์ตรัสว่า "จงพาบุตรของเจ้าคืออิสอัค บุตรคนเดียวของเจ้าผู้ที่เจ้ารัก ไปยังแคว้นโมริยาห์ และถวายเขาที่นั่น เป็นเครื่องเผาบูชา บนภูเขาลูกหนึ่งซึ่งเราจะบอกแก่เจ้า" |
| 03 | อับราฮัมจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด ผูกอานลาของท่านพาคนใช้หนุ่มไปกับท่านด้วยสองคนกับอิสอัคบุตรของท่าน ท่านตัด ฟืนสำหรับเครื่องเผาบูชา เดินทางไปยังที่ซึ่งพระเจ้าทรงบอกแก่ท่าน |
| 04 | พอถึงวันที่สามอับราฮัมเงยหน้าขึ้นแลเห็นที่นั้นแต่ไกล |
| 05 | อับราฮัมจึงพูดกับคนใช้ของท่านว่า "อยู่กับลาที่นี่เถิด เรากับลูกจะเดินไปที่โน้นนมัสการพระ แล้วจะกลับมาพบเจ้า " |
| 06 | อับราฮัมเอาฟืนสำหรับเครื่องเผาบูชาใส่บ่าอิสอัคบุตรชาย ถือไฟและมีดแล้วพ่อลูกไปด้วยกัน |
| 07 | อิสอัคพูดกับอับราฮัมบิดาว่า "คุณพ่อ" และท่านตอบว่า "ลูกเอ๋ย มีอะไรรึ" ลูกจึงว่า "นี่ไฟและฟืน แต่ลูกแกะ สำหรับเครื่องเผาบูชาอยู่ที่ไหน" |
| 08 | อับราฮัมตอบว่า "ลูกเอ๋ย พระเจ้าจะทรงจัดหาลูกแกะสำหรับพระองค์เองเป็นเครื่องเผาบูชา" พ่อลูกทั้งสองก็เดินต่อ ไปด้วยกัน |
| 09 | เมื่อเขาทั้งสองมาถึงที่ซึ่งพระเจ้าตรัสบอกเขาไว้ อับราฮัมก็สร้างแท่นบูชาที่นั่น เรียงฟืนเป็นระเบียบ แล้วมัดอิส อัคบุตรชายวางไว้บนแท่นบูชาบนฟืน |
| 10 | แล้วอับราฮัมก็ยื่นมือจับมีดจะฆ่าบุตรชาย |
| 11 | แต่ทูตของพระเจ้าเรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า "อับราฮัม อับราฮัม" และท่านตอบว่า "พระเจ้าข้า" |
| 12 | ทูตสวรรค์ว่า "อย่าแตะต้องเด็กนั้นหรือกระทำอะไรเขาเลย เพราะบัดนี้เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็นว่าเจ้า มิได้หวงบุตรชายของเจ้า แต่ยอมถวายบุตรชายคนเดียวของเจ้าให้เรา" |
| 13 | อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัว นั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย |
| 14 | อับราฮัมจึงเรียกสถานที่นั้นว่า เยโฮวาห์ยิเรห์ {แปลว่า พระเจ้าจะทรงจัดหาไว้ให้} อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า " จะจัดไว้บนภูเขาของพระเยโฮวาห์" |
| 15 | ทูตของพระเจ้าเรียกอับราฮัมครั้งที่สองมาจากฟ้าสวรรค์ว่า |
| 16 | "พระเจ้าตรัสว่า เราปฏิญาณในนามของเราว่า เพราะเจ้ากระทำอย่างนี้และมิได้หวงบุตรชายของเจ้า คือบุตรชายคน เดียวของเจ้า |
| 17 | เราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสาย ของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์ |
| 18 | ประชาชาติทั้งหลายทั่วโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เหตุว่าเจ้าฟังเสียงของเรา" |
| 19 | อับราฮัมจึงกลับไปพบคนใช้หนุ่มของท่าน แล้วพากันกลับไปยังเมืองเบเออร์เชบา อับราฮัมก็อาศัยอยู่ที่เบเออร์เชบา |
| 20 | หลังจากเหตุการณ์เหล่านี้ มีคนมาบอกอับราฮัมว่า "มิลคาห์บังเกิดบุตรให้แก่นาโฮร์ น้องชายของท่านด้วยแล้ว |
| 21 | คืออูสบุตรหัวปี บูสน้องของเขา เคมูเอลบิดาของอารัม |
| 22 | เคเสด ฮาโซ ปิลดาช ยิดลาฟและเบธูเอล" |
| 23 | เบธูเอลเป็นบิดาของนางเรเบคาห์ทั้งแปดนี้มิลคาห์บังเกิดให้นาโฮร์ น้องชายของอับราฮัม |
| 24 | ยิ่งกว่านั้นอีกภรรยาน้อยของเขาชื่อเรอูมาห์บังเกิดกาฮัม ทาหาช และมาอาคาห์ |
| 01 | ซาราห์มีอายุหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดปี ซาราห์มีชีวิตถึงอายุนี้ |
| 02 | แล้วซาราห์ก็สิ้นชีวิตที่เมืองคีริยาทอารบา (คือเฮโบรน) ในแคว้นคานาอัน อับราฮัมไว้ทุกข์ให้ซาราห์และร้องไห้คิด ถึงนาง |
| 03 | อับราฮัมยืนขึ้นหน้าศพพูดกับคนฮิตไทต์ว่า |
| 04 | "ข้าพเจ้าเป็นคนต่างด้าวและเป็นคนมาอาศัยอยู่ท่ามกลางท่าน ขอท่านให้ที่ดินท่ามกลางท่านเป็นสุสาน เพื่อข้าพเจ้า จะได้ฝังผู้ตายของข้าพเจ้าให้พ้นสายตาไป" |
| 05 | คนฮิตไทต์ตอบอับราฮัมว่า |
| 06 | "นายโปรดฟังพวกเรา ท่านเป็นเจ้านายของพระเจ้าท่ามกลางเรา ขอให้ฝังผู้ตายของท่านในอุโมงค์ฝังศพที่ดีที่สุดของ เราเถิด ไม่มีผู้ใดในพวกเราที่จะหวงสุสานของเขาไว้ไม่ให้ท่าน หรือขัดขวางท่านมิให้ฝังผู้ตายของท่าน" |
| 07 | อับราฮัมก็ลุกขึ้นคำนับคนฮิตไทต์ชาวแคว้นนั้น |
| 08 | และพูดกับพวกเขาว่า "ถ้าท่านยินยอมให้ข้าพเจ้าฝังผู้ตายของข้าพเจ้าให้พ้นสายตาไปแล้ว ขอท่านฟังข้าพเจ้าเถิดและ วิงวอนเอโฟรนบุตรโศหาร์เพื่อข้าพเจ้า |
| 09 | ขอให้เขาให้ถ้ำมัคเป-ลาห์ ซึ่งเขาถือกรรมสิทธิ์นั้นแก่ข้าพเจ้า มันอยู่ที่ปลายนาของเขา ขอให้เขาขายให้ข้าพเจ้าเต็ม ตามราคาต่อหน้าท่านให้เป็นกรรมสิทธิ์สำหรับใช้เป็นสุสาน" |
| 10 | ฝ่ายเอโฟรนนั่งอยู่ระหว่างคนฮิตไทต์ เอโฟรนคนฮิตไทต์จึงตอบอับราฮัมให้บรรดาคนฮิตไทต์ผู้ที่เข้าไปที่ประตูเมือง ฟังว่า |
| 11 | "อย่าเลย นายโปรดฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าให้นานั้นแก่ท่านและให้ถ้ำที่อยู่ในนานั้นแก่ท่านด้วย ข้าพเจ้าให้แก่ท่านต่อ หน้าประชาชนของข้าพเจ้า ขอเชิญฝังผู้ตายของท่านเถิด" |
| 12 | อับราฮัมก็คำนับชาวแคว้นนั้น |
| 13 | และท่านพูดกับเอโฟรนให้ชาวแคว้นนั้นฟังว่า "แต่ถ้าท่านยินยอม ขอฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเต็มใจให้ค่าของนานั้น ขอรับเงินจากข้าพเจ้าเถิด เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฝังผู้ตายของข้าพเจ้าที่นั่น" |
| 14 | เอโฟรนตอบอับราฮัมว่า |
| 15 | "นายขอฟังข้าพเจ้า ที่ดินแปลงหนึ่งมีราคาเป็นเงินสี่ร้อยเชเขล {หน่วยน้ำหนักเงิน ประมาณเท่ากับ14.5กรัม} สำหรับท่านกับข้าพเจ้าก็ไม่เท่าไร ฝังผู้ตายของท่านเถิด" |
| 16 | อับราฮัมก็ตกลงกับเอโฟรน แล้วอับราฮัมก็ชั่งเงินให้เอโฟรนตามจำนวนที่เขาบอกให้คนฮิตไทต์ฟังแล้ว คือเงินสี่ ร้อยเชเขล ตามน้ำหนักที่พวกพ่อค้าใช้กันในเวลานั้น |
| 17 | นาของเอโฟรนในมัคเป-ลาห์ซึ่งอยู่หน้ามัมเร มีนากับถ้ำซึ่งอยู่ในนั้น และต้นไม้ทั้งสิ้นซึ่งอยู่ในนาตลอดทั่วบริเวณ นั้น เอโฟรนก็โอน |
| 18 | ให้แก่อับราฮัมเป็นกรรมสิทธิ์ต่อหน้าคนฮิตไทต์ คือต่อหน้าบรรดาผู้ที่เข้าไปที่ประตูเมืองของเขา |
| 19 | ต่อมาอับราฮัมก็ฝังศพซาราห์ ภรรยาของตนในถ้ำที่นามัคเป-ลาห์หน้ามัมเร (คือเฮโบรน) ในแคว้นคานาอัน |
| 20 | นาและถำ้ซึ่งอยู่ในนั้น คนฮิตไทต์โอนให้แก่อับราฮัมเป็นกรรมสิทธิ์เพื่อใช้เป็นสุสาน |
| 01 | ฝ่ายอับราฮัมก็ชราแล้ว มีอายุมากทีเดียว และพระเจ้าทรงอำนวยพระพรอับราฮัมทุกประการ |
| 02 | อับราฮัมพูดกับคนใช้ของท่านที่มีอาวุโสที่สุดในบ้าน ผู้ดูแลทรัพย์สมบัติของท่านว่า "เอามือเจ้าวางไว้ใต้ขาอ่อนของ เรา |
| 03 | แล้วเราจะให้เจ้าสาบานในพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ และพระเจ้าแห่งพิภพโลก ว่าเจ้าจะไม่หา ภรรยาให้บุตรชายของเราจากบุตรหญิงของคนคานาอัน ที่เราอาศัยอยู่ท่ามกลางเขานี้ |
| 04 | แต่จะไปยังประเทศและหมู่ญาติของเราเพื่อหาภรรยาคนหนึ่งให้แก่อิสอัคบุตรชายของเรา" |
| 05 | คนใช้ก็เรียนท่านว่า "เผื่อหญิงนั้นอาจจะไม่ยอมมากับข้าพเจ้ายังแคว้นนี้ ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้ามิต้องนำบุตรชายของท่าน กลับไปยังดินแดนซึ่งท่านจากมานั้นหรือ" |
| 06 | อับราฮัมพูดกับเขาว่า "ระวังอย่าพาบุตรชายของเรากลับไปที่นั่น |
| 07 | พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ทรงนำเรามาจากบ้านบิดาเรา และจากบ้านเกิดเมืองนอนของเรา พระองค์ตรัส กับเราและทรงปฏิญาณว่า 'เราจะมอบแผ่นดินนี้ให้แก่เชื้อสายของเจ้า' พระองค์จะทรงใช้ทูตของพระองค์ไปข้างหน้าเจ้า เจ้าจงหาภรรยาคนหนึ่งให้บุตรชายของเราจากที่นั่น |
| 08 | ถ้าหญิงนั้นไม่ยอมมากับเจ้า เจ้าก็จะพ้นจากคำสาบานของเรานี้ แต่เจ้าอย่าพาบุตรชายของเรากลับไปที่นั่นก็แล้วกัน" |
| 09 | คนใช้จึงเอามือของเขาวางใต้ขาอ่อนของอับราฮัมนายของตน และสาบานต่อท่านตามเรื่องนี้ |
| 10 | คนใช้นำอูฐสิบตัวของนายมาแล้วออกเดินทางไป โดยนำเอาของมีค่าต่างๆ จากนายติดมือไปด้วย เขาไปยังเมโส โปเตเมีย ถึงเมืองของนาโฮร์ |
| 11 | เขาให้อูฐคุกเข่าลงที่ริมบ่อน้ำข้างนอกเมือง เวลาเย็นซึ่งเป็นเวลาที่ผู้หญิงออกมาตักน้ำ |
| 12 | เขาอธิษฐานว่า "ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ขอทรงประทานความสำเร็จแก่ข้าพระ องค์ในวันนี้ และขอทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่อับราฮัมนายของข้าพระองค์ |
| 13 | ข้าพระองค์กำลังยืนอยู่ที่ริมน้ำพุ และบรรดาบุตรหญิงของชาวเมืองนี้กำลังออกมาตักน้ำ |
| 14 | ขอให้หญิงสาวคนที่ข้าพระองค์พูดกับนางว่า 'โปรดลดเหยือกของเธอลง ให้ฉันดื่มน้ำ' และผู้ซึ่งตอบว่า 'เชิญดื่ม เถิดและดิฉันจะให้น้ำอูฐของท่านกินด้วย' นั้น เป็นคนที่พระองค์ทรงกำหนดให้เป็นภรรยาอิสอัคผู้รับใช้ของพระองค์ อย่างนี้ข้าพระองค์จะทราบได้ว่า พระองค์ทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่นายของข้าพระองค์" |
| 15 | เขาอธิษฐานยังไม่ทันเสร็จ เรเบคาห์ผู้ที่เกิดแก่เบธูเอลบุตรชายของมิลคาห์ภรรยาของนาโฮร์ น้องชายของอับราฮัม ก็ แบกไหน้ำของเธอเดินออกมา |
| 16 | หญิงสาวนั้นงามมาก เป็นพรหมจารียังไม่มีชายใดสมสู่เธอ ลงไปที่น้ำพุเติมน้ำเต็มเหยือกแล้วก็ขึ้นมา |
| 17 | คนใช้นั้นก็วิ่งไปต้อนรับเธอ แล้วพูดว่า "ขอน้ำจากเหยือกน้ำของเธอให้ฉันดื่มสักหน่อย" |
| 18 | เธอตอบว่า "นาย เชิญดื่มเถิด" แล้วเธอก็รีบลดเหยือกของเธอลงมาถือไว้ และให้เขาดื่ม |
| 19 | เมื่อให้เขาดื่มเสร็จแล้ว เธอจึงว่า "ดิฉันจะตักน้ำให้อูฐของท่านกินจนอิ่มด้วย" |
| 20 | เธอรีบเทน้ำในเหยือกของเธอใส่ราง แล้ววิ่งไปตักน้ำที่บ่ออีก เธอตักน้ำให้อูฐทั้งหมดของเขา |
| 21 | ชายนั้นเพ่งดูเธอเงียบๆ เพื่อตรึกตรองดูว่าพระเจ้าทรงให้การเดินทางของตนบังเกิดผลหรือไม่ |
| 22 | เมื่ออูฐกินน้ำเสร็จแล้ว ชายนั้นก็ให้แหวนทองคำหนักครึ่งเชเขล และกำไลสำหรับข้อมือเธอคู่หนึ่ง ทองหนักสิบเช เขล |
| 23 | และพูดว่า "ขอบอกฉันว่าเธอเป็นบุตรหญิงของใคร ในบ้านบิดาของเธอนั้นมีที่ให้เราพักอาศัยบ้างไหม" |
| 24 | เธอตอบเขาว่า "ดิฉันเป็นบุตรหญิงของเบธูเอลบุตรชายของมิลคาห์และนาโฮร์" |
| 25 | เธอพูดเสริมว่า "เรามีทั้งฟางและเสบียงพอ และมีที่ให้พักด้วย" |
| 26 | ชายนั้นก็กราบลงนมัสการพระเจ้า |
| 27 | และอธิษฐานว่า "สาธุการแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ผู้มิได้ทรงทอดทิ้งความรักมั่นคง และความเที่ยงธรรมของพระองค์ต่อนาย ส่วนข้าพระองค์นั้นพระเจ้าทรงนำมาตามทางจนถึงบ้านหมู่ญาติของนายข้า พระองค์" |
| 28 | แล้วหญิงสาวนั้นก็วิ่งไปบอกคนในครอบครัวของมารดาถึงเรื่องที่เกิดขึ้น |
| 29 | เรเบคาห์มีพี่ชายคนหนึ่งชื่อ ลาบัน ลาบันวิ่งไปหาชายนั้นที่น้ำพุ |
| 30 | เมื่อท่านเห็นแหวนและกำไลที่ข้อมือน้องสาว และเมื่อท่านได้ยินคำของเรเบคาห์น้องสาวว่า "ชายนั้นพูดกับฉัน อย่างนี้" ท่านก็ไปหาชายนั้น และพบเขากำลังยืนอยู่กับอูฐที่น้ำพุ |
| 31 | ท่านพูดว่า "ข้าแต่ท่านผู้รับพระพรของพระเจ้า เชิญเข้ามาเถิด ท่านยืนอยู่ข้างนอกทำไม เพราะข้าพเจ้าเตรียมบ้าน และเตรียมที่สำหรับอูฐแล้ว" |
| 32 | ชายนั้นจึงเข้าไปในบ้าน ลาบันก็แก้อูฐ ให้ฟางและอาหารสำหรับอูฐ ให้น้ำล้างเท้าเขาและคนที่มากับเขา |
| 33 | แล้วลาบันจัดอาหารมาเลี้ยงเขา แต่เขาว่า "ข้าพเจ้าจะไม่รับประทาน จนกว่าข้าพเจ้าจะพูดถึงธุระที่ข้าพเจ้าได้รับ มอบหมายมานั้นให้ท่านฟังเสียก่อน" ลาบันก็ว่า "เชิญพูดเถิด" |
| 34 | เขาจึงพูดว่า "ข้าพเจ้าเป็นคนใช้ของอับราฮัม |
| 35 | พระเจ้าทรงอำนวยพระพรแก่นายข้าพเจ้าอย่างมากมายท่านก็เจริญ พระองค์ทรงประทานฝูงแพะแกะ และฝูงโค เงินและทอง คนใช้ชายหญิง อูฐและลา |
| 36 | ซาราห์ภรรยานายข้าพเจ้าได้บุตรชายคนหนึ่งให้แก่นายเมื่อนางแก่แล้ว และนายก็ยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้บุตร |
| 37 | นายให้ข้าพเจ้าปฏิญาณว่า 'เจ้าอย่าหาภรรยาให้แก่บุตรชายของเราจากบุตรหญิงของคนคานาอัน ซึ่งเราอาศัยอยู่ในดิน แดนของเขานี้ |
| 38 | แต่เจ้าจงไปยังบ้านบิดาของเราและไปยังหมู่ญาติของเรา และหาภรรยาคนหนึ่งให้แก่บุตรชายของเรา' |
| 39 | ข้าพเจ้าพูดกับนายว่า 'หญิงนั้นอาจจะไม่ยอมมากับข้าพเจ้า' |
| 40 | แต่ท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า 'พระเจ้าผู้ซึ่งเราดำเนินอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์จะทรงส่งทูตของพระองค์ไปกับเจ้า และ ให้ทางของเจ้าบังเกิดผล เจ้าจงหาภรรยาคนหนึ่งให้บุตรชายของเรา จากหมู่ญาติของเราและจากบ้านบิดาของเรา |
| 41 | แล้วเจ้าจะพ้นจากคำสาบานของเรา เมื่อเจ้ามาถึงหมู่ญาติของเราแล้ว ถ้าเขาไม่ยอมให้หญิงนั้น เจ้าก็พ้นจากคำ สาบานของเรา' |
| 42 | "วันนี้ข้าพเจ้ามาถึงบ่อน้ำและทูลว่า 'ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรง โปรดให้ทางที่ข้าพระองค์ไปนั้นเกิดผล |
| 43 | เวลานี้ ข้าพระองค์กำลังยืนอยู่ที่น้ำพุ ขอให้หญิงสาวที่ออกมาตักน้ำ ผู้ซึ่งข้าพระองค์จะพูดด้วยว่า "ขอน้ำให้ฉัน ดื่มจากเหยือกของเธอสักหน่อย" |
| 44 | และผู้ซึ่งจะตอบข้าพระองค์ว่า "เชิญดื่มเถิด และดิฉันจะตักน้ำให้อูฐของท่านด้วย" เป็นหญิงที่พระเจ้าทรงกำหนด ตัวไว้ให้เป็นภรรยาบุตรชายของนายข้าพระองค์' |
| 45 | "ก่อนที่ข้าพเจ้าจะพูดในใจจบก็พอดีเรเบคาห์แบกเหยือกของเธอเดินออกมาเธอลงไปตักน้ำที่น้ำพุ ข้าพเจ้าพูดกับเธอ ว่า 'ขอน้ำฉันดื่มหน่อย' |
| 46 | เธอก็รีบลดเหยือกของเธอจากบ่าของเธอและว่า 'เชิญดื่มเถิด แล้วดิฉันจะให้น้ำแก่อูฐของท่านด้วย' ข้าพเจ้าจึงดื่ม เธอก็ตักน้ำให้อูฐกินด้วย |
| 47 | แล้วข้าพเจ้าถามเธอว่า 'เธอเป็นบุตรหญิงของใคร' เธอตอบว่า 'เป็นบุตรหญิงของเบธูเอลบุตรชายของนาโฮร์และนาง มิลคาห์' ข้าพเจ้าจึงใส่แหวนที่จมูกของเธอและสวมกำไลที่ข้อมือเธอ |
| 48 | แล้วข้าพเจ้าก็กราบลงนมัสการพระเจ้า และถวายสาธุการแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนายข้าพเจ้า ผู้ทรงนำ ข้าพเจ้ามาตามทางที่ถูก เพื่อหาบุตรหญิงของญาตินายให้บุตรชาย |
| 49 | บัดนี้ถ้าท่านยอมแสดงความภักดีและจริงใจต่อนายข้าพเจ้าแล้ว ขอกรุณาบอกข้าพเจ้า ถ้ามิฉะนั้นก็ขอบอกข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะหันไปทางขวาหรือทางซ้าย" |
| 50 | ลาบันและเบธูเอลจึงตอบว่า "สิ่งนี้มาจากพระเจ้า เราจะพูดดีหรือร้ายกับท่านก็ไม่ได้ |
| 51 | ดูเถิด เรเบคาห์ก็อยู่ต่อหน้าท่าน พาเธอไปเถิด และให้เธอเป็นภรรยาบุตรชายนายของท่าน ดังที่พระเจ้าตรัสแล้ว" |
| 52 | เมื่อคนใช้ของอับราฮัมได้ยินถ้อยคำของท่าน ก็กราบลงถึงดินต่อพระพักตร์พระเจ้า |
| 53 | แล้วก็นำเอาเครื่องอาภรณ์ ซึ่งทำด้วยเงินด้วยทองออกมา พร้อมกับเสื้อผ้ามอบให้แก่เรเบคาห์ เขายังมอบของอันมีค่า ให้แก่พี่ชายและมารดาของเธอด้วย |
| 54 | แล้วเขากับคนที่มากับเขาก็รับประทานและดื่ม และค้างคืนที่นั่น เมื่อพวกเขาลุกขึ้นในเวลาเช้า คนใช้นั้นก็กล่าวว่า "ขอให้ข้าพเจ้ากลับไปหานายข้าพเจ้าเถิด" |
| 55 | พี่ชายและมารดาของเธอว่า "ขอให้หญิงสาวอยู่กับเราสักหน่อยก่อน อย่างน้อยสักสิบวันแล้วเธอจะไปก็ได้" |
| 56 | แต่เขาพูดกับเขาทั้งสองว่า "อย่าหน่วงข้าพเจ้าไว้เลย เพราะพระเจ้าทรงให้ทางของข้าพเจ้าเกิดผลแล้วขอให้ข้าพเจ้า ออกเดินทาง เพื่อข้าพเจ้าจะได้กลับไปหานายข้าพเจ้า" |
| 57 | เขาทั้งสองก็ว่า "เราจะเรียกหญิงสาวมาถามดู" |
| 58 | เขาทั้งสองก็เรียกเรเบคาห์มาหาและพูดกับเธอว่า "เจ้าจะไปกับชายคนนี้หรือไม่" เธอตอบว่า "ฉันจะไป" |
| 59 | เขาจึงส่งเรเบคาห์น้องสาวกับพี่เลี้ยงของเธอไปพร้อมกับคนใช้ของอับราฮัมและคนของท่าน |
| 60 | พวกเขาอวยพรเรเบคาห์ และกล่าวแก่เธอว่า "น้องเอ๋ย ขอให้เจ้าเป็นมารดาคนนับแสนนับล้าน และขอให้เชื้อสาย ของเจ้าได้ประตูเมืองของคนที่เกลียดชังเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์" |
| 61 | แล้วเรเบคาห์และเหล่าสาวใช้ของเธอก็ขึ้นอูฐไปกับชายนั้น คนใช้ก็พาเรเบคาห์ไป |
| 62 | ฝ่ายอิสอัคมาจ |